สมุดไทยเล่มที่ ๑๑๑

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดเสน่หา
ชลนัยน์ไหลอาบพักตรา อุราเร่งร้อนดั่งอัคคี
จึ่งกราบประณตบทบงสุ์ ลาองค์พระมหาฤๅษี
ออกจากอารัญกุฎี ขุนกระบี่ก็ตามเสด็จไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
น้อมเกล้ากราบทูลอรไท ซึ่งจะเสด็จไปด้วยบาทา
ทางไกลยากที่จะดำเนิน เชิญเสด็จเหนือฝ่ามือข้า
จะเหาะด้วยกำลังฤทธา พริบตาก็จะถึงบุรี
ว่าแล้วยอกรขึ้นเหนือเกศ ไหว้คุณบิตุเรศเรืองศรี
ตั้งจิตสำรวมอินทรีย์ ขุนกระบี่ร่ายเวทชัยชาญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะพระมนต์อันเพริศพราย รูปกายสูงใหญ่ไพศาล
ยืนเยี่ยมเทียมเขาหิมพานต์ สองมือปานแผ่นพระสุธา
ครั้นแล้วช้อนองค์นงลักษณ์ ดั่งท้าวทศพักตร์ยักษา
เชิญองค์สมเด็จพระอุมา พาเหาะไปถวายพระศุลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงอยุธยาพระนคร วานรเชิญองค์พระลักษมี
ลงยังพ่างพื้นปถพี แทบที่พระเมรุพรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางสีดาสาวสวรรค์
แสนโศกโศกาจาบัลย์ จรจรัลเข้าพระเมรุรจนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระญาติวงศ์ซ้ายขวา
ทั้งฝูงสาวสวรรค์กัลยา จ่าชานักเทศขันที
อีกทั้งนางท้าวเถ้าแก่ แลเห็นองค์พระมเหสี
มาถึงพระเมรุรูจี เทวีเดินโศกาลัย
พิศดูรูปทรงนงลักษณ์ ซูบผอมผิวพักตร์หม่นไหม้
สงสารรํ่ารักนางอรไท อื้ออึงคะนึงไปเป็นโกลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสน่หา
เห็นสุริย์วงศ์สาวสวรรค์โศกา คิดว่ารํ่ารักพระนารายณ์
นางยิ่งแสนเทวษแสนโศก แสนวิโยคอาลัยใจหาย
ดั่งเศียรขาดออกจากกาย โฉมฉายก็รีบเข้าไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงกราบลงตรงโกศแก้ว แล้วทรงกันแสงรํ่าไห้
อนิจจาพระตรีภูวไนย เคยได้ปกเกล้าเมียมา
สิ่งใดมิให้ระคายเคือง จนจากเมืองออกไปอยู่ป่า
แสนลำบากยากไร้เวทนา แด่ภูษาจะรองนอนก็ไม่มี
เสวยผลพฤกษาเป็นอาหาร ทรมานโดยเพศฤๅษี
จนไอ้ทศกัณฐ์อสุรี มันลักเมียนี้พาไป
ก็ติดตามข้ามสมุทรมาโรมรัน กุมภัณฑ์ตายยับไม่นับได้
พาข้าคืนมายังเวียงชัย เสวยสุขอยู่ในสวรรยา
เพราะอี่เจ้ากรรมมาตามเบียน ให้เขียนรูปทศพักตร์ยักษา
จึ่งพลัดพรากจากเบื้องบาทา พระตามไปวอนว่าโดยดี
เป็นเหตุทั้งนี้เพราะตัวน้อง มิได้คืนมาครองบทศรี
พระจึ่งโศกศัลย์พันทวี จนถึงที่สวรรคาลัย
โอ้ว่าเกิดมาไม่มีสุข ได้แต่ทุกข์ทนหม่นไหม้
ถึงอยู่ก็ยิ่งจะทุกข์ใจ จะตายตามภูวไนยไปเมืองฟ้า
รํ่าพลางกลิ้งเกลือกเสือกลง ท่ามกลางสุริย์วงศ์ซ้ายขวา
ข้อนทรวงเข้าทรงโศกา ปิ้มว่าจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
แฝงม่านสุวรรณรูจี เห็นพระมเหสีมารํ่าไร
รำพันความยากมาแต่หลัง ด้วยกำลังสุจริตพิสมัย
ซบพักตร์ลงแน่นิ่งไป ตกใจก็รีบออกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงใกล้อัคเรศ ชลนัยน์นองเนตรซ้ายขวา
ยอกรช้อนเกศกัลยา มาวางเหนือตักทันที
พินิจพิศเพ่งเล็งพักตร์ องค์อัครราชมเหสี
สำคัญว่าสิ้นชีวี ภูมีสลดระทดใจ
แสนรักแสนเสียดายเป็นสุดคิด พระทรงฤทธิ์แสนโศกกันแสงไห้
ด้วยความเสน่หาอาลัย มิได้ระวังเยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาผู้ยอดสงสาร
ฟื้นองค์เหลียวเห็นพระอวตาร นงคราญคิดแค้นแสนทวี
จึ่งสะบัดปัดกรพระจักรา กัลยาก็ลุกแล่นหนี
ไฉนพระมาทำดั่งนี้ เห็นดีแล้วหรือภูวไนย
ไม่คิดอับอายแก่ไพร่พล เสนาสามนต์น้อยใหญ่
นักสิทธ์วิทยาสุราลัย ทั้งแดนไตรจะล่วงนินทา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์นาถา
ให้ร่านร้อนฤทัยดั่งไฟฟ้า ก็รีบมาติดตามนางเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แล้วมีวาจาอันสุนทร ดูก่อนเยาวยอดสุดาพี่
อันธรรมดาโลกประเวณี ย่อมมีอยู่สิ้นทั้งแดนไตร
เจ้าก็ร่วมอวตารด้วยพี่มา ใครจะอาจนินทาว่าได้
เหตุนี้เพราะน้องตัดไป จนใจพี่แล้วนงคราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ว่าพลางพระเสด็จรีบรัด สะพัดไล่เยาวยอดสงสาร
เวียนรอบพระเมรุอลงการ งามดั่งมัฆวานสุชาดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดเสน่หา
หนีพลางเห็นห่างพระจักรา กัลยาจึ่งตอบคำไป
เออไฉนฉะนี้พระสี่กร ช่างคิดผันผ่อนแก้ไข
วันเมื่อให้ล้างชีวาลัย แต่จะทูลความไปก็ไม่ทัน
เดชะด้วยสัจสุจริต ชีวิตจึ่งไม่อาสัญ
ข้ากับพระองค์ทรงสุบรรณ ก็ขาดกันแต่วันนั้นมา
ว่าพลางเยื้องกรายชายหนี งามดั่งมณีเมขลา
เลี้ยวล่อรามสูรอสุรา หลบหลีกไปมาในอัมพร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังองค์อัครบังอร ภูธรรำพึงคะนึงคิด
อันจะปลอบโยนกัลยา ก็ไม่ฟังวาจาประกาศิต
ตัดไปดั่งใจปัจจามิตร สุดฤทธิ์จะว่าโดยดี
ตริแล้วเรียกสามวรนุช กับวายุบุตรกระบี่ศรี
จงช่วยสกัดไว้บัดนี้ อย่าให้เทวีหนีไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ศัพท์ไทย

๏ ว่าเอยว่าแล้ว พระจักรแก้วเลี้ยวลัดสะพัดไล่
โอ้เจ้าดวงใจ หนีไยกัลยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

รื้อ

๏ เจ้าเอยเจ้าพี่ มารศรีผู้ยอดเสน่หา
หยุดก่อนแก้วตา อย่าเพ่อจรจรัล
แม้นไม่ปรานี พี่จักอาสัญ
ว่าพลางเวียนวัน คว้าไขว่เยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

รื้อ

๏ พระเอยพระทรงฤทธิ์ ถึงชีวิตจะม้วยสังขาร
ไม่ฟังโองการ ผ่านฟ้าสืบไป
ความอายพ้นรู้ หยุดอยู่ไม่ได้
ว่าพลางชายไป ให้ไกลภูมี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

รื้อ

๏ ดวงเอยดวงสมร ฟังคำพี่ก่อนนางโฉมศรี
ความรักเทวี ดั่งดวงชีวัน
ว่าพลางภูวไนย ไล่นางสาวสวรรค์
กระชิดติดพัน เวียนวันไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายสามพระองค์กนิษฐา
กับพญาอนุชิตผู้ศักดา เห็นกัลยาหนีพระจักรี
ต่างช่วยสกัดกั้นกาง โฉมนางสีดามารศรี
บ้างเข้าขวางหน้าเทวี มิให้ไปพ้นพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางสีดาสาวสวรรค์
เห็นสามพระอนุชาวิลาวัณย์ กับหนุมานอันศักดา
ช่วยกันกั้นกางขวางไว้ อรไทขัดแค้นเป็นหนักหนา
มิรู้ที่จะหนีพระผ่านฟ้า อุราเร่าร้อนดั่งเพลิงกาล
จึ่งยอพระกรขึ้นเหนือเกศ เยาวเรศออกโอษฐ์อธิษฐาน
เดชะสัจมั่นในสันดาน ขอพระสุธาธารอันเที่ยงธรรม์
ให้ช่องข้าไปยังเมืองนาค พ้นจากพระนารายณ์รังสรรค์
พอสิ้นคำกัลยาวิลาวัณย์ แผ่นดินนั้นให้ช่องทันที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เลี้ยวลัดสกัดเทวี ในที่พระเมรุอำไพ
ครั้นใกล้นงลักษณ์อัคเรศ พระทรงเดชฉวยปลายพระหัตถ์ได้
นางสะบัดด้วยกำลังว่องไว แล้วชำแรกลงไปพระสุธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ พระยิ่งสลดระทดจิต ดั่งเพลิงพิษเผาผิวยังสา
ไม่เป็นสติวิญญาณ์ ผ่านฟ้าตะลึงทั้งอินทรีย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น โฉมนางสีดามารศรี
ครั้นถึงพิภพนาคี ก็เข้าไปในที่พระนคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าววิรุณนาคาชาญสมร
ออกหมู่มาตยาพลากร อยู่ที่บัญชรรจนา
เห็นนางมนุษย์ทรามวัย ทรงโฉมวิไลดั่งเลขา
สงสัยก็เสด็จลงมา ด้วยฝูงกัลยานาคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งกล่าวสุนทร ดูก่อนเยาวลักษณ์เฉลิมศรี
ตัวเจ้าเลิศลํ้านารี มีนามกรชื่อใด
เป็นหน่อกษัตริย์สุริย์วงศ์ ดำรงนคเรศกรุงไหน
มีกิจประสงค์สิ่งใด จึ่งมาในบาดาลพระนคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์อัครชายาดวงสมร
ได้ฟังจึ่งบอกด้วยสุนทร นามกรเราชื่อว่าสีดา
คือองค์สมเด็จพระลักษมี มเหสีพระนารายณ์นาถา
อวตารมาผลาญอสุรา ทรงนามพระรามาเรืองชัย
แล้วเล่าความแต่ต้นจนปลาย บรรยายจะเว้นก็หาไม่
เรานี้ขัดสนจนใจ จึ่งลงมาอาศัยในบาดาล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าววิรุณผู้ปรีชาหาญ
แจ้งว่ามเหสีพระอวตาร อันเป็นประธานธาตรี
ตระหนกตกใจเกรงพระเดช น้อมเกศกราบเบื้องบทศรี
แล้วทูลว่าความสัตย์พระแม่นี้ ยิ่งกว่าสตรีทั้งแดนไตร
ควรเป็นมารดาสุราฤทธิ์ เลี้ยงโลกทั่วทิศน้อยใหญ่
ข้าขอสนองบาทอรไท ให้อยู่เป็นสุขสำราญ
ทูลแล้วเชิญองค์อัครราช ไปยังปราสาทมุกดาหาร
พญาวิรุณกับบริวาร ก็ตามองค์นงคราญเสด็จจร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีบัญชา สั่งนางรัตนาดวงสมร
จงจัดห้องแก้วบวร ทั้งฝูงนิกรกำนัล
พร้อมด้วยไอศูรย์ศฤงคาร โอฬารล้วนทิพย์รังสรรค์
ถวายองค์อัคเรศวิไลวรรณ โดยมหันตยศเทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางรัตนามารศรี
รับสั่งพญาวาสุกรี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ เจรจา

๏ จัดเสร็จก็นำไปถวาย มเหสีพระนารายณ์นาถา
โดยดั่งพระราชบัญชา องค์พญาวิรุณชัยชาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
อยู่ยังพิภพบาดาล ในปราสาทสุรกานต์รูจี
เป็นสุขสำราญวิญญาณ์ ด้วยฝูงนาคาสาวศรี
บำเรอโบกปัดพัดวี ไม่มีราคีเท่ายองใย
สรงเสวยโภชนาสารพัน ดั่งเครื่องทิพย์เทวัญก็ว่าได้
คะนึงสองโอรสร่วมใจ ฤทัยเร่าร้อนอาวรณ์นัก ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริวงศ์ทรงจักร
ครั้นนางสีดายุพาพักตร์ นงลักษณ์หนีไปยังบาดาล
ให้เร่าร้อนพระทัยดั่งไฟพิษ สั่งพญาอนุชิตยอดทหาร
เร่งลงไปตามนงคราญ ให้แจ้งการว่าอยู่แห่งใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาอนุชิตทหารใหญ่
รับสั่งพระตรีภูวไนย แล้วแทรกแผ่นดินไปด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพิภพบาดาล อันโอฬารดังดาวดึงสา
จึ่งร่ายพระเวทอันศักดา กำบังกายาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวกายเงานั้นสูญหาย จึ่งลูกพระพายชาญสมร
ก็เข้าไปในพระนคร บทจรเที่ยวหาอรไท ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ค้นทั่วทั้งเมืองนาคา จะพบองค์กัลยาก็หาไม่
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ ก็ตรงเข้าไปนิเวศน์วัง
ขึ้นบนปราสาทแก้วรูจี ก็เห็นมเหสีพระทรงสังข์
เสด็จอยู่เหนือทิพย์บัลลังก์ พร้อมพรั่งด้วยอนงค์นาคา
ให้คิดกลัวองค์นงลักษณ์ เพียงจักสิ้นชีพสังขาร์
แข็งใจคลายเวทกำบังตา บังคมก้มหน้าอยู่แต่ไกล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดพิสมัย
เสด็จอยู่กลางหมู่อนงค์ใน อรไทเหลือบเห็นหนุมาน
ให้ขัดแค้นแน่นทรวงดวงจิต ดั่งเพลิงพิษร้อนเร่าเผาผลาญ
จึ่งมีวาจาด่าประจาน เหวยไอ้เดียรัจฉานใจฉกรรจ์
มึงแกล้งแต่งกลไปโศกา ว่าพระจักราอาสัญ
มิรู้เจ้าข้ากับน้องนั้น ร่วมคิดด้วยกันไม่อายคน
เห็นกูผู้เดียวเป็นหญิง ต่างวิ่งไล่จับสับสน
หากว่าแผ่นพื้นสุธาดล ให้ช่องจึ่งพ้นมือมา
มึงนี้ไม่มีความสัตย์ สารพัดโกหกมุสา
กูไม่ทันพิจารณา พาซื่อสำคัญว่าจริง
อันความคิดของมึงพอหยั่งรู้ จะซ้ำลวงกูอีกสักสิ่ง
ก้มหน้าอยู่ไยไอ้ลิง อย่านิ่งจงเร่งว่าไป
อันตัวของเอ็งลงมา เคืองตากูดูมิใคร่ได้
เหวยไอ้แสนร้ายจังไร ไสคอมึงไปเสียบัดนี้ ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาอนุชิตกระบี่ศรี
ได้ฟังน้อมเศียรอัญชุลี ทูลสนองเสาวนีย์ด้วยสุนทร
ตัวข้าซึ่งรองบทมาลย์ แต่พระอวตารทรงศร
กริ้วโกรธพิโรธบังอร ก็ร้อนใจดั่งอยู่ในเพลิงกัลป์
บรรดากรุงกษัตริย์แจ้งเหตุ แสนทุกข์แสนเทวษโศกศัลย์
พอได้นัยสมเด็จพระทรงธรรม์ พร้อมกันมีความปรีดา
จึ่งคิดทำการสนองคุณ ที่การุญโปรดเกล้าเกศา
หวังจะให้ตรีโลกโลกา เป็นบรมผาสุกสืบไป
ซึ่งได้เคืองบาทยุคล จะทำด้วยทรชนนั้นหาไม่
พระแม่เจ้าจงให้อภัย แก่ข้าผู้ใจภักดี
บัดนี้สมเด็จพระภุชพงศ์ อาวรณ์ถึงองค์นางโฉมศรี
อาดูรพูนเทวษพันทวี จึ่งใช้ข้านี้ลงมา
ฟังข่าวราวเรื่องเบื้องบาท องค์อัครราชเสน่หา
อยู่ดีแล้วจะบังคมลา ไปแจ้งกิจจาภูวไนย
ทูลแล้วนบนิ้วประนมกร วานรน้อมเศียรบังคมไหว้
ออกจากปราสาทนางอรไท ไปยังพญานาคี ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งนั่งร่วมอาสน์ ท้าววิรุณนาคราชเรืองศรี
แล้วกล่าวสุนทรวาที ดูก่อนภูมีเจ้าบาดาล
อันองค์สีดายุพาพักตร์ คือพระลักษมียอดสงสาร
มเหสีสมเด็จพระอวตาร ผู้เป็นประธานในแดนไตร
บัดนี้ลงมาพึ่งอยู่ สำนักท่านผู้เป็นใหญ่
จงช่วยบำรุงรักษาไว้ อย่าให้อันตรายราคี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าววิรุณนาคาเรืองศรี
ฟังลูกพระพายผู้ฤทธี ยินดีก็ตอบพจมาน
ดูก่อนคำแหงวายุบุตร ท่านผู้วัยวุฒิกล้าหาญ
จงกลับไปทูลพระอวตาร แจ้งการว่าเราบังคมมา
ยังใต้เบื้องบาทบงกช พระทรงยศหลักโลกนาถา
อันองค์อัครราชชายา เสด็จมาพิภพนาคี
เราคำรพนบนอบบังอร ดั่งมารดาเกิดเกล้าเกศี
ปรนนิบัติจงรักด้วยภักดี มิให้เคืองธุลีเท่ายองใย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ฟังพญานาคีสั่งไป มีใจชื่นชมโสมนัส
จึ่งว่าท่านผู้ฤทธิรอน จงอยู่ถาวรจำเริญสวัสดิ์
เราจะลาไปทูลบทรัตน์ องค์พระจักรรัตน์ผู้ศักดา
ว่าแล้วลงจากปราสาท รัตนาทิพมาศเลขา
ชำแรกแทรกพื้นพสุธา ขึ้นมานคเรศด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าไปเฝ้า น้อมเกล้าประณตบทศรี
กราบทูลสมเด็จพระจักรี ว่าองค์เทวีวิไลวรรณ
ลงไปพิภพบาดาล อันโอฬารดั่งดาวดึงส์สวรรค์
ฝ่ายท้าววิรุณนาคนั้น อภิวันท์เบื้องบาทกัลยา
ให้อยู่ปราสาททิพรัตน์ กับอนงค์ทรงสวัสดิ์ซ้ายขวา
กราบทูลความพญานาคา โดยดั่งสั่งมาทุกประการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังคำแหงหนุมาน ผ่านฟ้าเศร้าสร้อยพระทัยนัก
มิรู้ที่จะทำประการใด แสนโศกอาลัยเพียงอกหัก
ให้อาวรณ์ร้อนรุ่มด้วยความรัก ปิ้มจักสิ้นสมประฤดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ พอพระสุริยาอัสดง ลดลงลับเหลี่ยมคีรีศรี
จึ่งเสด็จย่างเยื้องจรลี เข้าห้องมณีพรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เอนองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ ยอกรก่ายพักตร์โศกศัลย์
ชลเนตรคลอเนตรพระทรงธรรม์ รำพันถึงองค์กัลยา
โอ้ว่าสีดาของพี่เอ๋ย ทรามเชยผู้ยอดเสน่หา
ไม่คิดถึงความยากด้วยกันมา ควรหรือแก้วตามาตัดไป
ปางก่อนถึงมาตรจากเจ้า ก็หาแสนทุกข์เท่าครั้งนี้ไม่
อกเอ๋ยจะทำประการใด จึ่งจะได้องค์อัครเทวี
คืนมาร่วมอาสน์ร่วมห้อง ร่วมภิรมย์สมสองกับพี่
จะมีแต่โหยหาทุกนาที แสนทวีด้วยเทวษไม่เว้นวาย
ตั้งแต่นี้ไปจะแลลับ ดั่งเดือนดับสิ้นแสงจำรัสฉาย
ถึงอยู่ไปก็ไม่มีสบาย แม้นตายเสียดีกว่าอยู่เป็นคน
จะปราบยุคให้สุขแก่โลกา หรือมาได้เวทนาทุกขุมขน
จากเมียดั่งหนึ่งเสียชนม์ พระภุชพลรํ่าพลางก็โศกี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ แต่ผุดลุกผุดนั่งไม่นอนหลับ กลิ้งกลับสับสนบนแท่นที่
จนแสงทองส่องฟ้าธาตรี ภูมีถวิลจินดา
ตัวกูครั้งนี้เป็นไฉน วิปริตผิดใจหนักหนา
จำจะหาพิเภกอสุรา มาชำระชันษาพยากรณ์
คิดแล้วลงจากบัลลังก์รัตน์ พระหัตถ์นั้นจับพระแสงศร
เสด็จย่างเยื้องบทจร กรายกรออกมาหน้าพระลาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ผูกสารกับศรแล้วบัญชา ให้ไปลงการาชฐาน
น้าวหน่วงด้วยกำลังชัยชาญ ผ่านฟ้าก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สำเนียงดั่งเสียงสุนีบาต โลกธาตุเลื่อนลั่นหวั่นไหว
ตรงไปลงกากรุงไกร ตกในมณฑปรัตนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
เสด็จออกหมู่มุขมาตยา เห็นศรศักดาพระทรงฤทธิ์
ลอยมาถึงที่มณฑป ก็นอบนบด้วยใจสุจริต
แล้วเหลือบแลเล็งเพ่งพิศ เห็นสารผูกติดศรชัย
จึ่งคิดถวิลจินดา ชะรอยว่ามีเหตุเป็นไฉน
แก้ลูกธนูทูลเศียรไว้ แล้วคลี่อ่านไปทันที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ในลักษณะราชโองการ องค์พระอวตารเรืองศรี
ให้ขุ่นเคืองพระทัยพันทวี ดั่งคีรีทุ่มทับอุรา
จึ่งทรงพระราชสารสวัสดิ์ ตรัสใช้ศรสิทธิ์มาหา
ท้าวทศคิริวงศ์ผู้ปรีชา ไปยังอยุธยาพระนคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นอ่านเสร็จสิ้นราชสาร พญามารชื่นชมสโมสร
จึ่งสั่งนัดดาด้วยสุนทร ดูก่อนเจ้าผู้ร่วมใจ
จงอยู่รักษาธานี อย่าให้มีเหตุการณ์ขึ้นได้
ตาจะไปเฝ้าพระภูวไนย ยังพิชัยกรุงศรีอยุธยา
สั่งแล้วสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งเทพเลขา
พาพวกพหลโยธา เหาะทะยานผ่านฟ้าไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงอยุธยาพระนคร อันถาวรโอฬารดั่งดุสิต
ขึ้นยังพระโรงชวลิต เฝ้าพระจักรกฤษณ์ธิบดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ น้อมเศียรยอกรอภิวาทน์ แทบบาทพระนารายณ์เรืองศรี
แล้วบังคมคัลอัญชุลี ทั้งสามภูมีอนุชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
เสด็จในท่ามกลางเสนา ผ่านฟ้าเหลือบแลแปรไป
เห็นพญาพิเภกอสุรี ผู้มีปัญญาอัชฌาสัย
แสนโสมนัสฤทัย ภูวไนยมีราชโองการ
ดูก่อนท้าวทศคิริวงศ์ พงศ์พรหมธิราชมหาศาล
เราไม่สบายวิญญาณ จึ่งให้หาท่านมาบัดนี้
อันกรุงพระนครลงกา สุริย์วงศ์พงศายักษี
ทั้งหมู่ไพร่ฟ้าประชาชี อยู่ดีอยู่หรือประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังโองการภูวไนย บังคมไหว้สนองพระบัญชา
อันพระวงศ์พงศาประชากร ก็ถาวรบรมสุขา
เพราะพระเดชปกเกศอสุรา ดั่งมหาฉัตรแก้วรูจี
ทูลพลางทอดทัศนาการ เห็นพระกุมารสองศรี
ทรงลักษณ์วิไลทั้งอินทรีย์ รัศมีดวงพักตร์ละกลกัน
ดั่งโอรสองค์อมรินทรา หยาดฟ้าลงมาจากสวรรค์
เพ่งพิศให้คิดอัศจรรย์ บังคมคัลแล้วทูลถามไป
อันพระกุมารทั้งสององค์ หน่อในสุริย์วงศ์หรือไฉน
งามดั่งเทวาสุราลัย ข้าบาทสงสัยพันทวี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
ตรัสบอกพญาอสุรี สองกุมารนี้บุตรนางสีดา
ผู้พี่ชื่อว่าพระมงกุฎ ศรสิทธิ์ฤทธิรุทรแกล้วกล้า
นี่ชื่อเจ้าลบอนุชา มีอานุภาพเหมือนกัน
อันองค์สีดานงลักษณ์ เขียนรูปทศพักตร์โมหันธ์
ตัวเราโกรธาให้ฆ่าฟัน กัลยามิได้บรรลัย
พระแจ้งแต่ต้นจนปลาย บรรยายจะเว้นก็หาไม่
ทุกวันเร่าร้อนอาวรณ์ใจ ดั่งนอนอยู่ในอัคคี
ท่านจงชำระชันษา ดูตามชาตาราศี
พิเคราะห์ขับไล่ในคัมภีร์ ให้รู้ร้ายดีเหตุการณ์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้ปรีชาหาญ
รับสั่งสมเด็จพระอวตาร แล้วจับกระดานมาทันใด
ตั้งซึ่งชันษาพระหริวงศ์ ควรเคราะห์จรลงสอบใส่
เอาเก้าหารชนมานแล้วนับไป เศษตกในภูมิพยากรณ์
เห็นแจ้งแล้วกราบบังคมทูล นเรนทร์สูรสุริย์วงศ์ทรงศร
อันพระชันษาภูธร ราหูนั้นจรมาทับลัคน์
ฆาฏอินทพาทบาทจันทร์ ทั้งอัฐเคราะห์นั้นก็ฆาฏหนัก
แม้นอยู่ในเมืองจะร้ายนัก เพียงจักปลงชีพชีวา
ถึงเกณฑ์จำเป็นจะพลัดพราก จากพระนครไปเดินป่า
ปราบหมู่อสุรพาลา สิบสองเดือนชันษาจะสิ้นร้าย
ซึ่งเกิดเหตุให้เคืองเบื้องบาท เพราะปีศาจมาลวงนางโฉมฉาย
ชื่ออี่อาดุลสุรกาย เป็นเชื้อสายทศกัณฐ์อสุรี
อันองค์พระอัครชายา จะกลับมารองบาทบทศรี
เพราะท่านผู้เป็นธิบดี ภูมีจะสุขสถาวร ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังโหราพยากรณ์ ภูธรค่อยสบายวิญญาณ์
จึ่งมีพระราชบรรหาร ท่านว่านี้ควรหนักหนา
ตามจะทำตามอสุรา เราจะไปเดินป่าพนาลี
อันตัวของท่านจงกลับไป ยังพิชัยลงกาบุรีศรี
บำรุงไพร่ฟ้าประชาชี โดยประเวณีบุราณ
ตรัสแล้วก็เปลื้องสังวาลมาศ โอภาสด้วยดวงมุกดาหาร
ออกจากพระองค์แล้วประทาน ให้แก่ขุนมารโหรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ก้มเกล้ากราบลงกับบาทา รับมหาสังวาลด้วยยินดี
แล้วถวายบังคมบาท พระนารายณ์ธิราชเรืองศรี
กับสามพระอนุชาผู้ฤทธี ทั้งโอรสพระตรีภูวไนย
แล้วออกจากท้องพระโรงคัล พาพวกพลขันธ์น้อยใหญ่
เหาะระเห็จเตร็จฟ้าด้วยว่องไว ตรงไปทวีปกรุงมาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ครั้นพญาพิเภกโหราจารย์ คืนไปสถานลงกา
พระวิตกรำพึงคะนึงนึก ตรึกถึงทำนายยักษา
อันซึ่งคำฆาฏอสุรา แม่นดั่งตาทิพย์เทวัญ
ตัวกูอยู่เมืองไม่สบาย ด้วยพระเคราะห์นั้นร้ายกวดขัน
จำจะไปเดินอารัญ ให้บรรเทาโทษราคี
คิดแล้วจึ่งมีมธุรส สั่งพระพรตพระสัตรุดเรืองศรี
กับสองโอรสร่วมชีวี ทั้งสี่จงอยู่พระนคร
เรากับเจ้าลักษมณ์อนุชา ทั้งพญาอนุชิตชาญสมร
จะไปเดินป่าพนาดร ตามในพยากรณ์ว่าไว้
ครบสิบสองเดือนจะกลับมา แก้วตาอย่าเทวษโหยไห้
ช่วยกันบำรุงกรุงไกร ให้ไพร่ฟ้าผาสุกเปรมปรีดิ์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สี่กษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
น้อมเศียรสนองพระวาที ภูมีจงทรงพระเมตตา
ข้าคิดจะใคร่ไปรองบาท องค์พระภูวนาถนาถา
บัดนี้จะให้อยู่พารา สุดปัญญาที่จะขัดพจมาน
จะขอสนองคุณพระทรงฤทธิ์ จนชีวิตสุดสิ้นสังขาร
มิให้เกิดเหตุเภทพาล กว่าผ่านฟ้าจะคืนพระนคร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วทรงศร
ได้ฟังปรีดาสถาวร พระภูธรรับขวัญพระลูกรัก
อุ้มแอบสารพางค์ข้างละองค์ จุมพิตวางลงเหนือตัก
จำเป็นจากสองเยาวลักษณ์ ดวงจักษุพ่ออยู่จงดี
เจ้าอย่ากังวลแต่การเล่น เช้าเย็นเฝ้าบาทบทศรี
ทั้งสามสมเด็จพระอัยกี จะได้มีศรีสวัสดิ์สืบไป
อันซึ่งราชกิจอย่าเกียจคร้าน การงานบ้านเมืองเอาใจใส่
ให้สองพระอาช่วงใช้ ต่างกรต่างใจต่างตา
ตรัสแล้วชวนสามพระนุชนาถ กับสองโอรสราชเสน่หา
ทั้งพญาอนุชิตผู้ศักดา เสด็จมาเฝ้าองค์พระชนนี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ องค์พระมารดาทั้งสามศรี
ทูลว่าอันตัวของลูกนี้ ไม่มีความสุขสักคืนวัน
ให้หาพิเภกมาทำนาย ทายว่าเคราะห์ร้ายกวดขัน
ต้องฆาฏอินทพาทบาทจันทร์ จึ่งจากกันกับนางสีดา
ถ้าอยู่ในเมืองจะเกิดเข็ญ จำเป็นให้ออกไปเดินป่า
ครบสิบสองเดือนแล้วกลับมา จึ่งจะพ้นโทษาราคี
ลูกกับเจ้าลักษมณ์วรนุช วายุบุตรผู้ชาญชัยศรี
ขอลาสมเด็จพระชนนี เที่ยวไปในที่อารัญ
พระองค์จงอยู่สถาวร อย่าทุกข์ร้อนวิโยคโศกศัลย์
พรุ่งนี้รุ่งสีรวิวรรณ จะบังคมคัลลาไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระชนนีผู้ยอดพิสมัย
ได้ฟังเร่าร้อนฤทัย ตะลึงไปทั้งสามกัลยา
ดั่งใครมาตัดเอาพระเศียร ด้วยพระขรรค์วิเชียรคมกล้า
ชลเนตรคลั่งคลอนัยนา แล้วว่าดูก่อนพระราม
เจ้าแม่เป็นมงกุฎกรุง บำรุงแผ่นภพทั้งสาม
ประกอบด้วยโหราพฤฒาพราหมณ์ หรือจะมาทำตามอสุรี
เคราะห์ร้ายสิจะไปเดินดง ให้ลำบากองค์ไม่พอที่
พ่ออย่าออกจากธานี จงทำตามพิธีโหรา
ให้ประชุมเชิญพระดาบส อันมีพรตกรรมแกล้วกล้า
สะเดาะเคราะห์โดยวิทยา ก็จะสิ้นโทษาถาวร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรแก้วสุริย์วงศ์ทรงศร
ฟังสามสมเด็จพระมารดร ชุลีกรแล้วทูลสนองไป
อันในชันษาลูกรัก ร้ายนักไม่อยู่เมืองได้
จำให้พลัดพรากเวียงชัย ออกไปเดินป่าพนาลี
อันซึ่งพิเภกทำนาย ไม่คลาดคลายจากคำยักษี
ดั่งแว่นแก้วส่องโลกธาตรี ไม่มีใครเปรียบอสุรา
ประการหนึ่งฝ่ายบูรพ์ทิศนั้น เห็นจะมีอาธรรม์ยักษา
อันเป็นเสี้ยนเสียบโลกา พงศ์พวกหยาบช้าสาธารณ์
จะได้ไปปราบให้ราบรื่น ทั่วพื้นพิภพไพศาล
ตามประกาศิตพระทรงญาณ ซึ่งให้อวตารมาครั้งนี้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมารดาทั้งสามศรี
ได้ฟังดั่งจะสิ้นสมประดี เทวีส้วมกอดเข้ารํ่าไร
โอ้พระจักรแก้วของแม่เอ๋ย เวรสิ่งใดเลยมาซัดให้
ครั้งก่อนก็ต้องเดินไพร ได้ยากเป็นพ้นคณนา
จนสีดาตกไปเมืองมาร พ่อติดตามสังหารยักษา
สองเจ้าปิ้มม้วยชีวา จึ่งได้คืนมาธานี
ถึงเพียงนั้นแล้วยังมิหนำ อนิจจาซ้ำพลัดมเหสี
แม่รํ่าโศกศัลย์พันทวี ไม่มีความสุขทุกนิรันดร์
หากว่าได้ชมแต่หลานน้อย จึ่งค่อยบรรเทาโศกศัลย์
ครั้งนี้สองเจ้าดวงชีวัน จะพากันซํ้าจากไปเดินไพร
ไหนเลยแม่จะมีความสุข จะแสนทุกข์แสนเทวษละห้อยไห้
ตรัสพลางโศกาอาลัย อรไทเพียงสิ้นชีวี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ครั้นค่อยคลายความอาวรณ์ ต่างอวยพระพรชัยศรี
พ่อไปเป็นสุขสวัสดี ครบปีแล้วเร่งกลับมา
เจ้าลักษมณ์กับศรีหนุมาน ล้วนปรีชาชาญแกล้วกล้า
ทั้งสามจงระวังกายา ที่ในแนวป่าพนาลัย
อันศัตรูหมู่พวกปัจจามิตร อย่าต้านต่อฤทธิ์ของเจ้าได้
อานุภาพปราบทั่วภพไตร ดั่งพรแม่ให้บัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
กับพญาอนุชิตผู้ฤทธี อัญชุลีรับพรด้วยปรีดา
ต่างน้อมเศียรเกล้าลาบาท สามพระอัครราชนาถา
พากันลีลาศยาตรา มายังปราสาทอลงการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งสองสุริย์วงศ์ ผู้ทรงพระปรีชาหาญ
ก็เปลื้องเครื่องประดับโอฬาร เสด็จเข้าที่สนานวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ปทุมแก้วโปรยปรายดั่งสายฝน ลูบไล้เสาวคนธ์ขจรกลิ่น
สนับเพลาเครือครุฑกระหยับบิน เชิงรูปกินรินกรายกร
พระเชษฐาภูษาพื้นตอง ลายทองรูปราชไกรสร
พระอนุชาพื้นม่วงอรชร ลอยลายมังกรสุวรรณวาม
ต่างทรงชายไหวชายแครง ประดับด้วยเพชรแดงดวงอร่าม
ฉลององค์ทรงประพาสงอนงาม สังเวียนวามไปด้วยทับทิมพราย
ตาบทิศทับทรวงมุกดาหาร สังวาลแก้วสุรกานต์สามสาย
พาหุรัดทองกรมังกรกลาย ธำมรงค์เพชรรายพรายตา
ทรงมหามงกุฎนพรัตน์ ดอกไม้ทัดจรแก้วซ้ายขวา
ต่างจับศรสิทธิ์อันศักดา ขัดพระขรรค์รัตนาโมลี
งามดั่งบรมพรหเมศ อันประเวศจากฟ้าทั้งสองศรี
ชวนวายุบุตรผู้ฤทธี จรลีออกจากเวียงชัย ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ข้ามทุ่งมุ่งไม้ไพรระหง ดัดดงผ่านเถินเนินไศล
มาได้กึ่งเดือนล่วงไป ทางไกลพันโยชน์คณนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สุดแดนถึงแม่น้ำหนึ่ง กว้างใหญ่ลึกซึ้งหนักหนา
ฟากฝั่งแลลิ่วสุดตา ชื่อมหาสาครนที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาอนุชิตเรืองศรี
เชิญเสด็จสองกษัตริย์ธิบดี ขึ้นบ่าขุนกระบี่แล้วเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงฟากฝั่งสาคร วานรผู้มีอัชฌาสัย
จึ่งวางสองสมเด็จภูวไนย ลงไว้เหนือแผ่นสุธาธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ครั้นลงจากบ่าหนุมาน ผ่านฟ้าสำราญวิญญาณ์
จึ่งพาพระลักษมณ์นุชนาถ ยุรยาตรดำเนินเดินป่า
ชี้ชมรุกขชาติดาษดา สองข้างมรคาเรียงราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ไม้รังดอกร่วงเสาวรส ใบสดบังแสงสุริย์ฉาย
กระแบกบานก้านเบียดร่มสบาย นางกรายกิ่งกรายเมื่อต้องลม
นิจจาเอ๋ยแม้นนุชวรนาฏ ไม่นิราศแรมร้างภิรมย์สม
จะดิ้นโดยมาด้วยในไพรพนม วอนชมเก็บช่อผกากาญจน์
เห็นประดู่ลำดวนยมโดย ลมโชยกลิ่นชื่นหอมหวาน
เหมือนกลิ่นวนิดายุพาพาล ผ่านฟ้าแสนโศกกระสันทรวง
สาวหยุดนางแย้มกาหลง พะยอมประยงค์โรยร่วง
เกดแก้วพิกุลเป็นพุ่มพวง ดอกดวงหล่นดาษกลาดดิน
เห็นดอกรักเหมือนเจ้ารักไม่ร้างพี่ ครั้งนี้หรือมาหน่ายเสียได้สิ้น
ไปอยู่พระนครนาคินทร์ ไม่ถวิลกังวลถึงลูกยา
โอ้ไฉนใครหนอจะแจ้งเหตุ ว่าพี่ร้างนคเรศมาอยู่ป่า
แสนคะนึงถึงนางทุกเวลา ครวญพลางผ่านฟ้าก็จรลี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เดินมาได้สามเดือนกึ่ง ก็ลุถึงดงแดนยักษี
จึ่งชวนพระอนุชาจรลี กับขุนกระบี่หนุมาน
แวะเข้าหยุดพักอาศัย ใต้ร่มพระไทรไพศาล
พระพายชายพัดรำเพยพาน สุริย์ฉานบ่ายคล้อยเวลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ