สมุดไทยเล่มที่ ๙

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงสหมลิวันยักษี
แจ้งว่าลัสเตียนอสุรี สุดสิ้นชีวีวายปราณ
ทศกัณฐ์ได้ผ่านพารา เบียดเบียนเทวาทุกสถาน
นานไปจะเกิดภัยพาล ร้อนถึงบาดาลกรุงไกร
เมืองเราเป็นมหานัคเรศ ขอบเขตท่าทางหาดีไม่
จะไปตั้งด่านขันให้มั่นไว้ อย่าให้ไพรีมาบีฑา
คิดแล้วจึ่งสั่งเสนามาร เร่งเตรียมทหารซ้ายขวา
กูจะไปเที่ยวดูมรคา ตั้งด่านรักษาธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเสนามารยักษี
รับสั่งพญาอสุรี ชุลีลาออกจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ เกณฑ์พลทวยหาญชาญณรงค์ เลือกล้วนอาจองแข็งขัน
กองหน้าถือปืนขบฟัน น้าวนกยืนยันทุกตน
หมู่หนึ่งหน้ากากตากลอก ถือหอกกวัดแกว่งกุลาหล
หมู่หนึ่งถือธนูลูกกล เขี้ยวโง้งพ้นปากเพียงตา
หมู่หนึ่งล้วนถือทวนยาว ฟันขาวหน้าไพร่ใจกล้า
เตรียมทั้งรถแก้วแววฟ้า คอยท่าเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหมลิวันยักษี
เสด็จจากแท่นแก้วมณี มาเข้าที่สระสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงสุคนธาทิพหอมหวาน
สนับเพลาพลอยแก้วสุรกานต์ ภูษาลายก้านเครือครุฑ
สอดใส่ชายไหวชายแครง ฉลององค์ตาดแย่งรายบุษย์
ตาบทิศทับทรวงชมพูนุท สังวาลชุดมุกดาชิงดวง
พาหุรัดทองกรมังกรกลาย ธํามรงค์เพชรพรายรุ้งร่วง
ทรงมงกุฎแก้วดอกไม้พวง ห้อยห่วงกุณฑลประดับกรรณ
พระหัตถ์ซ้ายจับคทาธร กรขวานั้นกุมพระแสงขรรค์
งามทรงดั่งองค์เวสสุวัณ จรจรัลไปขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยราชรถทรง กำกงประดับด้วยมรกต
แอกงอนอ่อนงามช้อยชด บัลลงก์ลดช่อตั้งกระจังราย
ประดับรูปเทพนมประนมนิ้ว ครุฑจับนาคหิ้วแหงนหงาย
บุษบกเรือนเก็จเพชรพราย งามคล้ายรถทรงทินกร
เทียมโตสองพันตัวคะนอง ลำพองดั่งพญาไกรสร
สารถีมือถือโตมร ขับจรรวดเร็วดั่งลมพัด
ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย ธงริ้วทิวรายปลายสะบัด
เกณฑ์แห่เบียดเสียดเยียดยัด ขนัดฆ้องกลองประโคมโครมครึก
เสียงกงรถลั่นสนั่นป่า โยธาโห่ร้องก้องกึก
แผ่นดินไหวหวั่นพันลึก คึกคึกออกจากธานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราว

ร่าย

๏ มาถึงเนินทรายชายสมุทร ที่สุดขอบเขตยักษี
เป็นต้นทางจะขึ้นไปปัถพี อสุรีให้หยุดพลไกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ จึ่งนิมิตเป็นสระปทุมมาศ บัวหนึ่งประหลาดดอกใหญ่
เป็นทางโดยก้านลงไป แล้วไว้ประตูศีลา
มีกำแพงแล่งล้อมป้อมค่าย กุมภัณฑ์โกฏิปลายอยู่รักษา
ถัดนั้นไว้พญาคชา สูงใหญ่แกล้วกล้าบ้ามัน
เที่ยวท่องป้องกันกระเวนทาง คอยล้างศัตรูให้อาสัญ
ถัดไปไว้เขากระทบกัน ประกายนั้นรุ่งโรจน์เป็นเพลิงกาฬ
ถัดนั้นมีฝูงยุงใหญ่ ตัวเท่าแม่ไก่ใจหาญ
จัดเสร็จสำเร็จทุกประการ พญามารกลับมายังธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด เจรจา

๏ ครั้นถึงจึ่งมีบัญชา สั่งมหาเสนาทั้งสี่
ว่าทวารปราการพระบุรี เป็นที่เข้าออกอลวน
ถ้าศัตรูปลอมมาทําร้าย จะแยกรายกันจับเห็นขัดสน
จงทำเป็นตราชูยนตร์ ชั่งให้ทุกตนทั้งไปมา
สั่งแล้วเสด็จลีลาศ จากบัลลังก์ราชรัถา
กรายกรนวยนาดยาตรา ขึ้นยังมหาปราสาทชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ทั้งสี่เสนาผู้ใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงภพไตร ไปทําตามมีบัญชาการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวสหมลิวันใจหาญ
แต่เสวยสวรรยาในบาดาล ช้านานประมาณโกฏิปี
ทรงพระชราประชวรหนัก เรียกมหายมยักษ์ยักษี
อันเป็นโอรสร่วมชีวี เข้ามาแล้วมีบัญชา
บัดนี้บิดาจะบรรลัย เจ้าจะผ่านโภไคยไปภายหน้า
อย่าคบทศกัณฐ์อสุรา ใจบาปหยาบช้าสาธารณ์
จะพาให้เสียวงศ์พรหเมศ ซึ่งเรืองเดชศักดากล้าหาญ
สั่งแล้วจึ่งองค์พญามาร ก็วายปราณสิ้นชีพชีวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น มหายมยักษ์ยักษี
ได้ผ่านสวรรยาธานี แทนที่สมเด็จพระบิดร
ทรงนามท้าวศากยวงศา มหายมยักษ์ชาญสมร
มีพระมเหสีบังอร งามงอนทรงโฉมประโลมใจ
ชื่อจันทประภาลาวัณย์ กุมภัณฑ์แสนสนิทพิสมัย
มีบุตรีเลิศลักษณ์อำไพ ให้ชื่อพิรากวนเทวี
ท้าวมีทั้งโอรสา ชื่อว่าไมยราพยักษี
องคพระชนกชนนี มิให้มีราคีแผ้วพาน
พระเสวยสวรรยาราชัย ไพร่ฟ้ามีใจเกษมศานต์
แสนสนุกเป็นสุขสำราญ ที่ในบาดาลพารา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวทศพักตร์ยักษา
ราตรีเข้าที่ไสยา อสุราให้คิดกำเริบใจ
กูทรงศักดาวราฤทธิ์ ปัจจามิตรไม่ต่อกรได้
ย่อมกลัวอานุภาพราบไป ทั้งในไตรภพธาตรี
แต่องค์โกสีย์ตรีเนตร ไม่เกรงเดชพงศ์พรหมเรืองศรี
ด้วยได้จักรแก้วพระศุลี ทําทีอาจองทะนงนัก
อันรณพักตร์ฤทธิรอน ก็ได้เวทกับศรสิทธิศักดิ์
จะให้ยกพหลพลยักษ์ ขึ้นไปโหมหักยังเมืองฟ้า
ให้อยู่ในเงื้อมมือจงได้ ด้วยฤทธิไกรโอรสา
จะเป็นเกียรติยศไว้ในโลกา ไปชั่วกัลปาธาตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นพระสุริยาเรืองรอง แสงทองจำรัสรัศมี
สระสรงทรงเครื่องรูจี เสด็จมายังที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
พร้อมหมู่อสุรากุมภัณฑ์ อภิวันท์หมอบกลาดดาษดา
ดั่งหนึ่งดวงดาวดารากร แวดล้อมจันทรในเวหา
จึ่งมีพระราชบัญชา แก่โอรสาธิบดี
ดูกรเจ้าผู้จำเริญรัก ดวงจักษุพ่อเฉลิมศรี
อันสามภพจบทั่วธาตรี ก็เกรงกลัวฤทธีบิดร
แต่ท้าวตรีเนตรนี้หมิ่นกัน สำคัญว่าตัวชาญสมร
เจ้าจงยกพวกพลากร ขึ้นไปราญรอนราวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รณพักตร์สุริย์วงศ์ยักษี
ฟังราชบรรหารก็ยินดี ชุลีกรสนองพระบัญชา
ซึ่งจะให้ไปปราบโกสิต ก็สมคิดลูกขออาสา
ทูลแล้วถวายบังคมลา เสด็จมาปราสาทอำไพ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีพจนารถ สั่งเสนามาตย์ผู้ใหญ่
ให้เกณฑ์พหลพลไกร กูจะไปโหมหักมัฆวาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
ก้มเกล้ารับพระบัญชาการ ขุนมารก็ออกมาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

ยานี

๏ ทัพหน้าจัดเอาฤทธิกัน เกียกกายโชติวรรณยักษี
ปีกขวารุทกาลอสุรี ปีกซ้ายตรีเมฆมาลา
ยุกกระบัตรนั้นจัดนันทยักษ์ กองหลังโรมจักรยักษา
กองขันพัทกันอสุรา กองหนุนอัษฎากุมภัณฑ์
ล้วนคุมทหารฤทธิรุทร กวัดแกว่งอาวุธดั่งจักรผัน
ผูกพญาคเชนทร์ซับมัน เตรียมกันรับเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น รณพักตร์สุริย์วงศ์ยักษี
ครั้นรุ่งสางสว่างธาตรี เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ให้ไขสหัสธารา ละอองโปรยปรายมาดั่งฝอยฝน
ทรงสุคันธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนนพมาศสุมามาลย์
สนับเพลารูปวาสุกรีกรอง ภูษาพื้นตองทองประสาน
ชายแครงเครือหงส์อลงการ ชายไหวลายก้านกระหนกกลาย
ฉลององค์ทรงเกราะแก้วผลึก สอดสังวาลศึกสามสาย
ทับทรวงตาบทิศทับทิมพราย ทองกรมังกรกลายพาหุรัด
ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรเหลือง อร่ามเรืองทั้งสิบนิ้วพระหัตถ์
ทรงมหามงกุฎดอกไม้ทัด กุณฑลแก้วจํารัสกรรเจียกจร
ห้อยพวงสุวรรณมาลา กรขวาทรงจับธนูศร
ดั่งพระขันทกุมารฤทธิรอน กรายกรมาขึ้นคชไกร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ ช้างเอยช้างต้น สกลจักรอัครคเชนทร์สูงใหญ่
ฝีงากล้าหาญว่องไว หูหางแกว่งไกวยิ่งยนตร์
ร้ายกาจอาจอุกบุกบัน เรียกมันครั่นครึกดั่งเสียงฝน
โกญจนาทผาดร้องอึงอล เคยผจญชนชนะมาหลายคราว
งวงคว้างาเงยเสยสอย ไม่ท้อถอยข้าศึกแต่สักก้าว
เรืองฤทธิ์ดั่งจะปลิดเอาเดือนดาว ห้าวหาญลำพองคะนองนัก
ประดับเครื่องสำหรับรณรงค์ สมเป็นช้างทรงพญาจักร
เสียงโยธาโห่ฮึกคึกคัก รีบเร่งพลยักษ์เหาะทะยาน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงยอดเขายุคนธร จึ่งให้หยุดนิกรทวยหาญ
คอยดูองค์ท้าวมัฆวาน จะคิดอ่านรณรงค์ประการใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝูงเทพเทวาน้อยใหญ่
เห็นรณพักตร์ยกพลขึ้นไป ถึงในพิภพเมืองฟ้า
ต่างองค์ตกใจตัวสั่น ดั่งชีวันจะม้วยสังขาร์
ออกจากวิมานรัตนา ไปเฝ้าองค์อินทราธิบดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมบาท ทูลท้าวเทวราชเรืองศรี
ว่ารณพักตร์อสุรี ยกหมู่โยธีกุมภัณฑ์
มาตั้งอยู่มหาราชพิภพ เห็นจะรบเอาดาวดึงส์สวรรค์
พระองค์ผู้ปิ่นเทวัญ ทรงธรรม์เร่งคิดดำริการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวหัสนัยน์ใจหาญ
ได้ฟังจึ่งมีพจมาน เหม่ไอ้พวกพาลอหังการ์
ดูกรมาตุลีเทวบุตร อันมีฤทธิรุทรแกล้วกล้า
เร่งไปจัดทัพเทวา จะกรีธาไปปราบอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องค์พระมาตุลีเรืองศรี
รับสั่งท้าวสุชัมบดี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ จัดเอาพระกาลเรืองเดช ให้ถือพลเทเวศร์เป็นทัพหน้า
เกียกกายพระพิรุณเทวา ปีกขวาสุยามเทวัญ
ปีกซ้ายพระพายฤทธิรงค์ องค์ท้าวอัศกัณฐ์เป็นกองขัน
ยกกระบัตรวิษณุกรรม์ อิสานนั้นถือเทพธงชัย
เทวาเกณฑ์กองละสองโกฏิ เสียงอุโฆษเพียงพื้นพระเมรุไหว
เตรียมเวไชยันต์แก้วแววไว คอยองค์หัสนัยน์ยาตรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น จึ่งองค์เจ้าตรัยตรึงศา
ครั้นใกล้ศุภฤกษ์เวลา เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ให้ไขสหัสท่อทอง น้ำทิพเป็นละอองฝอยฝน
ทรงสุคนธารสเสาวคนธ์ ปรุงปนนพมาศชมพูนุท
สนับเพลาเชิงงอนสามชั้น รายทับทิมคั่นสลับบุษย์
ภูษาท้องพันเชิงครุฑ ชายไหวห่วงยุดชายแครง
สอดใส่เกราะทิพวิเชียรมาศ ฉลององค์พื้นตาดเครือแย่ง
ตาบทิศทับทรวงประดับแดง สังวาลลายแทงพาหุรัด
ทองกรนาคเกี้ยวกุดั่นเกล็ด ธํามรงค์พลอยเพชรทุกนิ้วหัตถ์
มงกุฎแก้วสุรกานต์ดอกไม้ทัด กรรเจียกจรจํารัสกุณฑลพราย
จับจักรวิชัยโมลี รัศมีดั่งฟ้าฟาดสาย
เสด็จจากแท่นทิพพรรณราย กรายกรขึ้นรถรัตนา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

๏ บัดนั้น อัสดรเทวบุตรแกล้วกล้า
พันองค์ซึ่งแปลงเป็นอาชา เทียมในมหาเวไชยันต์
สําแดงเดชเหตุอัปมงคล ลองเชิงเริงรณเหียนหัน
ร้องอัปราชัยขึ้นพร้อมกัน เมื่อจะเคลื่อนพลขันธ์ดำเนินไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยรถวิมาน เวไชยันต์ทิพยานสูงใหญ่
กงกำล้วนแก้วแววไว แอกอ่อนงอนไสวรูจี
บัลลังก์ลดแก้วลายรายภาพ บุษบกเก็จกาบมณีศรี
เทียมด้วยเทพบุตรพาชี พันหนึ่งล้วนมีฤทธิรอน
พระมาตุลีขี่ขับสินธพ เสียงสนั่นลั่นภพไหวกระฉ่อน
ธงทิพเจ็ดชายปักปลายงอน จามรเครื่องสูงสลับกัน
ฆ้องกลองแตรสังข์ประโคมขาน อิสานอยู่หน้าพลขันธ์
โบกธงเดินนําเป็นสําคัญ โห่สนั่นลั่นฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นยกมาถึงกึ่งทาง ท่ามกลางพระเมรุคิรีศรี
จึ่งให้หยุดเทพบุตรพาชี มั่นไว้ดูทีอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รณพักตร์สุริย์วงศ์ยักษา
เห็นโกสีย์ยกทัพลงมา ก็ขับคชาขึ้นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ร้องว่าเหวยเหวยมัฆวาน ท่านนี้คิดอ่านเป็นไฉน
จึ่งทำอาจองทะนงใจ ไม่ไปเฝ้าองค์พญายักษ์
ผู้ปิ่นลงกานคเรศ ทรงเดชปราบได้ทั้งไตรจักร
พระองค์กริ้วโกรธพิโรธนัก ให้เราลูกรักนี้ยกมา
สังหารผลาญเสียให้วายชนม์ ด้วยกำลังฤทธิรณแกล้วกล้า
แม้นรักตัวกลัวความมรณา จงไปเฝ้าบาทาพระภูมี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวหัสนัยน์โกสีย์
ได้ฟังจึ่งตอบวาที เหวยไอ้อสุรีใจพาล
ตัวกูเป็นใหญ่ในชั้นฟ้า มึงอย่าเจรจาอวดหาญ
อันพ่อของเอ็งนั้นสาธารณ์ ทำการแต่อัปมงคล
กูไม่คบหาสมาศักดิ์ กับไอ้ทรลักษณ์อกุศล
มึงอย่าอ้างอวดฤทธิรณ จะผจญด้วยกูผู้ศักดา
เอ็งดั่งสุนัขจิ้งจอก จะมาหยอกไกรสรตัวกล้า
สำหรับแต่จะม้วยชีวา ด้วยจักราวุธบัดนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศพักตร์ยักษี
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งอัคคี อสุรีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เหม่เหม่ดูดู๋อินทรา อหังการ์หยาบช้าโมหันธ์
ดีแล้วจะได้เห็นกัน กูจะล้างชีวันให้บรรลัย
ว่าพลางมีราชบรรหาร เหวยเสนามารน้อยใหญ่
จงยกพหลพลไกร เข้าไล่ตีทัพเทวา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฤทธิกันสิทธิศักดิ์ยักษา
ซึ่งเป็นทัพหน้าอสุรา ก็ขับโยธาเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรยักษี
ต่างตนสำแดงฤทธี เข้าตีทัพท้าวเทวัญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างพุ่งศัสตราอาวุธ อุตลุดโห่ร้องเสียงสนั่น
รุกโรมโจมจ้วงทะลวงฟัน กุมภัณฑ์ไม่เงือดงดกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายองค์พระกาลชาญสมร
ขับหมู่เทวาวิชาธร เข้าประหารราญรอนอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สัประยุทธ์ยิงแย้งแทงฟัน กุมภัณฑ์แตกพ่ายกระจายหนี
เทวาไล่รุกคลุกคลี ตีถึงหน้าช้างขุนมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รณพักตร์ฤทธิไกรใจหาญ
พิโรธโกรธกริ้วดั่งเพลิงกาฬ ไสช้างทะยานเข้าชิงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ งวงคว้างาแทงเท้าฉัด โก่งหางสะพัดทะลวงไล่
เทวาแตกย่นร่นไป ด้วยฤทธิไกรอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
เห็นยักษ์ขับช้างเข้าราวี ก็ขว้างจักรมณีไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เป็นเพลิงกรดล้อมคชสาร พลมารร้อนรนไม่ทนติด
วิ่งแยกแตกกันไปทุกทิศ เสียงสนั่นครรชิตเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศเศียรยักษา
ต้องเปลวเพลิงร้อนกายา อสุราตระหนกตกใจ
จึ่งชักศรวิษณุปาณัม อันมีอำนาจแผ่นดินไหว
พาดสายแล้วผาดแผลงไป ด้วยฤทธิไกรขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ พสุธาอากาศก็หวาดหวั่น เสียงสนั่นไปทั่วทุกสถาน
ทศทิศมืดมนอนธการ บันดาลเป็นฝนตกมา
เปลวเพลิงเริงแรงดับสิ้น อสุรินทร์แสนโสมนัสสา
ก็ขับช้างทรงอสุรา เข้าไล่เข่นฆ่าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวมัฆวานเรืองศรี
เห็นยักษาแผลงศรเป็นวารี มาดับอัคคีสูญไป
แล้วทําอำนาจอาจหาญ ขับพญาคชสารทะลวงไล่
พระองค์จับตรีขึ้นแกว่งไกว ขว้างไปด้วยกำลังฤทธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นโพยมหน มืดมนไปทั่วทิศา
เกิดเป็นข่ายเพชรอันศักดา ล้อมรอบโยธาคชาธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายรณพักตร์ใจหาญ
ชักศรนาคบาศพรหมาน ทูนเศียรมัสการแล้วแผลงไป[2] ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ เปรี้ยงเปรี้ยงดั่งเสียงฟ้าฟาด ข่ายเพชรเด็ดขาดหาเหลือไม่
แล้วกลับเป็นนาคฤทธิไกร ล้อมไล่พ่นพิษเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
เห็นศรอสุราเป็นนาคี เข้ามาราวีถึงหน้ารถ
บรรดาโยธาเทวัญ ก็ตกใจพากันแตกหมด
จึ่งให้มาตุลีมียศ ขับรถหนีขึ้นยังเมฆา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฤทธิกันซึ่งเป็นทัพหน้า
เผ่นโผนโจนไปด้วยฤทธา ฉวยท้ายรัถาลากไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ มาตุลีก็ขับเผ่นทะยาน ขุนมารยุดมั่นหาวางไม่
ต่างหนีต่างฉุดวุ่นไป ที่ในพ่างพื้นอัมพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวมัฆวานชาญสมร
เห็นยักษ์ติดตามราญรอน มิได้ต่อกรอสุรา
ความกลัวหน้าซีดตัวสั่น ดั่งจะม้วยชีวันสังขาร์
ไม่ทันจับจักรก็หนีมา ยังมหาไพชยันต์อลงการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฤทธิกันผู้ใจห้าวหาญ
เห็นองค์สมเด็จมัฆวาน หนีจากวิมานเวไชยันต์
จึ่งหยิบเอาจักรแก้วโมลี ศรีบรมไกรลาสรังสรรค์
มิได้ตามไปโรมรัน กุมภัณฑ์ก็กลับลงมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงยอกรถวายจักร แก่องค์รณพักตร์ยักษา
ทูลว่าของอมรินทรา ข้าได้มาเป็นบำเหน็จกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รณพักตร์สุริย์วงศ์ทรงศร
มีชัยได้จักรฤทธิรอน ก็ให้เลิกนิกรโยธี
บ่ายหน้าพญาคชสาร จากสถานพระเมรุคีรีศรี
ลอยลิ่วปลิวมาด้วยฤทธี ไปยังบูรีลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์บิตุราชนาถา
ลูกยกขึ้นไปเมืองฟ้า ได้ต่อฤทธาหัสนัยน์
จนถึงเข่นฆ่าสามารถ เทวราชไม่ทานกำลังได้
พาพลแตกพ่ายกระจายไป อสุรารุกไล่ราญรอน
ลูกนี้ชิงได้จักรแก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสประภัสสร
มาถวายสมเด็จพระบิดร เป็นสำคัญกรที่ราวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
รับเอาจักรแก้วโมลี ยินดีดั่งได้ฟากฟ้า
สวมสอดกอดองค์พระลูกไว้ เจ้าผู้ฤทธิไกรแกล้วกล้า
ควรที่เป็นปิ่นอสุรา สืบสุริย์วงศาในเมืองยักษ์
พ่อจงทรงนามว่าอินทรชิต ให้เลื่องชื่อลือฤทธิ์ไตรจักร
ตามในนิมิตของลูกรัก ซึ่งโหมหักมีชัยแก่เทวัญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสุริย์วงศ์รังสรรค์
ก้มเกล้าประนมบังคมคัล กุมภัณฑ์รับพรพระบิดา
พักตร์ผ่องดั่งดวงศศิธร สโมสรด้วยโสมนัสสา
ยอกรดุษฎีชุลีลา ไปมหาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงนางมาลีสาวศรี
บำเรอบาทบงสุ์พระศุลี ที่ในไกรลาสบรรพตา
รูปทรงส่งศรีวิไลลักษณ์ อัคเรศเคยเก็บบุปผา
บูชาพระเวทอยู่อัตรา ครั้นถึงเวลาจรจรัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

พระทอง

๏ เที่ยวเก็บบุปผามาลาศ พุทธชาดสุกรมนมสวรรค์
กุหลาบกาหลงมะลิวัลย์ พิกันเกดแก้วชบาบาน
ประดู่ลำดวนยมโดย ลมโชยกลิ่นชวยหอมหวาน
นางแย้มสายหยุดพุดตาน อังกาบชูก้านกระดังงา
ช่อกระแบกชาตบุษย์พุดซ้อน กลิ่นขจรฟุ้งจับนาสา
จําปีมะลุลีมะลิลา พิกุลกรรณิการ์สารภี
ลดเลี้ยวร่ำร้องเล่นในสวน โหยหวนฉ่ำเฉื่อยเรื่อยรี่
กรายกรอ้อนแอ้นดั่งกินรี พลางเด็ดมาลีประดับทรวง
แล้วย้ายเป็นคำหวานประสานเสียง สำเนียงการเวกวิหคหงศ์
รื่นร่มลมพานสำราญองค์ นั่งลงร้อยพวงสุมามาลย์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นนทกาลอสุราใจหาญ
เป็นข้าพระสยมภูวญาณ เฝ้าทวารกำแพงชั้นใน
ไร้คู่อยู่เดียวถึงหมื่นปี จะรู้รสสตรีก็หาไม่
เห็นนางมาลีเคยออกไป เก็บพรรณดอกไม้ทุกเวลา
อรชรอ้อนแอ้นวิไลวรรณ ให้มีใจผูกพันเสน่หา
นั่งยิ้มอยู่ริมทวารา นางเดินออกมาก็ตามไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงที่สวนอุทยาน นนทกาลเข้าแฝงไทรใหญ่
เห็นนางนั่งกรองมาลัย งามดั่งแขไขในราตรี
ยิ่งพิศยิ่งพิศวาสกลุ้ม ให้เร่าร้อนรึงรุมดั่งเพลิงจี่
อสุราก็เด็ดเอามาลี ทิ้งองค์เทวีวิไลวรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางเทพมาลีสาวสวรรค์
ตกใจดั่งใครมาฟาดฟัน กัลยาร้องหวีดขึ้นทันที
จึ่งชะแง้แลรอบอุทยาน ก็เห็นนนทกาลยักษี
ความโกรธความแค้นแสนทวี หยิบมาลีได้ก็รีบมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งกราบลงกับบาท พระอิศโรธิราชนาถา
ทูลพลางทางแสนโศกา ชลนาคลอเนตรร่ำไร
ว่านนทกาลอาจอง จะเกรงบาทบงสุ์ก็หาไม่
นางแจ้งแต่ต้นจนปลายไป แล้วถวายดอกไม้เป็นสำคัญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมรังสรรค์
ได้ฟังกริ้วโกรธดังไฟกัลป์ เหม่เหม่กุมภัณฑ์อหังการ์
จิตุบทจงเร่งลงไป ยังไอ้นนทกาลยักษา
พาเอาตัวมันขึ้นมา จะถามกิจจาให้แจ้งการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จิตุบทผู้ปรีชาหาญ
น้อมเศียรรับสั่งพระทรงญาณ ก็รีบไปยังทวารทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งแถลงแจ้งเหตุ ว่าพระอิศเรศเรืองศรี
ให้กูมาหาอสุรี ไปเฝ้าธุลีบาทา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนนทกาลยักษา
ได้แจ้งแห่งเทวบัญชา ตกใจก็มาด้วยเทวัญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งคลานขึ้นไปเฝ้า พระเป็นเจ้าสามภพรังสรรค์
น้อมเศียรนบนิ้วบังคมคัล กุมภัณฑ์คอยฟังพระวาที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสยมภูวนาถเรืองศรี
ทอดพระเนตรแลเห็นอสุรี มีเทวบัญชาถามไป
ดูกรอสูรนนทกาล ตัวเอ็งคิดอ่านเป็นไฉน
จึ่งทำอาจองทะนงใจ เอาดอกไม้ทิ้งเทพมาลี
ซึ่งเป็นคนในใช้ชิด ไม่คิดเจียมตัวยักษี
หยาบช้าสาหัสใช่พอดี มึงนี้ไม่กลัวอาญา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนนทกาลยักษา
ได้ฟังเทวราชบัญชา ดั่งสายฟ้าฟาดกุมภัณฑ์
น้อมเศียรทูลองค์พระภูวนาถ ซึ่งบังอาจหยอกนางสาวสวรรค์
โทษาถึงสิ้นชีวัน ทรงธรรม์จงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสยมภูวนาถเรืองศรี
ได้ฟังกริ้วโกรธคืออัคคี จะไหม้ตรีโลกให้บรรลัย
จึ่งสาปด้วยวาจาสิทธิ์ ตัวมึงทำผิดเป็นโทษใหญ่
อย่าช้าจงเร่งลงไป เป็นกาสรอยู่ในพนาวัน
ชื่อว่ากำแหงทรพา สาใจที่มึงโมหันธ์
เมื่อได้มีบุตรชาญฉกรรจ์ ชื่อทรพีอันชัยชาญ
ผลาญชีวิตมึงบรรลัย จึ่งให้พ้นชาติเดียรฉาน
สิ้นทุกข์มาเป็นนายทวาร ยังสถานไกรลาสบรรพตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น จึ่งนนทกาลยักษา
ได้ฟังเร่าร้อนในวิญญาณ์ อสุราเพียงสิ้นชีวาลัย
ความทุกข์ความกลัวด้วยตัวผิด สุดคิดที่จะขอโทษได้
ลาองค์พระผู้ทรงภพไตร ไปจากไกรลาสคีรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โอ้ร่าย

๏ เดินพลางทางแสนโศกา ชลนาอาบพักตร์ยักษี
โอ้ว่าตัวกูนี้ไม่ดี เสียทีที่เกิดมาเป็นชาย
ไร้การภิรมย์สมสวาท ชั่วชาติกว่าบุรุษทั้งหลาย
รักหญิงหมายสนิทไม่คิดกาย กลับกลายได้ความอัประมาณ
ตั้งแต่นี้ไปจะทนทุกข์ เสื่อมสุขจากที่เกษมศานต์
จะสัญจรนอนพงดงดาน ขุนมารครวญคร่ำร่ำไร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ แล้วคิดมานะขบฟัน กรรมมาตามทันไม่หนีได้
ถึงตัวแล้วจะกลัวด้วยอันใด คิดพลางตรงไปอรัญวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงหิมวันต์พนาเวศ ก็กลับเพศไปเป็นมหิงสา
ชื่อว่าพญาทรพา มีกำลังฤทธาเชี่ยวชาญ
ใหญ่สูงพ่วงพีองอาจ หยาบคายร้ายกาจกล้าหาญ
กายาเผือกสีสำลาน ใจพาลอิจฉาอาธรรม์
บริวารล้วนนางกาสร ห้าพันสัญจรอยู่ไพรสัณฑ์
แม้นว่าตัวใดมีครรภ์ ทรพานั้นหมั่นระวังดู
ถ้าเห็นว่านางมหิงสา คลอดลูกออกมาเป็นตัวผู้
ไม่อาลัยหมายใจว่าศัตรู เสี่ยวเสียจากหมู่ให้วายชนม์
ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ หวงแหนสัตว์นั้นเป็นต้น
มหิงส์ผู้ตัวใดไม่แปลกปน ตนเดียวเที่ยวอยู่ในดงดอน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น จึ่งนางนิลากาสร
ทรพาร่วมสัตว์สมจร ก็มีอุทรจำเริญมา
จึ่งคิดคำนึงถึงตัว ด้วยกลัวพญามหิงสา
แม้นกูจะคลอดลูกยา เป็นผู้ก็ท่าจะบรรลัย
อย่าเลยจะหนีไปจากหมู่ ซ่อนคลอดในคูหาใหญ่
คิดแล้วลอบหลีกออกไป เข้าในแนวเนินคีรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงถ้ำแก้วสุรกานต์ พอพระสุริย์ฉานจํารัสศรี
ก็ได้ศุภฤกษ์ยามดี พร้อมทั้งดิถีเวลา
จึ่งคลอดบุตรมาเป็นตัวผู้ ดำดูองอาจแกล้วกล้า
ข้อลํากำลังมหึมา ก็โลมเลียลูกยาสำราญใจ
ให้กินนมแล้วปลอบลูกรัก แม่จะอยู่ช้านักก็ไม่ได้
แม้นพ่อของเจ้ารู้ไป จะพากันบรรลัยไม่พริบตา
จึ่งเล่าให้ฟังถ้วนถี่ แต่ฆ่าชีวีลูกเสียหนักหนา
เจ้าจงระมัดกายา กําพร้าแม่อยู่สถาวร
สั่งพลางน้ำตาไหลพราก ขอฝากเทพไททุกสิงขร
แล้วออกจากถ้ำอลงกรณ์ บทจรตามฝูงเที่ยวไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทวาอยู่ในคูหาใหญ่
ฟังนางกาสรก็อาลัย มีใจกรุณาพันทวี
จึ่งชวนกันเข้ารักษา สองเขาบาทาทั้งสี่
อยู่ทุกทิวาราตรี ให้ชื่อทรพีชาญฉกรรจ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวยมยักษ์รังสรรค์
ซึ่งผ่านบาดาลพิภพนั้น มีมหันตยศเลิศไกร
ประกอบด้วยสนมกัลยา แสนสุรเสนาน้อยใหญ่
ไพร่ฟ้าผาสุกสําราญใจ ศัตรูหมู่ภัยไม่ยายี
ครอบครองสวรรยาช้านาน จนชนมานท้าวยักษี
ทรงพระชราห้าหมื่นปี อสุรีจวนสิ้นชีวัน
จึ่งตรัสแก่องค์อัครชายา พระบิดาเมื่อมอบไอศวรรย์
สั่งพี่มิให้คบทศกัณฐ์ หยาบช้าอาธรรม์ทรลักษณ์
จงบอกลูกหลานสืบไป อย่าให้คบหาสมาศักดิ์
สั่งแล้วหลานท้าวสี่พักตร์ พญายักษ์ก็สิ้นชีวา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ไมยราพสิทธิศักดิ์ยักษา
ครั้นพระบิตุเรศมรณา อสุราเปลี่ยวเปล่าเศร้าใจ
ให้คิดตรึกตราปรารภ ซึ่งจะครองพิภพเป็นใหญ่
แม้นเกิดสงครามมาชิงชัย ไม่มีฤทธิไกรจะราญรอน
จะไปหาพระสุเมธทรงญาณ ซึ่งอยู่หิมพานต์สิงขร
คิดแล้วทรงเครื่องอลงกรณ์ บทจรขึ้นเฝ้าพระมารดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ ทูลบาทชนนีนาถา
ลูกรักจักถวายบังคมลา ไปเรียนวิทยาพระมุนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางจันทประภาโฉมศรี
ฟังพระโอรสก็ยินดี เทวีอำนวยอวยพร
ซึ่งเจ้าจะไปเรียนวิชา ให้แกล้วกล้าชำนาญชาญสมร
เหมือนองค์สมเด็จพระบิดร จงถาวรเจริญสวัสดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษี
ชุลีกรรับพรพระชนนี ก็แทรกพื้นปัถพีขึ้นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงจึ่งกราบมัสการ พระสุเมธอาจารย์ผู้ใหญ่
ว่าข้าจำนงจงใจ จะเรียนรู้อยู่ใต้บาทา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุเมธดาบสพรตกล้า
ได้ฟังไมยราพก็ปรีดา จึ่งบอกเวทคาถามหามนตร์
ทั้งผูกจิตนิทราสะกดทัพ สรรพยาเป่ากล้องล่องหน
พีธีอุปเท่ห์เล่ห์กล คงทนกำลังกายา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษา
ทำเพียรร่ำเรียนวิชา ต่อพระมหาอาจารย์
อุปเท่ห์เล่ห์กลสำหรับใช้ ก็จำได้ทุกสิ่งวิตถาร
ทดลองถ่องแท้ชํานาญ ในวิชาการพระมุนี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุเมธมหาฤๅษี
เห็นพญาไมยราพอสุรี ปรีชาแคล่วคล่องว่องไว
ลูบหลังแล้วกล่าวสุนทร เจ้าผู้ฤทธิรอนแผ่นดินไหว
กูจะบอกพระเวทถอดใจ มิให้ใครฆ่ามรณา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษา
ได้ฟังพระมหาสิทธา ว่าจะตั้งกาลาให้กล้าฤทธิ์
กราบลงแล้วตอบพจมาน ซึ่งจะทำการถอดจิต
ตัวข้ายินดีเป็นสุดคิด พระนักสิทธ์จงได้ปรานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมหาฤๅษี
ก็พาไมยราพอสุรี ออกจากที่บรรณศาลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ มาถึงซึ่งต้นรังใหญ่ ยอดใบกิ่งก้านสาขา
ร่มชิดมิดแสงพระสุริยา ผกากลิ่นกลบตลบไป
ใต้ต้นราบรื่นพื้นทรายอ่อน ใกล้เชิงสิงขรเนินไศล
จึ่งกองกูณฑ์กาลาบูชาไฟ ตามในไสยเวทพิธีการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ยานี

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพใจหาญ
ชําระสระสรงชลธาร ขุนมารห่อเกล้าเป็นโยคี
จึงเอาจุณเจิมเฉลิมพักตร์ พญายักษ์ถือประคำมณีศรี
กราบบาทพระมหามุนี อสุรีเข้านั่งภาวนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น พระสุเมธทรงญาณฌานกล้า
เสกน้ำประกายอสุรา ร่ายเวทมนตราเป่าไป
จนครบกำหนดสิบห้าวัน อากาศครื้นครั่นหวั่นไหว
มืดมัวทั่วทั้งพนาลัย ต้องในไสยเวทพระมุนี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ สาธุการ

๏ เมื่อนั้น พญาไมยราพยักษี
หลับเนตรสำรวมอินทรีย์ อสุรีไม่แจ้งเหตุการณ์
เมื่อจิตจะออกจากกายา ด้วยเดชาพระเวทกล้าหาญ
เป็นแมลงภู่ทองบินทะยาน จากโอษฐ์ขุนมารฤทธิรอน
ทักษิณสามรอบเวียนวง แล้วตรงไปเชยเกสร
ในดอกรังร่วงรสขจายจร กลับร่อนมายังอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น องค์พระมหาฤาษี
ครั้นเห็นสุวรรณภุมรี ไปเชยมาลีแล้วกลับมา
บินอยู่ตรงหน้าขุนยักษ์ พระนักสิทธ์แสนโสมนัสสา
จึ่งยื่นหัตถ์หยิบเอาภุมรา ส่งให้พญาอสุรี
แล้วมีวาจาอันสุนทร ดูก่อนไมยราพยักษี
ท่านจงเอาดวงชีวี ไปไว้ตรีกูฏบรรพต
แต่นี้อินทรีย์อสุรา เป็นมหาคงทนทรหด
แม้นมีปัจจามิตรคิดคด ฆ่าด้วยเพลิงกรดไม่วายปราณ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ไมยราพฤทธิไกรใจหาญ
รับจิตจากกรพระอาจารย์ ยินดีปานได้โสฬส
จึ่งว่าอันซึ่งพระคุณนี้ ใหญ่หลวงพ้นที่จะกำหนด
พระองค์ค่อยอยู่จำเริญพรต ในอาศรมบทสถาวร
ตัวข้าขอลาบาทบง ลงไปยังบาดาลก่อน
ว่าแล้วสำแดงฤทธิรอน แทรกพื้นแผ่นดินดอนลงไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ มาถึงตรีกูฏภูผา ใต้เชิงมหาพระเมรุใหญ่
พญามารจึ่งเอาดวงใจ ใส่ไว้หว่างยอดคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จซึ่งซ่อนภุมเรศ ก็ออกมาด้วยเดชยักษี
ตรงไปบาดาลธานี ยังที่พิภพอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ