สมุดไทยเล่มที่ ๕๒

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
ครั้นเสร็จสังหารกุมภัณฑ์ ทรงธรรม์ชมทิพย์มาลัย
แล้วให้เลิกพวกพลากร วานรโห่สนั่นหวั่นไหว
ออกจากสมรภูมิชัย ไปยังสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายสารัณทูตยักษา
เห็นมังกรกัณฐ์อสุรา มรณาด้วยมือปัจจามิตร
ตกใจตะลึงไม่มีขวัญ ตัวสั่นปิ้มเหยียบแผ่นดินผิด
ดั่งพระกาลจะมาผลาญชีวิต กลัวฤทธิ์ก็รีบเข้าธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงน้อมเกล้าบังคมทูล ท้าวราพณาสูรยักษี
ว่าพระนัดดาไปราวี บัดนี้สุดสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
แจ้งข่าวเร่าร้อนดั่งเพลิงกัลป์ กุมภัณฑ์สลดระทดใจ
โอ้อนิจจาหลานรัก ศรศักดิ์ไม่มีใครเปรียบได้
เสียแรงเรืองฤทธิไกร เกิดในสุริย์วงศ์พรหมาน
รอบรู้เวทมนต์อันประสิทธิ์ ทศทิศเลื่องชื่อลือหาญ
หรือมาแพ้มนุษย์สาธารณ์ กับพวกเดียรัจฉานทรลักษณ์
อายหมู่เทวานาคี คนธรรพ์ฤๅษีในไตรจักร
ฝ่ายอินทรชิตลูกรัก ขุนยักษ์ยังไม่กลับมา
รํ่าพลางสะท้อนถอนใจ ภูวไนยเศร้าโทมนัสสา
ชลเนตรคลอคลองนัยนา ดั่งว่าจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ คลายโศกจึ่งสั่งวิรุญมุข เจ้าผู้ร่วมทุกข์เฉลิมศรี
จงยกพหลโยธี ไปตั้งรับไพรีมั่นไว้
อย่าให้มนุษย์วานร หักหาญราญรอนเข้ามาได้
คอยท่าอินทรชิตฤทธิไกร เสร็จชุบศรชัยจะกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกวิรุญจำบังยักษา
ก้มเกล้ารับสั่งพระอัยกา ถวายบังคมลาแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีพจนารถ สั่งมหาอำมาตย์ผู้ใหญ่
จงจัดทัพสรรพด้วยอาชาไนย ให้ได้แสนหมื่นห้าพ้น ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มหิตันเสนาตัวขยัน
รับสั่งหลานท้าวทศกัณฐ์ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ยานี

๏ จึ่งเกณฑ์กระบวนม้ารบ เลือกล้วนสินธพตัวกล้า
กองหนึ่งสีดำดั่งกา ขุนม้าถือปืนรางแดง
กองหนึ่งขาวผ่องผิวสังข์ ลำพองกำลังเข้มแข็ง
ผู้ขี่ม้าถือทวนแทง กวัดแกว่งบนหลังสินธพ
กองหนึ่งพื้นผ่านอมฤก ห้าวฮึกหกหมุนดีดขบ
ทหารขี่ถือหอกสำหรับรบ แล่นตลบแลลิบไม่เห็นกาย
กองหนึ่งพื้นพวกผ่านดำ ย่างยํ่าทีน้อยเฉิดฉาย
พลขี่มือถือทองปราย ไพร่นายเตรียมท่าอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายวิรุญมุขยักษี
ครั้นรุ่งสางสว่างราตรี เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ จึ่งไขท่อแก้วโกมิน วารินโปรยปรายดั่งสายฝน
กลิ่นตลบอบอาบเสาวคนธ์ หอมฟุ้งปรุงปนสุพรรณพราย
สอดทรงสนับเพลาชวลิต ภูษิตช่อเชิงสุวรรณฉาย
ชายไหวชายแครงจำหลักลาย เป็นนาคกลายลอยเล่นชลาลัย
ฉลององค์ลงยันต์ย้อมยา จะบังกายหายมาก็ย่อมได้
ทับทรวงเพชรแดงดั่งแสงไฟ ตาบทิศอำไพสังวาล
ทองกรพาหุรัดธำมรงค์ มงกุฎทรงจอนแก้วมุกดาหาร
พระหัตถ์จับหอกสุรกานต์ ทะยานมาเผ่นขึ้นอัสดร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

โทน

๏ ม้าเอยม้าศึก เหี้ยมฮึกห้าวหาญชาญสมร
หน้าดำตัวขาวอรชร อลงกรณ์ด้วยเครื่องเนาวรัตน์
ยกคอย่อท้ายย้ายย่าง วิ่งวางโลดโผนดีดกัด
ขับคล่องว่องไวดั่งลมพัด เท้าทัดเทียมม้าพระสุริยน
พวกพลห้าวหาญชำนาญศึก ขับมาคึกคึกกุลาหล
หมู่แซงสองข้างอึงอล ผงคลีตลบบนเมฆา
เสียงเท้าดั่งหนึ่งเสียงคลื่น ครั่นครื้นเลื่อนลั่นสนั่นป่า
พลมารหาญโห่โกลา ขับพวกอาชารีบไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นถึงให้หยุดพาชี ตั้งเป็นอินทรีย์พยุหใหญ่
มั่นอยู่ที่ริมชายไพร ตั้งใจคอยทัพอินทรชิต ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์จักรกฤษณ์
ไสยาสน์เหนืออาสน์ชวลิต คิดถึงอัคเรศวิไลวรรณ
แต่ปฐมยามราตรี ภูมีวิโยคโศกศัลย์
จนดาวเดือนเลื่อนลับสัตภัณฑ์ สุริยันอรุณเรืองรอง
เสนาะเสียงไก่แก้วโกกิล ตื่นตาโบยบินประกาศก้อง
หมู่แมลงผึ้งภุมรินทอง ร่อนร้องเชยรสสุมาลี
คลึงเคล้าเสาวคนธ์เกสร เวียนวันวู่ว่อนอึงมี่
เรไรรี่เรื่อยดั่งดนตรี เสียงชะนีโหยไห้ไปมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งเข้าที่สระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งเทพเลขา
แล้วเสด็จลีลาศยาตรา ออกหน้าสุวรรณพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมด้วยท้าวพญาวานร ประนมกรหมอบเฝ้าอยู่ไสว
จึ่งบัญชาถามพิเภกไป เหตุใดอินทรชิตอสุรี
ไม่ยกแสนสุรเสนา จัตุรงค์โยธายักษี
ออกมาชิงชัยหลายราตรี เรานี้สงสัยในวิญญาณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังพระราชโองการ ขุนมารน้อมเศียรประนมกร
พิเคราะห์ดูแล้วบังคมทูล นเรนทร์สูรภุชพงศ์ทรงศร
อันอินทรชิตฤทธิรอน ไปซ่อนทำกิจพิธี
จะเอาพิษพญานาคราช ชุบศรนาคบาศยักษี
อยู่เขาอากาศคีรี ที่ในโพรงไม้โรทัน
บัดนี้นาคีที่มีพิษ เกรงฤทธิ์อสูรโมหันธ์
ขึ้นมาคายพิษให้พร้อมกัน ในศรกุมภัณฑ์ทุกเวลา
แม้นครบกำหนดเจ็ดราตรี จะเรืองฤทธีแกล้วกล้า
ปราบได้ทั้งไตรโลกา จึ่งจะยกออกมาราญรอน
บัดนี้พึ่งทำได้สามวัน การนั้นยังไม่สำเร็จก่อน
จึ่งให้มาขัดทัพรับกร กว่าจะเสร็จชุบศรขุนมาร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ลือฤทธิ์ทุกทิศาล
ได้ฟังพิเภกโหราจารย์ จึ่งมีบรรหารตรัสไป
ซึ่งอินทรชิตทำพิธี ยังอากาศคีรีเขาใหญ่
เราจะคิดอ่านประการใด จึ่งจะมล้างเสียได้ดั่งจินดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
ก้มเกล้าสนองพระบัญชา ซึ่งจะล้างวิทยาอสุรี
โดยในลัทธิตำรับ จำเพาะบังคับให้เป็นหมี
เข้ากัดไม้ซึ่งทำพิธี หักลงกับที่เมื่อใด
อันอินทรชิตขุนมาร จะไม่อ่านพระเวทไปได้
ก็จะเสียการกิจพิธีไป ประสาทไว้สำหรับแก้กัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งชามพูวราชแข็งขัน
ได้ฟังพิเภกกุมภัณฑ์ น้อมเกล้าอภิวันท์แล้วทูลไป
ตัวข้าจะขออาสา มล้างพิธีอสุราเสียให้ได้
ด้วยกำลังฤทธิ์อันว่องไว มิให้เคืองใต้บทมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบจบสกลทิศาล
ฟังชามพูวราชผู้ปรีชาญ จึ่งมีบรรหารอันสุนทร
ซึ่งท่านจะไปล้างวิทยา ที่อสุราชุบศร
แม้นมันจะออกมาต่อกร ให้พ่ายแพ้วานรผู้ฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งชามพูวราชกระบี่ศรี
ก้มเกล้ารับพรพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ขุนกระบี่ผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ เสียงสนั่นครรชิตทุกทิศา
ถีบทะยานผ่านขึ้นเมฆา ตรงไปอากาศคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เลื่อนลอยอยู่บนอัมพร เห็นพลนิกรยักษี
ตั้งกองจุกช่องพนาลี ขุนกระบี่ค่อยลอบลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ ครั้นถึงซึ่งยอดบรรพต เลี้ยวลดแอบพุ่มพฤกษาใหญ่
เห็นลับตาพลสกลไกร สำรวมใจร่ายเวทวิทยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ กายนั้นก็กลับเป็นหมี อินทรีย์โตดำแกล้วกล้า
ผาดโผนโจนทะยานผ่านมา เขากัดพฤกษาโรทัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ หักลงดั่งขวานเพชรฟาด พสุธาอากาศเลื่อนลั่น
มืดคลุ้มชอุ่มเป็นควัน เสียงสนั่นดั่งหนึ่งลมกาล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายฝูงนาคาใจหาญ
ครั้นเห็นไม้ล้มแหลกลาญ ตกใจอลหม่านไม่สมประดี
คิดว่าเสียงปีกพญาครุฑ ต่างกลัวฤทธิรุทรก็เลื้อยหนี
ชำแรกแทรกพื้นคีรี ไปยังที่อยู่นาคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ชามพูวราชฤทธิไกรใจกล้า
ทำอำนาจผาดร้องเป็นโกลา วิ่งผ่านมาหน้ากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิแรงแข็งขัน
เห็นสัตว์ร้ายทำลายพิธีกรรม์ แล้วมันวิ่งโผนโจนไป
กริ้วโกรธพิโรธกระทืบบาท พสุธากัมปนาทหวาดไหว
พระกรกวัดแกว่งศรชัย ตามไล่สังหารราญรอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ชามพูวราชชาญสมร
ครั้นเห็นลูกท้าวยี่สิบกร แกว่งศรไล่ติดตามมา
จึ่งแกล้งวิ่งหนีเลี้ยวล่อ ทำทีหลอกล้อยักษา
กลับเป็นวานรอันศักดา ตบมือชี้หน้าแล้วเหาะไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพลับพลาอลงกรณ์ วานรผู้มีอัชฌาสัย
น้อมเศียรกราบทูลพระภูวไนย ตามซึ่งได้มล้างพิธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
ฟังชามพูวราชก็ยินดี ดั่งวารีทิพย์ชโลมทา
จึ่งตรัสสรรเสริญพานร ท่านผู้ฤทธิรอนแกล้วกล้า
มิเสียทีรองบาทพระอิศรา ใต้ฟ้าไม่มีใครเทียมทัน
ว่าแล้วก็เสด็จจากอาสน์ อันโอภาสพรรณรายฉายฉัน
กรายกรย่างเยื้องจรจรัล เข้าสุวรรณพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษี
รู้ว่าอริราชไพรี มามล้างพิธีแล้วหนีไป
จะตามเข่นฆ่าก็ไม่ทัน กุมภัณฑ์กริ้วโกรธดั่งเพลิงไหม้
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นใจ ก็กลับมาทัพชัยอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งเสนามารยักษา
เอ็งจงไปทูลพระบิดา ว่ากูเสียกิจพิธี
ไม่คืนกลับเข้าพระนคร จะยกนิกรยักษี
ตรงไปรณรงค์ด้วยไพรี ยังที่สมรภูมิชัย
ตรัสแล้วทรงเครื่องพิชัยยุทธ์ สำแดงฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
พร้อมด้วยพหลพลไกร เสด็จไปขึ้นรถสุรกานต์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รถเอยรถศึก พันลึกด้วยดวงมุกดาหาร
บุษบกบัลลังก์รัตน์ชัชวาล งามแม้นวิมานในโสฬส
เทียมด้วยราชสีห์สองพัน โลทันขับขึ้นถึงลมกรด
ล่วงเข้าสัตภัณฑ์บรรพต ชิงแซงแข่งรถพระสุริยน
เครื่องสูงระยับจับแสงแก้ว พุ่งพลามวามแววเวหน
พลมารขานโห่อึงอล ดั่งจะปลอมปล้นฟ้าเมืองแมน
ฆ้องกลองแตรสังข์ประดังเสียง ประโคมเคียงคู่แห่แปดแสน
สะเทือนเลื่อนลั่นถึงดินแดน ไล่แล่นขับข้ามสมุทรมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นถึงสมรภูมิชัย ให้หยุดพลไกรซ้ายขวา
ตั้งเป็นกระบวนครุฑา คอยท่าอริราชไพรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายวิรุญมุขยักษี
เห็นอินทรชิตมาก็ยินดี อสุรีเร่งรีบเสด็จจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ แทบบาทอินทรชิตชาญสมร
ทูลว่าพระองค์ทรงฤทธิรอน ไปชุบศรยังยอดบรรพตา
พระอัยกาให้ลุงมังกรกัณฐ์ ยกพวกพลขันธ์แกล้วกล้า
มาขัดทัพรับพวกพาลา คอยท่าเสด็จบทมาลย์
ได้ต่อกรรอนราญกับมนุษย์ สิ้นสุดชีวังสังขาร
บัดนี้มีราชโองการ ให้หลานออกมาตั้งรับ
ซึ่งพระองค์ไปทำพิธี ได้สามราตรีเสด็จกลับ
มาเป็นกระบวนกองทัพ ผิดกับกำหนดที่สัญญา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษา
แจ้งว่ามนุษย์อหังการ์ ฆ่ามังกรกัณฐ์บรรลัย
ความโกรธความแค้นนั้นสุดคิด ร้อนจิตผะผ่าวดั่งเพลิงไหม้
จึ่งมีพจนารถตรัสไป น้อยใจครั้งนี้พ้นนัก
เสียกิจพิธีพรหเมศ เสียทั้งพระเวทสิทธิศักดิ์
มิหนำซ้ำเสียประยูรยักษ์ น้องรักผู้เรืองฤทธี
อันสองมนุษย์นี้องอาจ ไม่เกรงอำนาจยักษี
ดีแล้วจะเป็นอะไรมี วันนี้จะได้เห็นกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระอวตารรังสรรค์
เสด็จเหนือแท่นแก้วแพร้วพรรณ สุวรรณราชพลับพลา
พร้อมทหารเจ็ดสิบเจ็ดสมุทร ทั้งสิบแปดมงกุฎตัวกล้า
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษดา ดั่งดาวล้อมจันทราในราตรี
งามยศงามศักดิ์พระหริวงศ์ ปานองค์เทวราชโกสีย์
เสด็จออกทวยเทพโยธี ในแท่นที่วิมานอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ได้ยินเสียงสนั่นลั่นเลื่อน สะเทือนถึงมรกตสิงขร
บดคลุ้มแสงสีรวีวร ภูธรตรัสถามพิเภกไป
อันทัพซึ่งยกออกมา อินทรชิตอสุราหรือไฉน
หรือจะเป็นอสูรตนใด ออกมาชิงชัยราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
ฟังรสพจนารถพระจักรี ชุลีกรสนองพระบัญชา
ทัพนี้คือองค์อินทรชิต เสียพิธีกิจยักษา
ไม่คืนเข้ายังลงกา ยกตรงออกมาจะรอนราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังพิเภกแจ้งการณ์ จึงมีพจมานอันสุนทร
แก่พระอนุชาสุริย์วงศ์ เจ้าผู้ฤทธิรงค์ด้วยแสงศร
จงยกโยธาวานร ออกไปต่อกรอินทรชิต
ตรัสแล้วจึ่งองค์พระจักรา มีราชบัญชาประกาศิต
สั่งแก่โอรสพระอาทิตย์ ท่านผู้มีฤทธิ์ดั่งเพลิงกาล
จงเตรียมพหลโยธี กระบี่นิกรทวยหาญ
ไปด้วยน้องเราผู้ชัยชาญ รอนราญเข่นฆ่าอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

๏ จัดเป็นปัญจเสนา กองหน้าหนุมานเป็นนายใหญ่
คุมวานรสิบสมุทรไท เลือกล้วนว่องไวการยุทธ์
เกียกกายกบินทร์นิลนนท์ คุมพลวานรสิบสมุทร
กองหลวงนั้นน้องพระทรงครุฑ เป็นจอมมงกุฎโยธา
บาญชียี่สิบสมุทรปลาย หยาบคายร้ายกาจแกล้วกล้า
ยุกกระบัตรนั้นคือปิงคลา วานรสิบสมุทรเสมอกัน
กองหลังรั้งท้ายพลไกร ตั้งให้กบินทร์นิลขัน
คุมพลสิบสมุทรแน่นนันต์ พร้อมกันคอยเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ครั้นใกล้ศุภฤกษ์นาที เสด็จเข้าที่สรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ น้ำทิพย์ธารทิพย์บุปผา สุคนธากลิ่นฟุ้งหอมหวาน
สนับเพลาเครือหงส์อลงการ แก้วประพาฬรายพื้นเชิงงอน
ภูษาก้านกระหนกสุพรรณพราย ฉลุลายรูปราชไกรสร
ชายแครงชายไหวอลงกรณ์ ฉลององค์อรชรประดับพลอย
ตาบทิศทับทรวงดวงกุดั่น สังวาลวัลย์มรกตเฟื่องห้อย
ทองกรแก้วผลึกฉลุลอย พาหุรัดรักร้อยทับทิมพราย
ทรงมหาธำมรงค์เรือนเก็จ มงกุฎเพชรชัชวาลฉานฉาย
พระหัตถ์จับศรแสงแกว่งกราย มาขึ้นรถพรรณรายอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถวิมาน กงกำแก้วประพาฬประภัสสร
มรกตเป็นแปรกแอกงอน ทับทิมทิพย์นํ้าอ่อนเป็นบัลลังก์
บุษบกแก้วผลึกกระกลอกวับ กาบประกับเสากระจกกระหนกตั้ง
ภาพล้อมแก้วลายรายกระจัง บัลลังก์มุขแม้นวิมานอินทร์
เทียมด้วยพลาหกพาชี ทั้งสี่ล้วนเทพบุตรสิ้น
มาตุลีสารถีอมรินทร์ ขับสินธพผาดเผ่นทะยาน
เครื่องสูงคู่เคียงเรียงไสว ธงชายธงชัยธงฉาน
กลองประโคมโครมครื้นสุธาธาร แตรงอนฆ้องขานอึงอล
เสียงม้าเริงร้องก้องกึก ทวยหาญโห่ฮึกกุลาหล
ผงคลีมืดคลุ้มพระสุริยน รีบพลเร่งราชรถไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นมาถึงที่สนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาทัพใหญ่
ตั้งโดยครุฑนามเกรียงไกร มั่นไว้ดูทีอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
โดยเสด็จพระศรีอนุชา เคียงข้างรถาอลงกรณ์
แลเห็นอินทรชิตสุริย์วงศ์ ทรงนาคบาศธนูศร
ดั่งท้าวเวสสุวัณฤทธิรอน อยู่กลางนิกรโยธี
จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล น้องพระนเรนทร์สูรเรืองศรี
อันองค์อินทรชิตอสุรี ครั้งนี้ทรงเทพสาตรา
ชื่อว่าธนูนาคบาศ มีฤทธิ์อำนาจแกล้วกล้า
ทั้งสามภพจบโลกโลกา ศักดาไม่มีใครเทียมทัน
พระองค์อย่าประมาทเหมือนแต่หลัง ระวังอสุรีโมหันธ์
คอยมล้างศรสิทธิ์กุมภัณฑ์ ซึ่งมันจะแผลงมารอนราญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังพิเภกโหราจารย์ จึ่งมีพจมานตอบไป
ถึงยักษีมีเทพอาวุธ ก็จะมาต่อยุทธ์กับใครได้
จะเกรงฤทธิ์มันด้วยอันใด ไอ้ชาติจังไรพาลา
โกฏิแสนแม้นมาทั้งจักรวาล จะแผลงผลาญให้สิ้นสังขาร์
ด้วยศรของเราอันศักดา อสุราหรือจะทานฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษี
เห็นพระลักษมณ์ยกมาก็ยินดี จึ่งสั่งสารถีโลทัน
ให้เลื่อนรถแก้วแววฟ้า ขึ้นไปข้างหน้าพลขันธ์
แล้วขับโยธากุมภัณฑ์ เข้าไล่โรมรันวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่พลมารชาญสมร
รับสั่งลูกท้าวยี่สิบกร ต่างแผลงฤทธิรอนเข้าราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บ้างยิงบ้างแทงแย้งยุทธ์ ฟันด้วยอาวุธยักษี
โห่ร้องก้องกึกโกลี อสุรีไล่รุกบุกบัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น โยธาวานรแข็งขัน
ต่างตนไม่คิดชีวัน ดากันต่อกรรอนราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลิงถีบยักษ์ตีกระบี่รับ แล้วจับได้ด้วยกำลังหาญ
ฟาดลงกับพื้นสุธาธาร หมู่มารตายกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายโยธาหาญยักษา
ยิ่งตายยิ่งหนุนกันเข้ามา ตีพวกสวาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างกุมสากเหล็กไล่ประหาร ลางมารก็เอาพะเนินฆ้อน
ลางตนตีด้วยคทาธร ตะลุมบอนโรมรุกคลุกคลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น พวกพลนิกรกระบี่ศรี
รับรองป้องปัดอสุรี แล้วทำทีแตกย่นร่นมา
ครั้นยักษีตามตีก็หลอกหลบ ต่อยตบถีบซ้ายป่ายขวา
ชิงได้อาวุธอสุรา เข้าไล่เข่นฆ่าวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บ้างตัดคอตัดแขนตัดบาท หมู่มารตายกลาดไม่นับได้
ย่นแยกแตกยับทั้งทัพชัย วานรยิ่งไล่โจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศพักตร์ยักษี
เห็นโยธาตายแตกไม่สมประดี อสุรีกริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล
จึ่งชักศรสิทธิ์ขึ้นพาดสาย ใจหมายเขม้นจะสังหาร
น้าวหน่วงด้วยกำลังชัยชาญ ขุนมารก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เปรี้ยงเปรี้ยงดั่งเสียงฟ้าฟาด พสุธาอากาศก็หวาดไหว
ต้องหมู่วานรพลไกร บรรลัยเกลื่อนกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์นาถา
เห็นศรอสุรีแผลงมา ต้องหมู่โยธาวานร
ตายยับทับกันอกนิษฐ์ น้องพระจักรกฤษณ์ก็ขึ้นศร
พาดสายหมายมาดจะราญรอน ภูธรก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ไล่มล้างศรสิทธิ์ขุนมาร แหลกลาญไม่ทนกำลังได้
บรรดาโยธีกระบี่ไพร ที่บรรลัยก็เป็นขึ้นมา
แล้วตรงไปด้วยกำลังฤทธิ์ ถูกองค์อินทรชิตยักษา
ต้องทั้งพหลโยธา ตายกลาดดาษดาแหลกลาญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิไกรใจหาญ
ต้องศรดั่งต้องเพลิงกาล ขุนมารร่ายเวทอันฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนเจ็ดคาบก็ลูบลง ทั่วสรรพางค์องค์ยักษี
บาดแผลหายสิ้นทั้งอินทรีย์ อสุรีกริ้วโกรธโกรธา
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกระทืบบาท ทำอำนาจเขม้นเข่นฆ่า
สั่งวิรุญมุขอสุรา นัดดาผู้ร่วมฤทัย
ตัวเจ้าจงออกราญรอน รับหมู่วานรไว้ให้ได้
เราจะปลุกฤทธิ์ศรชัย แต่ในโมงเดียวอยู่บนรถ
สั่งแล้วก็จับนาคบาศ อันมีอำนาจดั่งเพลิงกรด
สำรวมใจยอกรขึ้นประณต กำหนดร่ายเวทวิทยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น วิรุญมุขสิทธิศักดิ์ยักษา
รับสั่งลูกเจ้าลงกา ก็เร่งพลอาสาเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกทหารยักษี
ต่างตนควบขับพาชี เข้าไล่โยธีกระบี่ไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สำเนียงเท้าม้าครั่นครึก เสียงพลโห่ฮึกแผ่นดินไหว
เลี้ยวลัดสกัดแทงวุ่นไป พลมารไม่ลดงดกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลกระบี่ชาญสมร
ต่างโผนโจนจับอัสดร ตะลุมบอนถาโถมโรมรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ยักษ์แทงลิงชิงอาวุธ ด้วยกำลังฤทธิรุทรแข็งขัน
ต่างหาญต่างกล้าไม่ลดกัน กุมภัณฑ์ตายกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกทหารยักษา
ขับม้าหนุนเนื่องกันเข้ามา ตีพลสวาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บ้างแทงด้วยทวนหอกซัด เลี้ยวลัดรวดเร็วดั่งไกรสร
ต่างแข็งต่างขันประจัญกร ราญรอนไม่คิดชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกโยธากระบี่ศรี
หลบหลีกว่องไวในที ตรูกันเข้าตีพลมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ทั้งยักษ์ทั้งม้าก็ล้มตาย ไพร่นายไม่ทนกำลังหาญ
ทัพยักษ์ตื่นแตกแหลกลาญ วิ่งพล่านไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น วิรุญมุขสิทธิศักดิ์ยักษี
เห็นพลแตกตายเป็นโกลี โกรธดั่งอัคคีไหม้ฟ้า
อสุรีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มือคันเขม้นเข่นฆ่า
ประนมกรกุมหอกอันศักดา ก็ร่ายวิทยากำบังกาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะพระเวทอาคมขลัง ทั้งตัวทั้งม้าทั้งเงาหาย
อสุรีแย้มยิ้มพริ้มพราย กรายหอกขับม้าเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แทงซ้ายป่ายขวาอุตลุด สัประยุทธ์กลางพลกระบี่ศรี
วานรตายยับไม่สมประดี ด้วยกำลังฤทธีอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น นิลนนท์หนุมานใจกล้า
ทั้งชมพูพานอันศักดา องคตผู้ปรีชาไว
เห็นวานรตายยับทับกัน จะเห็นตัวกุมภัณฑ์ก็หาไม่
แต่คลับคล้ายแล้วกลับหายไป ต่างตนสงสัยทุกนายทัพ
พากันกับหมู่ทวยหาญ วิ่งวนอลหม่านจะคอยจับ
ไม่รู้แห่งหนที่จะรับ แต่กระบี่แตกยับลงมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์นาถา
เห็นโยธีตายแตกเป็นโกลา ผ่านฟ้าฉงนสนเท่ห์ใจ
จึ่งถามพิเภกผู้ใจภักดิ์ ยักษีมันทำเป็นไฉน
ได้ยินเสียงฉับฉับแล้วหายไป วานรบรรลัยไม่สมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
น้อมเศียรทูลสนองพระวาที เหตุนี้เพราะด้วยขุนมาร
ชื่อวิรุญมุขกุมภัณฑ์ เวทมนต์ของมันกล้าหาญ
กำบังกายหายตัวเข้ารอนราญ ด้วยหอกสุรกานต์อันศักดา
พระองค์จงแผลงศรเป็นข่าย ไปกระหวัดรัดกายยักษา
ให้เสียพระเวทกำบังตา ก็จะเห็นกายากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังน้องท้าวทศกัณฐ์ ชักศรพาลจันทร์แล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ สำเนียงดั่งเสียงฟ้าฟาด ต้องม้าหัวขาดไม่ทนได้
แล้วเป็นข่ายเพชรฤทธิไกร รัดกุมภัณฑ์ไว้ด้วยศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิรุญมุขสิทธิศักดิ์ยักษา
ต้องข่ายรัดรึงกายา อสุรากลิ้งอยู่กับดินดาน
จะเปลื้องกายทำลายออกด้วยฤทธิ์ ก็สุดคิดสุดสิ้นกำลังหาญ
ความเจ็บดั่งหนึ่งจะวายปราณ ขุนมารก็รํ่าโศกี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ครั้นแลเห็นตัวอสุรี ขุนกระบี่โผนไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งทำลายข่าย เปลื้องออกจากกายยักษา
แล้วผูกมัดรัดรึงพามา เฝ้าพระอนุชาวิลาวัณย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เตียว

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ครั้นเห็นหนุมานชาญฉกรรจ์ ได้ตัวกุมภัณฑ์มัดมา
จึ่งมีพระราชบรรหาร เหวยไอ้ใจพาลริษยา
อันอินทรชิตอสุรา ยกโยธาออกมาชิงชัย
กับกูได้ต่อกรกัน บัดนี้กุมภัณฑ์ไปอยู่ไหน
ตัวมึงมีนามกรใด จึ่งบังอาจใจมาราวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งวิรุญมุขยักษี
ความกลัวเพียงแทรกปัถพี อสุรีสนองพระบัญชา
ข้านี้ชื่อว่าวิรุญมุข ออกมารบรุกเข่นฆ่า
ด้วยอินทรชิตผู้ศักดา อสุราปลุกฤทธิ์ศรชัย
เกรงว่าโยธาวานร จะหักหาญราญรอนเข้าไปได้
ให้ข้าออกรับปะทะไว้ จนใจจึ่งได้มาราวี
โทษข้าถึงสิ้นชีวิต พระทรงฤทธิ์จงโปรดเกศี
เป็นความสัตย์จริงแต่เพียงนี้ ภูมีจงทรงพระเมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น น้องพระหริรักษ์นาถา
ได้ฟังถ้อยคำอสุรา ผ่านฟ้าจึ่งตรัสประภาษไป
แก่ท้าวพญาวานร เสนานิกรน้อยใหญ่
อันวิรุญมุขจังไร ฆ่าเสียก็ไม่ต้องการ
จงเอาไปทะเวนหน้าทัพ เสี่ยงสับให้สมที่มันหาญ
แล้วสักหน้าตราชื่อกุมภัณฑ์พาล เฆี่ยนขับทรมานปล่อยไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพหนุมานทหารใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธิไกร บังคมไหว้แล้วพากุมภัณฑ์มา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งให้ราชมัลวานร ผูกกรผูกเท้ายักษา
สักสับเฆี่ยนขับอสุรา ตามบัญชาน้องพระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ จึ่งสั่งให้วานรนายฉม่อง ตีฆ้องนำหน้ายักษี
ทะเวนมาตรงทัพอสุรี เสร็จแล้วกระบี่ก็ปล่อยไป
อันหมู่วานรทั้งนั้น โห่ร้องสนั่นหวั่นไหว
โลดเล่นเต้นรำสำราญใจ เยาะเย้ยไยไพอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราวรำ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายวิรุญมุขยักษา
เจ็บปวดเพียงสิ้นชีวา มือฟายนํ้าตาเดินไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงอินทรชิตก็กราบลง แทบเบื้องบาทบงสุ์แล้วร้องไห้
ทูลพลางสะท้อนถอนใจ ชลนัยน์อาบพักตร์ขุนมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิไกรใจหาญ
ได้ฟังกริ้วโกรธดั่งเพลิงกาล อ่านเวทไม่ถึงนาฬิกา
จึ่งว่าดูกรหลานรัก ผู้ทรงฤทธิ์สิทธิศักดิ์แกล้วกล้า
จงนิมิตให้เหมือนบิตุลา ถือศรเงื้อง่าอยู่กลางพล
ตัวเราจะเหาะขึ้นไป ยังในพ่างพื้นโพยมหน
จะแผลงนาคบาศฤทธิรณ ให้วายชนม์สิ้นพวกภัยพาล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายวิรุญมุขใจหาญ
ได้ฟังบิตุลาบัญชาการ ขุนมารจึ่งทูลสนองไป
อันการเพียงนี้ไม่หนักนัก หลานรักพอจักทำได้
ทูลแล้วร่ายเวทอันเรืองชัย สำรวมใจนิมิตอินทรีย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ เหมือนอินทรชิตฤทธิรอน ถือศรนาคบาศเรืองศรี
อยู่บนรถแก้วมณี ทำทีจะออกโรมรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกท้าวทศเศียรรังสรรค์
เห็นหลานรักร่วมชีวัน กุมภัณฑ์ทำได้ดั่งใจคิด
มีความชื่นชมโสมนัส ดั่งได้สมบัติในดุสิต
ทีนี้แลพวกปัจจามิตร จะรอดชีวิตอย่าสงกา
คิดแล้วก็ทรงแสงศร ยอกรเหนือเกล้าเกศา
หลับเนตรสำรวมวิญญาณ์ อสุราร่ายเวทกำบังกาย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะพระมนต์อันชัยชาญ ก็บันดาลอินทรีย์แลเงาหาย
แกว่งศรนาคบาศเพริศพราย บ่ายพักตร์เหาะขึ้นยังเมฆา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ลอยอยู่ในกลางอากาศ หมายมาดเขม้นเข่นฆ่า
มุ่งมองไม่พริบนัยนา อสุราคอยทีจะราญรอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
คิดว่าลูกท้าวยี่สิบกร ภูธรเขม้นจะราวี
จึ่งมีพระราชบัญชา สั่งหมู่โยธากระบี่ศรี
เร่งเข้าหักโหมโจมตี กองทัพอสุรีให้ยับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สิบแปดมงกุฎนายใหญ่
ต้อนหมู่พหลพลไกร เข้าไล่สังหารราญรอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ พลลิงวิ่งเข้าราวี ท่วงทีองอาจดั่งไกรสร
อสุรีตายยับลงกับกร วานรโห่ฮึกเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตสิทธิศักดิ์ยักษา
แอบอยู่ในกลีบเมฆา สองตาเขม้นคอยที
เห็นวานรไล่รุกบุกบัน กุมภัณฑ์ล้มตายพ่ายหนี
กริ้วโกรธพิโรธดั่งอัคคี อสุรีขึ้นศรแล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ เสียงสนั่นลั่นพื้นสุธาดล เป็นนาคเกลื่อนกล่นไม่นับได้
พ่นพิษมืดคลุ้มดั่งควันไฟ ไล่รัดพระศรีอนุชา
เว้นแต่พิเภกผู้เป็นญาติ ไม่ต้องนาคบาศของยักษา
อันหมู่วานรโยธา นาคามัดกลิ้งกับดินดาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ อสุรีครั้นเห็นก็โสมนัส สำรวลตบหัตถ์ฉัดฉาน
ออกจากกลีบเมฆอันธการ เหาะทะยานมายังปัถพี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ แลเห็นพิเภกขุนยักษ์ ยิงกริ้วโกรธนักดั่งเพลิงจี่
ชี้หน้าแล้วร้องพาที เหวยเหวยอสุรีพาลา
อัปลักษณ์คิดอกตัญญู ไม่รู้คุณญาติพงศา
ไปเข้าด้วยลักษมณ์รามา มีความปรารถนาสิ่งใด
แม้นพระบิตุเรศกูวายปราณ หมู่มารทั้งหลายจะร้องไห้
วานรจะโห่เอาชัย หัวร่อไยไพอสุรา
ฝ่ายท่านจะไห้หรือจะหัว เป็นไฉนใจตัวให้เร่งว่า
กูนี้ยังคิดสงกา จงบอกมาโดยสัจวาที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พิเภกสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังอินทรชิตอสุรี จึ่งมีวาจาตอบไป
เหวยเหวยดูกรไอ้ลูกน้อย อหังการ์กล่าวถ้อยหยาบใหญ่
เอ็งจักล่วงลามมาถามไย คือใครอาธรรม์ฉันทา
อันกูกับราพณาสูร ขาดจากประยูรวงศา
ไม่เป็นพี่น้องญาติกา แต่วันนั้นมาคุ้งวันนี้
เขาโห่กูก็ไม่โห่ได้ ถึงใครร้องไห้อึงมี่
ตัวกูไม่ทุกข์ไม่ยินดี จะตั้งอยู่ในที่ทางธรรม์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังพิเภกกุมภัณฑ์ จึ่งมีบัญชาตอบไป
อันการของตัวที่ทำมา กับคำเจรจาหาสมไม่
ซึ่งว่าเป็นธรรม์ไม่เข้าใคร เหตุใดส่ายไส้ให้กากิน
เราคิดกลศึกที่ลึกลํ้า ก็บอกเล่าแนะนำออกให้สิ้น
หาไม่ที่ไหนไพริน จะล่วงลามดูหมิ่นอสุรา
เพราะตัวของท่านทรชน จึ่งเสียกลแก่พวกกระบี่ป่า
เสียทั้งตบะกิจวิทยา สุริย์วงศ์พรหมาในธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาพิเภกยักษี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที กูนี้เที่ยวไปด้วยความจน
กินแต่น้ำตาทุกคํ่าเช้า จะพึ่งพี่น้องเล่าก็ขัดสน
จึ่งเซซังไปในอารญ พบพลวานรเขาจับมา
ถวายแก่องค์พระอวตาร โปรดให้สาบานหนักหนา
ต่อศรพรหมาสตร์อันศักดา รู้แล้วให้ว่าแต่จริงไป
เหตุเท่านี้แหละอินทรชิต กูจึ่งป้องปิดไว้ไม่ได้
พระรามถามมาก็จนใจ หาไม่กูว่าเมื่อไรมี
มาตรแม้นจะแกล้งบอกขาน หมายเอาเมืองมารยักษี
ไหนองค์พระลักษมณ์ภูมี จะต้องหอกอสุรีกุมภกรรณ
ทั้งนาคบาศศรชัย ที่เอ็งลอบไปคอยลั่น
จะทูลน้องนารายณ์ทรงธรรม์ ให้แผลงเป็นสุบรรณไปรอนราญ
ถึงนาคีที่มีฤทธิรุทร ไหนจะสู้ครุฑตัวหาญ
จะหนีไปยังใต้บาดาล อันการเพียงนี้ไม่ยากนัก ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิรงค์ทรงจักร
ได้ฟังโกรธกริ้วนิ่วพักตร์ ขุนยักษ์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
กูคิดนิดหนึ่งว่าเป็นอา หาไม่จะฆ่าให้อาสัญ
เงือดเงื้อคันศรจะร้อนรัน บุกบันไล่พิฆาตฟาดตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พญาพิเภกยักษี
ความกลัวเพียงสิ้นชีวี อสุรีวิ่งหนีลนลาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น อินทรชิตฤทธิไกรใจหาญ
ครั้นไม่ทันองค์พญามาร ก็ขึ้นรถสุรกานต์อลงกรณ์
พอพระสุริยาอัสดง ลดลงกับเหลี่ยมสิงขร
มืดคลุ้มชอุ่มอัมพร ไม่เห็นนิกรไพรี
จึ่งตรัสแก่หมู่อสูรศักดิ์ อันองค์พระลักษมณ์เรืองศรี
ซึ่งต้องแสงศรนาคี จะรอดชีวีอย่าสงกา
ทิ้งไว้ให้พี่ออกมาพบ กอดศพพรํ่ารักกนิษฐา
สลบอยู่กับพื้นพสุธา จะประหารชีวาเสียด้วยกัน
ว่าแล้วให้เลิกทวยหาญ เสียงโห่สะท้านแผ่นดินลั่น
มาโดยมรคาพนาวัน คืนเข้าเขตขัณฑ์ธานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประทับกับเกยแก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสรัศมี
ลงจากรถสุวรรณรูจี จรลีขึ้นเฝ้าพระบิดร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ