สมุดไทยเล่มที่ ๘๓

๏ เมื่อนั้น บรรลัยกัลป์ฤทธิแรงแข็งขัน
เห็นวานรไพรใจฉกรรจ์ กายนั้นใหญ่หลวงมหิมา
ขาวผ่องบริสุทธิ์ทั้งอินทรีย์ ท่วงทีองอาจแกล้วกล้า
มีกุณฑลขนเพชรรจนา เขี้ยวแก้วมาลาอลงการ
กริ้วโกรธขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์ตอบไปด้วยคำหาญ
เหม่เหม่ดูดูไอ้สาธารณ์ เชื้อชาติเดียรัจฉานทรลักษณ์
กูคิดว่าเป็นมหิงสา เมตตาช่วยยกขึ้นจากปลัก
กลับทำโกหกเยื้องยัก เป็นลิงไพรฮึกฮักมาราญรอน
สาอะไรแก่มึงไอ้หน้าขน จะทานทนศักดาไกรสร
บัดเดี๋ยวก็จะยับลงกับกร ด้วยฤทธิรอนกูบัดนี้
ว่าแล้วชักศรขึ้นพาดสาย มุ่งหมายจะล้างกระบี่ศรี
น้าวหน่วงด้วยกำลังฤทธี อสุรีก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ศรชัยนั้นทำอำนาจ เกลื่อนกลาดไม่นับเล่มได้
ให้เสียงสำเนียงเกรียงไกร ล้อมไล่รอบตัววานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
เผ่นโผนโจนคว้าทั้งสองกร ฉวยรวบเอาศรอสุรา
ได้แล้วก็หักโยนเล่น โลดเต้นร้องเย้ยยักษา
เหตุใดไม่แผลงซ้ำมา นิ่งอยู่ให้ช้าด้วยอันใด
ว่าแล้วผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
กวัดแกว่งตรีเพชรดั่งเปลวไฟ เข้าไล่โจมจับอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ฉวยเข้าแห่งใดก็ลุ่ยหลุด ไม่รู้ที่จะยุดยักษี
ลื่นเลือกไปทั้งอินทรีย์ ขุนกระบี่ยิ่งกริ้วโกรธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บรรลัยกัลป์สิทธิศักดิ์ยักษา
รับรองป้องปัดไปมา อสุราโจมจับวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ กลับกลอกโรมรันประจัญรบ หลีกหลบด้วยกำลังชาญสมร
หวดด้วยมหาคทาธร ต้องกายวานรหลายที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
มิได้เจ็บช้ำอินทรีย์ ขุนกระบี่ถวิลจินดา
ตัวกูผู้เป็นทหาร องค์พระอวตารนาถา
แต่สังหารหมู่อสุรา มรณาเกลื่อนกลาดดาษไป
ก็ไม่เหมือนไอ้บรรลัยกัลป์ ฤทธิ์มันนั้นมีเป็นไฉน
แต่จู่โจมโถมจับทีใด ก็ลื่นเลือกดั่งไคลในชลธาร
พิเภกว่ามันตั้งกลากิจ ปลุกฤทธิ์ชุบตัวด้วยน้ำว่าน
ก็ไม่ได้ถามให้แจ้งการ ซึ่งจะสังหารอสุรี
ตัวกูจะรีบลอบไป เนินไศลมรกตคีรีศรี
ถามพระทิศไพมุนี เห็นทีจะแจ้งกิจจา
คิดแล้วยอกรขึ้นบังคม พระอิศวรบรมนาถา
สะกดใจร่ายเวทวิทยา อันมหาวิเศษเลิศไกร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดเดี๋ยวก็เป็นวานร สำแดงฤทธิรอนแผ่นดินไหว
ให้อยู่สัประยุทธ์ชิงชัย ตัวนั้นเหาะไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงศาลาอาศรม ประนมกรกราบบาทพระฤๅษี
แจ้งว่าสมเด็จพระจักรี ให้ข้านี้มาล้างอสุรา
ชื่อบรรลัยกัลป์สิทธิศักดิ์ โอรสทศพักตร์ยักษา
ตัวมันนั้นอาบว่านยา ข้าจับก็ลื่นหลุดไป
ทำไฉนฉะนี้พระอาจารย์ จึ่งจะผลาญชีวิตมันเสียได้
พระองค์ผู้ทรงปรีชาไว ขออภัยจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทิศไพมหาฤๅษี
ได้ฟังวานรพาที พระมุนีจะแจ้งด้วยปรีชา
จึ่งยื่นกรไปหยิบเอาฝุ่นทราย มาเรี่ยรายปรายลงที่ตรงหน้า
แล้วจึ่งแกล้งกล่าววาจา ว่าเหวยวานรผู้มีฤทธิ์
ซึ่งเอ็งจะล้างกุมภัณฑ์ จะให้บอกนั้นไม่ชอบกิจ
ด้วยตัวกูผู้เป็นบรรพชิต ตั้งจิตแต่ที่จำเริญฌาน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
แจ้งในอุบายพระอาจารย์ ก็ก้มเกล้ามัสการแล้วเหาะมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่รณรงค์ ก็ลงจากอากาศเวหา
จึ่งคลายพระเวทอันศักดา รูปมายานั้นก็หายไป
ขุนกระบี่จึ่งกำเอาฝุ่นทราย ซัดให้ต้องกายแล้วรุกไล่
ถาโถมโจมจับว่องไว ชิงชัยโรมรันประจัญตี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งบรรลัยกัลป์ยักษี
ครั้นวานรโปรยปรายทรายธุลี ติดต้องอินทรีย์วุ่นไป
อันนํ้าว่านซ่านซาบอาบมา จะลื่นเลือกกายาก็หาไม่
ขุนมารตระหนกตกใจ ดั่งใครมาเด็ดเอาชีวัน
แล้วกลับคิดอายเสียดายพักตร์ ขุนยักษ์กริ้วโกรธหุนหัน
ตัวกูก็ชายชาญฉกรรจ์ จะเกรงมือมันก็ใช่ที
ถึงมาตรถ้าตายจะไว้ยศ ให้ปรากฏฟากฟ้าราศี
คิดแล้วแกว่งตระบองอันฤทธี อสุรีโจมจับวานร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ต่างตีต่างแทงกันสับสน ต่างตนห้าวหาญชาญสมร
ถ้อยทีไม่ลดงดกร ราญรอนกลับกลอกไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
รับรองป้องปัดอสุรา โถมเข้าเข่นฆ่าราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เท้าหนึ่งเหยียบเข่าทะยานยุทธ์ มือชิงคทาวุธยักษี
กลอกกลับจับกันในที ขุนกระบี่แทงถูกกุมภัณฑ์
ล้มลงกับพื้นสุธาธาร โผนทะยานเหยียบอกไว้มั่น
กวัดแกว่งตรีเพชรฟอนฟัน ก็สุดสิ้นชีวันด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ แล้วตัดเศียรเกล้าขุนมาร ด้วยตรีสุรกานต์คมกล้า
เหาะทะยานผ่านขึ้นยังเมฆา กลับมาที่ประทับโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรธิราชเรืองศรี
ถวายเศียรบรรลัยกัลป์อสุรี ในที่ท่ามกลางวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรแก้วสุริย์วงศ์ทรงศร
เห็นเศียรลูกท้าวยี่สิบกร ภูธรชื่นชมด้วยสมคิด
ดั่งได้สมบัติเทวัญ ในฉ้อชั้นวิมานดุสิต
ผิวพักตร์ผุดผ่องพึงพิศ พระทรงฤทธิ์ตรัสชมหนุมาน
มิเสียแรงเป็นลูกพระพาย แยบคายปรีชากล้าหาญ
ใช้ไหนก็ได้ราชการ ความชอบของท่านนี้มากนัก
ถึงจะให้สมบัติทั้งแผ่นดิน เป็นปิ่นไพร่ฟ้าอาณาจักร
ก็ไม่เท่าบำเหน็จที่จงรัก สงครามฆ่ายักษ์แต่ต้นมา
ตรัสแล้วชวนองค์อัครราช นุชนาฏผู้ยอดเสน่หา
ลงจากที่ประทับพลับพลา มาขึ้นบุษบกอำไพ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ให้เลิกโยธาพลากร ยักษาวานรน้อยใหญ่
โห่ฮึกรีบเร่งกันไป เข้าในพนมพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ พระชี้ให้องค์วนิดา ทัศนาหมู่วิหคปักษี
กระลุมพูจู่จับสารภี โนรีจับรังเรียงราย
นกแก้วจับเกดจำนรรจา นกคล้าบินเคล้ามาจับขลาย
กระสาจับกิ่งยางทราย นกหว้าจับหวายเป็นคู่เคียง
นกยางจับเยื้องบนยอดยูง หมู่หงส์พาฝูงมาจับเหียง
เค้าโมงจับโมกมองเมียง นกเอี้ยงจับกิ่งอินทนิล
ดุเหว่าบินว่อนมาจับหว้า กระทาจับยอดกระถิน
นกออกจับร้องบนต้นอินทร์ นกขมิ้นบินจับมูกมัน
ไก่ฟ้าถาจับแคฝอย นกเขาจับข่อยคูขัน
สาลิกาจับแก้วพลอดกัน จากพรากผันจับลำพู
นกยูงจับยางฟ้อนหาง นกลางจับเลียบเลียบอยู่
พระองค์ชี้ชวนให้นางดู แล้วเร่งหมู่พยุหบาตรยาตรา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงคันธมาศสิงขร หอมกลิ่นเกสรบุปผา
จึ่งตรัสบอกอัคเรศวนิดา พี่ตามเจ้ามาถึงที่นี้
หัสนัยน์ใช้องค์เวสสุกรรม นำเอาเครื่องทรงมาให้พี่
จึ่งได้ลาเพศจากโยคี แรมอยู่ที่นี่หลายวัน
พญาสุครีพฤทธิรอน ถวายหมู่วานรพลขันธ์
ได้ทั้งโยธาชมพูนั้น บรรจบกันทั้งสองนครา
นับถึงเจ็ดสิบเจ็ดสมุทร ล้วนมีฤทธิรุทรแกล้วกล้า
จึ่งได้ยกไปตามวนิดา ล้างโคตรอสุรายี่สิบกร
ตรัสพลางเร่งพลพยุหบาตร ผ่านเขาคันธมาศสิงขร
รอนแรมมาในพนาดร ใกล้นครขีดขินธานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนิลพัทกระบี่ศรี
แจ้งว่าสมเด็จพระจักรี ผลาญหมู่อสุรีแล้วกลับมา
ถึงด่านนัคเรศขีดขิน ขุนกระบินทร์แสนโสมนัสสา
จึ่งพาวานรโยธา ออกมารับเสด็จพระสี่กร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคม ด้วยใจชื่นชมสโมสร
ไหว้ทั้งพระลักษมณ์ฤทธิรอน กับสีดาบังอรเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นนิลพัทมาก็ยินดี ภูมีรีบเร่งพลไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพผู้มีอัชฌาสัย
น้อมเศียรกราบทูลภูวไนย พระองค์จงได้เมตตา
ขอเชิญเสด็จไปขีดขิน พักพลพานรินทร์ยักษา
ให้หายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า จึงค่อยยาตราพลากร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วทรงศร
ได้ฟังสุครีพฤทธิรอน ภูธรให้เคลื่อนโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงนิเวศน์วังสถาน อันโอฬารด้วยแก้วจำรัสศรี
จึ่งให้หยุดพหลโยธี อยู่ยังที่ท้องสนามจันทน์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางดาราสาวสวรรค์
แจ้งว่าพระองค์ทรงสุบรรณ ยกพวกพลขันธ์กลับมา
ประทับอยู่หน้าพระลาน เยาวมาลย์แสนโสมนัสสา
จึ่งพาฝูงอนงค์กัลยา ออกมารับเสด็จพระจักรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าไป ยังพิชัยรถมณีศรี
น้อมเศียรถวายอัญชุลี เทวีเหลือบเล็งเพ่งพิศ
เห็นพระหริวงศ์ทรงเดช งามลํ้าเทเวศในดุสิต
พระพักตร์ผุดผ่องชวลิต ดั่งรูปทองวิจิตรจำเริญใจ
อันโฉมยงองค์อัครชายา งามยิงนางฟ้าไม่เปรียบได้
แน่งน้อยเสาวภาคย์อำไพ พักตร์เพียงแขไขไม่ราคิน
งามทรงงามองค์งามวิลาศ กิริยามารยาทก็งามสิ้น
ดั่งลอยฟ้าลงมาแดนดิน ควรเป็นปิ่นเกล้าสตรี
สมศักดิ์สมสนองรองบาท พระนารายณ์ธิราชเรืองศรี
ดั่งทองรองรับแก้วมณี เป็นที่สามโลกภิรมยา
แล้วพินิจพิศโฉมพระลักษมณ์ ดวงพักตร์เพียงเทพเลขา
ผิวเหลืองเรืองรองดั่งทองทา วิไลเลิศลักขณาทั้งสามองค์
ยิ่งพิศยิ่งเพลินจำเริญเนตร เยาวเรศเคลิ้มใจใหลหลง
ทั้งฝูงกำนัลนางอนงค์ พิศวงงงงวยไปด้วยกัน ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
เห็นนางดาราวิลาวัณย์ มาบังคมคัลด้วยยินดี
จึ่งมีพระราชบรรหาร ดูก่อนเยาวมาลย์เฉลิมศรี
ตัวท่านกับสนมนารี ค่อยมีสุขหรือประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางดาราเยาวยอดพิสมัย
ได้ฟังโองการพระภูวไนย บังคมไหว้สนองพระบัญชา
อันตัวข้าเบื้องบทมาลย์ อยู่สุขสำราญถ้วนหน้า
ด้วยเดชสมเด็จพระจักรา ปกเกล้าเกศาทุกนารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถเรืองศรี
ครั้นเสร็จสนทนาพาที กับดาราเทวีวิไลลักษณ์
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งลูกพระกาลสิทธิศักดิ์
ตัวท่านผู้จำเริญพักตร์ จงรักษาขีดขินกรุงไกร
กว่าพญาสุครีพจะกลับมา อย่าให้มีอันตรายได้
แล้วจึ่งค่อยกลับคืนไป อยู่ยังเวียงชัยของวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลพัทใจหาญชาญสมร
ได้ฟังบัญชาพระภูธร ยอกรสนองพจมาน
ซึ่งจะให้ข้าพานรินทร์ รักษาขีดขินราชฐาน
ทั้งนี้ตามแต่พระโองการ ผ่านเกล้าจะทรงพระเมตตา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพฤทธิไกรใจกล้า
น้อมเศียรกราบลงกับบาทา ทูลสามกษัตราธิบดี
ขอเชิญเสด็จลีลาศ ไปประพาสมิ่งไม้ในสวนศรี
ขององค์พญาพาลี เป็นที่แสนสุขสถาวร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วทรงศร
ได้ฟังลูกพระทินกร ภูธรยินดีปรีดา
จึ่งให้เคลื่อนนิกรโยธี แสนสุรเสนีซ้ายขวา
สุครีพนำเสด็จยาตรา ไปสวนมาลาพานรินทร์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งให้หยุดโยธี แสนสุรเสนีทั้งสิ้น
ประทับกับเกยแก้วโกมิน พระทรงศิลป์ชวนองค์บังอร
กับพระอนุชาสุริย์วงศ์ ลงจากบุษบกประภัสสร
สามกษัตริย์ยุรยาตรนาดกร บทจรเข้าสวนมาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เที่ยวชมแถวชั้นรุกขชาติ ดอกเกลื่อนดกกลาดหนั้นหนา
กาหลงกุหลาบกระดังงา การะเกดกรรณิการ์ลำดวน
นมยวงนางแย้มจำปา พันจาพุดจีบหอมหวน
มะลิลามาลุลีนางนวล บางเหล่าบานล้วนสุมามาลย์
ช้องนางช้างน้าวสาวหยุด ช่อตะแบกชาตบุษย์ชูก้าน
พิกุลพวกแก้วเป็นแถวบาน พุดตานพันแต้วจำปี
บุนนาคบานน้อมค้อมผกา รักลารายล้อมสลับสี
ม่วงสนหมู่โศกสารภี ลิ้นจี่ลำเจียกจิกจันทน์
พุมเรียงเพียงร้อยไปห้อยไว้ ลำไยรังยมนมสวรรค์
ปริงรุ่นปรางเรียงเคียงกัน อัญชันแอบช่อชะบาบาน
ทรงเด็ดซึ่งดอกมหาหงส์ ให้ยุพยงผู้ยอดสงสาร
สามกษัตริย์สุขเกษมในอุทยาน ชมสำราญชื่นสำเริงบันเทิงใจ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ จึ่งชวนพระลักษมณ์อนุชา กับสีดาเยาวยอดพิสมัย
เสด็จขึ้นพระตำหนักอำไพ ในสวนอุทยานพาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
ท้าวพญาวานรโยธี ต่างตนยินดีปรีดา
สัพยอกหยอกกันอลวน บ้างเที่ยวไปเก็บผลพฤกษา
ยักษ์ลิงชิงกันเป็นโกลา สำรวลสรวลร่าทั้งทัพชัย
บ้างเล่นปิดตาหาซ่อน วานรวิ่งหนียักษ์ไล่
ตบหัตถ์ผัดล่อวุ่นไป ไพร่นายเป็นสุขสำราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ลือฤทธิ์ทุกทิศาน
ครั้นคํ่ายํ่าสนธยากาล ก็ชวนองค์เยาวมาลย์นางสีดา
เข้าที่สิริไสยาสน์ ร่วมอาสน์ภิรมย์หรรษา
อิงแอบแนบชิดนิทรา ผ่านฟ้าก็เคลิ้มหลับไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นล่วงปัจฉิมราตรี สกุณีเพรียกพร้องเสียงใส
ดุเหว่าร้องเร่งสุริโยทัย เสนาะเสียงไก่แก้วโกกิล
พระพายชายพัดอ่อนอ่อน รำเพยพาเกสรขจรกลิ่น
ฝูงแมลงภู่ภุมริน บินเคล้าเอาซาบสุมามาลย์
ชาวประโคมก็ประโคมฆ้องกลอง ปี่เสนาะเพราะก้องเฉื่อยฉาน
ตื่นจากแท่นแก้วอลงการ ผ่านฟ้าปลุกองค์อรไท ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองพักตร์ผ่องดั่งแขไข
ชวนองค์วนิดายาใจ ไปขึ้นบุษบกอันรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ให้เลิกโยธาวานรินทร์ ออกจากขีดขินบุรีศรี
เข้าในพนมพนาลี ไปโดยวิถีกันดาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ มาได้สิบห้าโยชน์กึ่ง ถึงป่ารังใหญ่ไพศาล
ตรัสบอกนางสีดายุพาพาล แรกพี่จากสถานกุฎี
มากับเจ้าลักษมณ์อนุชา พบพญาสดายุที่นี่
เจ็บชํ้าลำบากทั้งอินทรีย์ แจ้งข่าวเทวีทุกสิ่งอัน
แล้วให้ธำมรงค์อลงการ์ สกุณาก็ม้วยอาสัญ
พี่ปลงศพเสร็จในวันนั้น ก็พากันติดตามเจ้าไป
ตรัสแล้วเร่งพวกพลากร ยักษาวานรน้อยใหญ่
ข้ามละหานธารท่าพนาลัย รอนแรมมาในหิมวา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงโคธาวารี จึ่งให้หยุดโยธีซ้ายขวา
อยู่ยังบริเวณศาลา แล้วชวนสีดายุพาพาล
กับพระอนุชาสุริย์วงศ์ ลงจากบุษบกมุกดาหาร
เสด็จไปสระสรงชลธาร นางกษัตริย์นงคราญก็ตามไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สามองค์ย่างเยื้องยุรยาตร งามวิลาศไม่มีที่เปรียบได้
เสด็จลงโสรจสรงชลาลัย ในมหาโคธาวารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ชมหมู่โกมุทอุบลมาศ ฝักดอกออกดาษนทีศรี
แดงขาวม่วงขาบเขียวขจี พร้อมมีห้าหมู่ปทุมาลย์
บ้างตูมตั้งรายเต็มดั่งแกล้งแต้ม บ้างผุดแกมแนมชูกอก้าน
บ้างยื่นยอดคลี่แย้มผกากาญจน์ บ้างระบัดกลีบบานอรชร
พระพายชายพัดรำเพยต้อง ละอองโรยโปรยร่วงเกสร
กลิ่นเฟื่องหอมฟุ้งขจายจร ภมรไซ้คลึงซาบเรณูนวล
พระเลือกเด็ดล้วนดอกอันเบิกบาน ให้เยาวมาลย์ยอดมิ่งทรามสงวน
แสนสำราญชื่นเรียงเคียงสำรวล แล้วชี้หัตถ์ตรัสชวนให้ชมปลา
เพียนทองว่ายท่องในท้องธาร แมงภู่พาฝูงพานเข้าแฝงหญ้า
กริมกรายว่ายกรูเป็นหมู่มา สร้อยซ่าลอยเลียบเข้าเล็มไคล
หน้าคนว่ายแข่งตะแคงตัว ปลาบู่แอบบัวอยู่ไหวไหว
นางชมเชยชมสำราญใจ ภูวไนยโสมนัสยินดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จชำระสระสรง สามกษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
ก็เสด็จขึ้นจากนัที มาที่บุษบกอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกสุครีพชาญสมร
หนุมานนิลนนท์ฤทธิรอน โยธาวานรกุมภัณฑ์
ครั้นพระหริวงศ์ทรงสังข์ เสด็จยังบุษบกฉายฉัน
ท้าวพญาไพร่พลทั้งนั้น ก็ชวนกันลงเล่นคงคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บ้างว่ายบ้างดำสับสน วานรเล่นปนกับยักษา
สัพยอกหยอกกันไปมา บันเทิงเริงร่าในนัที
อสุราเก็บฝักบัวกิน หมู่กระบินทร์ฉวยชิงวิ่งหนี
ยักษาเอาก้านบัวตี หยอกกันมี่อึงคะนึงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ ครั้นเสร็จซึ่งเล่นสาคร อสุราวานรน้อยใหญ่
ต่างตนต่างแสนสำราญใจ นายไพร่ก็พากันขึ้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วนาถา
ประทับร้อนผ่อนพักโยธา อยู่ที่ริมท่าวารี
แสนสุขแสนเกษมสำราญ กับเยาวมาลย์ยอดมิ่งมเหสี
ทั้งหมู่พหลโยธี หายที่ล้าเลื่อยเหนื่อยกาย
พระพายชายพัดอ่อนอ่อน ระงับร้อนซึ่งแสงสุริย์ฉาย
จึ่งเลิกโยธาไพร่นาย บ่ายหน้าไปตามมรคา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เข้าในพนมพนาวาส ชมสัตว์จตุบาทกลาดป่า
ไกรสรกาสรกิเลนลา เลียงผาเผ่นผาร่าเริง
กวางเมียงหมายคู่คู่แฝง โคแดงโคถึกถึกเถลิง
โตเต้นเต้นคะนองลองเชิง กระทิงเที่ยวเที่ยวเตริงพนาลี
เสือโคร่งตามฟานฟานร้อง ละมั่งมองเลี้ยวหลบหลบหนี
คชสารสารนำกิริณี คชศรีศรีเศวตชมกัน
ทรายทองเที่ยวเล็มเล็มระบัด นรสิงห์สิงหนัดผกผัน
กระต่ายเต้นเต้นโลดพัลวัน กระเห็นเห็นกันแล้ววิ่งมา
หมีบ่นพึมพึมกระหึมเสียง ระมาดเมียงเมียงกินหนามหนา
กระจงแอบแอบริมมรคา ชะนีโหยโหยหาคู่นอน
ชมพลางพลางชี้ฝูงสัตว์ ตรัสบอกวนิดาดวงสมร
แล้วรีบหมู่โยธาพลากร บทจรตามทางพนาลี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ ล่วงพ้นอาศรมพระสระภังค์ ทั้งพระภารัทวาชฤๅษี
ข้ามฝั่งสะโตงนัที ภูมีเร่งรีบพลไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นใกล้อาศรมศาลา พระวสิษฐ์มหาอาจารย์ใหญ่
จึ่งให้หยุดพหลสกลไกร ไว้ที่ชายป่าเนินทราย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายคณะดาบสทั้งหลาย
เห็นยักษ์มารเที่ยวพ่านวุ่นวาย ไม่รู้ว่าพระนารายณ์กลับมา
ต่างองค์ตกใจเป็นพ้นคิด ด้วยเคยกลัวฤทธิ์ยักษา
สติไม่เป็นวิญญาณ์ ตัวสั่นหน้าตาลนลาน
บ้างฉวยได้นํ้าเต้าลูกประคำ มือคลำคว้าหาบริขาร
ลางองค์ได้พัดใบตาล โจนทะยานลงจากกุฎี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ วิ่งพะปะกันล้มลุก บุกเข้าป่าชัฏลัดหนี
บ้างแอบชะง่อนคีรี เรียกหากันมี่อึงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวสิษฐ์สวามิตรอาจารย์ใหญ่
เห็นคณะฤๅษีชีไพร ตกใจวิ่งวุ่นเป็นโกลา
เหมือนครั้งเมื่อกากนามาร โยคีแตกพ่านเข้าป่า
ให้ฉงนสนเท่ห์ในวิญญาณ์ ก็รีบออกมาจากกุฎี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ หยุดยืนเหลือบเล็งเพ่งพิศ เห็นพระจักรกฤษณ์เรืองศรี
กับพระลักษมณ์นางสีดาเทวี อยู่ที่กลางพวกพลากร
จึ่งเรียกซึ่งหมู่สานุศิษย์ ด้วยจิตชื่นชมสโมสร
ว่าองค์พระรามฤทธิรอน ภูธรเสด็จกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์องค์นารายณ์นาถา
จึ่งชวนอัคเรศสีดา กับพระอนุชาร่วมชีวี
เสด็จลงจากบุษบกแก้ว อันเพริศแพร้วจำรัสรัศมี
กรายกรย่างเยื้องจรลี ไปยังกุฎีพระนักพรต ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ต่างองค์น้อมเศียรอภิวาท แทบบาทพระมหาดาบส
ทั้งสามงามศักดิ์งามยศ นั่งเป็นหลั่นลดกันมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองพระอาจารย์ฌานกล้า
เห็นสามพระราชนัดดา แสนโสมนัสสาพันทวี
จึ่งกล่าววาจาอันสุนทร ดูก่อนพระรามเรืองศรี
เจ้ารับสัจมาสิบสี่ปี ทรงเพศโยคีไปเดินไพร
บำเพ็ญภาวนามาช้านาน ประมาณจิตกายเป็นไฉน
ลาพรตมานี้ด้วยอันใด สงสัยเป็นพ้นคณนา
อันหมู่โยธาพลากร วานรอสุรศักดิ์ยักษา
นับสมุทรแลสุดสายตา ได้มาแต่ไหนดั่งนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วเรืองศรี
จึ่งแถลงแจ้งความพระมุนี เดิมทีหลานพากันไป
จากสัตกูฏสิงขร ถึงโคธาสาครกว้างใหญ่
ก็หยุดอยู่สร้างพรตอดใจ ในที่แทบใกล้คงคา
วันหนึ่งจึ่งน้องทศพักตร์ นางยักษ์ชื่อสำมนักขา
แปลงรูปด้วยฤทธิ์อสุรา เป็นมนุษย์โสภานารี
มาเฝ้าเย้ายวนกวนสวาท ให้สังวาสร่วมรักด้วยยักษี
ฝ่ายข้ามิได้ไยดี มันหยิกตีสีดายุพาพาล
องค์พระอนุชากริ้วโกรธ ทำโทษไม่ล้างสังขาร
ตัดตีนสินมืออีมาร แล้วปล่อยประจานให้สาใจ
ตรีเศียรทูษณ์ขรพี่มัน ยกพวกพลขันธ์พยุห์ใหญ่
หลานผลาญเสียสิ้นไม่เหลือไป แล้วไอ้มารีศเป็นกวางมา
นางสีดาเห็นเป็นพิศวาส ให้ข้าบาทตามไปที่ในป่า
ทศพักตร์จึ่งลักกัลยา ไปไว้ลงกาธานี
ตัวหลานสองคนทนเทวษ เที่ยวตามอัคเรศโฉมศรี
พบสุครีพน้องพญาพาลี จึ่งได้รี้พลพานร
ทั้งชมพูขีดขินบุรินทร์ราช ล้วนองอาจแกล้วหาญชาญสมร
ลาพรตยกพวกพลากร ตามไปราญรอนทศกัณฐ์
ฆ่าเสียตายสิ้นทั้งโคตรมิตร ด้วยศรสิทธิ์พระองค์ประสาทสรรค์
เสร็จศึกอสุรกุมภัณฑ์ จึ่งยกพลขันธ์มาเวียงชัย ฯ

ฯ ๒๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมหาอาจารย์ใหญ่
ทั้งคณะโยคีชีไพร ได้ฟังบัญชาพระสี่กร
ว่าฆ่าอสุราสิ้นวงศ์ ต่างองค์ชื่นชมสโมสร
แย้มยิ้มพริ้มพักตร์สถาวร แล้วกล่าวสุนทรวาจา
ครั้งนี้สามโลกจะสิ้นทุกข์ เป็นสุขทั่วไปในแหล่งหล้า
ด้วยพระองค์ผู้ทรงศักดา มาช่วยดับเข็ญให้เย็นใจ
จงจำเริญชันษาเกียรติยศ กำหนดชั่วกัลปาอสงไขย
ครอบครองสวรรยาราไชย อันตรายสิ่งใดอย่าแผ้วพาน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงกุขันพรานไพรใจหาญ
มีจิตคิดถึงพระอวตาร ปานดั่งบิตุเรศธิบดี
เพื่อนจึ่งกำหนดใบไม้หล่น ได้สิบสี่หนไม่คลาดที่
สำคัญว่าครบสิบสี่ปี องค์พระจักรีจะกลับมา
กูจะไปคอยท่ายังวาริน รับพระทรงศิลป์นาถา
คิดแล้วก็แต่งกายา จับธนูพาดบ่าแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่ประชุมพล ปีนขึ้นบนต้นไม้ใหญ่
ก็เป่าหลอดเรียกพรานไพร ตามซึ่งได้สัญญากัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เป่าหลอด

๏ บัดนั้น บริวารพรานป่าพนาสัณฑ์
ได้ยินเสียงหลอดสำคัญ ก็พากันมาต้นมรคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น กุขันนายใหญ่ใจกล้า
ครั้นพลมาพร้อมก็ปรีดา จึ่งรีบไปยังท่าสาชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เห็นรอยเท้าช้างเท้าม้า รอยพลโยธาสับสน
บรรดาพฤกษาในอารญ หักโค่นเกลื่อนกลาดดาษไป
แต่พินิจพิศเพ่งอยู่เป็นครู่ ดูดูแล้วคิดสงสัย
ใครหนอมาแต่ตำบลใด หลากใจเป็นพ้นคณนา
กูจะไปฟังดูยังอาศรม พระบรมอาจารย์ฌานกล้า
ก็จะแจ้งไม่แคลงวิญญาณ์ คิดแล้วตรงมายังกุฎี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เหลือบแลเห็นหมู่วานร กับพลนิกรยักษี
เกลื่อนกลาดดาษป่าพนาลี ทั้งรถมณีอำไพ
ให้คิดฉงนสนเท่ห์นัก ยักษาวานรมาแต่ไหน
จะถามพระดาบสให้แจ้งใจ ก็ตรงเข้าไปยังศาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งพลวานรกับยักษา
เห็นพรานไพรอื้ออึงคะนึงมา ล้วนถือปืนยาลูกพิษ
เดินตรงเข้าไปยังอาศรม แห่งพระบรมนักสิทธ์
เกรงว่าจะเป็นปัจจามิตร คิดแล้ววิ่งกรูกันออกไป
หยุดยืนขวางทางร้องว่า ไอ้ชาวป่านี้มาแต่ไหน
จึ่งทำอาจองทะนงใจ จะเข้าไปไยในกุฎี
อันองค์สมเด็จพระจักรา สนทนาอยู่ด้วยพระฤๅษี
จงเร่งไปเสียบัดนี้ หาไม่ชีวีจะมรณา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์นาถา
ได้ยินอื้ออึงคะนึงมา ผ่านฟ้าเหลือบเล็งเพ่งพิศ
เห็นนายกุขันนำพล เกลื่อนกล่นกันมาอกนิษฐ์
ชื่นชมด้วยสมพระทัยคิด ทรงฤทธิ์ก็ตรัสเรียกไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุขันผู้มีอัชฌาสัย
ครั้นแลเห็นองค์พระทรงชัย ดีใจก็วิ่งมาทันที
กอดเบื้องพระบาทแล้วกราบทูล นเรนทร์สูรปิ่นภพเรืองศรี
ข้าจากบทเรศสิบสี่ปี ไม่มีความสุขสักเวลา
วันนี้ได้พบพระทรงสวัสดิ์ ความแสนโสมนัสหนักหนา
ทูลแล้วบังคมนางสีดา กับพระลักษมณ์อนุชาวิลาวัณย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์
ได้ฟังนายพรานรำพัน ทรงธรรม์มีราชโองการ
ตัวเราสร้างพรตอดใจ ยังหิมวาลัยไพศาล
แล้วต้องไปรบยักษ์มาร แสนยากปิ้มปานจะมรณา
ฝ่ายท่านอยู่หลังยังแจ้งเหตุ พระชนนีเกิดเกศเกศา
กับสองพระศรีอนุชา ค่อยผาสุกหรือประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กุขันผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบัญชาภูวไนย บังคมไหว้สนองพระวาที
อันพระชนนีธิราช กับพระนุชนาถทั้งสองศรี
อยู่หลังตั้งแต่โศกี ไม่มีความสุขทุกเวลา
อันหมู่เสนาประชากร แสนโศกทุกข์ร้อนถ้วนหน้า
ด้วยองค์สมเด็จพระจักรา อยู่ทุกทิวาราตรีกาล ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิ์ล้ำพระสุริย์ฉาน
ได้ฟังกุขันนายพราน บอกเล่าข่าวสารทุกสิ่งไป
ให้คะนึงถึงคุณพระชนนี เพียงจะกลั้นโศกีมิใคร่ได้
ชลเนตรคลอเนตรภูวไนย ระงับไว้แล้วมีวาจา
ดูก่อนคำแหงวายุบุตร ผู้มีฤทธิรุทรแกล้วกล้า
ท่านกับกุขันอันปรีชา จงพากันรีบเข้าไปธานี
ทูลข่าวให้ทราบเบื้องบาท พระมารดาธิราชเฉลิมศรี
กับสองน้องรักร่วมชีวี อย่าให้โศกีร่ำไร
บัดนี้เรากับอนุชา นางสีดาผู้ยอดพิสมัย
กลับมาจากที่เดินไพร ถึงศาลาลัยพระอาจารย์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
กับทั้งกุขันนายพราน รับรสพจมานด้วยปรีดา
ต่างตนน้อมเศียรอภิวาทน์ แทบบาทพระนารายณ์นาถา
ออกจากอาศรมศาลา รีบไปอยุธยาธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงพระพรตพระสัตรุดเรืองศรี
ครั้นครบกำหนดสิบสี่ปี ไม่เห็นพระจักรีสี่กร
เสด็จกลับคืนเข้ามา ให้เร่าร้อนอุราดั่งต้องศร
ต่างแสนโศกาอาวรณ์ ภูธรแต่ปรับทุกข์กัน
บัดนี้ก็ครบกำหนดแล้ว องค์พระจักรแก้วรังสรรค์
กับพระลักษมณ์นางสีดาวิลาวัณย์ ไม่คืนเขตขัณฑ์ดั่งสัญญา
ตัวเราจะเข้ากองไฟ สิ้นชีวาลัยเสียดีกว่า
อย่าให้ไตรโลกล่วงนินทา ว่าเสียซึ่งสัจปัฏิญาณ
คิดแล้วก็พากันยุรยาตร ลงจากปราสาทฉายฉาน
เสด็จด้วยสนมบริวาร มาสถานนิเวศน์พระชนนี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ องค์พระมารดาทั้งสามศรี
ทูลว่าอันตัวของลูกนี้ ได้ให้สัจพระพี่สี่กร
เมื่อไปเชิญเสด็จเข้านิเวศน์ ยังเขตเขาสัตกูฏสิงขร
เป็นคำมั่นโดยธรรม์สถาวร ฝูงเทพนิกรก็แจ้งใจ
บัดนี้ก็ครบสิบสี่ปี พระจักรีจะมาก็หาไม่
ลูกรักจักลาเข้ากองไฟ ให้บรรลัยไปตามสัญญา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สามพระชนนีเสน่หา
ได้ฟังดั่งจะม้วยชีวา ต่างทรงโศการำพัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โอ้เจ้าดวงเนตรของแม่เอ๋ย ไฉนเลยจะม้วยอาสัญ
อันความสัจซึ่งปัฏิญาณกัน วันนั้นต่อหน้าชนนี
พระพี่เจ้าไปเดินหิมเวศ ทรงเพศจรรยาเป็นฤๅษี
ถ้าครบคำรบสิบสี่ปี จะกลับมาบุรีดั่งสัญญา
นี่สิวานรมาแจ้งความ ว่าไปสงครามด้วยยักษา
ถึงทวีปนครลงกา แกวตาก็แจ้งประจักษ์ใจ
อันการณรงค์โรมรัน จะกำหนดคืนวันนั้นไม่ได้
ถ้าเจ้าทั้งสองบรรลัย ที่ไหนแม่จะคงชีวี
ฝ่ายพระรามพระลักษมณ์กลับมา จะสิ้นชีวาทั้งสองศรี
จงงดฟังสักสามราตรี ดีร้ายจะมีข่าวมา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดนาถา
ฟังสามสมเด็จพระมารดา ชลนาคลอเนตรแล้วทูลไป
ซึ่งตรัสมาทั้งนี้ก็ควรนัก แต่สุดที่ลูกรักจะงดได้
สู้ตายไม่เสียดายชีวาลัย มิให้เสียสัจวาที
ถ้าเชษฐามาถึงพระนคร พระมารดรได้โปรดเกศี
จงแจ้งให้ทราบบาทธุลี ว่าลูกนี้ถวายบังคมลา
ทั้งสามสมเด็จพระแม่เจ้า จงโปรดเกล้าประทานโทษา
ซึ่งได้ผิดพลั้งแต่หลังมา อย่ามีเวราสืบไป
ขอฝากสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ ฝูงสนมกำนัลน้อยใหญ่
เมตตาช่วยเลี้ยงบำรุงไว้ ให้ได้ความสุขสวัสดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมารดาทั้งสามศรี
ได้ฟังลูกรักพาที ดั่งหนึ่งชีวีจะมรณา
ต่างองค์ต่างข้อนทรวงร่ำ ครวญคร่ำเศร้าโทมนัสสา
ต่างกอดลูกรักทั้งสองรา โศกาสลบลงพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดรังสรรค์
เห็นสามพระมารดาวิลาวัณย์ ทรงกันแสงโศกนิ่งไป
ตกใจสิ้นสมประฤๅดี จะดำรงอินทรีย์ก็ไม่ได้
ต่างองค์ซบพักตร์ลงร่ำไร สลบไปกับบาทพระมารดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงสนมกรมในซ้ายขวา
ทั้งนางท้าวเถ้าแก่จ่าชา เห็นห้ากษัตราวิลาวัณย์
กันแสงแน่นิ่งไม่ติงกาย ตกใจวุ่นวายตัวสั่น
ก็ร้องไห้เซ็งแซ่ขึ้นพร้อมกัน เสียงสนั่นอื้ออึงคะนึงไป
อุประมาดั่งหนึ่งลมกาล รำเพยพานพัดป่ารังใหญ่
อลหม่านทั้งข้างหน้าข้างใน ไม่เป็นตำบลสนธยา
ลางนางก็เข้านวดฟั้น ประคองคั้นพระบาทซ้ายขวา
บ้างเชิญเครื่องพระสุคนธ์มา ชโลมห้ากษัตราทันที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมารดาทั้งสามศรี
กับพระพรตพระสัตรุดธิบดี ต้องสุคนธ์วารีเย็นใจ
ทั้งแว่วเสียงสำเนียงนางกำนัล ก็พากันฟื้นองค์ขึ้นมาได้
ส้วมสอดกอดสองโอรสไว้ สะอื้นไห้แล้วกล่าววาจา
อันตัวของเจ้าทั้งสี่ เทเวศฤๅษีพร้อมหน้า
ประชุมเชิญให้ไวกูณฐ์มา หวังปราบอสุราสาธารณ์
ในกาลสมัยไตรดายุค ให้โลกเป็นสุขเกษมศานต์
ไฉนจะม้วยชนมาน ไตรดาลจะพึ่งผู้ใด
อันองค์สมเด็จพระเชษฐา จะไม่กลับมาอย่าสงสัย
เจ้าอย่าเร่าร้อนฤๅทัย ดวงใจจงฟังแม่พาที ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ