สมุดไทยเล่มที่ ๓๑

ร่าย

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงฤทธิกันยักษา
เป็นทหารขององค์เจ้าลงกา ได้คุมโยธากุมภัณฑ์
โกฏิหนึ่งกระเวนอากาศ องอาจฤทธิแรงแข็งขัน
เคยเที่ยวไปเป็นนิรันดร์ ป้องกันอริราชไพรี
ครั้นรุ่งสางส่างแสงสุริย์ฉาน ก็เรียกหมู่ทวยหาญยักษี
ถีบทะยานผ่านฟ้าด้วยฤทธี อสุรีระเห็จเตร็จมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กราวนอก

๏ บัดนั้น หนุมานฤทธิไกรใจกล้า
เหลือบเห็นพวกพลอสุรา เกลื่อนกลาดดาษมาในอัมพร
จึ่งว่าแก่สุครีพน้าชาย บัดนี้พระนารายณ์ทรงศร
จะยกโยธาพลากร ไปราญรอนอสูรในลงกา
เราเป็นทหารมาพานพบ จะรบดูฝีมือยักษา
ฆ่าเสียให้สิ้นบรรดามา สงครามภายหน้าจะเบาแรง
ว่าแล้วจึ่งลูกพระพาย ชักตรีจากกายออกกวัดแกว่ง
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันตาแดง แกล้งออกไปขวางหน้าไว้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ จึ่งร้องว่าเหวยอสุรี ล่วงเขตมานี้จะไปไหน
ตัวมึงมีนามกรใด จึ่งบังอาจใจอหังการ์
มากั้นกางขวางทางกูอยู่ ไม่รู้ว่าจะม้วยสังขาร์
แม้นมึงรักชีพชีวา จงเลิกโยธากุมภัณฑ์
หนีไปให้พ้นพระกาล ผู้เดโชชาญแข็งขัน
หาไม่ไม่รอดชีวัน ด้วยศักดาอันเกรียงไกร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฤทธิกันผู้เป็นนายใหญ่
ได้ฟังกริ้วโกรธคือไฟ จึ่งร้องตอบไปทันที
กูเป็นทหารพญายักษ์ ปิ่นปักลงกาบูรีศรี
ชื่อฤทธิกันอสุรี คุมโยธีเที่ยวกระเวนมา
ตัวมึงมีนามกรใด เจรจาหยาบใหญ่ให้เกินหน้า
ผู้เดียวหรือจะต่อศักดา อย่าสงกาว่าจะรอดชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังจึ่งตอบกุมภัณฑ์ เหวยไอ้ฤทธิกันอสุรี
กูคือทหารพระนารายณ์ เป็นลูกพระพายเรืองศรี
หลานพญาสุครีพพาลี มีนามชื่อว่าหนุมาน
ตัวมึงดั่งงูไม่มีพิษ หรือจะต่อฤทธิ์ครุฑตัวหาญ
สิ้นทั้งพันโกฏิบริวาร จะวายปราณไม่ทันพริบตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฤทธิกันสิทธิศักดิ์ยักษา
ได้ฟังยิ่งกริ้วโกรธา อสุราขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เหม่เหม่ดูดู๋อ้ายวานร มาอวดฤทธิรอนว่าแข็งขัน
ถึงโคตรเผ่าเหล่ากอมึงนั้น กูจะหั่นเสียให้แหลกลาญ
ว่าแล้วจึ่งร้องประกาศไป เหวยพวกพลไกรใจหาญ
จงจับไอ้ลิงสาธารณ์ ผลาญเสียให้ม้วยชีวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พลมารทหารยักษี
ต่างตนสำแดงฤทธี เข้าไล่โจมตีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บ้างแทงบ้างฟันสับสน ลางตนก็ยิงธนูศร
โห่สนั่นครั่นครื้นอัมพร ราญรอนรบชิดติดพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น หนุมานฤทธิแรงแข็งขัน
ผู้เดียวหักโหมบุกบัน โจมประจัญกลางหมู่อสุรา
เงื้อตรีกวัดแกว่งดั่งแสงไฟ ไล่รุกคลุกคลียักษา
อสุรีหนุนแน่นเข้ามา ขุนกระบี่เคี่ยวฆ่าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น หมู่โยธามารยักษี
เข้ากลุ้มรุมกันประจัญตี ไม่คิดชีวีแต่สักตน
ต่างพุ่งต่างซัดอาวุธ แย้งยุทธ์โจมจับกันสับสน
ที่ตายตกยังสุธาดล ที่เป็นเข้าผจญด้วยวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
โรมรุกบุกบันประจัญกร ราญรอนแทงฟันเป็นโกลา
ปากกัดตีนถีบมือตบ หลีกหลบเขม้นเข่นฆ่า
พลมารพันโกฏิบรรดามา ตายกลาดดาษป่าพนาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฤทธิกันผู้เป็นนายใหญ่
สิ้นพลกริ้วโกรธคือไฟ สำแดงฤทธิไกรเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ กรขวากวัดแกว่งคทาวุธ กรซ้ายยุดคอกระบี่ศรี
หมายมาดจะพิฆาตชีวี ต่างแทงต่างตีไม่งดกัน
เสียงสนั่นครั่นครื้นอากาศ พสุธากัมปนาทไหวหวั่น
สองกล้าต่อหาญเข้าโรมรัน ติดพันกลับกลอกไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ถาโถมโจมจับด้วยฤทธา โจนขึ้นเหยียบบ่าขุนมาร
กรหนึ่งจับเศียรยัดยัน ขบฟันเขม้นจะสังหาร
กลอกกลับจับกันในคัคนานต์ รอนราญไม่คิดชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฤทธิกันสิทธิศักดิ์ยักษี
โลดโผนโจนจ้วงทะลวงตี ได้ทีเหยียบเข่าหนุมาน
มือซ้ายชิงตรีวานร กรขวาเงื้อตระบองจะสังหาร
กอดรัดฟัดกันประจัญบาน ต้านทานรบชิดติดมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น หนุมานฤทธิแรงแข็งกล้า
หักเอาด้วยกำลังศักดา ถีบถูกอุรากุมภัณฑ์
โจมจับจิกเศียรขุนมาร แกว่งตรีสุรกานต์ดั่งจักรผัน
แทงต้องกายาฤทธิกัน ก็สุดสิ้นชีวันด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด เชิด

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
เห็นหลานสังหารอสุรี สิ้นชีพชีวีไม่เหลือไป
ยินดีดั่งได้วิมานฟ้า หนุมานเอามายื่นให้
ขุนกระบี่อำนวยอวยชัย ใต้ฟ้าอย่ามีใครต่อกร
ควรที่จะเป็นทหาร องค์พระอวตารทรงศร
ว่าแล้วสองราชพานร ก็มาโดยอัมพรด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเขาคันธมาทน์ ก็ลงจากอากาศเวหา
แลเห็นสุวรรณพลับพลา รจนาด้วยแก้วแววไว
อยู่ยังเชิงเขาลำเนาธาร รโหฐานใต้ร่มรังใหญ่
น้าหลานก็พากันเข้าไป ด้วยใจชื่นชมยินดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมบาท พระอนุชาธิราชเรืองศรี
ทูลว่ามาพบอสุรี มีนามชื่อว่าฤทธิกัน
เป็นทหารของท้าวทศพักตร์ ขุนยักษ์ยกพวกพลขันธ์
เยียดยัดอัดแอแจจัน มันนั้นมาทางเมฆา
หนุมานผู้เดียวเข้าโจมตี อสุรีสิ้นชีพสังขาร์
หมดทั้งพวกพลบรรดามา ด้วยกำลังฤทธาวานร
พระองค์จงได้โปรดเกล้า พาข้าขึ้นเฝ้าพระทรงศร
จะได้ขุมโยธาพลากร คิดการราญรอนอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังชื่นชมยินดี ดั่งวารีทิพมาเจือใจ
จึ่งพาวานรสองทหาร น้าหลานผู้มีอัชฌาสัย
เสด็จย่างเยื้องคลาไคล เข้าไปเฝ้าองค์พระหริรักษ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ยอกรน้อมเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรสุริย์วงศ์ทรงศักดิ์
บัดนี้สุครีพผู้ใจภักดิ์ พาหลานรักหนุมานมา
แล้วแจ้งความตามนัยวานร ซึ่งเขจรมาโดยเวหา
ได้ฆ่าฤทธิกันอสุรา ทหารเจ้าลงกากรุงมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพลบโลกทุกสถาน
ฟังพระอนุชาแจ้งการ ผ่านฟ้าเกษมเปรมปรีดิ์
จึงมีบัญชาตรัสไป เหตุใดสุครีพกระบี่ศรี
ตัวท่านสัญญาเจ็ดราตรี จะพาโยธีออกมา
ยังคันธมาทน์บรรพต เรากำหนดนับวันคอยท่า
เป็นไฉนไม่เห็นโยธา จึ่งมาแต่สองวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์ชาญสมร
ได้ฟังบัญชาพระภูธร ประนมกรเหนือเกล้าเมาลี
ทูลว่าซึ่งเกินกำหนดการ ผ่านฟ้าจงโปรดเกศี
ด้วยพวกพหลโยธี แตกหนีเข้าป่าพนาวัน
ข้าบาทจะขอเกณฑ์ถวาย ให้สิ้นไพร่นายพลขันธ์
แต่ซึ่งจะยกไปโรมรัน ล้างเหล่ากุมภัณฑ์ถึงลงกา
ข้อนี้ยังคิดเกรงอยู่ ด้วยท้าวชมพูแกล้วกล้า
เป็นสหายรักร่วมชีวา กับองค์พญาพาลี
แม้นรู้ว่าสิ้นชีวาตม์ จะโกรธาข้าบาทกระบี่ศรี
เห็นจะเป็นเสี้ยนไพรี น่าที่จะกรีพลมา
กวาดเอาครอบครัวในขีดขิน สิ้นทั้งสุริย์วงศ์พงศา
พระองค์จงทรงพระเมตตา แก่ข้าผู้รองบทมาลย์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังสุครีพแจ้งการ ผ่านฟ้ามีราชวาที
อันท่านคิดนี้ก็รอบคอบ เราเห็นชอบด้วยกระบี่ศรี
จะเกรงอะไรแต่เท่านี้ ขุนกระบี่จงถือสารไป
หาท้าวมหาชมพูมา จะบัญชามิให้ทำได้
ทั้งจะได้พหลพลไกร เข้ากองทัพชัยไปรอนราญ
ตรัสแล้วสั่งองค์พระลักษมณ์ น้องรักจงเร่งแต่งสาร
ให้แก่สุครีพหนุมาน ไปสถานชมพูพระนคร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
รับสั่งสมเด็จพระสี่กร ก็แต่งสารสุนทรด้วยปรีชา
เสร็จดั่งพระราชบรรหาร องค์พระอวตารนาถา
ส่งให้สุครีพผู้ศักดา น้าหลานจงพากันรีบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองกระบี่ผู้มีอัชฌาสัย
รับสารพระตรีภูวไนย ด้วยใจชื่นชมยินดี
ต่างตนถวายอภิวาทน์ แทบบาทพระนารายณ์เรืองศรี
ถีบทะยานผ่านฟ้าด้วยฤทธี ขุนกระบี่เร่งรีบเหาะมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงชมพูราชฐาน สองทหารลงจากเวหา
พากันยุรยาตรคลาดคลา ไปยังศาลาลูกขุนใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ นั่งลงแล้วกล่าวสุนทร แก่เสนาวานรผู้ใหญ่
ว่าพญาพาลีรับสั่งใช้ ให้เราถือสารสวัสดี
มาถวายใต้เบื้องบทมาลย์ พระผู้ผ่านชมพูบูรีศรี
จำทูลพระราชไมตรี โดยประเวณีบูราณมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้มียศถา
ก็พาสองราชทูตา เข้ามายังท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องค์ท้าวชมพูรังสรรค์
ทูลว่าพระสหายร่วมชีวัน อันผ่านขีดขินธานี
ใช้ให้สุครีพหนุมาน จำทูลพระราชสารศรี
มาถวายเบื้องบาทพระภูมี โดยทางไมตรีสถาวร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพหนุมานชาญสมร
เหาะสูงกว่าแท่นอลงกรณ์ ก็อ่านลักษณ์อักษรให้ฟัง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ราชสารพระบรมจักรกฤษณ์ องค์อิศรภาพทรงสังข์
เอาภุชงค์เป็นอาสน์บัลลังก์ ยังเกษียรสมุทรคงคา
ฝูงทวยเทเวศร์อมรินทร์ พรหมินทร์นักสิทธ์ทุกทิศา
ประชุมเชิญให้ไวกูณฐ์มา ในวงศ์มหาจักรพรรดิ
ทรงนามพระรามราเมศ โลเกศร่มเกล้าดั่งเงาฉัตร
เสด็จยังคันธมาทน์คีรีรัตน์ จะไปล้างอาสัตย์ในลงกา
บัดนี้จะประชุมโยธี จึ่งมีสารศรีให้หา
องค์ท้าวชมพูเจ้าพารา ไปเฝ้าบาทาพระภูธร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูชาญสมร
ฟังความออกนามพระสี่กร วานรพ่างเพียงจะวอดวาย
ให้ระทวยไปทั้งอินทรีย์ ดั่งต้องอสุนีฟาดสาย
มิอาจดำรงทรงกาย กลัวเดชพระนารายณ์สลบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น เสนามาตยาน้อยใหญ่
เห็นพระผู้ปิ่นราชัย นิ่งไปดั่งสิ้นชีวัน
ต่างตนโศกาอาวรณ์ ทุกข์ร้อนตกใจไม่มีขวัญ
บ้างวิ่งปะทะปะกัน พัลวันวุ่นวายเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ที่แพทย์ก็เข้านวดฟั้น บ้างฝนจวงจันทน์กฤษณา
บ้างเชิญเอาพระสุคนธ์มา ชโลมทาไปทั่วอินทรีย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูเรืองศรี
ครั้นฟื้นคืนได้สมประดี มีความฉงนสนเท่ห์ใจ
จึ่งถามทูตาปรีชาหาญ ตัวท่านนี้มาแต่กรุงไหน
ได้จำทูลสารของผู้ใด บอกไปให้แจ้งกิจจา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า
ได้ฟังก็ร้องตอบมา เราเป็นทูตาพระสี่กร
โองการให้หาท่านไปเฝ้า ยังเขาคันธมาทน์สิงขร
อย่าช้าพญาพานร เร่งรีบบทจรไปบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูเรืองศรี
แจ้งการว่าสารพระจักรี ยิ่งมีความตระหนกตกใจ
ให้เศียรพองสยองไปทั่วองค์ ดั่งจะทรงกายาอยู่มิได้
จึ่งมีบัญชาถามไป พระนารายณ์ซึ่งไวกูณฐ์มา
ท่านเห็นสิ่งใดเป็นสำคัญ จึ่งยกยอกันหนักหนา
เรานี้สงสัยในวิญญาณ์ ทูตาจงบอกให้แจ้งใจ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพผู้มีอัชฌาสัย
เห็นท้าวชมพูภูวไนย ไม่เชื่อว่าพระองค์ทรงสุบรรณ
จึ่งว่าดูราพญาจักร อันพระหริรักษ์รังสรรค์
งามยิ่งฝูงเทพเทวัญ ผิวพรรณนวลนิลทั้งอินทรีย์
ทรงศรสามเล่มเลิศลบ ขจรจบฟากฟ้าราศี
แม่นแท้คือองค์พระจักรี อย่ามีซึ่งความสงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูนาถา
ได้ฟังสรวลเย้ยแล้วร้องมา เหตุใดมุสาพาที
อันพระนารายณ์ฤทธิรอน สี่กรขี่ครุฑยักษี
ทรงสังข์จักรแก้วคทาตรี ไม่มีศรศิลป์เป็นอาวุธ
อันคำซึ่งว่านี้ผิดไป ท่านนั้นอยู่ในเกษียรสมุทร
สารนี้แอบว่าเห็นพิรุธ ใช่พระจักรภุชสี่กร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์ชาญสมร
ฟังท้าวชมพูภูธร วานรจึ่งตอบวาจา
องค์พระนารายณ์มาดับเข็ญ ให้เย็นทั่วทศทิศา
แม้นท่านมิไปดั่งบัญชา น่าที่พระจะแผลงศรชัย
มาผลาญให้สิ้นสุริย์วงศ์ พงศ์พญาพานรน้อยใหญ่
ทั้งหมู่ไพร่พลสกลไกร ก็จะพลอยบรรลัยแหลกลาญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูใจหาญ
ได้ฟังจึ่งตอบพจมาน ท่านอย่ากล่าวการอหังการ์
นารายณ์ไวกูณฐ์เมื่อครั้งไร ช่างเอาที่ไหนมาว่า
อายุสเราก็นับกัปมา ใครได้ยินเจรจาดั่งนี้
แม้นจริงเป็นองค์พระอวตาร จะสังหารก็แต่ยักษี
กูใช่พงศ์พันธุ์อสุรี จะมาล้างชีวีนั้นผิดไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พญาสุครีพทหารใหญ่
ได้ฟังคำท้าวเจ้าเวียงชัย ขัดใจจึ่งตอบวาจา
ท่านนี้เป็นคนหลงหนัก ไม่รู้จักพระนารายณ์นาถา
เมื่อพระองค์จะไวกูณฐ์มา ฤๅษีเทวาพร้อมกัน
ทูลพระอิศวรภูวนาถ ให้เชิญบาทบรมรังสรรค์
มาผลาญอสุราอาธรรม์ ที่มันหยาบช้าสาธารณ์
เหตุใดจึ่งว่าไม่แจ้ง กล่าวแกล้งมุสาว่าขาน
ปางเมื่อองค์พระอวตาร ก็ลือสะท้านทั้งธาตรี
แต่ออกพระนามยังสลบ ซบพักตร์นิ่งอยู่กับที่
ควรหรือมิได้ภักดี มานะพาทีไม่ต้องการ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูใจหาญ
ได้ฟังขัดแค้นในวิญญาณ เปรียบปานดั่งต้องปืนพิษ
แม้นจะมิไปก็ใช่ที่ กลัวว่าจะมีความผิด
นั่งนิ่งตะลึงรำพึงคิด แล้วประกาศิตด้วยมารยา
แม้นว่านารายณ์อวตาร มาล้างพวกพาลยักษา
เราก็พลอยยินดีปรีดา ควรอยู่ผ่านฟ้าพระจอมไตร
จำเพาะตัวเราไปนอบนบ จึ่งจะว่าคำรพก็หาไม่
สุดแล้วจงรักภักดีไป ด้วยใจสุจริตก็เหมือนกัน
ทูตาทั้งสองนายอย่ากินแหนง จงไปแจ้งพระบรมรังสรรค์
ว่าเราสามิภักดิ์โดยธรรม์ ถวายอัญชุลีพระสี่กร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองทูตาชาญสมร
ได้ฟังพญาพานร ยอกย้อนแกล้งกล่าวอภิปราย
ต่างตนถวิลจินดา ตรึกตราไปด้วยใจหมาย
ท้าวนี้มารยามากมาย เบี่ยงบ่ายบิดพลิ้วไม่ไป
สุครีพจึ่งตอบด้วยปรีชาญ ท่านอย่าพักว่าแก้ไข
อันองค์พระตรีภูวไนย ใช้ให้เราถือสารมา
หาท้าวผู้เดียวไปเฝ้า ยังเขาคันธมาทน์ภูผา
จะไปรีบไปอย่าช้า มิไปจงว่าให้แจ้งการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูใจหาญ
ได้ฟังสุครีพพจมาน ว่าขานองอาจก็ขัดใจ
พระพักตร์มึนตึงขึงอยู่ จะดูหน้าทูตาก็หาไม่
ลุกจากแท่นแก้วแววไว เข้าในปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น สุครีพหนุมานกระบี่ศรี
เห็นท้าวชมพูไม่พาที ลุกหนีจากท้องพระโรงคัล
ทูตาน้าหลานทั้งสองตน นั้นสุดจนที่จะผ่อนผัน
พากันย่างเยื้องจรจรัล จากพระโรงสุวรรณอำไพ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงทิมดาบชาววัง จึ่งแวะเข้านั่งอาศัย
สุครีพผู้ปรีชาไว ว่าไปแก่ศรีหนุมาน
อันท้าวชมพูธิบดี พาทีปั้นปึ่งอวดหาญ
ไม่ไปเฝ้าองค์พระอวตาร ด้วยอหังการกำเริบฤทธิ์
สำคัญว่าตนสูงศักดิ์ ทั้งไตรจักรอยู่ในอาญาสิทธิ์
มีแต่โมหันธ์มืดมิด เบี่ยงบิดด้วยมานะใจ
แต่วาจานั้นไม่ห้าวหาญ จะสุนทรอ่อนหวานก็หาไม่
กล่าวคำเป็นท่ามกลางไว้ จะไปมิไปไม่เจรจา
ควรเราจะกลับไปเฝ้า ทูลพระปิ่นเกล้านาถา
ตามท้าวชมพูว่ามา ให้ทราบบาทาพระจักรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที เรานี้มาถึงท้าวชมพู
บอกกล่าวราวเรื่องก็แจ้งใจ เมื่อเธอมิไปจะแข็งอยู่
เห็นท่าจะเป็นเสี้ยนศัตรู ต่อองค์พระผู้อวตาร
แม้นกลับไปทูลองค์พระสี่กร จะโกรธาแผลงศรมาล้างผลาญ
ชมพูนคราจะแหลกลาญ เพราะเราน้าหลานไม่ตรึกตรา
จะเสียพลยี่สิบสมุทร ซึ่งจะได้ต่อยุทธ์ยักษา
ทั้งจะเป็นกรรมเวรา ภายหน้าติดตัวเราไป
เสียทีเป็นทหารชาญฤทธิ์ พระจักรกฤษณ์จะติโทษได้
ว่าใช้เรามาต่างใจ เพียงนี้ยังให้เสียการ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพผู้ปรีชาหาญ
จึ่งกล่าวแก่ศรีหนุมาน ซึ่งเจ้าว่าขานนี้ชอบนัก
เราจะผ่อนผันฉันใด จึ่งจะได้ราชการพระทรงศักดิ์
อย่าให้เสียทีที่ใจภักดิ์ หลานรักคิดดูจงดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานกระบี่ศรี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที ข้อนี้อย่าปรารมภ์ใจ
อันท้าวชมพูชัยชาญ ตัวหลานจะจับไปให้ได้
ถวายพระหริวงศ์ทรงชัย ยังในคันธมาทน์ด้วยปรีชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า
สงสัยในคำนัดดา จึ่งมีวาจาตอบไป
ตัวเราน้าหลานมาสองตน จะรบพลนับสมุทรกระไรได้
ธรรมดานํ้าน้อยก็แพ้ไฟ ยากใจที่เราจะต่อยุทธ์
ท้าวมีศักดาเหมือนพาลี ตรีโลกก็นับว่าบุรุษ
อันจะต่อศักดาวรารุทร น้าคิดเห็นสุดปัญญา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานแกล้วกล้า
ยิ้มแล้วจึ่งกล่าววาจา ข้อนี้พระน้าอย่าร้อนใจ
อันพลในเมืองชมพู ถึงมากก็สู้ใครได้
น่าที่จะอัปราชัย ด้วยอุบายภายในเชี่ยวชาญ
อันพระนครทั้งหลาย ก็เหมือนกับกายสังขาร
กษัตริย์คือจิตวิญญาณ เป็นประธานแก่ร่างอินทรีย์
มือเบื้องซ้ายขวาคือสามนต์ บาทาคือพลทั้งสี่
อาการพร้อมสามสิบสองมี ดั่งนี้จึงเรียกว่ารูปกาย
ฝ่ายฝูงอาณาประชาราษฎร์ คือสาตราวุธทั้งหลาย
ถึงผู้นั้นประเสริฐเลิศชาย แม้นจิตจากกายก็บรรลัย
อาวุธไม่มีผู้ถือ ควรหรือจะวิ่งเข้ารบได้
อันท้าวชมพูฤทธิไกร จะสะกดเอาไปด้วยมนตรา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า
ได้ฟังจึ่งตอบวาจา ความคิดนัดดานี้ดีนัก
จะปรากฏยศเกียรติเกรียงไกร ขจรทั่วทั้งในไตรจักร
ว่าเราอาสาพระหริรักษ์ เบาหนักไม่คิดแก่ชีวี
ว่าแล้วสุครีพผู้ศักดา ก็บอกแก่เสนาทั้งสี่
จักขออาศัยสักราตรี รุ่งเช้าพรุ่งนี้จะลาไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีกระบี่ผู้ใหญ่
ได้ฟังไม่แหนงแคลงใจ ก็รีบไปพระโรงรัตนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องค์ท้าวชมพูนาถา
ทูลว่าทั้งสองทูตา จะอาศัยนิทราสักราตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูเรืองศรี
ได้ฟังจึ่งสั่งเสนี อันการครั้งนี้ประหลาดใจ
ท่านเป็นผู้ใหญ่จงรักษา ตรวจตราอย่าให้มีเหตุได้
ผลัดกันนั่งยามตามไฟ อย่าหลับไหลระไวระวังมัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มหาเสนาคนขยัน
รับสั่งถวายบังคมคัล พากันออกมาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งเกณฑ์โยธาทวยหาญ ทั่วทุกพนักงานกระบี่ศรี
ให้ตรวจตรานั่งยามตามอัคคี โดยมีพระราชบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
เที่ยงคืนมัชฌิมเวลา จันทราบ่ายคล้อยโพยมบน
ครั้นสงัดสิ้นสรรพสำเนียง เงียบเสียงฆ้องกลองกาหล
แต่หมู่โยธีรี้พล ต่างตนตรวจตราเป็นโกลี
จึ่งว่าแก่ลูกพระสุริยา พระน้าเจ้าคอยอยู่ที่นี่
ระวังพระองค์จงดี หลานนี้จะลอบเข้าไป
สะกดนิทราให้นอนหลับ จับท้าวชมพูไปให้ได้
ว่าแล้วไหว้คุณเจ้าภพไตร สำรวมใจร่ายวิทยามนต์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นครบเจ็ดคาบโดยกำหนด น้ำค้างย้อยหยดเป็นฝอยฝน
เมฆหมอกมืดคลุ้มโพยมบน ด้วยฤทธิรณมหึมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาวานรซ้ายขวา
ทั้งหมู่รี้พลโยธา ต้องละอองน้ำฟ้าซาบใจ
ให้หนาวเยือกเย็นทุกเส้นขน สุดที่จะทนทานได้
บ้างชักผ้าคลุมหัวไว้ โงกงุนซุนไปไม่ลืมตา
มะเมอเพ้อบ่นกรนฟู่ หลับไหลคุดคู้ไม่เงยหน้า
ผู้ใดมิได้ตรวจตรา ต้องมนต์นิทราทั้งธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานกระบี่ศรี
ครั้นเห็นพวกพลมนตรี สิ้นสมประดีหลับไป
ชื่นชมด้วยสมความคิด แลดูทั่วทิศน้อยใหญ่
เหาะทะยานขึ้นยอดปราสาทชัย ด้วยฤทธิไกรเชี่ยวชาญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ได้ยินสำเนียงนางกำนัล ขับครวญโอดพันเสียงหวาน
ไหว้คุณพระสยมภูวญาณ แล้วโอมอ่านพระเวทวิทยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะด้วยมนต์อันมีฤทธิ์ บันดาลมืดมิดทุกทิศา
ผู้ใดมิได้ลืมตา ด้วยกำลังศักดาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูชาญสมร
ทั้งนางระบำรำฟ้อน บำเรอภูธรในราตรี
อีกเหล่าสิบสองพระกำนัล ผลัดกันนั่งยามอยู่ข้างที่
โงกงุนซุนไปทุกนารี สงัดเสียงพาทีทั้งวังใน
บ้างถือโทนทับกรับฉิ่ง หลับกลิ้งไม่สมประดีได้
นอนกรนบ่นเพ้อมะเมอไป ทั้งในห้องแก้วรัตนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ครั้นเสร็จสะกดนิทรา ถอดยอดมหาปราสาทชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ทะลุพื้นเพดานดาวราย แต่พอลอดกายลงไปได้
โลดโผนโจนทะยานว่องไว เข้าในห้องแก้วรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งเห็นท้าวมหาชมพู บรรทมหลับอยู่บนที่
มีความชื่นชมยินดี ขุนกระบี่ช้อนแท่นอลงการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ ได้ด้วยศักดาวรารุทร ดั่งครุฑจับนาคตัวหาญ
เหาะขึ้นสู่พื้นคัคนานต์ ลูกพระสุริย์ฉานก็ตามมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ รวดเร็วเพียงลมพานพัด รีบรัดไปในเวหา
ลัดนิ้วมือเดียวไม่พริบตา ถึงภูผาคันธมาทน์คีรี
ลงจากพ่างพื้นอัมพร ศศิธรจำรัสรัศมี
ก็วางแท่นแก้วรูจี ลงไว้ยังที่สุธาธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น สุครีพฤทธิไกรใจหาญ
ก็รีบเข้าไปเฝ้าพระอวตาร ยังหน้าฉานสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระนารายณ์นาถา
ข้าบาทถือราชสารา ไปหาท้าวชมพูพานร
ว่าขานแก่เจ้าเวียงชัย ตามในโองการพระทรงศร
ดื้อดึงมิได้ง้องอน อ่อนน้อมต่อบาทพระจักรี
หนุมานจึ่งคิดอุบายกล ร่ายมนต์สะกดกระบี่ศรี
พามาทั้งแท่นมณี บัดนี้ยังสนิทนิทรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ได้ฟังลูกพระสุริยา ผ่านฟ้าชื่นชมด้วยสมคิด
ดั่งได้ช่อชั้นวิมานมาศ จึ่งกล่าวพจนารถประกาศิต
อันท้าวชมพูสิมีฤทธิ์ กำเริบนํ้าจิตไม่เกรงใคร
นี่หากว่าท่านน้าหลาน ทำการด้วยมีอัชฌาสัย
จึ่งได้ไม่ยากลำบากใจ อยู่ไหนจงพาเอาตัวมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระอาทิตย์ฤทธิ์กล้า
รับสั่งสมเด็จพระจักรา บังคมลาแล้วออกมาทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งบอกหนุมาน ว่าพระอวตารเรืองศรี
ให้พาท้าวชมพูธิบดี ไปยังที่หน้าพลับพลาชัย
ว่าแล้วน้าหลานทั้งสองตน ผู้ฤทธิรณแผ่นดินไหว
ช่วยกันยกแท่นอำไพ เข้าไปถวายพระสี่กร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
เห็นท้าวชมพูฤทธิรอน นอนหลับไม่รู้สมประดี
จึ่งเรียกหนุมานเข้ามาใกล้ ภูวไนยตรัสชมกระบี่ศรี
มิเสียแรงเป็นวงศ์พาลี ฤทธีดั่งองค์พระสุริยัน
แล้วลูบเศียรเกล้าตลอดหาง ก็สร่างสาปพระอุมาสาวสวรรค์
ยิ่งมีเดชาชาญฉกรรจ์ กำลังนั้นมากขึ้นพันทวี
จึ่งให้วายุบุตรผู้ศักดา แก้วิทยากระบี่ศรี
จะดูท้าวชมพูธิบดี ท่วงทีจะทำประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระตรีภูวไนย บังคมไหว้แล้วคลานออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงนบนิ้วอภิวาทน์ พระสยมภูวนาถนาถา
ก็ร่ายพระเวทแก้นิทรา เป่าทั่วกายาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น ท้าวมหาชมพูชาญสมร
สร่างเวทอันเรืองฤทธิรอน ภูธรลืมเนตรแลไป
เห็นแต่ดาวเดือนเกลื่อนอากาศ จะเห็นปราสาทก็หาไม่
ทั้งนางขับรำระบำใน นั่งยามตามไฟก็ไม่มี
ตกใจลุกจากบัลลังก์รัตน์ เห็นพระจักรรัตน์เรืองศรี
สี่หัตถ์ทรงสังข์คทาตรี จักรแก้วมณีอลงกรณ์
รัศมีสีเขียวงามประหลาด โอภาสแลเลื่อมประภัสสร
ทรงโฉมเสาวภาคย์อรชร วานรเพ่งพิศไม่วางตา
ก็รู้แท้แน่ในพระทัยหมาย ว่าองค์พระนารายณ์นาถา
ความกลัวดั่งจะสิ้นชีวา ซบหน้าสลบลงทันที ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
เห็นท้าวชมพูธิบดี กลัวเดชภูมีสลบลง
จึ่งผินพระพักตร์มาแย้มยิ้ม งามพริ้มดั่งท้าวครรไลหงส์
ตรัสสั่งพระลักษมณ์ฤทธิรงค์ เจ้าผู้ร่วมวงศ์ร่วมชีวี
จงเอาน้ำไปสรงศร พรหมาสตร์ฤทธิรอนของพี่
รดพญาชมพูธิบดี อย่าให้กระบี่มรณา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์กนิษฐา
ก้มเกล้ารับสั่งด้วยปรีดา ทำตามบัญชาพระสี่กร
เสร็จแล้วถวายอภิวาทน์ แทบบาทพระนารายณ์ทรงศร
เสด็จย่างเยื้องบทจร ไปยังวานรทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งรดเศียรให้ ลูบไล้พักตรากระบี่ศรี
ประพรมไปทั่วอินทรีย์ จนสิ้นวารีสุคนธ์ธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวชมพูผู้ปรีชาหาญ
ต้องนํ้าสรงศรพระอวตาร ซาบซ่านเย็นทั่วกายา
ก็ฟื้นคืนสมประดีได้ มีใจแสนโสมนัสสา
ลดลงจากแท่นรัตนา กราบกับบาทาพระทรงฤทธิ์
ทูลว่าตัวข้าบทมาลย์ ขัดพระโองการนั้นโทษผิด
ใหญ่หลวงถึงสิ้นชีวิต พระจักรกฤษณ์จงได้ปรานี
ประทานอินทรีย์ชีวีไว้ จะได้รองเบื้องบทศรี
อันซึ่งชมพูธานี กับหมู่โยธีวานร
ทั้งโภไคยไอศูรย์สมบัติ มหาเศวตฉัตรประภัสสร
ขอถวายสมเด็จพระสี่กร ให้ถาวรไปทั่วกัลปา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ได้ฟังสุนทรวาจา ท้าวมหาชมพูธิบดี
จึ่งมีพระราชบรรหาร โองการตรัสตอบกระบี่ศรี
ตัวเราอวตารปางนี้ หวังเป็นที่พึ่งภพไตร
โดยในโองการเจ้าโลกา เราจะคุมโทษานั้นหาไม่
อันแสนสวรรยาราชัย มิได้ปรารถนาของวานร
จะเอาแต่พลทวยหาญ ที่แกล้วกล้าชำนาญชาญสมร
ทั้งชมพูขีดขินพระนคร ไปราญรอนอสูรในลงกา
ตัวท่านกับลูกพระอาทิตย์ จึ่งคิดตรองตรึกปรึกษา
กะเกณฑ์กำหนดโยธา ทั้งสองพาราบรรจบกัน
จะเป็นพลมากน้อยเท่าไร ที่จะได้เข้ากองทัพขันธ์
ตรัสแล้วเสด็จจรจรัล เข้าสุวรรณพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางกำนัลสาวศรี
ของท้าวชมพูธิบดี ซึ่งต้องมนต์กระบี่หนุมาน
ครั้นล่วงเข้าสิบนาฬิกา สกุณาไก่แก้วขันขาน
อาคมพระเวทเชี่ยวชาญ ก็บันดาลระงับเสื่อมไป
ต่างฟื้นตื่นจากที่นอน จะเห็นแท่นบรรจถรณ์ก็หาไม่
พระองค์ผู้ทรงภพไตร หายไปกับที่ไสยา
เถ้าแก่ชะแม่พระกำนัล ตกใจเรียกกันล้วนหน้า
เสียงมี่อื้ออึงเป็นโกลา ดั่งว่าไพชยนต์จะทำลาย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาวานรทั้งหลาย
ได้ยินสำเนียงวุ่นวาย ไพร่นายตื่นขึ้นพร้อมกัน
แลดูทูตาก็ไม่เห็น ให้เยือกเย็นตกใจตัวสั่น
ข้างหน้าข้างในทั้งนั้น เที่ยวหาทรงธรรม์วุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ ทุกตำแหน่งแห่งห้องก็ค้นจบ จะพานพบพระองค์ก็หาไม่
ต่างแสนโศกาอาลัย นางในก็รีบจรลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ ครั้นถึงปราสาทอลงกรณ์ นางแก้วอุดรมเหสี
น้อมเศียรนบนิ้วดุษฎี โศกีทูลองค์นงคราญ
ว่าพระผู้ทรงนคเรศ มงกุฎเกศจอมภพราชฐาน
หายไปในราตรีกาล ทั้งแท่นประพาฬอลงการ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ