สมุดไทยเล่มที่ ๖๗

๏ เมื่อนั้น สัทธาสูรทศพักตร์ยักษา
กับวิรุญจำบังอสุรา เข้าที่นิทราในราตรี
ปรึกษาในการรณยุทธ์ ซึ่งจะล้างมนุษย์กระบี่ศรี
ด้วยกลมารยาราวี โดยมีพระเวทเชี่ยวชาญ
จนประจุสมัยไก่ขัน แสงสุพรรณพุ่งพรายฉายฉาน
เสียงประโคมแตรสังข์กังสดาล ฆ้องขานยํ่ารุ่งสนั่นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ สามกษัตริย์สระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองพักตร์ผ่องดั่งแขไข
ท้าวสัทธาสูรฤทธิไกร จึ่งว่าแก่ท่านไททศพักตร์
ตัวเราจะยกไปก่อน ประจัญกรรอนราญหาญหัก
อันวิรุญจำบังหลานรัก ขุนยักษ์อยู่หลังรั้งโยธี
ว่าแล้วทั้งสองกษัตรา ลาท้าวทศเศียรยักษี
ลงจากปราสาทรูจี เสด็จมายังที่ทัพชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงต่างมีบรรหาร สั่งเสนามารผู้ใหญ่
ให้ตรวจพหลพลไกร ตามในกระบวนที่ยกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองเสนามารยักษา
ต่างตนรับราชบัญชา ชุลีลาแล้วออกมาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ ฝ่ายข้างเสนีอัสดงค์ ก็ตรวจเตรียมจตุรงค์พลขันธ์
ขุนช้างขี่ช้างซับมัน กุมขอหยัดยันทั้งหมอควาญ
ขุนม้าขี่ม้าถือทวน ร่ายรำเป็นกระบวนสำแดงหาญ
ขุนรถขี่รถเผ่นทะยาน ถือหอกคอยผลาญไพริน
ขุนพลก็เตรียมพลยุทธ์ ล้วนกุมอาวุธครบสิ้น
จารึกเสนาธิบดินทร์ ก็ตรวจสินธพพวกพลากร
สิบสมุทรพื้นพลพาชี เริงร้ายราวีดั่งไกรสร
ผู้ขี่ถือทวนโตมร เพียบพื้นพระนครลงกา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษา
กับวิรุญจำบังอสุรา เสด็จมาโสรจสรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สองกษัตริย์ชำระสระสนาน สุคนธาธารกลิ่นเกสร
ต่างทรงสนับเพลาเชิงงอน ภูษาลายกินนรกรกราย
ชายไหวชายแครงเครือขด เกราะแก้วมรกตฉานฉาย
ฉลององค์พื้นตองทองพราย รัดอกกระหนกลายสังวาลวัลย์
เฟื่องห้อยพลอยเพชรรุ้งร่วง ตาบทิศทับทรวงดวงกุดั่น
พาหุรัดทองกรมังกรพัน ธำมรงค์เรือนสุบรรณกางกร
ทรงมหามงกุฎเนาวรัตน์ กรรเจียกจำรัสประภัสสร
ต่างจับหอกแก้วคทาธร มาขึ้นรถอัสดรพร้อมกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รถเอยรถศึก กงกำแก้วผลึกทับทิมคั่น
แอกอ่อนงอนงามกระหนกพัน บัลลังก์สุวรรณจำหลักลาย
ประดับเทพนมประนมหัตถ์ ครุฑหยัดจับนาคเฉิดฉาย
ช่อห้อยช่อตั้งกระจังราย บุษบกดูคล้ายพิมานอินทร์
เทียมด้วยราชสีห์สี่พัน โลทันมือถือธนูศิลป์
สำทับขับเร็วเสมอบิน เครื่องสูงครบสิ้นไสวฟ้า
ปี่กลองฆ้องขานประสานเสียง สำเนียงพลโห่ฉาวฉ่า
เร่งรถเร่งทศโยธา บ่ายหน้าออกจากธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ เมื่อนั้น วิรุญจำบังยักษี
ครั้นทัพหลวงล่วงจากพระบุรี ให้เคลื่อนพลพาชีชัยชาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

โทน

๏ ม้าเอยม้าสินธพ เลิศภพลำพองคะนองหาญ
หักศึกฮึกสู้ประจัญบาน โผนทะยานเผ่นเหยียบไพริน
ผูกครบพื้นเครื่องกุดั่นดวง ห้อยพู่หูพวงมณีสิ้น
ปากแดงปานดั่งโกมิน ดูนวลดำนิลทั้งอินทรีย์
เท้ารีบถีบเร็วดั่งลมกรด มีพยศแม้นพญาราชสีห์
เหล่าพลล้วนพวกพาชี ขับตีควบตามกันอึงอล
สนั่นสำเนียงเสียงเท้า ทหารรบโห่เร้ากุลาหล
ผงคลีพัดคลุ้มโพยมบน ขับร้นเร่งรีบกันไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราวนอก

๏ บัดนั้น ฟานเท่าเผือกผู้ตัวใหญ่
อันเป็นอุบาทว์จัญไร ที่จะเสียทัพชัยอสุรี
ให้บังเกิดร้อนรนดลจิต ด้วยจะบอกนิมิตยักษี
วิ่งออกจากพุ่มพนาลี ผ่าพลโยธีขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรใจหาญ
เหลือบเห็นฟานป่าสาธารณ์ วิ่งโผนโจนผ่านหน้าไป
คิดคิดก็อัศจรรย์นัก เห็นเหตุทรลักษณ์ลางใหญ่
ยิ่งให้หวาดหวั่นพรั่นใจ สงสัยเป็นพ้นคณนา
ครั้นกูจะขืนเดินทัพ ก็ผิดกับพิชัยสงครามว่า
คิดแล้วให้หยุดโยธา อยู่ที่ชายป่าพนาลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
เห็นทัพสัทธาสูรอสุรี ยกมาถึงที่ชายไพร
เสียงม้าเสียงรถคชสาร สุธาธารเลื่อนลั่นหวั่นไหว
ขุนกระบี่ผู้มีฤทธิไกร ก็ปีนป่ายร่ายไม้ไต่มา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นใกล้พิชัยรถทรง ขององค์พญายักษา
จึ่งร้องประกาศด้วยวาจา ถามว่าดูก่อนขุนมาร
ตัวท่านจะไปแห่งใด จึ่งยกพลไกรทวยหาญ
เยียดยัดอัดพื้นสุธาธาร เหตุการณ์สิ่งไรอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษี
ได้ฟังลิงน้อยพาที ไม่มีสงสัยในวิญญาณ์
คิดว่าเป็นชาติวานร อันเที่ยวสัญจรอยู่ในป่า
จึ่งมีพระราชบัญชา ว่าเหวยไอ้ลิงพนาวัน
ตัวกูยกพลโยธี แสนสุรเสนีทัพขันธ์
จะไปล้างมนุษย์อาธรรม์ ที่มันชื่อว่าลักษมณ์ราม
มึงนี้เป็นชาติกระบี่ไพร กลการอะไรมาไต่ถาม
จะประสงค์สิ่งใดในข้อความ จึ่งลวนลามไม่เกรงฤทธี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังจึ่งตอบอสุรี ข้าถามโดยดีอย่าโกรธา
เพราะว่าจะใคร่แจ้งเหตุ ใช่จะไม่เกรงเดชท้าวยักษา
อันจะสู้พระลักษมณ์พระรามา ข้อนี้อย่าว่านะขุนมาร
บรรดามิตรสหายพงศ์พันธุ์ ของทศกัณฐ์ที่อวดหาญ
ก็พลอยสิ้นชีพวายปราณ เพราะอหังการกำเริบฤทธิ์
ท่านมีศักดาสักเพียงใด จะมาต่อฤทธิไกรพระจักรกฤษณ์
จะพากันกลาดดินสิ้นชีวิต พญามารหยุดคิดให้จงดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที เหวยไอ้กลีจะหลอกใคร
มึงเป็นเดียรัจฉานมาลบหลู่ ไม่รู้จักกูหรือไฉน
ลือนามขามทั่วภพไตร ว่าได้พระเวทพรหมินทร์
แม้นจะให้ฝูงเทพบุตร โยนอาวุธมาก็ได้สิ้น
ทำไมกับมนุษย์เดินดิน อย่าหมิ่นกูไม่เหมือนชาวลงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ได้ฟังพญาอสุรา จึ่งกล่าววาจาตอบไป
แม้นท่านมีฤทธิ์ดังนั้น เห็นจะสู้กันก็พอได้
ตัวข้านี้พลอยดีใจ ที่จะมีชัยแก่ไพรี
เกลือกไม่เหมือนคำขุนยักษ์ จะแพ้พระหริรักษ์เรืองศรี
ซึ่งมีพระเวทวิเศษดี ข้านี้จะใคร่ดูฤทธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษา
มิได้แจ้งกลมารยา อสุราจึ่งตอบคำไป
เหวยเหวยไอ้ลิงสู่รู้ จะใคร่ดูฤทธิ์กูก็พอได้
ว่าแล้วยืนขึ้นบนรถชัย สะกดใจร่ายวิทยามนต์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ จึ่งเรียกฝูงเทพเทวา เสียงสนั่นลั่นฟ้ากุลาหล
ตลอดถึงสวรรค์ชั้นบน ทั่วสกลวิมานรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงเทวาทุกราศี
ได้ยินสัทธาสูรอสุรี ร้องเรียกอึงมี่ขึ้นมา
ทั้งหกชั้นฟ้าก็อุตลุด ต่างขว้างอาวุธคมกล้า
เกลื่อนกลาดดาษไปทั้งเมฆา ด้วยกลัวฤทธากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตฤทธิแรงแข็งขัน
กับฝูงวานรทั้งนั้น ชวนกันฉวยรวบอาวุธไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
รู้ว่าน้องรักร่วมใจ กับพวกพลไกรวานร
รวบฉวยอาวุธไว้ได้สิ้น กระบินทร์ชื่นชมสโมสร
ก็ร่ายไม้ไต่ลงยังดินดอน ตบกรเยาะเย้ยอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราวรำ

ร่าย

๏ ฉิฉะเจ้ากรุงอัสดงค์ อ้างอวดฤทธิรงค์ว่าแกล้วกล้า
เหตุใดไม่เห็นสาตรา เหมือนหนึ่งปากว่าพาที
นี่หรือจะยกไปต่อยุทธ์ ด้วยพระจักรภุชเรืองศรี
กูเป็นแต่ลิงพนาลี ก็ดีกว่าเอ็งมีฤทธิไกร
แม้นจะร้องเล่นเช่นยักษา เทวาก็จะโยนอาวุธให้
ว่าพลางโลดโผนโจนไป เข้าใกล้รถชัยขุนมาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรใจหาญ
ฟังลิงเย้ยหยันเป็นคำพาล พญามารกริ้วโกรธดั่งเพลิงกัลป์
ให้นึกแหนงแคลงคุณพระเวท ของบรมพรหเมศรังสรรค์
กระทืบบาทขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เหม่ไอ้โมหันธ์อหังการ์
ซึ่งมึงอวดตัวว่ามีฤทธิ์ ประสิทธิ์พระเวทคาถา
เร่งเรียกอาวุธให้ตกมา ไม่ได้จะฆ่าเสียบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังอสุราพาที ขุนกระบี่จึ่งร้องตอบไป
เอ็งจงคอยดูนะขุนยักษ์ กูจักมุสานั้นหาไม่
ว่าพลางทางทำสะกดใจ อ่านพระเวทไปด้วยมารยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นแล้วแสร้งร้องประกาศ เหวยเทวราชทุกทิศา
เราจะต้องการสาตรา จงโยนลงมาอย่าช้าที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตหลานท้าวโกสีย์
ทั้งวานรห้าร้อยตัวดี ได้ยินเสียงกระบี่หนุมาน
ต่างทิ้งอาวุธดาดาษ เกลื่อนกลาดรุ่งแรงแสงฉาน
ถูกพลกุมภัณฑ์วายปราณ อลหม่านทั้งทัพอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
เห็นยักษีตายกลาดดาษดา จึ่งมีวาจาประกาศไป
เหวยสัทธาสูรอสุรี เห็นฤทธีกูหรือหาไม่
เอ็งอวดศักดาว่าเกรียงไกร คือใครจะเกรงอสุรี
นี่หรือจะยกไปต่อฤทธิ์ ด้วยพระจักรกฤษณ์เรืองศรี
หัวเอ็งจะกลิ้งเป็นลูกคลี ด้วยศรพระจักรีผู้ศักดา
จงเลิกทัพกลับพลนิกร คืนไปนครเสียดีกว่า
ตัวเราหากคิดเมตตา หวังว่าจะให้รอดชีวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรรังสรรค์
ได้ฟังกริ้วโกรธดังเพลิงกัลป์ กุมภัณฑ์จึ่งร้องตอบไป
เหม่เหม่ดูดู๋ไอ้เดียรัจฉาน อหังการเจรจาหยาบใหญ่
ตัวมึงนี้นามกรใด คือใครใช้สอยให้มา
จึ่งอาจใจดูหมิ่นประมาทกู ไอ้สู่รู้จะม้วยสังขาร์
ถึงเทวัญไม่ให้สาตรา ที่จะฟังมึงว่าอย่าพึงคิด
อันมนุษย์พี่น้องสองศรี มาตรแม้นจะดีด้วยศรสิทธิ์
ปราบไปได้ทั่วทศทิศ ก็ไม่เกรงฤทธิ์เท่ายองใย
ตัวกูเป็นปิ่นอัสดงค์ อันจะกลับจตุรงค์อย่าสงสัย
ถ้ามิฆ่าลักษมณ์รามให้บรรลัย กูก็ไม่ไปคืนพารา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ได้ฟังจึ่งร้องตอบมา มึงอย่าอหังการ์พาที
กูเป็นทหารพระทรงศร นามกรหนุมานกระบี่ศรี
คือพระกาลผลาญภพธาตรี จะมาเอาชีวีขุนมาร
แต่สหัสเดชะชาญฉกรรจ์ มีมือสองพันกล้าหาญ
กูยังฆ่าเสียให้วายปราณ ตัดเศียรประจานเสียบไว้
ตัวมึงมีกรแต่สองกร ไหนจะต่อฤทธิรอนกูได้
ว่าแล้วขุนกระบี่ปรีชาไว สะกดใจร่ายเวทวิทยา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ กายใหญ่เท่าบรมพรหมาน สูงตระหง่านเงื้อมงํ้าเวหา
สี่พักตร์แปดกรมหึมา เข้าหักรัถาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษี
ตกลงกับพื้นปัถพี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
ผุดลุกขึ้นยืนกระทืบบาท ร้องประกาศดั่งเสียงฟ้าลั่น
เหวยเหวยอสูรกุมภัณฑ์ กลัวลิงโมหันธ์หรือว่าไร
จึ่งไม่เข้าต่อรอยุทธ์ สัประยุทธ์จับตัวมันให้ได้
เร่งเร็วเร่งขับกันเข้าไป ฆ่าเสียให้ม้วยบรรลัยลาญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุราทวยหาญ
ได้ฟังบัญชาพญามาร ต่างตนทะยานเข้าราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ล้อมหน้าล้อมหลังอุตลุด สัประยุทธ์ไล่จับกระบี่ศรี
บ้างแทงบ้างฟันบ้างตี อสุรีหนุนเนื่องเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น องคตยศไกรใจกล้า
เห็นหมู่อสูรโยธา เข้าต่อศักดาหนุมาน
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟฟอน ก็พาพวกวานรทวยหาญ
ลงมายังพื้นสุธาธาร เข้าไล่รอนราญอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ หนุมานแกว่งตรีฟันฟาด องคตไล่พิฆาตยักษี
วานรบริวารได้ที ตอบตีอสุราอึงอล
พลมารผันหน้าเข้ารารับ กระบี่โผนโจนจับกุลาหล
ลิงหนึ่งสู้ยักษ์ได้ร้อยตน ลางลิงประจญได้ถึงพัน
พวกมารเข้ากลุ้มรุมแทง ลิงปัดวัดแวงดั่งจักรผัน
เป็นเหล่าเหล่าเข้าโจมจับกัน อสุรีไม่ครั่นฤทธา
วานรตบกัดฟัดฟาด ฉีกขาแขนขาดกลาดป่า
ล้มตายก่ายกองพสุธา ยักษาแตกยับไม่สมประดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษี
เห็นพวกวานรโจมตี อสุรีตายกลาดดาษไป
พิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท พสุธาอากาศก็หวาดไหว
กวัดแกว่งศรสิทธิ์ฤทธิไกร เข้าไล่ตีพลวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ผู้เดียวเคี่ยวขับรณรงค์ อาจองดั่งพญาไกรสร
พลลิงไม่รอต่อกร วิ่งซอนแตกยับทับกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น หนุมานฤทธิแรงแข็งขัน
เห็นวานรไม่หยุดยืนประจัญ กุมภัณฑ์ไล่ตีลงมา
เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันชันขน แกว่งตรีคำรนเงื้อง่า
ผาดโผนโจนไปด้วยฤทธา เข้าตีต้านหน้าขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สองโถมโจมจับสัประยุทธ์ ต่อยุทธ์ไม่ยั้งกำลังหาญ
วายุบุตรวุฒิไกรชัยชาญ ทะยานถีบถูกอกอสุรี
ขุนยักษ์ไม่ตั้งตัวได้ ซวนไปยังเชิงคีรีศรี
อันหมู่วานรโยธี โห่เยาะอสุรีเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษา
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงฟ้า ชักศรศักดาแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ สำเนียงดั่งเสียงลมกรด บรรพตจักรวาลสะท้านไหว
ศรสิทธิ์สำแดงฤทธิไกร ไล่ล้อมรอบกายหนุมาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
เห็นยักษาแผลงศรมารอนราญ โถมทะยานรวบได้ด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ หักเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ แล้วโยนไปให้ยักษี
ชี้หน้าว่าเหวยไอ้อัปรีย์ วันนี้มึงจะม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรรังสรรค์
เสียศรเร่าร้อนดั่งเพลิงกัลป์ กุมภัณฑ์กริ้วโกรธพิโรธนัก
ตาแดงคือแสงพระสุริยา กวัดแกว่งคทาดั่งผัดจักร
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่คึกคัก ขุนยักษ์ถาโถมเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ หวดซ้ายป่ายขวาอุตลุด ด้วยกำลังฤทธิรุทรยักษี
ต้องลูกพระพายเป็นหลายที ขุนกระบี่หันเหเซไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ยั้งตัวไว้ได้ด้วยว่องไว เข้าไล่โจมจับกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โจนขึ้นเหยียบเข่าน้าวเศียร กลอกกลับหันเหียนดั่งจักรผัน
องคตก็เข้าช่วยกัน โรมรันฟันแทงอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวสัทธาสูรยักษี
ผู้เดียวรบรันประจัญตี โจมจับกระบี่สองตน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ทั้งสามสัประยุทธ์ติดพัน แทงฟันป้องปัดสับสน
ต่างกล้าต่างหาญอดทน อลวนไม่งดลดกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
เขม้นเข่นฆ่าราญรอน วานรรุกไล่อสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ มือซ้ายฉวยชิงกระบองยักษ์ โถมหักเอาด้วยกำลังกล้า
ตบกัดรัดรวบได้กายา วานรฟาดลงกับดินดาน
แล้วผาดโผนโจนเหยียบอกไว้ แกว่งตรีฤทธิไกรจะสังหาร
รอนหัตถ์ตัดเศียรขุนมาร วายปราณสิ้นชีพชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด โอด

๏ ครั้นเสร็จซึ่งล้างอสุรา วายุบุตรหิ้วเศียรยักษี
แล้วพาองคตกับโยธี เหาะมายังที่ทัพชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งสองวานร ยอกรบังคมประนมไหว้
ทูลความแต่ต้นจนปลายไป ตามได้สังหารอสุรา
แล้วจึ่งถวายเศียรขุนยักษ์ แก่พระทรงจักรนาถา
ในที่ท่ามกลางเสนา พร้อมหมู่โยธาพลากร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ฟังลูกพระพายฤทธิรอน ภูธรเห็นเศียรกุมภัณฑ์
มีความชื่นชมด้วยสมคิด ทรงฤทธิ์ปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
ผิวพักตร์ผ่องเพียงดวงจันทร์ จึ่งมีพระราชบัญชาการ
สรรเสริญองคตวายุบุตร พี่น้องวัยวุฒิกล้าหาญ
พร้อมทั้งศักดาปรีชาชาญ หาทั่วจักรวาลเห็นไม่มี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลสัทธาสูรยักษี
เหลือตายบาดเจ็บไม่สมประดี วิ่งหนีซุกซนด้นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ลางมารมาพบเพื่อนกัน ความกลัวตัวสั่นหาหยุดไม่
ก็วิ่งตะบึงเข้าในไพร คิดว่าลิงไล่ตามมา
จนถึงทัพวิรุญจำบัง ก็พากันเซซังเข้าหา
บอกแก่กองหน้าอสุรา ว่าทัพอัสดงค์ธานี
ยกไปตามชายพนาดร ได้ราญรอนกับพวกกระบี่ศรี
พระองค์ผู้จอมโยธี บัดนี้สุดสิ้นชีวาลัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จิตกาสูรกองหน้านายใหญ่
ได้ฟังถี่ถ้วนทุกสิ่งไป ตกใจก็พากันเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พญายักษา
ว่าท้าวสัทธาสูรอสุรา กรีธาทัพไปในกลางดง
พบวานรหนึ่งกระจ้อยร่อย โหนห้อยกิ่งไม้ไพรระหง
ทักถามถ้อยคำอาจอง พระยามารเคลิ้มหลงพาที
บัดเดี๋ยวเป็นแปดกรสี่พักตร์ เข้าไล่โหมหักยักษี
พวกมันกรูกันมาราวี ฆ่าองค์อสุรีมรณา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น วิรุญจำบังยักษา
ได้ฟังดั่งต้องสายฟ้า อสุราขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ความแค้นความเสียดายพ้นนัก พญายักษ์กริ้วโกรธหุนหัน
เผ่นขึ้นพาชีตัวฉกรรจ์ ก็ขับพวกพลขันธ์รีบไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

๏ เห็นพลอัสดงค์พระนคร ตายยับซับซ้อนไม่นับได้
ก็เร่งพาชีพลไกร ออกจากทางใหญ่ตัดมา
เสียงผนังข้างม้าโกลนกระทบ ทหารรบขี่ขับมาหน้า
สนั่นครั่นครื้นพระสุธา ดั่งคลื่นในมหาชลธาร
ผงคลีเกลื่อนกลุ้มโพยมหน บดบังมณฑลพระสุริย์ฉาน
พลม้าขับม้าเผ่นทะยาน โห่สะท้านควบแข่งกันไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เหลือบแลไปเห็นทัพมนุษย์ ตั้งอยู่เป็นครุฑพยุห์ใหญ่
โยธีล้วนพวกกระบี่ไพร กริ้วโกรธดั่งไฟไหม้ฟ้า
จึงมีสีหนาทบรรหาร สั่งโยธามารกองหน้า
เร่งขับพาชีตีประดา เข้าไล่เข่นฆ่าไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งจิตกาสูรยักษี
รับสั่งแล้วขับพาชี กรูกันเข้าตีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แยกปีกหลีกลวงให้ลิงไล่ แล้วระดมปืนไฟธนูศร
วกหลังประดังพุ่งโตมร ตะลุมบอนกันในกลางพล
แทงด้วยทวนง้าวหลาวแหลน กระบี่แล่นรวนเรระเหหน
พลม้าได้ทีตีประจญ อลวนเข่นฆ่าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น สิบแปดมงกุฎกระบี่ศรี
เห็นวานรแตกพ่ายไม่สมประดี โกรธดั่งอัคคีไหม้ฟ้า
นิลเอกฉวยจับม้าฟาด นิลขันพิฆาตยักษา
สุรเสนตีพลอาชา ปิงคลาชักตรีเพชรแทง
พลมารแตกย่นไม่ทนกร ด้วยกำลังวานรเข้มแข็ง
ตายกลาดดาษลงในกลางแปลง พลลิงไล่แทงเป็นโกลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น วิรุญจำบังยักษี
เห็นโยธาแตกตายไม่สมประดี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
จึ่งยอกรประนมเหนือเกศ ไหว้คุณพรหเมศรังสรรค์
ทำตามลัทธิกุมภัณฑ์ กลั้นใจอ่านเวทกำบังตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะพระเวทอันเชี่ยวชาญ ก็บันดาลอินทรีย์ยักษา
หายไปทั้งเงาแลอาชา ก็ขับม้าเข้าไล่ราญรอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ โถมแทงซ้ายขวาไม่หยุดยั้ง ด้วยกำลังว่องไวดั่งไกรสร
เวียนไวไล่เลี้ยวตะลุมบอน วานรตายยับทับกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกกระบี่พลขันธ์
กระหยับกายหมายล้างกุมภัณฑ์ ยืนยันเขม้นคอยที
ได้ยินแต่เสียงเท้าม้า ไม่เห็นกายายักษี
มิได้โต้ตอบราวี ก็ล้มลงกับที่สุธาธาร
พลลิงวิ่งวุ่นไปทั้งทัพ สุดที่จะรับกำลังหาญ
แตกย่นจนรถพระอวตาร อลหม่านเอิกเกริกเป็นโกลา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
เสด็จเหนือรถแก้วแววฟ้า เห็นหมู่วานรโยธี
ตายกลาดดาษในสนามยุทธ์ บ้างวิ่งอุตลุดแล่นหนี
แลไปไม่เห็นอสุรี ไล่มาในที่กลางพล
ได้ยินแต่เสียงฉับฉับ วานรตายยับสับสน
ไม่รู้ที่จะรอต่อประจญ พระภุชพลจึ่งถามโหรา
อันวิรุญจำบังขุนมาร มันทำการบังกายเข้าเข่นฆ่า
วานรตายกลาดดาษดา จะต่อกรยักษาประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังพระตรีภูวไนย บังคมไหว้สนองพระวาที
ขอพระองค์ผู้ทรงครุฑราช จงวางพรหมาสตร์ศรศรี
ไปสังหารผลาญม้าอสุรี น่าที่จะได้ตัวมัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
ได้ฟังพิเภกกุมภัณฑ์ ทรงธรรม์จับศรแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงสนั่นลั่นฟ้าอากาศ เป็นศรเกลื่อนกลาดไม่นับได้
ต้องพลโยธาอาชาไนย บรรลัยทั้งทัพขุนมาร
ทั้งนิลพาหุม้าทรง ก็ล้มลงสิ้นชีพสังขาร
ด้วยอานุภาพพระอวตาร วานรทหารก็เป็นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิรุญจำบังยักษา
เสียม้าดั่งเสียชีวา เสียทั้งโยธาพาชี
ผู้เดียวไม่เหลียวเห็นใคร ให้หวาดหวั่นพรั่นใจยักษี
สุดคิดสุดฤทธิ์อสุรี สุดที่จะรอต่อยุทธ์
หน้าซีดตัวสั่นขวัญหาย ให้เสียดายชีวีเป็นที่สุด
ชิชะทั้งสองมนุษย์ ฤทธิรุทรเลิศลบโลกา
จำกูจะคิดอุบายหนี ให้รอดชีวีดีกว่า
คิดพลางเปลื้องผ้าโพกมา อสุราผูกเป็นภาพพยนต์
ขี่ม้าถือหอกออกยืนอยู่ ดูดั่งจะเผ่นโพยมหน
เสร็จแล้วร่ายวิทยามนต์ โดยกลลัทธิอสุรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนเจ็ดคาบก็เป่าไป ในภาพพยนต์ยักษี
ก็เป็นอสุราพาชี ดั่งหนึ่งว่ามีวิญญาณ์
แล้วจึ่งสำแดงแผลงฤทธิ์ มืดมิดไปทั่วทิศา
เหาะทะยานผ่านขึ้นยังเมฆา อสุราก็ลอบหนีไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงอังกาศคีรี ก็ตรงลงยังที่เขาใหญ่
แลเห็นหมู่วานรไพร หิ้วหาบผลไม้ตามกัน
เข้ามายังปากคูหา อสุราหมายเนตรสังเกตมั่น
ดีร้ายจะมีพระนักธรรม์ สร้างพรตพรหมจรรย์อยู่ในนี้
ตัวกูจะเข้าไปสำนัก พักพึ่งเบื้องบาทพระฤๅษี
คิดแล้วยอกรอัญชุลี อสุรีร่ายเวทอันศักดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวก็บันดาลเงาหาย แลไม่เห็นกายยักษา
เดินตามหมู่วานรมา เข้าในคูหาพรายพรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ แลเห็นอนงค์ทรงลักษณ์ ผิวพักตร์ผ่องเพียงนางสวรรค์
กล้องแกล้งแน่งน้อยวิไลวรรณ กุมภัณฑ์ชื่นชมยินดี
จึ่งแก้พระเวทอันเพริศพราย ให้ปรากฏกายยักษี
แล้วกล่าวมธุรสวาที เรานี้หนีศรพระรามมา
เอ็นดูด้วยจงช่วยชีวิตไว้ จะขออยู่อาศัยในคูหา
แต่พอรุ่งแสงสุริยา จึ่งจะลาโฉมยงนงคราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วานรินเยาวยอดสงสาร
เหลือบแลไปเห็นขุนมาร มาว่าขานอ้อนวอนพาที
ความกลัวมิใคร่จะดูได้ สะเทินใจผินผันพักตร์หนี
ได้ยินความออกนามพระจักรี เทวีถวิลจินดา
ซึ่งยักษีหนีศรพระจักรแก้ว จะพ้นทุกข์เราแล้วกระมังหนา
ครั้นกูจะให้อสุรา อาศัยคูหาไม่ชอบกล
อันสตรีอยู่ใกล้บุรุษ ย่อมวิมุตกินแหนงทุกแห่งหน
จำจะบอกไปเสียให้พ้น จึ่งจะไม่ระคนด้วยราคี
คิดแล้วจึ่งตอบคำไป ซึ่งจะอาศัยอยู่ที่นี่
เห็นไม่พ้นศรพระจักรี จะพาเรานี้มรณา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิรุญจำบังยักษา
ได้ฟังคำนางเจรจา อสุราขัดสนจนใจ
จึ่งว่าเมื่อเจ้าไม่ปรานี มิให้อยู่ในที่คูหาใหญ่
เป็นกรรมแล้วจำจะลาไป แต่จะอาศัยแห่งใดดี
จึ่งจะพ้นศรสิทธิ์ฤทธิรงค์ ขององค์พระรามเรืองศรี
เจ้าจงบอกให้เป็นไมตรี พี่ไม่ลืมคุณกัลยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วานรินผู้ยอดเสน่หา
ได้ฟังคำวอนอสุรา จึ่งกล่าววาจาตอบไป
อันจะหนีศรพระจักรี เรานี้จะบอกอุบายให้
จงไปยังฝั่งสมุทรไท ทิศใต้เชิงเขาสัตภัณฑ์
นอกวินันตกสิงขร สีทันดรหว่างอัศกรรณกั้น
เป็นที่ภุชงค์ชาญฉกรรจ์ นอกนั้นไม่มีใครไปมา
จงนิมิตตัวให้เท่าไร ด้วยฤทธิไกรยักษา
เข้าซ่อนในฟองคงคา เห็นว่าจะรอดชีวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วิรุญจำบังยักษี
ได้ฟังนางฟ้าพาที อสุรีค่อยคลายสบายใจ
จึ่งว่าซึ่งเจ้าการุญ บุญคุณนั้นหาที่สุดไม่
ค่อยอยู่เถิดข้าจะลาไป ตามในถ้อยคำกัลยา
ว่าแล้วรีบเร่งจรลี จากที่สุวรรณคูหา
เหาะทะยานผ่านขึ้นยังเมฆา ตรงมาฟากฝั่งสีทันดร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งเชิงสัตภัณฑ์ อันชื่ออัศกรรณสิงขร
พินิจพิศดูในสาคร เห็นก้อนฟองน้ำชอบกล
จึ่งยอกรประนมเหนือเกศ ไหว้คุณพรหเมศสามหน
สำรวมใจร่ายวิทยามนต์ นิมิตตนด้วยฤทธิ์อสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ กายเล็กเข้าเท่าตัวไร ด้วยพระเวทเรืองชัยของยักษี
เข้าแทรกยังฟองนที ลอยอยู่ในที่ชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โล้

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายภาพพยนต์ตัวหาญ
ซึ่งเปลี่ยนกายาขุนมาร ขี่ม้าทะยานเข้าชิงชัย
เหมือนวิรุญจำบังอสุรินทร์ พวกกระบินทร์จะรู้ก็หาไม่
ลดเลี้ยวเที่ยวแทงวุ่นไป กระบี่บรรลัยดาษดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น โยธาวานรถ้วนหน้า
เข้ากลุ้มรุมกันเป็นโกลา รับม้าตีตอบอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลางเหล่าง้างเขาไล่ทิ้ง ลางลิงโถมจับยักษี
ลางพวกแทงฟันประจัญตี ไม่ระคายอินทรีย์ภาพพยนต์
ทั้งอัษฎาทศมงกุฎ ต่างเข้าต่อยุทธ์กุลาหล
รูปนั้นทรหดอดทน เข้าไล่ประจญไม่ลดกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
เห็นยักษาขี่ม้าราญรอน วานรตายกลาดดาษดา
จึ่งชักพลายวาตขึ้นพาดสาย หมายล้างชีวิตยักษา
น้าวหน่วงด้วยกำลังมหึมา ผ่านฟ้าก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ ศรชัยไปต้องภาพพยนต์ ละเอียดลงไม่ทนฤทธิ์ได้
กลับเป็นขึ้นมาด้วยว่องไว ภูวไนยแผลงซ้ำถึงสามที
รูปนั้นก็ยังคงอยู่ ขับม้าแทงหมู่กระบี่ศรี
สงสัยพระทัยพันทวี จึ่งมีพระราชบัญชา
ตรัสถามพิเภกกุมภัณฑ์ อันวิรุญจำบังยักษา
สังหารไม่ม้วยชีวา อสุรานี้เป็นประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
พิเคราะห์ดูก็รู้ประจักษ์ใจ บังคมไหว้สนองพระวาที
รูปนี้ใช่ตัวอสุรา เป็นรูปมารยาของยักษี
เมื่อพระองค์ทรงศรไปราวี ต้องพาชีมันบรรลัยลาญ
อสุรีเกรงฤทธิ์ภูวนาถ ไม่อาจจะต่อกำลังหาญ
จึ่งเอาผ้าโพกขุนมาร อ่านเวทผูกภาพพยนต์ไว้
ตัวมันลอบหนีพระทรงสังข์ ไปยังอังกาศเขาใหญ่
ขอพระองค์จงแผลงศิลป์ชัย เป็นข่ายไปล้อมรูปมารยา
แล้วให้คำแหงวายุบุตร ผู้มีฤทธิรุทรแกล้วกล้า
ตามไปสังหารอสุรา แม้นว่ามันถึงแก่ความตาย
อันภาพพยนต์ขุนมาร ก็จะกลับบันดาลสูญหาย
สิ้นทั้งอาชาแลรูปกาย กลายเป็นผ้าโพกกับหอกมัน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถรังสรรค์
ได้ฟังพิเภกกุมภัณฑ์ จึ่งจับพาลจันทร์แผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ สำเนียงดั่งเสียงสุนีบาต พสุธาอากาศก็หวาดไหว
เป็นข่ายเพชรเจ็ดชั้นเวียนไว ล้อมภาพพยนต์ไว้ด้วยฤทธา
แล้วจึ่งมีราชโองการ สั่งศรีหนุมานทหารกล้า
จงตามไปล้างอสุรา ฆ่าเสียให้ม้วยชีวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

 

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ