สมุดไทยเล่มที่ ๗๕

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ครั้นพระรามเลิกพลโยธา อสุราก็รีบเข้าธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏ เดินทางมาตามทิวทุ่ง หว่างวุ้งแนวเนินคีรีศรี
อกใจไม่เป็นสมประดี อสุรีคำนึงถึงลูกรัก ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โอ้ทศคีรีวันคีรีธร ฤทธิรอนปราบได้ทั้งไตรจักร
ควรหรือมาตายด้วยรามลักษมณ์ ดั่งใช่วงศ์ยักษ์เลิศไกร
แต่เจ้ากำเนิดเกิดมา จะได้เลี้ยงรักษาก็หาไม่
องค์พระสหายร่วมใจ ขอไปไว้สืบพงศ์พันธุ์
มีจิตคิดความกตัญญู มาสู้เสียชีวาอาสัญ
นิจจาเอ๋ยองค์ท้าวอัศกรรณ จะนับวันคอยลูกทุกเวลา
ร่ำพลางอาดูรพูนเทวษ ชลเนตรอาบพักตร์ยักษา
ให้แค้นขัดอัดอั้นตันอุรา จนเข้าในลงกาเวียงชัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ แลเห็นโรงพิธีการ แหลกลาญไม่สมประดีได้
ยิ่งมีความตระหนกตกใจ ก็รีบไปปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงห้องแก้วไสยาสน์ เห็นมณโฑอัครราชมเหสี
ลดองค์ลงใกล้นางเทวี แล้วมีพจนารถบัญชา
ดูก่อนโฉมเฉลาเยาวลักษณ์ ดวงจักษุยอดเสน่หา
ตัวเจ้าสิตั้งจรรยา ว่าจะส่งนํ้าทิพย์ให้เนื่องไป
สงครามครั้งนี้เรารอนราญ หมายการจะเอาชนะได้
ด้วยหมู่ปีศาจออกชิงชัย ลิงไพรแตกยับทุกที
เคี่ยวขับสัประยุทธ์กันหนักหนา ด้วยกำลังศักดาภูตผี
จนสิ้นนํ้าทิพย์ของเทวี จึ่งเสียทีแก่หมู่ปัจจามิตร
ทั้งฝูงปีศาจก็สูญหาย รี้พลล้มตายอกนิษฐ์
เมื่อสงครามยังตั้งประชิด ติดพันตอบตีชิงชัย
เหตุใดองค์อัครชายา ไม่ส่งทิพย์ธาราออกไปให้
รื้อโรงพิธีเสียว่าไร น้อยใจเป็นพ้นพันทวี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมารศรี
ได้ฟังพระราชวาที เทวีตะลึงทั้งกายา
ก้มเกล้ากราบลงกับบาท พระสามีธิราชนาถา
จึ่งทูลสนองพระบัญชา เป็นไฉนมาว่าดั่งนี้
พระองค์สิเลิกพลมาร หมู่โยธาหาญยักษี
กับการุณราชอสุรี กลับเข้าธานีว่ามีชัย
พาข้าออกจากพิธีกรรม์ พร้อมสนมกำนัลน้อยใหญ่
มายังห้องแก้วแววไว ที่ในแท่นทิพย์ไสยา
บอกว่าพิเภกอสุรี หนีได้ซอกซอนอยู่กลางป่า
พระองค์กลับยกโยธา ออกไปตามหากุมภัณฑ์
เป็นไฉนมาว่าดั่งนี้ได้ น้อยใจปิ้มชีพอาสัญ
ไม่ทันจะช้าข้ามวัน กำนัลก็รู้ทุกนารี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษี
ได้ฟังตะลึงทั้งอินทรีย์ ดั่งหนึ่งชีวีจะวายปราณ
ชะรอยมณโฑนี้หลงเล่ห์ โว้เว้กับไอ้เดียรัจฉาน
อันซึ่งกระบี่หนุมาน วานนี้กูคิดประหลาดใจ
เมื่อทัพต่อทัพเข้ารับรบ จะพบเห็นหน้ามันก็หาไม่
ทั้งวานรร้องเย้ยไยไพ กริ่งใจอยู่แล้วแต่กลางวัน
ครั้นจะถามการุณราช ใครรู้จะประมาทเย้ยหยัน
อดสูแก่หมู่กุมภัณฑ์ จะต้องการอันใดที่ไหนมี
คิดแล้วจึ่งกล่าวสุนทร ดูก่อนผู้มิ่งมารศรี
เจ้าอย่ากังขาราคี ตัวพี่มิได้เข้ามา
หนุมานมันแกล้งแปลงกาย เพทุบายมิให้กังขา
ฝ่ายเจ้าไม่ทันสงกา จึ่งเสียวิทยาพิธีกรรม์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑสาวสวรรค์
ได้ฟังดั่งใครมาฟาดฟัน กัลยาเพียงสิ้นชีวี
คิดความอัปยศอดสู ไม่แลดูพักตร์ท้าวยักษี
กอดบาทภัสดาเข้าโศกี สลบไปในที่ไสยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
เห็นนางแสนโศกโศกา กัลยาแน่นิ่งไม่ติงกาย
มีความเสน่หาอาวรณ์ ทุกข์ร้อนตกใจใจหาย
สำคัญสัญญาว่าเมียตาย วุ่นวายไม่เป็นสมประดี
ยอกรช้อนเกศนงลักษณ์ ขึ้นวางเหนือตักยักษี
พิศพักตร์อัครราชเทวี อสุรีครวญคร่ำรำพัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้ว่ามณโฑเจ้าพี่เอ๋ย ทรามเชยผู้มิ่งเมียขวัญ
เคยร่วมสุขร่วมทุกข์มาด้วยกัน ร่วมชีพชีวันร่วมใจ
ถึงเจ้าเสียกลเสียตัว จะตรีชาว่าชั่วก็หาไม่
ควรหรือมาม้วยบรรลัย หนีพี่ไปได้ดั่งนี้
ร่ำพลางกอดองค์อัคเรศ ชลเนตรนองเนตรยักษี
แสนทุกข์แสนเทวษแสนทวี โศกีเพียงสิ้นชีวา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นค่อยระงับดับโศก ซึ่งวิโยคเศร้าโทมนัสสา
จึ่งเอาสุคนธ์วารีมา ลูบไล้กายาอรไท ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น มณโฑเยาวยอดพิสมัย
ครั้นต้องรสสุคนธ์เย็นใจ ทรามวัยคืนได้สมประดี
ความอายความกลัวเป็นพ้นนัก ลดลงจากตักท้าวยักษี
สองกรข้อนทรวงเข้าโศกี เสียทีเกิดมาให้ป่วยการ
เสียแรงเป็นชาวไกรลาส เสียรู้แก่ชาติเดียรัจฉาน
เสียตัวชั่วช้าอัประมาณ เสียทั้งการกิจพิธีกรรม์
เสียเกียรติพระจอมมงกุฎเกศ เสียเดชสุริย์วงศ์รังสรรค์
พระองค์อย่าไว้ชีวัน ทรงธรรม์ฆ่าเสียให้มรณา
จึ่งจะสิ้นความอายขายบาท พระพงศ์พรหมธิราชนาถา
ทูลพลางสะอื้นโศกา ดั่งว่าจะม้วยชีวี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสิบพักตร์ยักษี
ฟังนางรำพันโศกี อสุรีสะท้อนถอนใจ
รับขวัญแล้วกล่าวสุนทร ดูก่อนเยาวยอดพิสมัย
เจ้าอย่าเร่าร้อนฤทัย พี่ไม่ถือโทษกัลยา
ใช่ว่านุชน้องไม่ครองสัจ วิบัติในความเสน่หา
ทั้งนี้เป็นกรรมเวรา แก้วตาอย่าสะเทินเขินใจ
ถึงเจ้าเสียกิจพิธีการ ใช่จะรอนราญมันไม่ได้
อันมนุษย์กับวานรไพร อย่าสงสัยว่าจะรอดชีวี
ว่าพลางอิบแอบแนบชิด จุมพิตด้วยความเกษมศรี
ชวนองค์อัครราชเทวี เข้าที่สิริไสยา
สองกษัตริย์ร่วมอาสน์ร่วมเขนย ร่วมภิรมย์ชมเชยเสน่หา
ด้วยความยินดีปรีดา อสุราก็หลับสนิทไป ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ กล่อม

๏ ครั้นถึงปัจจุสมัยไก่ขัน สุริยันเยี่ยมยอดเนินไศล
สระสรงทรงเครื่องอำไพ ภูวไนยออกพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรเฉลิมศรี
ท่ามกลางอสูรเสนี จึ่งมีพระราชโองการ
เหวยเหวยดูรามโหทร จงเตรียมนิกรทวยหาญ
กูจะยกพหลพลมาร ไปผลาญมนุษย์กับลิงไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรเสนาผู้ใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงภพไตร บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ เกณฑ์ทัพเป็นเบญจเสนี ให้เพชรราวีเป็นกองหน้า
คุมพลร้อยโกฏิอสุรา ล้วนขี่อาชาเผ่นทะยาน
เกียกกายให้เพชราวุธ ผู้มีฤทธิรุทรกล้าหาญ
คุมพลร้อยโกฏิหมู่มาร พื้นขี่คชสารซับมัน
กองหลวงพันโกฏิอสุรี ล้วนขี่คชสีห์ตัวขยัน
ยุกกระบัตรรณสิทธิ์กุมภัณฑ์ พลนั้นขี่แรดร้ายแรง
กองหลังตั้งให้รณศักดิ์ คุมพหลพลยักษ์เข้มแข็ง
ขี่เสือสิงโตโคแดง ร้อยโกฏิเหี้ยมแหงทั้งสองกอง
ล้วนใส่เกราะนวมสวมหมวก ทุกพวกตั้งกระบวนเป็นแถวท่อง
กวัดแกว่งอาวุธลำพอง เล่นประลองฤทธิ์เริงเป็นโกลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษา
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธา มาเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ทรงสุคนธารสรวยริน หอมตลบอบกลิ่นเกสร
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน อุทุมพรภูษาท้องพัน
ชายไหวปลายสะบัดชายแครง ฉลององค์เครือแย่งกระหนกคั่น
เกราะแก้วสุรกานต์สังวาลวัลย์ ทับทรวงกุดั่นชมพูนุท
ตาบทิศเฟื่องห้อยพลอยเพชร ทองกรมังกรเกล็ดประดับบุษย์
พาหุรัดธำมรงค์เรือนครุฑ สิบเศียรทรงมงกุฎกรรเจียกจร
ห้อยห่วงกุณฑลดอกไม้ทัด ประดับด้วยเนาวรัตน์ประภัสสร
จับอาวุธครบยี่สิบกร บทจรมาขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถทรง ดุมแก้วกำกงอลงกต
เรือนแปรกแอกอ่อนงอนชด ชั้นลดช่อตั้งบัลลังก์ลอย
รายรูปคนธรรม์คันธัพ ทวยรับบุษบกกระหนกห้อย
หน้าบันชั้นเหมประดับพลอย ห้ายอดสุกย้อยด้วยโกเมน
เทียมพญาสีหราชสองพัน โลทันแกว่งหอกกลอกเขน
เครื่องสูงบังแสงสุริเยนทร์ เกณฑ์แห่แตรสังข์ฆ้องชัย
เสียงปี่เสียงกลองก้องกึก เสียงพลโห่ฮึกแผ่นดินไหว
ผงคลีมืดคลุ้มอโณทัย เร่งพวกพลไกรยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงให้หยุดจตุรงค์ ตั้งลงตามแถวแนวป่า
โดยกระบวนพยุห์ที่ยกมา ในมหาชัยภูมิสวัสดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วเรืองศรี
ไสยาสน์ในราษราตรี เหนือที่แท่นทิพย์อลงกรณ์
ดาวเดือนเลื่อนลับโพยมหน สุริยนส่องแสงประภัสสร
นางชะนีโหยไห้ในดงดอน สกุณีบินร่อนหากัน
การะเวกเร่าร้องถวายเสียง สำเนียงไก่แก้วขานขัน
แมลงภู่เชยซาบบุษบัน พากลิ่นคันธรสรวยริน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ สระสรงทรงเครื่องเนาวรัตน์ พระหัตถ์นั้นจับธนูศิลป์
ยุรยาตรนาดกรายดั่งหงส์บิน ออกหมู่พานรินทร์โยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ แสนเสนามาตย์พร้อมหน้า
พอได้ยินเสียงโห่โกลา สนั่นมาถึงที่พลับพลาชัย
จึ่งมีพระราชบรรหาร ถามโหราจารย์ผู้ใหญ่
อันซึ่งสำเนียงเกรียงไกร คือใครยกออกมาราวี
จะเป็นสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ ของท้าวทศกัณฐ์ยักษี
หรือตัวพญาอสุรี เรานี้สงสัยในวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา อสุราก็จับยามไป
ทั้งอัศกาลแลตรีเนตร สังเกตตามที่คัมภีร์ไสย
ก็รู้จะแจ้งไม่แคลงใจ บังคมไหว้สนองพระโองการ
อันทัพซึ่งยกออกมานี้ ใช่วงศ์อสุรีลูกหลาน
คือท้าวทศเศียรขุนมาร ยกพวกพลหาญมาราญรอน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังโหราพยากรณ์ ภูธรสั่งน้องพาลี
จงเตรียมพหลโยธา เสนานิกรกระบี่ศรี
เราจะยกออกไปราวี ต่อตีด้วยท้าวทศกัณฐ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพฤทธิแรงแข็งขัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ เกณฑ์ทหารทั้งสองพระนคร เลือกล้วนฤทธิรอนแกล้วกล้า
สิบหมู่เพียบพื้นพระสุธา เริงร่าขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
แต่ละตนล้วนมีศักดาเดช อาจปล้นเทเวศในสวรรค์
บ้างประกวดอวดซึ่งกำลังกัน ต่างขันจะหักปัจจามิตร
ใส่เสื้อต่างต่างทุกตัว หัวนั้นล้วนโพกผ้าตะบิด
อาจช้อนชูดวงพระอาทิตย์ ปลิดเอาดาวเดือนได้ดั่งใจ
ล้วนถือสาตราอาวุธ สำแดงฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
ตั้งเป็นกระบวนทัพชัย แน่นไปทั้งหน้าพลับพลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
กับองค์พระศรีอนุชา มาเข้าที่สรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สองกษัตริย์ชำระสระสนาน สุคนธ์ธารเกสรขจรกลิ่น
สนับเพลาเครือวงเป็นหงส์บิน รายพลอยโกมินพรายพรรณ
ภูษาต่างสีเชิงยก ฉลุทองช่องกระจกกระหนกคั่น
ฉลององค์พื้นม่วงดวงสุวรรณ รัดอกกุดั่นอลงกรณ์
ทับทรวงประดับมุกดาหาร ตาบทิศสังวาลประภัสสร
พาหุรัดนพรัตน์อรชร ทองกรรูปวาสุกรีกราย
ทรงมหาธำมรงค์เรือนเก็จ มงกุฎเพชรรุ้งร่วงฉานฉาย
กรรเจียกจรกุณฑลทับทิมพราย งามคล้ายเทเวศทั้งสององค์
ต่างขัดพระขรรค์แล้วจับศร กรายกรย่างเยื้องดำเนินหงส์
พร้อมหมู่ทหารชาญณรงค์ เสด็จมาทรงรถสุพรรณพราย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ เวเอยเวไชยันต์ ประดับแก้วเก้าชั้นจำรัสฉาย
ดุมวงกงจักรจำหลักลาย ธงชายปลายงอนวิไลวรรณ
แท่นท้ายรายรูปเทพบุตร นาคครุฑกินรีเคียงคั่น
เสาแก้วกาบบังกระจังบัน กระหนกชั้นช่อห้อยอลงการ
เทียมด้วยสินธพเทเวศ สำแดงเดชเริงร้องลำพองหาญ
มาตุลีขี่ขับเผ่นทะยาน ฝีเท้าเร็วปานดั่งลมพัด
พระลักษมณ์นั่งหน้าประนมกร เครื่องสูงจามรกรรชิงฉัตร
โยธาเบียดเสียดเยียดยัด ขนัดกลองฆ้องขานประสานกัน
วานรโห่เร้าเอาฤกษ์ เอิกเกริกโกลาสุธาลั่น
ผงคลีมืดคลุ้มชอุ่มควัน ขับพวกพลขันธ์รีบไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ รุกร้น

๏ ครั้นถึงซึ่งที่สนามยุทธ์ จึ่งให้หยุดโยธาทัพใหญ่
ตั้งลงที่ริมชายไพร มั่นไว้ดูกำลังอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
เห็นพระรามทรงรถมณี ยกพลกระบี่ออกมา
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งเสนามารทัพหน้า
จงขับพวกพลโยธา เข้าไล่เข่นฆ่าวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเพชราวีชาญสมร
รับสั่งองค์ท้าวยี่สิบกร ก็ต้อนทหารเข้าชิงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่พลมารน้อยใหญ่
ต่างตนสำแดงฤทธิไกร เข้าไล่หักโหมโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ปีกซ้ายปีกขวากระหนาบกัน กองกลางทะลวงฟันกระบี่ศรี
หนุนแน่นแล่นรุกคลุกคลี อสุรีไม่คิดชีวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลกระบี่ทัพหน้า
แยกกองออกรับเป็นปีกกา แล้วตีประดาเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เป็นหมู่หมู่เหล่าเหล่าจับกัน พัลวันต่างหนีต่างไล่
มือตบตีนถีบว่องไว พลมารมิได้ทานฤทธิ์
ล้มตายย่อยยับลงกับกร เกลื่อนกลาดซับซ้อนอกนิษฐ์
แตกพ่ายกระจายไปทุกทิศ วานรไล่ติดตามตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น สี่นายทหารยักษี
เห็นพลแตกยับไม่สมประดี กระบี่ไล่รุกบุกมา
ต่างตนกริ้วโกรธกระทืบบาท ผาดเสียงสิงหนาทดั่งฟ้าผ่า
กวัดแกว่งตระบองเป็นโกลา ออกรับหน้าตีกระบี่ไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายป่ายขวากุลาหล วานรไม่ทนกำลังได้
วิ่งแยกแตกย่นลงไป ด้วยฤทธิไกรกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายนิลเอกนิลขัน
สุรเสนสุรการชาญฉกรรจ์ เห็นสี่ยักษ์นั้นตีกระบี่มา
โกรธาขบเขี้ยวเคี้ยวกราม คำรามเขม้นเข่นฆ่า
ชักตรีกวัดแกว่งเป็นโกลา ทะยานมาไล่สี่อสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สุรเสนศักดาวรารุทร จับเพชราวุธยักษี
สุรการผู้เรืองฤทธี จับเพชรราวีขุนมาร
นิลเอกนั้นจับรณศักดิ์ โหมหักเอาด้วยกำลังหาญ
นิลขันโลดโผนโจนทะยาน เข้ารอนราญรณสิทธิ์อสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น สี่นายทหารยักษา
รับกรรอนราญไปมา โถมจับวานรทั้งสี่ตน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แปดนายรบชิดไม่ถอยหนี ยักษ์ตีลิงฟันกันสับสน
ต่างหาญต่อกล้าอดทน ต่างตนไม่งดลดกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ทหารพระนารายณ์รังสรรค์
ปัดกรรอนรบกุมภัณฑ์ ขบฟันโลดโผนโจนตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สี่นายฉวยจับสี่ยักษ์ หักเอาด้วยฤทธิ์กระบี่ศรี
ฟาดลงกับพื้นปถพี อสุรีก็สิ้นชีวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด โอด

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษา
ยืนรถอยู่กลางโยธา เห็นสี่เสนาบรรลัย
สิบปากเคี้ยวกรามคำรามรน สุธาดลกัมปนาทหวาดไหว
จับศรพาดสายแล้วแผลงไป ด้วยฤทธิไกรกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ สำเนียงเสียงดั่งพระเมรุทรุด พระสมุทรบาดาลเลื่อนลั่น
วานรตายยับทับกัน ด้วยศักดาอันราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอวตารผู้ชาญชัยศรี
เห็นศรทศกัณฐ์อสุรี ต้องพลกระบี่มรณา
จึ่งจับพรหมาสตร์ขึ้นพาดสาย พระเนตรหมายเขม้นเข่นฆ่า
น้าวหน่วงด้วยกำลังฤทธา ผ่านฟ้าก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องรถที่ทศกัณฐ์ทรง หักลงไม่ทานกำลังได้
ราชสีห์สองพันก็บรรลัย ทั้งพวกพลไกรก็วายปราณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรใจหาญ
ตกจากรถแก้วสุรกานต์ พญามารกริ้วโกรธพิโรธนัก
สิบเก้าหัตถ์กวัดแกว่งสาตรา กรหนึ่งเงื้อง่าพระแสงจักร
โลดโผนโจนด้วยกำลังยักษ์ ฉวยหักงอนเวไชยันต์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์
เห็นทศเศียรกุมภัณฑ์ บุกบันเข้ามาราวี
จึ่งหวดด้วยคันศรทรง ต้ององค์พญายักษี
หันเหเซไปด้วยฤทธี พระจักรีโจมจับอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เท้าซ้ายเหยียบเข่ายืนหยัด พระหัตถ์น้าวเศียรยักษา
กลับกลอกหันเวียนไปมา ผ่านฟ้าตีต้องกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
หลบหลีกรับรองป้องกัน ขบฟันเข้าไล่ราญรอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โจนขึ้นเหยียบเข่าด้วยฤทธิรุทร มือยุดชิงฉวยคันศร
กวัดแกว่งอาวุธสิบเก้ากร ฟันฟอนป้องกันไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์พระจักรกฤษณ์ฤทธิ์กล้า
ถาโถมโจมถีบด้วยบาทา ถูกอกอสุราซวนไป
แล้วชักพระแสงพรหมาสตร์ อันมีอำนาจแผ่นดินไหว
พาดสายน้าวหน่วงว่องไว ภูวไนยผาดแผลงด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ศรชัยไปไล่ราญรอน ตัดกรทศพักตร์ยักษี
ขาดกระเด็นออกจากอินทรีย์ ทั้งยี่สิบหัตถ์ขุนมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสิบพักตร์ใจหาญ
กรขาดเจ็บเพียงบรรลัยลาญ พญามารค่อยดำรงกายา
เดชะอำนาจที่ถอดจิต เป็นฤทธิ์คุ้มกายยักษา
กรนั้นกลับติดคืนมา อสุราจับศรแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เป็นพญาภุชฌงศ์นาคราช เกลื่อนกลาดแผ่นดินไม่นับได้
เลิกพังพานพ่นพิษเป็นเปลวไฟ วานรบรรลัยลงด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์จักรกฤษณ์
เห็นนาคาเลื้อยไล่มาทุกทิศ ด้วยอำนาจศรสิทธิ์ทศกัณฐ์
อันหมู่วานรโยธี ต้องพิษนาคีอาสัญ
จึ่งจับพรหมาสตร์ยืนยัน พาดสายแล้วลั่นด้วยศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เป็นพญาครุฑาถาโถม ผ่านโพยมไปกลางเวหา
วางวู่จู่จับนาคา กินเป็นภักษาด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ แพละ

๏ ครั้นแล้วพรหมาสตร์สิทธิศักดิ์ ไปต้องทศพักตร์ยักษี
ตัวขาดออกจากอินทรีย์ สิบเศียรอสุรีก็ปลิวไป
อันหมู่วานรที่ตายนั้น ก็กลับคืนชีวันขึ้นมาได้
ลำพองคะนองฤทธิไกร โห่สนั่นหวั่นไหวเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษา
เศียรขาดออกจากกายา อสุราไม่ม้วยชีวี
เพราะเหตุด้วยกายไม่มีจิต กลับติดกับตัวยักษี
พิโรธโกรธกริ้วพันทวี อสุรีขึ้นศรยืนยัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
ทอดพระเนตรเห็นท้าวทศกัณฐ์ กุมภัณฑ์น้าวศรจะแผลงมา
จึ่งชักพรหมาสตร์พระแสงทรง พระภุชพงศ์พาดสายเงื้อง่า
หมายล้างชีวิตอสุรา ผ่านฟ้าก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องสายธนูขุนมาร ขาดลงไม่ทานกำลังได้
ถูกเจ้าลงกากรุงไกร ทะลุปรุไปทั้งอินทรีย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
เจ็บปวดเป็นพ้นพันทวี อสุรีร่ายเวทวิทยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนคำรบจบมนต์ ลูบลงทั่วตนยักษา
แผลนั้นก็หายดั่งจินดา ด้วยอานุภาพอันเกรียงไกร
จึ่งคิดว่าสายธนูทรง คันนี้มั่นคงไม่หวาดไหว
กูทำสงครามล้วนมีชัย แต่ชันษาได้พันปี
จนอายุษม์ถึงสามโกฏิปลาย สิ่งใดไม่ระคายศรศรี
เมื่อสายศิลป์มาขาดเสียดั่งนี้ มิรู้ที่จะต่อฤทธา
ทั้งกำลังพลังก็หิวโหย อิดโรยบอบช้ำลงหนักหนา
อันหมู่ทหารที่ยกมา ก็ตายกลาดดาษดาเปลืองไป
จำเป็นตัวกูจะเลิกทัพ พรุ่งนี้จะกลับออกมาใหม่
คิดแล้วก็เลิกพลไกร คืนเข้าพิชัยธานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระสฤษดิรักษ์เรืองศรี
เห็นทศกัณฐ์อสุรี เลิกโยธีกลับเข้าพารา
พอพระสุริยาอัสดง เลี้ยวลงลับเหลี่ยมภูผา
พระจึ่งให้กลับโยธา คืนไปพลับพลาสถาวร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรชาญสมร
ครั้นถึงลงกาพระนคร บทจรขึ้นปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ ลดองค์ลงเหนือที่ไสยาสน์ กรก่ายนลาฏยักษี
แสนทุกข์แสนเทวษแสนทวี อสุรีทอดถอนวิญญาณ์
โอ้อนิจจาตัวกู ดูอัปลักษณ์เป็นหนักหนา
ตั้งแต่มณโฑต้องหัวมา ศาสตราอาคมก็เสื่อมไป
แต่สงครามมาด้วยไพรี จะเป็นเหมือนครั้งนี้ก็หาไม่
อกเอ๋ยจะทำประการใด จะได้ใครมาช่วยราญรอน
เสียแรงเป็นวงศ์พรหเมศ อันเรืองเดชห้าวหาญชาญสมร
มาแพ้มนุษย์กับวานร อายฝูงนิกรเทวา
คิดคิดก็แสนสุดคิด เจ็บจิตดั่งต้องฟ้าผ่า
แต่กลิ้งกลับสับสนไปมา จนนิทราเคลิ้มหลับในราตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ตระ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ครั้นคํ่าย่ำแสงพระรวี ก็เสด็จเข้าที่บรรทมใน
เสนาะสำเนียงฆ้องกลอง ประโคมยามกึกก้องเสียงใส
วานรนั่งยามตามไฟ สว่างไปรอบสุวรรณพลับพลา
พระพายชายพัดมาอ่อนอ่อน ภูธรเป็นบรมสุขา
นํ้าค้างพรอยพรมลงมา ผ่านฟ้าหลับไปในราตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

ร่าย

๏ จนเพลาล่วงปัจฉิมยาม แสงทองอร่ามจำรัสศรี
แซ่เสียงไก่แก้วสกุณี เร่าร้องอึงมี่โบยบิน
เฟื่องฟุ้งสุคนธบุปผา ลมชวยรวยมาตลบกลิ่น
ดั่งสุคนธาทิพย์ในเมืองอินทร์ พระทรงศิลป์สำราญพระทัยนัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งเสด็จเข้าที่โสรจสรง ทรงเครื่องคู่องค์พญาจักร
งามสิริวิลาสวิไลลักษณ์ พระหริรักษ์ออกสุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมหมู่เสนาพานรินทร์ ขีดขินชมพูถ้วนหน้า
จึ่งมีพระราชบัญชา ถามพญาพิเภกกุมภัณฑ์
วานนี้ทศเศียรขุนมาร ยกพวกพลทหารทัพขัน
ออกมาหักโหมโรมรัน ตัวมันนั้นต้องศรชัย
อินทรีย์ทะลุปรุโปร่ง ทั่วองค์ไม่นับแผลได้
เศียรขาดกรขาดกระเด็นไป กลับติดเข้าไม่มรณา
เรานี้ฉงนสนเท่ห์นัก แต่สงครามฆ่ายักษ์เสียหนักหนา
ไม่เห็นเหมือนองค์เจ้าลงกา เหตุใดมาเป็นดั่งนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
ได้ฟังพระราชวาที ชุลีกรสนองพระโองการ
อันทศเศียรกุมภัณฑ์ ไม่ม้วยชีวันสังขาร
ด้วยพระโคบุตรทรงญาณ อาจารย์ขององค์อสุรา
ตั้งซึ่งพิธีกระลากิจ ถอดจิตจากกายยักษา
ออกมาใส่กล่องรัตนา แล้วเอาศีลาประกับไว้
ดั่งแท่งท่อนแก้วแพรวพรรณ จะเห็นร่องรอยนั้นก็หาไม่
องค์พระสิทธานั้นพาไป รักษาไว้ในกุฎี
ขอให้ทหารผู้มีฤทธิ์ ไปลวงเอาดวงจิตยักษี
มาได้จากองค์พระมุนี จึ่งจะผลาญอสุรีวายปราณ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิลํ้าสุริย์ฉาน
ได้ฟังพิเภกโหราจารย์ ผ่านฟ้าจึงตรัสถามไป
ท้าวพญาวานรทั้งซ้ายขวา ผู้ใดจะอาสาเราได้
ไปยังโคบุตรวุฒิไกร ลวงเอาดวงใจอสุรี
แต่พระองค์ตรัสถามถึงสามหน เสนาแลพลกระบี่ศรี
ต่างตนนิ่งน้อมอัญชุลี มิอาจที่จะรับพระบัญชา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
เห็นทหารทั้งสองนครา ก้มหน้าไม่ทูลประการใด
แต่นิ่งให้ถามถึงสามครั้ง หวังจะดูศักดาอัชฌาสัย
ว่าทหารตนใดจะอาจใจ ไปลวงพระมหามุนี
ครั้นไม่มีผู้จะอาสา ก็สมเจตนากระบี่ศรี
น้อมเกล้ารับราชวาที ชุลีกรสนองพระโองการ
ข้าบาทวายุบุตรวุฒิไกร ตั้งใจมาเป็นทหาร
จะขออาสาบทมาลย์ ลวงเอาวิญญาณกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์
ฟังลูกพระพายเทวัญ ทรงธรรม์แสนโสมนัสนัก
จึ่งมีพระราชบรรหาร ท่านผู้ปรีชาญแหลมหลัก
ซึ่งมีนํ้าใจจงรัก จักรับอาสาเราไป
จะเอาท้าวพญาวานร นิกรโยธาเป็นไฉน
จงจัดสรรกันตามชอบใจ สุดแต่ให้ได้ราชการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ได้ฟังสมเด็จพระอวตาร กราบกับบทมาลย์แล้วทูลไป
จะขอแต่องคตผู้น้อง จะได้ช่วยตรึกตรองแก้ไข
ด้วยเคยร่วมจิตร่วมใจ ภูวไนยจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วเรืองศรี
ฟังวายุบุตรก็ยินดี จึ่งมีพระราชบัญชา
ซึ่งท่านจะเอาองคตไป ก็ตามแต่ใจปรารถนา
สิ่งใดผ่อนผันด้วยปัญญา พี่น้องปรึกษาหารือกัน
ตรัสแล้วพระราชทานพร วานรจงไปเกษมสันต์
ให้ได้ดวงใจกุมภัณฑ์ อย่ามีอันตรายราคี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานองคตกระบี่ศรี
รับพรสมเด็จพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นมาเกือบใกล้พระอาศรม ลูกลมผู้มีอัชฌาสัย
จึ่งว่าแก่องคตอันร่วมใจ ซึ่งพระภูวไนยใช้มา
ให้เอาดวงใจขุนมาร การนี้เห็นยากหนักหนา
จำจะคิดลวงพระสิทธา ให้พาไปถวายทศกัณฐ์
จะทำเป็นข้าใช้ให้สนิท จึ่งจะได้ดวงจิตไอ้โมหันธ์
เกลือกว่าพระองค์ทรงสุบรรณ ไม่ทันรู้จะแคลงใต้ธุลี
พี่จะกลับไปเฝ้าพระภูวไนย ทูลความลับไว้ให้ถ้วนถี่
เจ้าจงอยู่ท่าในที่นี้ สั่งแล้วขุนกระบี่ก็กลับมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งถวายอภิวาทน์ ยกพระบาทขึ้นทูลเกศา
ทำชำเลืองดูหมู่เสนา แล้วอ้าโอษฐ์ไม่ว่าประการใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้มีอัชฌาสัย
เห็นอาการหนุมานปรีชาไว ก็แจ้งพระทัยในที
จึ่งเงี่ยพระกรรณลงสดับ ความลับของขุนกระบี่ศรี
มิให้ท้าวพญาเสนี แจ้งที่ความคิดวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
ค่อยกระซิบทูลองค์พระสี่กร ภูธรจงทรงพระเมตตา
อันการครั้งนี้เห็นยากนัก จักได้ดวงใจยักษา
จะอุบายถ่ายเทด้วยมารยา แม้นใครมาว่าประการใด
จงไว้แต่ในพระทัยก่อน ภูธรอย่าคิดสงสัย
กว่าข้าจะกลับมาเฝ้าพระทรงชัย กำหนดไว้ในเจ็ดราตรี
ทูลแล้วประณตบทบงสุ์ ลาองค์พระนารายณ์เรืองศรี
เหาะขึ้นอากาศด้วยฤทธี ขุนกระบี่ก็รีบระเห็จมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ถึงที่องคตน้องชาย ลูกพระพายลงจากเวหา
แล้วมีสุนทรวาจา ซึ่งเราจะพากันเหาะไป
ให้ถึงอาศรมพระอาจารย์ พี่นี้เห็นการหาควรไม่
จะว่าเราดูหมิ่นแก่ท่านไท เธอรังเกียจใจจะเสียที
ว่าแล้วหนุมานผู้เรืองยศ ก็พาองคตกระบี่ศรี
เดินดัดลัดป่าพนาลี ไปที่อาศรมศาลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรมัสการ องค์พระอาจารย์ฌานกล้า
เข้ากอดเอาบาทพระสิทธา วานรแสร้งทำโศกี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พระโคบุตรมหาฤๅษี
สงสัยเป็นพ้นพันทวี ด้วยสองกระบี่มาร่ำไร
จึ่งถามว่าเหวยวานร ถิ่นฐานนามกรเป็นไฉน
มีความทุกข์ร้อนสิ่งใด เหตุไรจึ่งมาโศกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
แสร้งทำเป็นเช็ดนํ้าตา แล้วตอบพระมหามุนี
ข้าชื่อหนุมานชาญเดช ลูกพระพายเทเวศเรืองศรี
เป็นหลานพญาพาลี อยู่บุรีขีดขินโอฬาร
น้าข้าทั้งสองผิดกัน พระรามอาธรรม์มาสังหาร
พาลีสิ้นชีพวายปราณ ให้สุครีพขึ้นผ่านธานี
ตัวข้าจึ่งพาองคต โอรสพาลีลอบหนี
กับรี้พลด้นอยู่พนาลี พญาศรีสุครีพไปจับมา
ถวายแก่องค์พระราม ให้ทำสงครามด้วยยักษา
ไหนหนักหักได้ดั่งบัญชา แต่ผู้เดียวมาทุกครั้งไป
เคี่ยวฆ่าอสุราเสียนับพัน จะรางวัลบำเหน็จก็หาไม่
มีแต่จะฆ่าฟันให้บรรลัย น้อยใจเป็นพ้นพันทวี
ได้ยินข่าวว่าท้าวทศกัณฐ์ เธอนั้นเป็นโยมพระฤๅษี
มีความเมตตาปรานี แก่หมู่มนตรีโยธา
ข้านี้ให้มีใจรัก ภักดีต่อท้าวยักษา
พี่น้องจึ่งพากันหนีมา หวังจะเป็นข้าพญามาร
ขอพระองค์จงได้โปรดเกล้า พาเข้าถวายเป็นทหาร
จะอาสาไปทำราชการ ผลาญมนุษย์ให้ม้วยชีวี ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระโคบุตรมหาฤๅษี
ได้ฟังวานรพาที จึ่งมีวาจาไปทันใด
ซึ่งเอ็งว่าผิดกับพระราม กูจะเชื่อฟังความก็ไม่ได้
อันจะให้พาเข้าไป ถวายแก่ท้าวไทอสุรี
เกลือกว่าผิดพลั้งไปข้างหน้า พญายักษ์จะโทษกูฤๅษี
พี่น้องทั้งสองสิภักดี หนีมาจะพึ่งเจ้าลงกา
จงเข้าไปถวายตัวเอง อย่าเกรงว่าจะมีโทษา
กูจะได้สวดมนต์ภาวนา ให้เป็นผาสุกสำราญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ได้ฟังวาจาพระอาจารย์ ว่าขานมิได้อาลัย
แสร้งทำมารยาพิรากล กอดบาทยุคลแล้วร้องไห้
ดั่งจะสิ้นชีวิตจิตใจ ร่ำไรวิงวอนพระสิทธา
อันจะเข้าไปถวายตัว วานรคิดกลัวท้าวยักษา
ด้วยครั้งพระรามใช้มา สืบข่าวสีดาเทวี
ได้หักซึ่งสวนอุทยาน ฆ่าสหัสกุมารยักษี
แล้วเผาลงกาธานี ความผิดนี้ใหญ่หลวงนัก
แต่เหลือบเห็นก็จะทรงพระโกรธ ทำโทษด้วยอาญาจักร
ไหนจะทันทูลพญายักษ์ พระนักสิทธ์จงได้ปรานี
นิมนต์ไปปกเกศด้วย ช่วยขอซึ่งโทษกระบี่ศรี
อย่าให้ข้าม้วยชีวี ว่าพลางโศกีกับบาทา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ