สมุดไทยเล่มที่ ๑๐

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวไกยเกษนาถา
เสวยสมบัติสวรรยา เป็นมหาจรรโลงเลิศไกร
ในกรุงไกยเกษธานี จตุรงค์โยธีไม่นับได้
ประดับด้วยนักสนมกรมใน ทรงโฉมวิไลทุกนารี
ท้าวมีพระราชธิดา ชื่อว่านางไกยเกษี
ชันษานั้นได้สิบห้าปี ทรงกัลยาณีอรชร
กรุงกษัตริย์สุริย์วงศ์มากล่าว ท้าวไม่ประสาทสายสมร
อันพระบิตุเรศมารดร สงวนองค์บังอรดั่งดวงใจ
ครอบครองไพร่ฟ้าประชาชน จะมีความร้อนรนก็หาไม่
ทั่วทั้งแว่นแคว้นกรุงไกร สิ่งใดมิได้ยายี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นค่ำย่ำสนธยากาล สุริย์ฉานลับเหลี่ยมคีรีศรี
จึ่งเสด็จย่างเยื้องจรลี เข้าที่ไสยาสน์อลงกรณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ทรงพระสุบินนิมิตฝัน อัศจรรย์เป็นเทพสังหรณ์
ว่าพระจันทร์ทรงกลดในอัมพร ดวงดารากรดาษดา
เข้าอยู่ในวงทรงกลด หมดทั่วทั้งพื้นพระเวหา
อันรัศมีพระจันทรา สีกล้ากว่าแสงอโณทัย
ส่องสว่างพ่างพื้นโพยมหน เมฆหมอกจะปนก็หาไม่
ขับรถส่องสี่ทวีปไป ภูวไนยตื่นขึ้นทันที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ครั้นพระสุริยาเรืองรอง แสงทองจำรัสรัศมี
ก็เสด็จย่างเยื้องจรลี ออกมายังที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งมีพระราชโองการ แก่โหราจารย์คนขยัน
คืนนี้เราฝันอัศจรรย์ พระทรงธรรม์ตรัสเล่าแต่ต้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น โหรเฒ่าผู้มียศถา
รับสั่งแล้วดูโดยตำรา น้อมเศียรวันทาทูลไป
พระสุบินนี้ล้วนจำเริญผล จะอัปมงคลนั้นหาไม่
อันพระจันทร์ทรงกลดอำไพ ได้แก่กษัตริย์อันเรืองยศ
บรรดาท้าวพญาในชมพู จะพึ่งอยู่ใต้เบื้องพระบาทหมด
ดั่งดาราเรียงรันเป็นหลั่นลด อยู่ในทรงกลดศศิธร
ซึ่งแสงกล้ากว่าดวงอโณทัย จะให้โลกเป็นสุขสโมสร
ทั้งกลางคืนกลางวันนิรันดร ปราบหมู่ดัสกรภัยพาล
ซึ่งทรงรถส่องสี่ทวีปนั้น จะทรงศักดาอันห้าวหาญ
แผ่ทั่วชั้นฟ้าบาดาล ไม่มีใครทานฤทธา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวไกยเกษนาถา
ได้ฟังโหรทายทํานายมา ผ่านฟ้าฉงนสนเท่ห์ใจ
จึ่งมีพระราชวาที ถามหมู่เสนีน้อยใหญ่
กรุงกษัตริย์สุริย์วงศ์องค์ใด ในพื้นชมพูทวีปนี้
อันทรงเดชาวราฤทธิ์ องค์อิสรภาพเรืองศรี
เป็นเฉลิมโลกาธาตรี มีอยู่บ้างหรือประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปโรหิตเสนาน้อยใหญ่
ได้ฟังบรรหารพระภูวไนย ถวายบังคมไหว้พร้อมกัน
ทูลว่าหน่อท้าวอโนมา วงศ์พระจักรารังสรรค์
ชื่อว่าอัชบาลทรงธรรม์ ได้ผ่านเขตขัณฑ์อยุธยา
พระองค์นั้นทรงอานุภาพ ปราบได้ทั่วทศทิศา
มีพระขรรค์แก้วอันศักดา ใช้ไปเข่นฆ่าไพรี
ตัดเอาศีรษะอสุรพักตร์ มาไว้รักษาสวนศรี
บรรดากษัตริย์ทุกธานี ถวายสุวรรณมาลีทุกปีไป
ท้าวมีพระราชโอรส ปรากฏฟากฟ้าดินไหว
ทรงโฉมเลิศลักษณ์อำไพ ให้ชื่อทศรถกุมารา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไกยเกษนาถา
ได้แจ้งแห่งคำเสนา ผ่านฟ้ารําพึงคะนึงคิด
แม้นกูจะนิ่งอยู่ฉันนี้ นานไปจะมีความผิด
จําจะผูกพันเอาเป็นมิตร คิดแล้วเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงห้องแก้วไสยาสน์ นั่งใกล้อัครราชมเหสี
แจ้งข้อสุบินของภูมี ตามที่โหรทายทํานายมา
บัดนี้พี่คิดวิตกนัก ด้วยลูกรักผู้ยอดเสน่หา
จะยกให้แก่กรุงกษัตรา วาสนาไม่คู่ควรกัน
อันเจ้าทศรถกุมาร หน่อท้าวอัชบาลรังสรรค์
ก็เป็นวงศ์พระทรงสุบรรณ มีฤทธาอันเกรียงไกร
นางไกยเกษีนงเยาว์ ควรแล้วที่เราจะยกให้
เป็นคู่สู่สมภิรมย์ใน เจ้าจะเห็นกระไรนางเทวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางประไพมเหสี
ได้ฟังพระราชสามี ชุลีกรสนองพระบัญชา
ซึ่งพระองค์จะยกลูกรัก ให้เป็นอัคเรศเสน่หา
แก่หน่อท้าวอัชบาลศักดา ในศรีอยุธยาเวียงชัย
ก็สมศักดิ์สุริย์วงศ์เสมอกัน ดั่งสุริยันกับดวงแขไข
จะงามเกียรติงามยศปรากฏไป ทั้งในใต้ฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวไกยเกษเรืองศรี
ปรึกษาอัครราชเทวี ครั้นว่าเห็นดีพร้อมกัน
มีความชื่นชมโสมนัส ดั่งได้สมบัติในสวรรค์
เสด็จจากห้องแก้วแพร้วพรรณ จรจรัลออกท้องพระโรงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งมีบัญชา แก่มหาเสนาผู้ใหญ่
จงแต่งลักษณ์พระราชสารไป ยังพิชัยกรุงศรีอยุธยา
ถวายพระธิดาทรงลักษณ์ แก่พระพงศ์หริรักษ์นาถา
จัดทั้งโยธีแลทูตา ไปด้วยกัลยายุพาพาล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
น้อมเศียรประณตบทมาลย์ รับราชโองการแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งจัดทั้งสามทูตา ล้วนมีปัญญาอัชฌาสัย
เถ้าแก่ชะแม่ข้างใน ข้าเฝ้าสาวใช้ครบครัน
แล้วให้อาลักษณ์เขียนสาร ลงในลานทองฉายฉัน
เตรียมทั้งรถแก้วแกมสุวรรณ พร้อมกันตามราชโองการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางประไพวดียอดสงสาร
สวมกอดพระธิดายุพาพาล เยาวมาลย์รับขวัญกัลยา
แล้วมีวาจาอันสุนทร ดวงสมรแม่ยอดเสน่หา
เจ้าจะจากอกพระมารดา ไปยังอยุธยาธานี
เป็นข้าใต้เบื้องบาทบงสุ์ พระผู้พงศ์หริรักษ์เรืองศรี
จงเจียมองค์จงรักภักดี ฝากชีพชีวีภูวไนย
อุดส่าห์พยายามหาความชอบ รอบคอบราชกิจเอาใจใส่
สิ่งชั่วอย่ากลั้วให้มีภัย แม่จะได้เป็นศรีอยุธยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางไกยเกษเสน่หา
ได้ฟังโอวาทพระมารดา ชลนาคลอเนตรไม่พาที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวไกยเกษเรืองศรี
ครั้นรุ่งจึ่งสั่งพระบุตรี ให้เข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางไกยเกษดวงสมร
น้อมเศียรรับสั่งพระบิดร บทจรไปสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ชมตลาด

๏ เข้าที่ชำระสระสนาน สุคนธารเกสรขจรกลิ่น
ภูษาพื้นม่วงทรงข้าวบิณฑ์ เชิงนั้นรูปกินรีรำ
ทรงสไบตาดพื้นทอง ซับในกรองสอดสีเขียวขำ
สะอิ้งองค์ล้วนบุษราคัม ประจำยามทับทรวงดวงลอย
ตาบทิศมรกตสังวาลวัลย์ ประดับถันบานพับสลับสร้อย
ทองกรพาหุรัดจํารัสพลอย ธํามรงค์เพชรพร้อยอร่ามเรือง
มงกุฎกรรเจียกจรมณี โอภาสจับสีฉวีเหลือง
งามศรีเสาวภาคย์เฉลิมเมือง ย่างเยื้องมาถวายอัญชุลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระชนกมารดาทั้งสองศรี
ให้อาลัยในองค์พระบุตรี ดั่งหนึ่งชีวีจะจากไป
ลูบหลังแล้วมีวาจา แก้วตาผู้ยอดพิสมัย
จงจำเริญสวัสดีอย่ามีภัย ให้เป็นใหญ่แก่ฝูงกัลยา
ตรัสแล้วสองกษัตริย์สุริย์วงศ์ พาองค์พระธิดาเสน่หา
ลงจากปราสาทแก้วแววฟ้า ข้าสาวชาวแม่ก็ตามไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นมาถึงจึ่งให้ขึ้นทรงรถ อลงกตดั่งดวงแขไข
นางกุจจีค่อมผู้ร่วมใจ ก็ขึ้นนั่งหมอบใช้นางเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๏ เมื่อนั้น โฉมนวลนางไกยเกษี
บังคมลาพระชนกชนนี มีความโศกาอาลัย
ชลเนตรคลอคลองนองพักตร์ เยาวลักษณ์เศร้าสร้อยละห้อยไห้
โอ้ว่าแต่นี้จะจำไกล ที่ไหนจะได้เห็นพระบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวไกยเกษนาถา
ครั้นได้ศุภฤกษ์เวลา ก็ให้เคลื่อนรถจรลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โทน

๏ รถเอยรถทรง งามองค์พระธิดาโฉมศรี
งามสินธพชาติพาชี งามสารถีขับรถ
งามแปรกแอกอ่อนงอนระหง งามดุมงามกงอลงกต
งามรถพระกำนัลเป็นหลั่นลด งามจัตุรงค์ทศโยธา
งามเครื่องสูงไสวรายริ้ว งามธงปลายปลิวนําหน้า
งามเสียงฆ้องกลองโกลา งามแถวมรคาพนาลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

โอ้ร่าย

๏ เดินทางผ่านทุ่งวุ้งเขา ตามลำเนาห้วยธารคีรีศรี
คิดถึงพระชนกชนนี เทวีเปล่าอกเปลี่ยวใจ
เห็นยูงทองท่องหามารดา เหมือนลูกจากมาในป่าใหญ่
เห็นนกกระเวนกระเวนไพร อาลัยเหมือนเสียงกระเวนวัง
สาลิกาจับเรียงเคียงพลอด เหมือนพระแม่สวมกอดแล้วสอนสั่ง
รังนานฟักฟองระวังรัง เหมือนครั้งระวังลูกแต่เยาว์มา
โอ้ว่าแต่นี้จะไกลบาท พระบิตุราชชนนีนาถา
ป่านนี้จะทรงพระโศกา แสนเวทนาอาลัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น สามทูตผู้มีอัชฌาสัย
นําเสด็จพระธิดายาใจ แรมรอนมาในพนาวัน
ครั้นถึงปลายด่านอยุธยา ให้หยุดโยธาพลขันธ์
ก็แจ้งแก่นายด่านชาญฉกรรจ์ ตามเรื่องสารอันมีมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ขุนด่านผู้มียศถา
ได้ฟังยินดีปรีดา ขึ้นม้าแล้วขับเข้าธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงก็ลงจากสินธพ คำรพเสนาทั้งสี่
แจ้งว่าไกยเกษบุรี ให้มีทูตถือสารมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีธิบดีซ้ายขวา
ฟังชาวด่านแจ้งกิจจา ก็พากันเข้าสู่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งน้อมเศียรประณตบทบงสุ์ ทูลพระหริวงศ์รังสรรค์
ว่าท้าวไกยเกษทรงธรรม์ ให้ทูตนั้นนำพระบุตรี
กับลักษณ์ราชสารา มาถวายใต้เบื้องบทศรี
บัดนี้ให้พักโยธี อยู่ที่ปลายด่านพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวอัชบาลนาถา
ได้ฟังมนตรีก็ปรีดา ดั่งได้ฟากฟ้าสุราลัย
จึ่งมีพระราชวาที สั่งมหาเสนีผู้ใหญ่
จงจัดทั้งข้างหน้าข้างใน ออกไปรับองค์เยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีผู้ปรีชาหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ คลานออกจากพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ หมายบอกไปทั่วทุกกรม สนมชาววังชาวที่
เถ้าแก่ชะแม่ขันที ตรวจหากันมี่เป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ พร้อมเสร็จสำเร็จซึ่งจัดการ ถ้วนทุกพนักงานซ้ายขวา
เสนีผู้มีปรีชา ก็ยกจากพารารีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งหยุดพลากร แทบท่าสาครกว้างใหญ่
แล้วบอกเสนาให้แจ้งใจ โดยในรับสั่งพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น เสนาไกยเกษบุรีศรี
แจ้งว่าพระองค์ทรงธรณี ให้มนตรีมารับพระธิดา
จึ่งกำหนดกันเป็นหมู่หมวด เตรียมตรวจตามกระบวนซ้ายขวา
เสนีกรุงศรีอยุธยา ก็นําหน้าเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กลองโยน

๏ ครั้นถึงจึ่งประทับกับเกยแก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสรัศมี
เถ้าแก่อยุธยาธานี อัญชุลีเชิญเสด็จบังอร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางไกยเกษดวงสมร
ลงจากรถทรงอลงกรณ์ บทจรโดยทางข้างใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ บัดนั้น เสนาอยุธยากรุงใหญ่
ก็นำทูตไกยเกษเวียงชัย เข้าไปพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบาท พระพงศ์เทวราชเรืองศรี
ทูลเบิกทั้งสามเสนี ชุลีกรแล้วอ่านสารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ ในลักษณ์ว่าท้าวไกยเกษ ขอประณตบทเรศนาถา
พระผู้พงศ์หริรักษ์อันศักดา มงกุฎกรุงทวารวดี
ด้วยพระเดชเฟื่องฟ้าปรากฏ ว่ามีพระโอรสเฉลิมศรี
ทรงอานุภาพล้ำธาตรี ข้านี้ยินดียิ่งนัก
ไม่มีสิ่งสนองบาทบงสุ์ พระผู้หริวงศ์ทรงจักร
จึ่งแต่งราชบุตรีเป็นที่รัก อันทรงลักษณ์เลิศวิไลวรรณ
มาถวายเป็นข้ารองบาท พระโอรสธิราชรังสรรค์
ขอเอาพระเดชทรงธรรม์ ปกเกศคุ้งวันมรณา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์พงศ์นารายณ์นาถา
แจ้งสารแล้วมีบัญชา ปราศรัยทูตาด้วยยินดี
ซึ่งท้าวไกยเกษภูวนาถ ยกราชธิดาโฉมศรี
มาให้โอรสของเรานี้ จะได้ร่วมชีวีกันสืบไป
อันพระองค์ผู้ดำรงราชฐาน มีสุขสำราญฤๅไฉน
เสนาประชาชนทั้งเวียงชัย ยังไพบูลย์พูนสุขสวัสดี
อนึ่งซึ่งมาจากนิเวศน์ ทางทุเรศกันดารพนาศรี
อันไพร่พลพหลโยธี สิ่งมีขัดสนประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทูตาผู้มีอัชฌาสัย
น้อมเศียรอภิวาทน์ทูลไป ท้าวไทผู้ดำรงนครา
เสวยสุขในมหาเศวตฉัตร พูนสวัสดิ์พรั่งพร้อมพระวงศา
เสนีชีพราหมณ์พฤฒา ไพร่ฟ้าได้พึ่งใต้ธุลี
ซึ่งข้าบาทมาทางทุเรศ พระเดชไปปกเกศี
โรคันอันตรายไม่ยายี มีแต่เป็นสุขทุกเวลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวอัชบาลนาถา
ได้ฟังทั้งสามทูตา ผ่านฟ้ามีความยินดีนัก
จึ่งพระราชทานรางวัล จัดสรรให้ตามบรรดาศักดิ์
เสร็จแล้วพระพงศ์หริรักษ์ บ่ายพักตร์เข้ายังปราสาทชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น ท้าวนางผู้มีอัชฌาสัย
จึ่งเชิญพระธิดายาใจ เข้าไปเฝ้าองค์พระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนวลนางไกยเกษี
ยุรยาตรนาดกรจรลี ฝูงอนงค์นารีก็ตามมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึ่งน้อมเศียรเกล้า เฟี้ยมเฝ้าพระบรมนาถา
สะเทินเขินใจนางกัลยา ดั่งว่าจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมงกุฎอยุธยากรุงศรี
เห็นสุณิสานารี มีศุภลักษณ์เลิศวิไลวรรณ
งามพักตร์งามองค์งามอ่อน อรชรดั่งอัปสรสวรรค์
งามกรงามเนตรงามกรรณ งามจริตผิวพรรณดั่งทองทา
ควรศักดิ์ควรสองจะครองยศ ปรากฏพระเกียรติทุกทิศา
ยิ่งพิศยิ่งคิดกรุณา ผ่านฟ้าสำราญบานใจ
แล้วประทานเครื่องทรงอลงกต สำหรับยศพระธิดากรุงใหญ่
ให้อยู่ปราสาทแก้วแววไว ทั้งข้าใช้นักเทศขันที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนวลนางไกยเกษี
รับเครื่องประทานด้วยยินดี เทวีน้อมเศียรบังคมคัล
แล้วคลานออกมาจากเฝ้า พระปิ่นเกล้าจอมภพไอศวรรย์
ยุรยาตรนาดกรจรจรัล ไปปราสาทสุวรรณอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

ช้า

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวอัชบาลชาญสมร
ครั้นค่ำย่ำแสงรวีวร ภูธรเข้าที่ไสยา
ให้คิดสังเวชในร่างกาย เหนื่อยหน่ายรูปรสเสน่หา
ตัวกูก็แก่ชรา ครองสมบัติมาหกหมื่นปี
มีแต่ความตายนั้นเป็นต้น ไม่พ้นมัจจุราชเรืองศรี
อันสมบัติพัสถานทั้งนี้ ใช่ที่จะติดตัวไป
อันเจ้าทศรถลูกรัก ทรงศักดาเดชแผ่นดินไหว
จะให้ครอบครองเวียงชัย สืบในสุริย์วงศ์เทวัญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ คิดแล้วอ่าองค์ทรงเครื่อง อร่ามเรืองพรรณรายฉายฉัน
ก็เสด็จย่างเยื้องจรจรัล ออกพระโรงคัลรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงขึ้นนั่งบัลลังก์รัตน์ ตรัสสั่งขุนโหรทั้งสี่
จงเร่งหาฤกษ์วันดี กูจะมอบบูรีพระโอรส
ให้เป็นมงกุฎอยุธยา ครองขัณฑเสมาชนบท
สืบวงศ์เทวัญอันเรืองยศ เสนาจงกําหนดเร่งการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ขุนโหรปรีชากล้าหาญ
รับสั่งแล้วจับเอากระดาน ตั้งเกณฑ์อวมาณคํานวณไป
ก็เห็นพร้อมกันทั้งสี่ นบนิ้วชุลีบังคมไหว้
ทูลว่าศุภฤกษ์ยามชัย อีกเก้าวันจะได้ดีนัก
ต้องในตระหนักบัญชร ทั้งพระเคราะห์โคจรโดยจักร
ราหูเป็นสิบเอ็ดแก่ลัคน์ ถึงที่อัครราชเทวัญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายมหาเสนาคนขยัน
ก็หมายตามรับสั่งพระทรงธรรม์ พร้อมกันทั้งข้างหน้าข้างใน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ยานี

๏ ครั้นแล้วก็จัดปราสาท ผูกม่านเครือมาศสองไข
แต่งอาสน์ลาดพรมอำไพ ห้อยพวงมาลัยรูจี
เศวตฉัตรปักเหนือบัลลังก์ แล้วลาดด้วยหนังราชสีห์
กลศสังข์ใส่ปัญจนที วางไว้ตามที่อันดับมา
แล้วตั้งเบญจาหน้าพระลาน ห้าชั้นชัชวาลเวหา
ฉัตรแก้วฉัตรทองโอฬาร์ ท่อปทุมธาราครบครัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เสร็จแล้วก็สั่งธรรมการ ให้ไปหิมพานต์ไพรสัณฑ์
นิมนต์พระวสิษฐ์นักธรรม์ พระสวามิตรนั้นเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายขุนธรรมการใจกล้า
ได้แจ้งแห่งคำเสนา ก็รีบไปศาลาพระมุนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงถวายนมัสการ พระอาจารย์ทั้งสองฤาษี
แจ้งว่าพระองค์ทรงธาตรี จะตั้งการพิธีสยมพร
อภิเษกสมเด็จพระลูกยา กับสามวนิดาดวงสมร
เป็นปิ่นโมลีพระนคร ให้มาเชิญบทจรพระนักพรต ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวสิษฐ์สวามิตรดาบส
ได้ฟังดั่งอมฤตรส ก็กําหนดบอกหมู่พระสิทธา
ต่างทรงเปลือกไม้คากรอง ครองเครื่องสำหรับชีป่า
แล้วออกจากบรรณศาลา พากันเข้าไปยังธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งขึ้นบนปราสาท สถิตอาสน์สำหรับพระฤๅษี
ก็สวดไสยเวทพิธี โดยในคัมภีร์พรหมาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ สาธุการ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นอยุธยาราชฐาน
ครั้นอรุณรุ่งราตรีกาล สุริย์ฉานผ่องแผ้วธาตรี
จึ่งสั่งให้องค์พระลูกรัก กับสามเยาวลักษณ์เฉลิมศรี
ไปชำระสระสรงอินทรีย์ ในที่ห้องแก้วรจนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สี่กษัตริย์สุริย์วงศ์นาถา
รับสั่งสมเด็จพระบิดา เสด็จมาที่สรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ พนักงานไขท่อปทุมทอง โปรยปรายเป็นละอองหอมหวาน
ทรงสุคนธ์ปรนปรุงสุมามาลย์ ภูษิตเครือก้านต่างกัน
พระทรงชายไหวประดับพลอย สามอนงค์ทรงสร้อยประดับถัน
พระกุมารทรงตาดสังวาลวัลย์ สามนางนั้นทรงทองกร
ต่างทรงธํามรงค์พาหุรัด มงกุฎแก้วจำรัสประภัสสร
บ้างทรงมาลัยกรรเจียกจร ดอกไม้ทัดอรชรอลงการ์
งามพระกุมารเพียงเทวัญ ลอยมาจากชั้นดึงสา
งามสามองค์อัครชายา ดั่งนางในฟากฟ้าดุษฏี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระชนกมารดาทั้งสองศรี
พิศโอรสราชบุตรี มีลักษณ์เสาวภาคย์ละกลกัน
สองกษัตริย์ชื่นชมโสมนัส ดังได้สมบติในสรวงสวรรค์
ก็นำพระลูกยาวิลาวัณย์ จรจรัลจากปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงจึ่งเปลื้องเครื่องทรง จากองค์กษัตริย์ทั้งสี่
ให้ทรงโขมพัสตร์เนื้อดี แล้วภูมีจูงกรพระโอรส
กับทั้งสาวศรีสุณิสา ขึ้นสุวรรณเบญจาอลงกต
องค์พระบิตุรงค์ทรงยศ มีพจนารถโองการ
ให้ไขสหัสธารา สุคนธาทิพรสหอมหวาน
จากฝักสุวรรณปทุมมาลย์ ดั่งท่อธารทิพวารี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระวสิษฐ์ฤาษี
ทั้งพระสวามิตรมุนี โยคีชีพราหมณ์ก็ออกไป
ต่างต่างถือสังข์ถือกลศ รดสรงมุรธาภิเษกให้
บ้างอ่านพระเวทอวยชัย ตามในไสยศาสตร์พร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ สาธุการ

๏ ครั้นเสร็จมุรธาภิเษกสรง องค์ท้าวอัชบาลรังสรรค์
พาสี่กษัตริย์จรจรัล ขึ้นปราสาทสุวรรณอลงการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้นั่งเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉาน
ทั้งสามอัคเรศเยาวมาลย์ นั่งตามสถานอันดับมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายชาวพนักงานภูษา
จึ่งถวายเครื่องทรงปราบดา กับเบญจมหากกุธภัณฑ์
ชาวแสงถวายอัษฎาวุธ แก่พระวงศ์จักรภุชรังสรรด์
ชีพ่อถวายใบเวฬุวัน แล้วเป่าสังข์สนั่นธาตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

สระบุหร่ง

๏ ได้เอยได้ฤกษ์ โหราให้เบิกบายศรี
จึ่งลั่นฆ้องชัยเข้าสามที เสียงประโคมอึงมี่โกลา
ปุโรหิตผู้เฒ่าก็จุดเทียน ส่งแว่นเวียนซ้ายไปขวา
รับกันเป็นอันดับมา พระวงศาเสนากำนัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ มโหรี

๏ ครั้นถึงเจ็ดรอบโดยศาสตร์ พฤฒามาตย์ดับเทียนเฉลิมขวัญ
ปโรหิตผู้เฒ่าก็โบกควัน จุณจันทน์เจิมสี่กษัตรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ สาธุการ

๏ เมื่อนั้น พระบิตุรงค์ธิราชนาถา
จึ่งมอบไอศูรย์สวรรยา เศวตฉัตรรัตนาโมลี
ให้ชื่อท้าวทศรถสุริย์วงศ์ สืบพงศ์พระนารายณ์เรืองศรี
แล้วจึ่งอวยพรสวัสดี อย่ามีโรคามาแผ้วพาน
อันหมู่พาลาปัจจามิตร ให้เกรงฤทธิ์ไปทั่วทิศาศาล
เป็นที่พึ่งทั้งพื้นสุธาธาร ชนมานยืนยาวได้แสนปี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระวสิษฐ์สวามิตรฤๅษี
ครั้นเสร็จการราชพิธี พระมุนีอำนวยอวยพร
จงครองโภไคยไอศูรย์ ให้สมบูรณ์พูนสุขสโมสร
เสร็จแล้วพากันบทจร ออกจากนครอยุธยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ช้า

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวอัชบาลนาถา
ครั้นมอบเศวตฉัตรแก้วแววฟ้า แก่โอรสาธิบดี
พระทรงบริจาคแก้วแหวน แสนสุวรรณหิรัญเรืองศรี
แก่หมู่ไพร่ฟ้าประชาชี โดยประเวณีราชบุราณกาล
ทรงศีลทรงสัตย์สุจริต ครองธรรม์ทศพิธเป็นแก่นสาร
ปราศจากริษยาสาธารณ์ เป็นอุเบกขาญาณเที่ยงธรรม์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ ทรงฤทธิ์คิดจะไปเที่ยวประพาส รุกขชาติที่ในสวนขวัญ
แต่งองค์ทรงเครื่องวิไลวรรณ จรจรัลออกท้องพระโรงชัย

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงสถิตเหนืออาสน์ สั่งเสนามาตย์ผู้ใหญ่
จงเตรียมรถรัตนามัย กูจะไปยังสวนมาลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนีสู้มียศถา
รับสั่งพระองค์ทรงศักดา ออกมาจากที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ เกณฑ์หมู่จัตุรงค์องอาจ โดยกระบวนประพาสพนาสัณฑ์
กองหน้าอาชาชาญฉกรรจ์ ห้าพันพื้นถือทวนธนู
ถัดมาล้วนพวกคชไกร สามพันจัดไว้เป็นคู่คู่
ถัดนั้นอาสามลายู กับทหารสิบหมู่หมื่นปลาย
ถัดมารัถาสองพัน กรกุมเกาทัณฑ์เฉิดฉาย
เตรียมทั้งรถแก้วแพร้วพราย ไพร่นายคอยเสด็จบทจร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระผู้หริวงศ์ทรงศร
ครั้นรุ่งแสงสีรวีวร ก็กรายกรมาสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ให้ไขปทุมวาริน เป็นฝอยฟุ้งจรุงกลิ่นหอมหวาน
ทรงสุคนธ์ปนปรุงสุมามาลย์ สนั่บเพลาเครือก้านกระหนกกลาย
ภูษาช่อเชิงเครือครุฑ ดวงผุดทองประสานฉานฉาย
ชายแครงจําหลักพลอยพราย ชายไหวตาบทิศทับทรวง
สังวาลทองกรมังกรพด พาหุรัดมรกตรุ้งร่วง
ธํามรงค์เก้ายอดชิงดวง มงกุฎแก้วเพชรพวงกรรเจียกจร
ทรงมหากุณฑลดอกไม้ทัด กุมพระขรรค์เพชรรัตน์ประภัสสร
งามดั่งองค์อัมรินทร กรายกรมาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รถเอยรถมรกต แอกงอนอ่อนชดงามระหง
เครือขดบดแก้วประกํากง ดุมวงกุดั่นบัลลังก์ลอย
เก็จกาบภาพตั้งกระจังราย เครือกระหนกนกกลายช่อห้อย
ห้ายอดแวววับประดับพลอย ช่อฟ้าสุกย้อยช้อยชด
เทียมสินธพสีดั่งสีสังข์ เร็วเพียงกำลังลมกรด
เครื่องสูงเรียงรันเป็นหลั่นลด สง่างามดั่งรถสุริยัน
เสียงพลโห่ร้องก้องกึก เสียงประโคมโครมครึกแผ่นดินลั่น
สารถีโบกธงเป็นสำคัญ รีบเร่งพลขันธ์ดำเนินคลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงวันจรกพรานป่า
วางบ่วงดักหมู่มฤคา แทบท่าหนองน้ำชายไพร
แล้วจึ่งเข้านั่งซุ่มอยู่ คอยดูหมู่เนื้อในป่าใหญ่
เห็นฝูงมฤคีก็ดีใจ ออกไล่สะพัดกั้นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงเห็นทรายทอง ติดบ่วงดิ้นร้องที่ชายป่า
พรานไพรยินดีปรีดา ก็เข้ามัดมฤคาคอนไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เตียว

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์ทรงภพสบสมัย
เสด็จอยู่บนราชรถชัย ภูวไนยแลเห็นนายพราน
ได้ทรายทองมัดคอนมา ฝ่านฟ้ามีจิตคิดสงสาร
จึ่งมีพระราชโองการ สั่งนายทหารให้หามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายขุนตำรวจใจกล้า
รับสั่งแล้วถวายบังคมลา ไปยังพรานป่าพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งแจงยุบลเหตุ ว่าพงศ์เทเวศเรืองศรี
บัญชาให้หาท่านนี้ ไปยังที่เฝ้าพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนายพรานป่าพนาสัณฑ์
ได้ฟังดั่งจะม้วยชีวัน ตัวสั่นวิ่งไปกับเสนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ มาถึงซึ่งหน้ารถทรง นั่งลงประณตบทศรี
อกใจไม่เป็นสมประดี คอยฟังภูมีบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระพงศ์จักรพรรดินาถา
จึ่งมีสุนทรวาจา ดูกรพรานป่าพนาลัย
อันทรายทองของเอ็งนี้ จะฆ่าชีวีเสียฤๅไฉน
ฤๅจะนำไปทําประการใด กูจะใคร่แจ้งกิจจา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งวันจรกพรานป่า
ได้ฟังพระราชบัญชา กราบกับบาทาแล้วทูลไป
อันตัวข้าบาทชาติพราน จะต้องการสัตว์เป็นนั้นหาไม่
ถึงบ้านจะประหารให้บรรลัย หวังจะได้เนื้อเลี้ยงชีวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวอัชบาลรังสรรค์
ได้ฟังพรานไพรใจฉกรรจ์ พระทรงธรรม์สังเวชเป็นสุดคิด
ด้วยความกรุณาเมตตาสัตว์ จึ่งตรัสบัญชาประกาศิต
ตัวกูคิดอยู่เป็นนิจ จะให้ทานชีวิตจิตใจ
บัดนี้สมดั่งความปรารถนา กูจะเชือดมังสาของกูให้
แลกเนื้อทรายทองของเอ็งไว้ จะให้มิให้จงว่ามา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนายพรานไพรใจกล้า
ได้ฟังพระราชบัญชา วันทาแล้วทูลสนองไป
ซึ่งพระองค์ตรัสมาทั้งนี้ ยังจะคงวาทีฤๅไฉน
ข้าบาทไม่ขัดภูวไนย ด้วยเพศวิสัยไพรพราน
ไม่เลือกเนื้อสัตว์เนื้อมนุษย์ สุดแต่กินได้เป็นอาหาร
ซึ่งจะให้มังสะเป็นทาน ตามแต่ภูบาลจะเมตตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพงศ์เทวราชนาถา
ได้ฟังจึ่งมีบัญชา ดูรานายพรานชาญฉกรรจ์
ตัวเราได้ออกวาที เป็นที่ดำรงสัตย์มั่น
มิได้อาลัยแก่ชีวัน จะช่วยทรายอันจะบรรลัย
ตรัสแล้วมีราชบัญชา สั่งมหาเสนาผู้ใหญ่
จงเอาทรายทองของพรานไพร มาชั่งดูให้ประจักษ์ตา
จะหนักเท่าใดทั้งอินทรีย์ จะเถือเนื้อกูนี้ให้พรานป่า
เป็นทานแทนเนื้อมฤคา โดยความสัจจาเราวาที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งมหาเสนาทั้งสี่
รับสั่งแล้วยกมฤคี ขึ้นชั่งตามมีพระบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เสร็จแล้วประณตบทบงสุ์ ทูลองค์บรมนาถา
ว่าหนักได้กึ่งภาคตรา ทั้งมังสาอัฐิด้วยกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระพงศ์หริรักษ์รังสรรค์
จึ่งทรงแก้มัดผูกพัน จากกายสุวรรณมฤคี
แล้วหลั่งน้ำทักษิโณทก ให้ตกเป็นพยานสักขี
ท่านจงจำเริญสวัสดี ตรัสแล้วภูมีก็ปล่อยไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นเสร็จจึ่งทรงพระแสงขรรค์ ประกาศฝูงเทวัญน้อยใหญ่
เดชะข้าช่วยสัตว์ไว้ จะเชือดเนื้อให้นายพราน
แทนเนื้อกวางทองตัวนี้ อันจะสิ้นชีวีสังขาร
ด้วยเดชะบรมสมภาร ซึ่งข้าทำทานภายใน
ขออย่าให้มีเวทนา เจ็บปวดกายาขึ้นมาได้
ตรัสแล้วพระจอมภพไตร ก็เชือดไปทั่วทั้งกายา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ มิได้ลำบากพระอินทรีย์ ภูมีให้เอาพระมังสา
ชั่งขึ้นเท่าเนื้อมฤคา ส่งให้พรานป่าแทนไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ ครั้นสิ้นมังสะในพระองค์ มิอาจดำรงพระกายได้
ก็เสด็จสวรรคาลัย ไปยังชั้นฟ้าดุษฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โทน

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงพระอิศวรเรืองศรี
อาสน์อ่อนร้อนดั่งอัคคี พระศุลีเล็งทิพเนตรมา
เห็นท้าวอัชบาลสุริย์วงศ์ พงศ์พระหริรักษ์นาถา
เชือดเนื้อแทนเนื้อมฤคา จนถึงชีวาวายปราณ
อยู่บนรถรัตน์มณี พระศุลีมีจิตเกษมศานต์
แสนภิรมย์ชมโพธิสมภาร ก็นำฝูงบริวารเหาะมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เหาะ

๏ ครั้นถึงรถทรงจอมภพ จึ่งอุ้มศพบรมนาถา
เหาะทะยานผ่านขึ้นบนเมฆา ไปมหาไกรลาสคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวทศรถเรืองศรี
ครั้นพระบิตุเรศทรงธรณี ภูมีเสด็จสวรรคต
ก็ครองกรุงบำรุงโลกา ขอบขัณฑเสมาชนบท
ทรงเดชฤทธิรอนขจรยศ ปรากฏดั่งดวงสุริยัน
ชีพราหมณ์ไพร่ฟ้าประชากร สถาวรเป็นสุขเกษมสันต์
ด้วยพระองค์ดํารงทศธรรม์ ดั่งฉัตรแก้วกั้นโมลี
กรุงกษัตริย์ยอมแต่งดอกไม้มาศ เงินทองโอภาสเฉลิมศรี
มาถวายเบื้องบาทไม่ขาดปี น้อมเกล้าดุษฎีชุลีกร
ประดับด้วยพระสนมกํานัล ผิวพรรณเพียงเทพอัปสร
กล้องแกล้งแน่งน้อยอรชร บำเรอภูธรไม่เว้นวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ พระองค์จึ่งดำริตริไป จะใคร่ประพาสสวนขวัญ
ก็เสด็จนาดกรจรจรัล ออกพระโรงสุวรรณอำไพ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งมีพระราชบัญชา สั่งมหาเสนาผู้ใหญ่
จงเตรียมรถแก้วแววไว กูจะไปชมสวนอุทยาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุมันตันเสนาใจหาญ
ก้มเกล้ารับราชโองการ คลานออกมาจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ จัดเป็นกระบวนพยุหบาตร เกณฑ์แห่เอี่ยมอาจขึงขัน
ปลายเชือกใส่เสื้อสีจันทร์ กรกุมเกาทัณฑ์ธงแดง
ถัดนั้นธงทิวเขียวขาบ เสื้อม่วงสอดดาบสะพายแล่ง
ถัดมากรกุมทวนแทง เสื้อเขียวเครือแย่งธงทอง
เหล่าหนึ่งธงเหลืองกุมเสน่า สอดใส่สนับเพลาเสื้อปล้อง
เตรียมทั้งรถทรงรถรอง ทุกกองคอยเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระพงศ์หริรักษ์เรืองศรี
จึ่งชวนสามอัครราชเทวี เข้าที่สระสรงคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ให้ไขท่อแก้วปทุมมาลย์ หอมหวานด้วยกลิ่นบุปผา
ทรงสุคนธ์ธารกุสุมา สนับเพลาภูษาชายแครง
นางทรงภูษิตริ้วทอง สไบกรองรองตาดเครือแย่ง
พระทรงทับทรวงลายแทง เฟื่องเพชรลูกแตงสังวาลวัลย์
นางทรงทองกรธํามรงค์ สะอิ้งองค์สร้อยซับประดับถัน
พระทรงทองกรมังกรพัน ชฎาแก้วกุดั่นกรรเจียกจร
นางทรงกุณฑลดอกไม้ทัด มงกุฎรายนพรัตน์ประภัสสร
สี่องค์ทรงงามอรชร กรายกรมาขึ้นพิชัยรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

โทน

๏ รถเอยรถประพาส ลอยผาดเลื่อมพื้นมรกต
แอกงอนอ่อนงามช้อยชด ชั้นลดช่อล้วนมณีนิล
กงคร่ำกำเครื่องเครือแก้ว ดุมแล้วด้วยลวดมุกดาสิ้น
เครือยุดครุฑเหยียบนาคินทร์ เทียมสินธพสี่ดั่งลมพัด
ขุนรถขับรีบเยื้องกราย ธงริ้วทิวรายปลายสะบัด
ชุมสายฉายแสงสุวรรณรัตน์ เศวตฉัตรแทรกชั้นจามร
เสียงกลองซ้องกลบครื้นครั่น[1] ไพรเสนาะเพราะสนั่นสิงขร
ปี่เรื่อยเป่ารับแตรงอน พลากรเรียบริ้วดำเนินคลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึงพระพงศ์เทเวศร์ ชวนสามอัคเรศเสน่หา
ลงจากรถแก้วแววฟ้า ลีลาเข้าสวนอุทยาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ชมไพร

๏ พาสามมเหสีลีลาศ ชี้ชมบุปผชาติชูก้าน
การะเกดแก้วกรรณิการ์กาญจน์ ชบาบานตะแบกอินทนิล
ประยงค์ยมนมยวงนางแย้ม พิกุลแกมพุดซ้อนซ่อนกลิ่น
ลําดวนดอกดกดาษดิน กระทุ่มแซมกระถินอินจัน
โศกสนสาวหยุดโยทะกา จําปาสุกรมนมสวรรค์
พุดตานแต้วตาดมะลิวัลย์ พิกันเกดพุดจีบจําปี
มะลิลากุหลาบกาหลง มหาหงส์หางยูงสลับสี
บุนนาคกระทึงสารภี มะลุลีประดู่กระดังงา
พระเด็ดดอกสัตบุษย์พุทธชาด ให้สามองค์นุชนาถเสน่หา
ลดเลี้ยวเที่ยวชมสุมาลา ผ่านฟ้าเกษมเปรมปรีดิ์

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ