สมุดไทยเล่มที่ ๑๔

๏      มาจะกล่าวบทไป ถึงนางมณโฑสาวสวรรค์
แต่เสวยข้าวทิพย์พิธีกรรม์ ก็ทรงครรภ์จำเริญพระอุทร
องค์เจ้าลงกาพญายักษ์ จัดอนงค์ทรงลักษณ์ดั่งอัปสร
บำรุงรักษาบังอร ถาวรเป็นสุขทุกวันมา
พอถ้วนกำหนดทศมาส ลมกัมมัชวาตพัดกล้า
ให้เจ็บปวดครรภ์กัลยา ดั่งว่าจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      บัดนั้น นวลนางกำนัลสาวศรี
เห็นนางประชวรพระนาภี มีความตระหนกตกใจ
บ้างเข้าฝืนท้องประคองหลัง นั่งล้อมแปรผันพระครรภ์ให้
บ้างเรียกหมอวุ่นทั้งวังใน บ้างวิ่งไปเฝ้าองค์เจ้าลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      ครั้นถึงนบนิ้วขึ้นเหนือเกศ ทูลว่าอัคเรศเสน่หา
ให้ประชวรพระครรภ์กัลยา ดั่งว่าจะสิ้นสุดปราณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ทศพักตร์ผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังเร่าร้อนดั่งเพลิงกาฬ พญามารก็รีบเสด็จไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏      ครั้นถึงจึ่งมีบัญชา แก่แพทยาท้าวนางน้อยใหญ่
ช่วยกันผันแปรอรไท อย่าให้อันตรายราคี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมารศรี
ครั้นได้ศุภฤกษ์ยามดี เทวีประสูติพระลูกรัก ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ มโหรี

๏      เป็นบุตรีศรีศุภลักษณ์เลิศ งามประเสริฐดั่งนางในไตรจักร
ผิวพรรณนวลละอองผ่องพักตร์ ผิดสุริย์วงศ์ยักษ์ในลงกา
นางนั้นร้องขึ้นว่าผลาญราพณ์ สามคาบปรากฏถ้วนหน้า
แต่องค์บิตุเรศมารดา ไม่ได้ยินวาจานางนงลักษณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ทรงจักร
เห็นโฉมธิดายุพาพักตร์ ความรักพูนเพิ่มพันทวี
จึ่งมีพระบัญชาการ สั่งนางพนักงานสาวศรี
จงไปหาพิเภกอสุรี กับโหราธิบดีขึ้นมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      บัดนั้น ฝ่ายนางกำนัลซ้ายขวา
รับสั่งถวายบังคมลา ก็พากันรีบลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏      ครั้นถึงปราสาทกุมภัณฑ์ กำนัลนบนิ้วประนมไหว้
ทูลว่าพระทรงภพไตร ให้ข้ามาเชิญบทมาลย์
กับหมู่โหราขึ้นไปเฝ้า พระปิ่นเกล้าลงการาชฐาน
ด้วยองค์มณโฑนงคราญ เยาวมาลย์ประสูติพระธิดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พิเภกสุริย์วงศ์ยักษา
ได้แจ้งแห่งราชบัญชา ก็พาโหราขึ้นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏      ครั้นถึงจึ่งประณตบทมาลย์ พร้อมพฤฒาจารย์น้อยใหญ่
ในที่มหาปราสาทชัย คอยองค์ภูวไนยบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษา
ครั้นเห็นพิเภกขึ้นมา จึ่งมีวาจาอันสุนทร
หลานเจ้าประสูติเป็นสตรี ทรงศรีเพียงเทพอัปสร
จงดูชะตาบังอร จะเกิดสถาวรประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ก้มเกล้ารับสั่งภูวไนย ฉวยได้ดินสอกับกระดาน
จึ่งตั้งซึ่งจุลศักราช มาสเกณฑ์กำหนดคูณหาร
บวกลบลงเป็นอวมาน ตามฐานขับไล่ในคัมภีร์
ได้อุจจาวิลาสราชโชค โยคเกณฑ์อุตม์เอกราศี
ลัคนามาเมษสวัสดี ฤกษ์พานาทีประเสริฐนัก
งามพร้อมผิวพรรณรูปทรง สมควรคู่องค์บรมจักร
จึงสอยใส่ชะตาพญายักษ์ ลัคน์จันทร์เป็นกาลกิณี
แล้วสอบด้วยชะตาลงกา เสาร์ทับลัคนาในราศี
จึ่งทูลว่าพระราชบุตรี จะก่อการกุลีในเมืองมาร
อันจะเลี้ยงไว้เห็นไม่ได้ ดั่งหนึ่งกองไฟเผาผลาญ
ลงกาจะเป็นภัสม์ธุลีการ โลหิตเปรียบปานวาริน
แม้นอาลัยในราชธิดา สุริย์วงศ์พรหมาจะสูญสิ้น
ทิ้งเสียให้พ้นราคิน ในกระแสสินธุ์สาคร ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น นวลนางมณโฑดวงสมร
ฟังพระอนุชาพยากรณ์ บังอรดั่งหนึ่งจะม้วยมิด
จึ่งว่าพิเภกนี้อาธรรม์ เสกสรรใส่ลูกกระจิริด
สาธารณ์แกล้งผลาญชีวิต นี่เนื้อมีจิตฉันทา
โอ้ว่าลูกรักของแม่เอ๋ย กระไรเลยบุญน้อยหนักหนา
ครั้งนี้แลองค์พระเจ้าอา เห็นรักนัดดาเป็นพ้นไป
แม้นลูกเป็นกาลกิณี ตัวแม่จะดีมาแต่ไหน
จงฆ่าเสียด้วยกันให้บรรลัย จะต้องการอะไรแก่เมียรัก
จะเลี้ยงไว้ที่ในลงกา จะพาท่านให้เสียยศศักดิ์
ว่าพลางค่อนทรวงเข้าฮักฮัก นงลักษณ์เพียงจะสิ้นสมประดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏      เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
เห็นนางมณโฑเทวี แสนโศกโศกีร่ำไร
จึ่งกล่าวเล้าโลมด้วยสุนทร ดวงสมรว่านี้หาควรไม่
พิเภกรักหลานปานดวงใจ จะแสร้งทายใส่ไคล้ก็ผิดที
แม้นเจ้าสงสัยอนุชา โหราก็พร้อมอยู่ที่นี่
จงสอบดูให้รู้ว่าร้ายดี จนสิ้นที่กินแหนงแคลงใจ
ตรัสแล้วจึ่งมีบัญชา แก่โหราจารย์น้อยใหญ่
ลูกเราร้ายดีประการใด อย่าเกรงใจให้ว่าแต่จริงมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      บัดนั้น ปุโรหิตโหราพร้อมหน้า
รับสั่งแล้วพิจารณา ดูในชันษานางเทวี
เอาปูมปฏิทินออกเทียบ เปรียบไล่ใส่สอบถ้วนถี่
ก็แจ้งว่าเป็นกาลกิณี แก่บุรีแลองค์พระบิดร
จึ่งพร้อมกันสนองพระบัญชา ว่าชะตาพระธิดาดวงสมร
เป็นศัตรูแก่องค์พระภูธร ดั่งราหูจู่จรจับจันทร์
จะเลี้ยงไว้ก็ไม่เป็นประโยชน์ นางจะให้โทษแม่นมั่น
จะสิ้นสูญสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ เหมือนกันกับคำพระอนุชา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ได้แจ้งแห่งคำโหรา จึ่งผันพักตรามาพาที
ดูกรเจ้าผู้เยาวลักษณ์ ดวงใจดวงจักษุพี่
อันองค์พระราชบุตรี ใช่ว่าพี่นี้ไม่อาลัย
เมื่อเกิดมาจะมาล้างชีวิตเรา จะหลงรักเลี้ยงเขากระไรได้
เจ้าอย่าแสนโศกร่ำไร หักใจเสียเถิดนะนงคราญ
แล้วสั่งพิเภกอสุรี ตัวเจ้าผู้ปรีชาหาญ
ลูกเราทรลักษณ์สาธารณ์ ตามแต่ควรการบุราณมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น พิเภกสุริย์วงศ์ยักษา
จึ่งเอาผอบรัตนา เข้ามาจะใส่พระบุตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๏      เมื่อนั้น โฉมนางมณโฑมารศรี
แลเห็นผอบก็โศกี เทวีตีอกเข้ารำพัน
โอ้ว่าลูกน้อยของมารดา แม่อุตส่าห์อุ้มท้องประคองขวัญ
นอนนั่งตั้งแต่ถนอมครรภ์ มิให้อันตรายสิ่งใด
อนิจจาเกิดมาเอาชาติ จะคลาดจากเวราก็หาไม่
โอ้ว่าลูกน้อยกลอยใจ เจ้าจะไปเป็นเหยื่อแก่ฝูงปลา
ถึงกระไรแต่พอได้อาบนํ้า ป้อนข้าวสักคำก็ไม่ว่า
ร่ำพลางทางแสนโศกา กัลยาแน่นิ่งไม่สมประดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏      เมื่อนั้น พญาพิเภกยักษี
เห็นโฉมอัครราชเทวี โศกีเพียงสิ้นชีวาลัย
จึ่งเข้าช้อนองค์พระหลานขวัญ ใส่ผอบสุวรรณแล้วส่งให้
แก่เสนีผู้ปรีชาไว เร่งไปทิ้งเสียยังคงคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      บัดนั้น จึ่งสุกสารยักษา
รับผอบจากพระอนุชา อสุราเหาะไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      ครั้นถึงท่ามกลางสาคร นามกรวัลวานทีศรี
ก็ทิ้งลงในวนวารี ตามมีบัญชาพญายักษ์
ด้วยบุญสมเด็จพระอัคเรศ เกิดเป็นปทุมเมศเท่ากงจักร
รับผอบโฉมยงนางนงลักษณ์ ขุนยักษ์ไม่เห็นก็กลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น ฝ่ายนางมณีเมขลา
กับหมู่เทพบุตรเทวา ซึ่งได้รักษาสมุทรไท
เห็นกุมภัณฑ์มันพาพระลักษมี มาทิ้งในวารีกว้างใหญ่
ต่างต่างตระหนกตกใจ รีบไปช่วยองค์นงคราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      ครั้นถึงจึ่งเข้านั่งล้อม ขับกล่อมเยาวยอดสงสาร
ด้วยทิพย์ดุริยางค์บรรเลงลาน โอดพันเสียงหวานจับใจ
บ้างโปรยบุปผามาลาศ เกลื่อนกลาดในท้องทะเลใหญ่
ทั้งหมู่มัจฉาชาติดาษไป ดั่งดาวล้อมแขไขในวารี
เดชะเทวาพยาบาล ทั้งบุญญาธิการพระลักษมี
ถึงเนรัญชรนที เร็วรี่ฝืนสายสมุทรมา
ดั่งพระพายพาสุวรรณนาเวศ ถึงเวบูญสีขเรศภูผา
ผอบทองเหมือนมีวิญญาณ์ หยุดอยู่ที่ท่าพระมุนี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โล้

ร่าย

๏      มาจะกล่าวบทไป ถึงพระชนกฤๅษี
เคยลงไปสรงวารี ในท่านทีไม่เว้นวัน
ครั้นถึงเวลาจึ่งเรียกโยม อันชื่อนายโสมคนขยัน
ให้ถือผ้าชุบอาบพระนักธรรม์ ก็พากันลงไปยังคงคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏      มาถึงซึ่งท่าชลธาร องค์พระอาจารย์ฌานกล้า
แลเห็นผอบรจนา งามดั่งดาราไม่ราคิน
วางอยู่ในดวงปทุมทอง แสงส่องจับพื้นกระแสสินธุ์
ก็โถมลงไปยังวาริน เร็วดั่งครุฑบินในเมฆา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ คุกพาทย์

๏      ฉวยได้ผอบสุวรรณ พระนักธรรม์ชูไว้ในหัตถา
ก็ว่ายฝืนคืนกลับเข้ามา ยังท่ามหาวารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      ถึงฝั่งจึ่งเปิดผอบมาศ เห็นอนงค์น้อยนาฏเฉลิมศรี
มีความโสมนัสยินดี ดั่งได้มณีจักรพรรดิ
เด็กนี้ใช่ชาติต่ำพงศ์ จะเป็นหน่อสุริย์วงศ์กรุงกษัตริย์
ชะรอยว่าธานีบูรีรัตน์ เกิดความวิบัติกุลีกาล
จึ่งใส่ผอบทิพมาศ ทิ้งเสียอนาถน่าสงสาร
กูก็ไร้ธิดาแลกุมาร บุญมาพบพานเข้าวันนี้
จะเลี้ยงเป็นธิดาบุญธรรม์ สืบวงศ์ไอศวรรย์เฉลิมศรี
คิดแล้วจึ่งองค์พระมุนี ออกวาทีตั้งสัจจา
เดชะวาสนาเยาวมาลย์ จะเป็นแก่นสารไปภายหน้า
ให้นิ้วชี้เรามีศักดา เกิดเป็นธาราประโยธร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ ตระ

๏      บัดเดี๋ยวนิ้วเป็นน้ำนม มีความชื่นชมสโมสร
ก็ให้องค์อัครราชบังอร ดูดกรต่างถันธารา
แล้วจึ่งให้นายโสมนั้น แบกผอบสุวรรณไปหน้า
ก็ประคองอุ้มองค์พระธิดา กลับมายังที่ตำหนักไพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      ครั้นถึงจึ่งให้ผูกอู่ ข้างริมประสูทิศใต้
วางลงให้นอนแล้วแกว่งไกว ใช้นายโสมช้ากุมารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏      บัดนั้น นายโสมโยมพระฤๅษี
ได้เป็นพี่เลี้ยงพระบุตรี มีความรักใคร่พ้นไป
อาบน้ำป้อนข้าวบังอร จะให้อนาทรก็หาไม่
ถึงยามจะนอนก็แกว่งไกว ขลุกขลุ่ยอยู่ในศาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น พระดาบสผู้ทรงสิกขา
แต่ได้นางมาเป็นธิดา เลี้ยงดูทุกทิวาราตรี
จึ่งคิดว่ากูเป็นกษัตริย์ ละสมบัติออกบวชเป็นฤๅษี
หวังจะใคร่ได้ฌานโลกีย์ บัดนี้ก็ยังไม่สมคิด
ครั้นจะกลับคืนเข้าราชฐาน ก็เสียดายการตบะกิจ
จะเพียรไปในเพศบรรพชิต ก็ติดด้วยธุระพระธิดา
อย่าเลยจะเอาไปฝังไว้ ฝากฝูงเทพไทที่ในป่า
จะได้บำเพ็ญภาวนา รักษาซึ่งกิจพิธี
คิดแล้วจึ่งเรียกนายโสม เป็นโยมซึ่งเลี้ยงโฉมศรี
ให้ยกนางใส่ผอบรูจี พระมุนีจับจอบแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏      มาถึงชายป่าแนวทุ่ง เป็นหว่างวุ้งมีต้นไทรใหญ่
ให้วางผอบสุวรรณไว้ ยังใต้ร่มรุกขฉายา
ที่นี้แลมีเทเวศร์ ทรงศักดาเดชแกล้วกล้า
จะฝากพระราชธิดา ให้ช่วยรักษาเยาวมาลย์
จึ่งสั่งนายโสมให้ขุดหลุม ใต้พุ่มพระไทรไพศาล
ทุบปราบราบรื่นรองกระดาน ภูมิฐานลึกกว้างเสมอกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      บัดนั้น ฝ่ายว่านายโสมคนขยัน
รับจอบมาจากพระนักธรรม์ ถกเขมรฟันดินวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๏      สี่ศอกสี่เหลี่ยมราบรื่น ปราบพื้นมิให้ลุ่มดอนได้
เหื่อย้อยอ้าปากหายใจ ก็เสร็จโดยในกำหนดมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น พระมหาดาบสพรตกล้า
ครั้นหลุมสำเร็จดั่งจินดา จึ่งตั้งสัตยาวาที
แม้นนางจะได้ร่วมเศวตฉัตร กับองค์จักรพรรดิเฉลิมศรี
จรรโลงโลกาประชาชี ธาตรีเป็นสุขสถาวร
จงบันดาลดวงทิพย์ปทุมมาศ อันโอภาสด้วยกลิ่นเกสร
ผุดขึ้นมาในดินดอน รับผอบบังอรด้วยบุญญา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏      เดชะความสัตย์พระมุนี ทั้งบุญพระลักษมีเสน่หา
ก็เกิดเป็นบัวทองโสภา ขึ้นมากลางหลุมดั่งใจ
เบิกบานเกสรขจรรส พระดาบสหยิบเอาผอบใส่
แล้วสั่งศิษย์ผู้ร่วมฤทัย จงกลบเกลี่ยดินให้เสมอดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      บัดนั้น นายโสมโยมพระฤๅษี
จึ่งจับจอบกลบเกลื่อนปัถพี ราบดีดั่งคำพระสิทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปลูกต้นไม้ เจรจา

๏      เมื่อนั้น องค์พระดาบสพรตกล้า
ครั้นเสร็จฝังองค์พระธิดา ก็พากันกลับมาตำหนักไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงเทวาน้อยใหญ่
ซึ่งสิงสู่อยู่รุกข์พระไทร เทพไทเจ้าป่าพนาลี
ได้ฟังพระมหาอาจารย์ อธิษฐานฝังองค์พระลักษมี
มีความเมตตาปรานี บอกกันอึงมี่เป็นโกลา
ต่างพาฝูงเทพนิกร ทั้งนางอัปสรพร้อมหน้า
ออกจากวิมานรัตนา มายังที่ฝังเยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โคมเวียน

๏      ครั้นถึงนั่งล้อมถนอมเลี้ยง ขับกล่อมจำเรียงเสียงหวาน
พิทักษ์รักษาพยาบาล มิให้มีเภทพาลภยันต์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวทศรถรังสรรค์
พิศวาสโอรสทั้งสี่นั้น ดั่งดวงชีวันดวงใจ
เชยชมเป็นสุขทุกเวลา จะมีโรคาก็หาไม่
จนพระกุมารจำเริญวัย ชันษานั้นได้สิบสองปี
คิดจะให้พระโอรสราช รู้ศิลปศาสตร์ศรศรี
จะได้ปราบพวกพาลไพรี ให้ธาตรีเป็นสุขสถาวร
จึ่งประทานกระสุนให้ทุกองค์ พ่อจงหัดยิงเล่นต่างศร
ให้แม่นยำชำนาญชาญกร บิดรจะให้เรียนศิลป์ชัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระพี่น้องผู้มีอัชฌาสัย
รับพระแสงกระสุนด้วยดีใจ บังคมไหว้ออกจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏      ไปหน้าพระลานทั้งสี่องค์ ทรงกระสุนเล่นเกษมสันต์
บ้างยิงพนันขนมกัน ใครแพ้เยาะหยันทุกที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด เจรจา

๏      บัดนั้น สาวใช้นางไกยเกษี
อันชื่อว่าค่อมกุจจี สำหรับเก็บมาลีอัตรา
ครั้นถึงเวลาก็แต่งตัว หวีหัวคัดปีกผัดหน้า
ใส่จริตกรีดกรายกิริยา เดินมาจะไปสวนมาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลงตะนาว

๏      ครั้นถึงซึ่งหน้าพระลาน เห็นพระกุมารทั้งสี่
ทรงกระสุนพนันกันทุกที ผู้คนอึงมี่กลาดไป
เป็นที่เพลิดเพลินวิญญาณ์ จะไปสวนมาลาก็หาไม่
หยุดอยู่ดูเล่นสำราญใจ นั่งยิ้มละไมยิงฟัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์รังสรรค์
เล่นอยู่ที่ท้องสนามจันทน์ ทรงธรรม์ก็ทอดพระเนตรไป
เห็นนางค่อมนุ่งผ้าตานี ห่มสีทับทิมหงอนไก่
ลอยหน้าเท้าแขนยิ้มละไม จึ่งตรัสไปแก่สามอนุชา
พี่จะยิงอี่ค่อมหลังกุ้ง ให้โก่งนั้นดุ้งไปข้างหน้า
น้องรักจงทอดทัศนา ว่าแล้วก็ยิงทันที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏      ด้วยเดชานุภาพพระนารายณ์ ต้องแม่นเหมือนหมายไม่คลาดที่
โก่งนั้นดุ้งไปข้างนาภี พระจักรีก็ยิงซ้ำไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      โก่งนั้นก็กลับคืนมา นางค่อมหารู้ตัวไม่
แม่นยำรวดเร็วว่องไว ยิงได้ดังใจทุกสิ่งอัน
พระพี่น้องชื่นชมโสมนัส ตบพระหัตถ์สำรวลสรวลสันต์
มหาดเล็กเด็กชาทั้งนั้น ต่างเย้ยเยาะหยันเฮฮา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราวรำ

๏      บัดนั้น ฝ่ายนางกุจจีทาสา
ความอายเป็นพ้นพรรณนา มือฟายนํ้าตาโศกี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏      ถึงมาตรกูเป็นค่อมเค้า ก็ข้าเก่านางไกยเกษี
พระรามมาทำดั่งนี้ ชีวีมิตายจะเห็นกัน
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นใจ น้ำตาหลั่งไหลตัวสั่น
ลุกจากที่ท้องสนามจันทน์ ก็เดินงกงันเข้ามา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ชุบ

๏      เมื่อนั้น ทั้งสี่พระโอรสา
ทรงกระสุนยิงหัดมาอัตรา หมายตาหมายกรได้ชำนาญ
รอบรู้วิชาทุกตำรับ ขี่ขับช้างม้ากล้าหาญ
จำเริญวัยใหญ่วัฒนาการ ชนมานนั้นได้สิบสี่ปี
ราชกิจต่างพระเนตรพระกรรณ ทรงธรรม์บิตุเรศเรืองศรี
ถึงเวลาก็พากันจรลี ทั้งสี่ขึ้นเฝ้าพระบิดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏      เมื่อนั้น ท้าวทศรถนาถา
เห็นสี่สมเด็จพระลูกยา เสน่หาดั่งดวงชีวัน
จึ่งมีมธุรสพจนารถ สุดสวาทของพ่อเฉลิมขวัญ
เจ้าจะสืบสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ เป็นจรรโลงโลกธาตรี
จงไปอยู่ด้วยพระอาจารย์ เรียนวิชาการศรศรี
ทั้งไตรเพทไสยเวทฤทธี ตามประเวณีหน่อกษัตรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ทั้งสี่พระโอรสา
ได้ฟังสมเด็จพระบิดา กราบกับบาทาแล้วทูลไป
ซึ่งพระองค์ทรงพระการุญ พระคุณนั้นหาที่สุดไม่
ลูกรักจำนงจงใจ จะใคร่ให้เรืองฤทธี
ว่าแล้วถวายบังคมลา พระบิตุเรศมารดาทั้งสี่
ออกจากอยุธยาธานี จรลีเข้าในพนาวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ชมดง

๏      เดินพลางทางชมรุกขชาติ งอกงามเกลื่อนกลาดหลายหลั่น
โศกไทรสนสักชิงชัน มูกมันประดู่หูกวาง
กระสังรังรักเต็งแต้ว เกล็ดแก้วกันเตราไตรตร่าง
ตะเคียนแคข่อยขานาง ขวิดขวาดปริงปรางประยงค์
กระถินอินจันจำปา ลำดวนกระดังงามหาหงส์
สารภีนมสวรรค์คันทรง กาหลงเลนเตเพกา
พิกุลบุนนาคตูมตาด เหียงหาดพลับพลวงหวายหว้า
นมยวงนางแย้มโยทะกา พะวาพะยอมเฟืองไฟ
ช้องนางช้างน้าวสาวหยุด ชาตบุษย์ขจรหงอนไก่
สี่กษัตริย์ชมเพลินจำเริญใจ จนไปถึงอาศรมพระนักพรต ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น ทั้งสองพระมหาดาบส
เหลือบเห็นหน่อท้าวทศรถ จึ่งมีพจนารถถามไป
เป็นไฉนเจ้ามาแต่สี่องค์ รี้พลจัตุรงค์ก็หาไม่
เกิดเหตุเภทพาลประการใด ตานี้สงสัยพันทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น จึ่งพระกุมารทั้งสี่
ได้ฟังพระมหามุนี ชุลีกรแล้วแจ้งกิจจา
บัดนี้สมเด็จพระบิตุรงค์ พระองค์โปรดเกล้าเกศา
ให้ข้านี้พี่น้องออกมา อยู่ใต้บาทาพระอาจารย์
เรียนศิลปศาสตร์ไตรเพท ทั้งพระเวทวิทยาให้กล้าหาญ
สำหรับอัครราชกุมาร พระทรงญาณจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระวสิษฐ์สวามิตรฤๅษี
ได้ฟังชื่นชมยินดี จึ่งมีวาจาตอบไป
ซึ่งจะมาอยู่ด้วยตา สารพัดวิชาจะบอกให้
จงตั้งความเพียรมั่นไว้ ก็จะได้สำเร็จดั่งใจคิด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระรามบรมจักรกฤษณ์
กับสามอนุชาร่วมชีวิต อยู่ด้วยนักสิทธ์ในกุฎี
เช้าคํ่าอุตส่าห์นวดฟั้น คั้นหัตถ์บาทาพระฤๅษี
ปูอาสน์กวาดแผ้วผงคลี ทั้งสี่ปรนนิบัติเป็นอัตรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น สองพระดาบสพรตกล้า
จึ่งบอกไตรเพทวิทยา แก่สี่นัดดาทุกวัน
แล้วเหลาไม้ไผ่เป็นคันศร ให้พระสี่กรรังสรรค์
กับสามอนุชาคนละคัน ลูกนั้นสามเล่มประกับไป
เจ้าจงหัดยิงทั้งสี่หลาน ให้แม่นยำชำนาญจงได้
แล้วแนะลัทธิศิลป์ชัย โดยนัยไสยเวทฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น สี่กษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
รับศรจากกรพระมุนี อัญชลีแล้วพากันออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏      มาถึงที่สุดจงกรม พื้นปราบราบร่มรังใหญ่
จึ่งปักดอกประยงค์เรียงไว้ ไกลได้ถึงสามสิบวา
ต่างองค์ต่างขึ้นธนูศร หมายกรจะยิงบุปผา
ก็พาดสายลั่นไปดั่งจินดา เสียงก้องท้องฟ้าพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏      ลูกศรไปต้องดอกประยงค์ ย่อยยับแหลกลงกับที่
ต่างแผลงต่างต้องทุกที ก็ตบหัตถ์สรวลมี่สำราญใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น ทั้งสองพระมหาอาจารย์ใหญ่
เห็นหน่อท้าวทศรถภูวไนย เรียนศิลป์ศรได้ชำนาญ
รู้จบไตรเพทเวทมนตร์ ฤทธิรณปรีชากล้าหาญ
ครั้งนี้อสูรหมู่มาร จะสิ้นปราณด้วยกรพระจักรา
ตรีโลกจะเย็นด้วยพระเดช ดั่งฉัตรแก้วกั้นเกศเกศา
แต่ซึ่งจะปราบพาลา ศิลป์ศรศักดายังไม่มี
จำจะกองกูณฑ์กาลากิจ โดยวิษณุเวทเรืองศรี
ให้ศรเกิดในกลางอัคคี จึ่งจะเรืองฤทธีเกรียงไกร
คิดแล้วจึ่งสองพระอาจารย์ ประกอบการจะชุบศรให้
กำหนดศุภฤกษ์ยามชัย ต่างองค์ออกไปจากกุฎี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๏      ครั้นถึงซึ่งที่อัพโพกาศ เป็นอาสน์สำหรับพระฤๅษี
จึ่งตั้งกาลากิจพิธี สำรวมอินทรีย์ภาวนา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ สาธุการ

๏      ด้วยอำนาจเวทอันเชี่ยวชาญ สุธาธารกำเริบทุกทิศา
ลั่นคึกกึกก้องโกลา เพลิงแรงแสงกล้าดั่งไฟกัลป์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏      เมื่อนั้น ฝ่ายพระอิศวรรังสรรค์
เสด็จเหนืออาสน์พรายพรรณ ในสุวรรณตรีมุขพิมาน
พร้อมฝูงสุรางค์อัปสร จับระบำรำฟ้อนขับขาน
ไม่แสนเกษมสำราญ ให้บันดาลเร่าร้อนฤทัย
จึ่งเล็งทิพเนตรลงมา เห็นสองพระมหาอาจารย์ใหญ่
กองกูณฑ์พิธีกระลาไฟ จะชุบศิลป์ให้พระนารายณ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      ควรกูจะประสาทศรสิทธิ์ ให้สัมฤทธิ์อาวุธทั้งหลาย
คิดแล้วเข้าที่สงัดกาย ร่ายเวทสำรวมจิตใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏      บัดเดี๋ยวเกิดเป็นลูกศร สิบสองเล่มฤทธิรอนจำเพาะให้
กับทั้งศรสิทธิ์ฤทธิไกร ก็โยนไปในกองอัคคี

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น ทั้งสองพระมหาฤๅษี
เห็นศรพิชัยโมลี เกิดขึ้นที่กลางกาลา
พร้อมสิบสองเล่มเรืองฤทธิ์ มีจิตแสนโสมนัสสา
ก็หยิบออกมาพิจารณา เห็นจารึกอักษรเป็นสำคัญ
มีนามสามราชวรนุช กับพระทรงครุฑรังสรรค์
ศรนี้ฤทธีต่างกัน สำหรับปราบอาธรรม์พาลา
แล้วส่งให้สี่พระกุมาร ว่าศรพระทรงญาณนาถา
จารึกประสาทลงมา อานุภาพเลิศลํ้าธาตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์เทวัญทั้งสี่
รับศรจากกรพระมุนี ยินดีดั่งได้โสฬส
กราบลงแล้วกล่าววาจา อันคุณพระมหาดาบส
ใหญ่ยิ่งพระเมรุบรรพต จะกำหนดก็พ้นประมาณใจ
ทั้งไตรโลกาเอามาเทียบ จะเปรียบหนักเสมอก็ไม่ได้
จะขอสนองคุณพระองค์ไป กว่าชีวาลัยจะมรณา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น สองพระดาบสพรตกล้า
ได้ฟังพระราชนัดดา แสนโสมนัสสาพันทวี
ต่างองค์อำนวยอวยชัย จงเรืองฤทธิไกรทั้งสี่
อันศัตรูหมู่ราชไพรี อย่ามีผู้รอต่อกร
ซึ่งเจ้าเรียนไตรเพทวิทยา ก็สมปรารถนาทั้งศิลป์ศร
องค์พระชนนีบิดร ภูธรจะคอยทุกคืนวัน
ตานี้จะเข้าไปส่ง ยังพระบิตุรงค์รังสรรค์
ว่าแล้วทั้งสองพระนักธรรม์ ก็พากันออกจากกุฎี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏      ครั้นถึงซึ่งราชนิเวศน์ องค์พระเยาวเรศทั้งสี่
ก็เชิญพระมหาโยคี ขึ้นปราสาทมณีอลงการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏      เมื่อนั้น พระจอมอยุธยาราชฐาน
เห็นสองพระมหาอาจารย์ กับสี่กุมารก็ยินดี
จึ่งบัญชาเชิญพระนักธรรม์ ขึ้นแท่นสุวรรณจำรัสศรี
มัสการบูชาด้วยมาลี แล้วมีพจนารถถามไป
อันสี่พระราชนัดดา ร่ำเรียนวิชาเป็นไฉน
ทั้งการธนูศิลป์ชัย สำเร็จหรือไม่พระนักพรต ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ทั้งสองพระมหาดาบส
ได้ฟังองค์ท้าวทศรถ จึ่งมีพจนารถตอบไป
อันสี่พระราชกุมาร วิชาการสารพัดเรียนได้
รวดเร็วเคล่าคล่องว่องไว ไม่มีใครเปรียบทั้งโลกา
แล้วรูปกองกูณฑ์พิธี ร้อนถึงพระศุลีนาถา
ประสาทศรให้ลงมา ฤทธานุภาพต่างกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ท้าวทศรถรังสรรค์
ฟังสองพระมหานักธรรม์ ดั่งได้ช่อชั้นดุษฎี
สวมสอดกอดองค์พระลูกรัก ดวงจักษุพ่อทั้งสี่
จงลองศรสิทธิฤทธี ในที่ท่ามกลางเสนา
ตามประเวณีราชสุริย์วงศ์ อันทรงสุรภาพแกล้วกล้า
พระเกียรติจะได้เลื่องลือชา ประจักษ์ตาแก่หมู่พลากร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ทั้งสี่พระองค์ทรงศร
น้อมเศียรรับสั่งพระบิดร พาอันบทจรออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏      เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์นาถา
ขึ้นศรแผลงไปด้วยฤทธา สะเทือนทั่วมหาบรรพต ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏      ฟ้าแลบไม่ทันสิ้นแสง ศรสามเล่มแผลงไปได้หมด
พรหมาสตร์ไปชั้นโสฬส เร็วดั่งจักรกรดสุรกานต์
อันอัคนิวาตฤทธิรอน เป็นดวงทินกรฉายฉาน
พลายวาตไปเขาจักรวาล ลงสู่บาดาลแล้วกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น จึ่งองค์พระพรตกนิษฐา
บังคมสมเด็จพระบิดา ขึ้นศรเงื้อง่าแล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏      เล่มหนึ่งไปปัญจนที เล่มหนึ่งไปสี่ทวีปใหญ่
เล่มหนึ่งไปหิมวาลัย ศรชัยคืนมาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระลักษมณ์รุ่งฟ้านราสรรค์
พระกรน้าวศรยืนยัน แผลงสนั่นครั่นครื้นพสุธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏      เล่มหนึ่งไปอัคนิรุทร เล่มหนึ่งเป็นอาวุธแสนห่า
เล่มหนึ่งไปพิภพอสุรา กลับมาทักษิณพระนคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น องค์พระสัตรุดชาญสมร
ชักศรพาดสายกรายกร สำแดงฤทธิรอนแล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏      เล่มหนึ่งเป็นพายุพัดมา เล่มหนึ่งเป็นห่าฝนใหญ่
เล่มหนึ่งนั้นเป็นเปลวไฟ แล้วศรชัยกลายกลับเป็นมาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ฝูงเทพเทวาทุกราศี
คนธรรพ์ครุฑาวาสุกรี กษัตราธิบดีทั้งแดนไตร
ได้ยินเสียงกึกก้องกัมปนาท พสุธาอากาศหวาดไหว
บดบังทั้งแสงอโณทัย ตกใจทั่วแคว้นแดนดิน
แต่หมู่เทวัญนั้นแจ้งเหตุ ว่าพระพงศ์เทเวศร์ประลองศิลป์
ก็เริงรื่นชื่นชมถึงพรหมินทร์ ทีนี้อสุรินทร์จะวายปราณ
บ้างโปรยทิพย์บุปผามาลาศ สุคนธาเกลื่อนกลาดหอมหวาน
เยี่ยมแกลแซ่ซ้องสาธุการ ทั่วทุกวิมานเมืองฟ้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ สาธุการ

๏      เมื่อนั้น ท้าวทศรถนาถา
กับสามอัครชายา พระวงศาสนมกำนัล
อีกแสนเสนาพฤตามาตย์ ประชาราษฎร์โยธาพลขันธ์
เห็นสี่กุมาราวิลาวัณย์ ลองศิลป์สนั่นทั้งธาตรี
ต่างคนต่างแสนโสมนัส อวยสวัสดิ์อวยพรอึงมี่
ให้สืบสุริย์วงศ์ทรงธรณี จะได้เป็นที่พึ่งแก่โลกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น สองพระดาบสพรตกล้า
เห็นสี่สมเด็จพระนัดดา ลองศิลป์สาตราได้ดั่งใจ
มีความชื่นชมยินดี เหมือนโกสีย์เอาแก้วมายื่นให้
ยิ้มพลางอำนวยอวยชัย จงเรืองฤทธิไกรดั่งเพลิงกัลป์
แล้วกล่าวสุนทรวาจา ลาท้าวทศรถรังสรรค์
ลงจากปราสาทสุวรรณ ตรงไปอารัญกุฎี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ช้า

๏      มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวไกยเกษเรืองศรี
แจ้งเหตุว่าพระบุตรี ซึ่งอยู่บุรีอยุธยา
มีโอรสราชกุมาร ศิลป์ศรชำนาญแกล้วกล้า
จึ่งคิดถวิลจินดา ตัวกูก็ชราภาพนัก
จะไปขอนัดดามาไว้ ให้ช่วยรักษาอาณาจักร
เกลือกมีศัตรูหมู่ยักษ์ หลานรักจะได้รอนราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      คิดแล้วจึ่งสั่งเสนี ผู้มีปรีชาให้แต่งสาร
ขอองค์พระราชกุมาร หลานกูมาไว้ในพารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      บัดนั้น เสนีผู้มียศถา
ก้มเกล้ารับราชบัญชา ก็ออกมาจากท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏      จึ่งให้อาลักษณ์เขียนสาร ลงในลานทองฉายฉัน
ใส่ในกล่องแก้วแพร้วพรรณ ให้เสนาคนขยันถือไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      บัดนั้น สามนายผู้มีอัชฌาสัย
รับสารออกจากเวียงชัย รีบไปตามทางพนาวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      ครั้นถึงอยุธยาราชฐาน อันโอฬารดั่งดาวดึงส์สวรรค์
เข้าหาเสนาสุมันตัน บรรยายตามเรื่องสารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      บัดนั้น สุมันตันผู้มียศถา
ได้แจ้งแห่งคำเสนา พากันมาพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏      ครั้นถึงน้อมเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรปิ่นภพเรืองศรี
ว่าท้าวไกยเกษธิบดี ภูมีให้ราชสารมา
ทูลพลางทางเปิดกล่องแก้ว แล้วจบเหนือเกล้าเกศา
เชิญแผ่นสุวรรณสารา ออกมาถวายพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ช้า

๏      ราชสารองค์ท้าวไกยเกษ ผู้ผ่านนคเรศมไหศวรรย์
ซึ่งร่วมแผ่นนพคุณเดียวกัน กับเขตขัณฑ์อยุธยาธานี
จำเริญสถาพรอักษรสวัสดิ์ ถึงพระจอมจักรพรรดิเรืองศรี
ผู้ปิ่นโลกาธาตรี ในทวารวดีเวียงชัย
ด้วยกรุงไกยเกษพารา โอรสนัดดานั้นหาไม่
จะขอซึ่งองค์พระพรตไป ไว้สืบสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์
เสนีไพร่ฟ้าอาณาเขต จะได้พึ่งพระเดชหลานขวัญ
ดั่งฉัตรแก้วบังแสงสุริยัน เป็นมหาจรรโลงพระนคร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ท้าวทศรถชาญสมร
ฟังสารสวัสดิ์สถาวร ภูธรชื่นชมยินดี
จึ่งมีพจนารถตรัสไป ว่าพระอัยกาเรืองศรี
จะขอหลานไปไว้ในธานี เรานี้ก็จะให้ดั่งจินดา
ตรัสแล้วเสด็จจากอาสน์ งามวิลาสดั่งเทพเลขา
กรายกรนวยนาดยาตรา เข้ามหาปราสาทพรายพรรณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏      ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ พร้อมกษัตริย์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ทั้งฝูงพระสนมกำนัล เฟี้ยมเฝ้าทรงธรรม์กลาดไป
จึ่งตรัสบอกนางไกยเกษี เจ้าพี่ผู้ยอดพิสมัย
พระบิตุรงค์ขององค์อรไท ภูวไนยให้มีสารมา
ขอโอรสเจ้าเยาวเรศ ไปไว้ต่างเนตรซ้ายขวา
มิให้ก็จะเคืองวิญญาณ์ พระผู้ผ่านฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น โฉมนวลนางไกยเกษี
ได้ฟังบัญชาพระสามี ยอกรชุลีแล้วทูลไป
อันพระบิตุรงค์ทรงยศ โอรสนัดดาก็หาไม่
ซึ่งจะให้ลูกรักดั่งดวงใจ ไปอยู่ด้วยองค์พระอัยกา
ทั้งนี้สุดแต่พระทรงเดช จะเมตตาโปรดเกศเกศา
ตัวข้าผู้รองบาทา ไม่ขัดบัญชาพระภูมี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ท้าวทศรถเรืองศรี
ได้ฟังอัครราชเทวี ดั่งวารีทิพย์มาเจือใจ
จึ่งบัญชาตรัสแก่พระพรต ผู้โอรสร่วมจิตพิสมัย
บัดนี้ตาเจ้าจะขอไป ให้สืบสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์
ควรที่จะสนองรองบาท พระอัยกาธิราชรังสรรค์
เป็นตาเป็นใจพระทรงธรรม์ ในเขตขัณฑ์ไกยเกษพระนคร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
ได้ฟังสมเด็จพระบิดร ชุลีกรสนองพระวาที
ซึ่งพระองค์จะโปรดให้ไป ลูกมิใคร่ไกลบาทบทศรี
จะจากสามสมเด็จพระชนนี ทั้งพระจักรีพี่ยา
กับองค์พระลักษมณ์พระสัตรุด ผู้เป็นวรนุชเสน่หา
พระบิตุรงค์จงทรงพระเมตตา สุดปัญญาที่จะจากกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ