สมุดไทยเล่มที่ ๓๓

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงปักหลั่นยักษี
ต้องสาปหัสนัยน์ธิบดี อสุรีเฝ้าสระมาช้านาน
ต่อสัตว์เข้ามาในที่นั้น กุมภัณฑ์จับกินเป็นอาหาร
ครั้นถึงมัชฌิมราตรีกาล ขุนมารขึ้นจากชลาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ พิราบรอน

๏ เที่ยวตามบริเวณสระศรี พบพลกระบี่น้อยใหญ่
นอนดาษพาดกันเกลื่อนไป หลับไหลไม่ฟื้นกายา
มีใจชื่นชมโสมนัส ตบหัตถ์สำรวลสรวลร่า
วันนี้ลาภใหญ่ของกูมา จะกินเป็นภักษาให้สำราญ
คิดแล้วกวัดแกว่งคทาวุธ สำแดงฤทธิรุทรกำลังหาญ
ค่อยย่องเข้าไปด้วยใจพาล ยังสถานท่ามกลางโยธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งเห็นวานรสามตน อยู่ในกลางพลกระบี่ศรี
ผู้หนึ่งเขียวขำทั้งอินทรีย์ ชะรอยไอ้นี่เป็นนายมา
กูจะสังหารผลาญมัน ให้สิ้นชีวันสังขาร์
คิดแล้วโจนถีบอุรา องคตนัดดามัฆวาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ลูกพญาพาลีใจหาญ
ผวาตื่นจากพื้นสุธาธาร ก็เห็นขุนมารบังอาจใจ
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟฟอน สำแดงฤทธิรอนแผ่นดินไหว
ฉวยชักพระขรรค์ด้วยว่องไว เข้าไล่เข่นฆ่าอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ปักหลั่นสิทธิศักดิ์ยักษี
ถาโถมโจมจ้วงทะลวงตี ด้วยกำลังอินทรีย์กุมภัณฑ์
ต่างถอยต่างไล่สับสน ต่างตนฤทธิแรงแข็งขัน
สองหาญต่อกล้าเข้าโรมรัน ต่างตีต่างฟันไม่งดกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น หลานท้าวมัฆวานชาญสมร
กวัดแกว่งพระขรรค์ฤทธิรอน วานรเหยียบเข่าอสุรี
กลอกกลับจับกันสับสน ต่างอดต่างทนไม่ถอยหนี
ถีบถูกปักหลั่นหลายที ยักษีซวนไปด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น จึ่งปักหลั่นยักษา
สิ้นคิดสิ้นกำลังกายา สิ้นศักดาเดชจะรอนราญ
ความกลัวตัวสั่นขวัญหนี ดั่งจะม้วยชีวีสังขาร
ประนมกรแล้วกล่าวพจมาน ท่านนี้มีนามชื่อไร
พาพลล่วงเข้ามาในแดน แว่นแคว้นของเราที่สระใหญ่
จะไปแห่งหนตำบลใด สงสัยเป็นพ้นคณนา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ลูกพญาพาลีแกล้วกล้า
ได้ฟังจึ่งตอบอสุรา กูนี้ชื่อว่าองคต
เป็นทหารสมเด็จพระจักรกฤษณ์ ทรงกำลังฤทธิ์ดั่งจักรกรด
บัดนี้พระองค์ทรงยศ ยกทศโยธาวานร
จะไปปราบอสูรหมู่มาร ให้สิ้นพวกพาลด้วยแสงศร
ให้กูสามนายฤทธิรอน ไปยังนครลงกา
คํ่าลงก็หยุดอาศัย ไม่รู้ว่าแดนยักษา
ตัวมึงชื่อไรอสุรา อหังการ์มาลอบราวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งปักหลั่นยักษี
แจ้งว่าทหารพระจักรี ยินดีก็บอกแก่วานร
เดิมเราเป็นข้าเบื้องบาท พระจอมเมรุมาศสิงขร
ทำชู้สู่สมด้วยบังอร มีนามเกสรมาลา
พระองค์นั้นทรงพระโกรธ ลงโทษสาปข้าเป็นยักษา
ให้มาเฝ้าสระพันตา ชื่อว่าปักหลั่นขุนยักษ์
เมื่อใดต่อพบทหาร องค์พระอวตารทรงจักร
ได้ลูบกายข้าผู้ทรลักษณ์ จึ่งจะพ้นโทษหนักซึ่งสาปไว้
วันนี้สิ้นทุกข์เวทนา ปรีดาหาที่จะเปรียบไม่
ซึ่งข้ามาทำให้เคืองใจ ขออภัยจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตหลานท้าวโกสีย์
แจ้งความตามเรื่องอสุรี ขุนกระบี่มีจิตเมตตา
จึ่งยืนกรไปลูบปฤษฎางค์ ก็สระสร่างซึ่งโทษยักษา
กายนั้นกลับเป็นเทวา เหาะไปฟากฟ้าสถาวร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
ทั้งชมพูพานฤทธิรอน กับหมู่วานรโยธี
แว่วเสียงสนั่นครั่นครื้น ก็ตื่นขึ้นพร้อมหน้ากระบี่ศรี
บ้างคลานบ้างวิ่งเป็นโกลี เรียกหากันมี่อึงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ หนุมานจึ่งร้องตวาด ประกาศหมู่โยธาน้อยใหญ่
เหตุผลต้นปลายประการใด ตกใจอื้ออึงโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลกระบี่ถ้วนหน้า
ได้ยินหนุมานร้องมา วานรก็สงบทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น หลานท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
เสร็จส่งปักหลั่นอสุรี ก็กลับมายังที่พลไกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงคำแหงหนุมาน กับชมพูพานทหารใหญ่
จึ่งแจ้งเหตุผลแต่ต้นไป ตามได้รณรงค์กุมภัณฑ์
บัดนี้ปักหลั่นอสุรี สิ้นสาปโกสีย์รังสรรค์
ลูบกายกลับกลายเป็นเทวัญ คืนไปยังสวรรค์ชั้นฟ้า ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สองนายผู้มียศถา
ทั้งหมู่วานรโยธา ฟังลูกพญาพาลี
เห็นบุญเห็นฤทธิ์เห็นอำนาจ พระนารายณ์ธิราชเรืองศรี
แล้วชมองคตผู้ฤทธี ท่านนี้ประเสริฐเลิศชาย
ต่างตนต่างสนทนากัน จนสุริยันจวนแจ้งแสงฉาย
ก็ยกพวกพลนิกาย บ่ายหน้าไปตามมรรคา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ รุกร้น

๏ นำพลผ่านทุ่งวุ้งเขา ตามลำเนาทิวแถวแนวป่า
หนทางห้าโยชน์คณนา พอจวนเวลาสายัณห์
ก็ถึงเมืองหนึ่งอยู่กลางไพร แสนสนุกดั่งตรัยตรึงศ์สวรรค์
ปราการหอรบเรียงรัน คูคั่นเขื่อนซุ้มชอบกล
มีทั้งมหาปราสาท โอภาสแลลอยโพยมหน
ไม่เห็นโยธีรี้พล เข้าออกสับสนนอกใน
สามนายแลเล็งเพ่งพิศ ต่างตนต่างคิดสงสัย
ให้หยุดพหลพลไกร ลงไว้แล้วปรึกษากัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น ลูกพระพายฤทธิแรงแข็งขัน
จึ่งว่าแก่สองนายนั้น เมืองนี้อัศจรรย์ใจนัก
ตัวเราจะเข้าไปดู ให้รู้เหตุการณ์เบาหนัก
ฝ่ายท่านผู้จำเริญพักตร์ รักษารี้พลให้จงดี
สั่งแล้วก็เดินออกมา จากหมู่โยธากระบี่ศรี
บ่ายหน้าต่อราชธานี จรลีเข้ายังเวียงชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ประถม

ชมตลาด

๏ พิศดูมรรคาศิลาลาด รุกขชาติเรียบเรียงเคียงไสว
ดอกผลหล่นกลาดดาษไป ไม่เห็นผู้คนไปมา
เดินพลางทางพิศคิดฉงน หรือจะเป็นเล่ห์กลยักษา
หรือที่ประพาสภิรมยา องค์เจ้าโลกาธาตรี
จึ่งแสนสนุกสำราญ ดั่งสถานนคเรศโกสีย์
ชมพลางก็รีบจรลี ขึ้นที่ปราสาทอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เห็นนางทรงลักษณ์วิไลวรรณ ผิวพรรณเพียงเทพอัปสร
พักตร์ผ่องดั่งดวงศศิธร แน่งน้อยอรชรทั้งอินทรีย์
ขนงก่งค้อมดั่งวาด โอษฐ์เอี่ยมดั่งชาดเฉลิมศรี
นัยน์เนตรเพียงเนตรมฤคี ปรางเปรียบมณีพรายพรรณ
ลำศอดั่งคอราชหงส์ เอวองค์ดั่งกินรีสวรรค์
สองกรดั่งงวงเอราวัณ ดวงถันดั่งดวงปทุมทอง
งามสรรพพร้อมสิ้นสรรพางค์ งามนางในโลกไม่มีสอง
งามพริ้มนิ่มเนื้อนวลละออง ยิ่งพิศยิ่งต้องติดตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ อย่าเลยจะเข้าไปไถ่ถาม ให้สิ้นข้อความที่กังขา
คิดแล้วขุนกระบี่ผู้ปรีชา เดินเข้าไปหานางเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ชาตรี

๏ จึ่งกล่าววาจาอันสุนทร ดูกรเยาวมาลย์เฉลิมศรี
แน่งน้อยเสาวภาคย์ทั้งอินทรีย์ เจ้านี้มีนามกรใด
มาอยู่ผู้เดียวเอกา ท่านเจ้าพารานั้นไปไหน
สิ้นทั้งโยธาข้าไท เหตุผลสิ่งใดเยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางบุษมาลียอดสงสาร
เห็นวานรมาถามเหตุการณ์ นงคราญตระหนกตกใจ
จึ่งคิดถวิลจินดา ขุนกระบี่นี้มาแต่ไหน
ตัวกูต้องสาปหัสนัยน์ นานได้ถึงสามหมื่นปี
ไม่เห็นผู้คนหญิงชาย ใครจะมากล้ำกรายถึงนี่
ครั้นจะนิ่งเสียบัดนี้ น่าที่ไม่แจ้งกิจจา
คิดแล้วจึ่งเยื้อนตอบไป เป็นไฉนกระบี่ใจกล้า
อยู่ถิ่นฐานใดจึ่งขึ้นมา ถึงมหาปราสาทอลงกรณ์
ล่วงถามนามเราไม่เกรงบาท พระจอมเมรุมาศสิงขร
เร่งไปเสียจากพระนคร ไม่ควรวานรจะแจ้งการ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น วายุบุตรผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังสุรเสียงเยาวมาลย์ ปานอมฤตฟ้ายาใจ
จึ่งมีสุนทรวาจา แก้วตาผู้ยอดพิสมัย
ไม่แจ้งความจึ่งถามอรไท ควรหรือช่างไม่ปรานี
ขุ่นหมองข้องขัดสิ่งใดเจ้า ยุพเยาว์จึ่งมาขับพี่
สงสัยในคำซึ่งพาที ออกนามโกสีย์ด้วยอันใด
ว่าพลางก็เดินเข้าหา อนิจจาหาควรจะพรางไม่
ขอเชิญเยาวยอดดวงใจ บอกไปให้แจ้งเหตุการณ์
แม้นมีทุกข์ร้อนจะได้ช่วย กว่าจะม้วยชีวังสังขาร
พี่เป็นทหารพระอวตาร บุญนำมาพานพบกัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางบุษมาลีสาวสวรรค์
เห็นวานรพูดเลี้ยวเกี้ยวพัน แล้วเดินกระชั้นเข้ามา
ให้คิดขวยเขินสะเทินนัก นงลักษณ์ผินผันหันหน้า
ลุกหนีจากแท่นอลงการ์ แล้วมีวาจาตอบไป
ทำไมไล่รุกบุกบั่น จะเกรงใจกันก็หาไม่
ช่างกล่าวสุนทรให้อ่อนใจ ใส่ไคล้จะช่วยทุกข์เรา
ชิชะทหารพระนารายณ์ แยบคายดั่งใครไม่รู้เท่า
ตัวข้ามิใช่ใจเบา จะเชื่อคำเจ้าพาที
ซึ่งว่าเป็นทหารพระทรงศร นามกรชื่อไรกระบี่ศรี
แม้นบอกก็จะบอกกันโดยดี อย่ามาเซ้าซี้ให้ขัดใจ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ โฉมเอยโฉมเฉลา ยุพเยาว์ผู้ยอดพิสมัย
รักเจ้าเท่าดวงชีวาลัย ใช่จะใส่ไคล้เจรจา
ตัวพี่นี้ชื่อหนุมาน เป็นทหารพระนารายณ์นาถา
ทศพักตร์มันลักนางสีดา ไปยังลงกาธานี
โองการใช้ให้มาเยือนข่าว เรื่องราวองค์พระมเหสี
จึ่งพบเยาวยอดนารี บุญเจ้ากับพี่ร่วมกัน
ว่าพลางก็เดินเข้าไปใกล้ คว้าไขว่ฉวยกรสาวสวรรค์
เชิญองค์วนิดาวิลาวัณย์ ขวัญเมืองมานั่งกับพี่ชาย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางบุษมาลีโฉมฉาย
สลัดปัดกรด้วยความอาย ชายหนีแล้วตอบวาจา
ดูดู๋ยิ่งว่ายิ่งลวนลาม หยาบหยามไม่คิดเกรงหน้า
นี่หรือหนุมานผู้ศักดา ทหารพระจักราสี่กร
เหตุใดไม่หาวเป็นดาวดวง เดือนตะวันโชติช่วงประภัสสร
ให้เห็นสำคัญของวานร ลวงหลอนมุสาพาที
แต่ซึ่งมาถามนามเรา ข้อนั้นจะเล่ากระบี่ศรี
ตัวข้าชื่อบุษมาลี เมืองนี้ชื่อเมืองมายัน
เดิมท้าวตาวันไปเฝ้า องค์เจ้าตรัยตรึงศาสวรรค์
เห็นนางรำพาวิลาวัณย์ ผูกพันพิศวาสอรไท
ขึ้นเฝ้าครั้งไรก็วอนว่า ตัวข้าสื่อชักนางให้
พระองค์ตามมล้างชีวาลัย บันดาลให้ไพร่พลสาธารณ์
จึ่งซ้ำสาปข้าลงมาอยู่ ผู้เดียวที่ในราชฐาน
ทนทุกข์ทรมาช้านาน ประมาณได้สามหมื่นปี
ต่อพบทหารชาญณรงค์ ขององค์พระนารายณ์เรืองศรี
จึ่งจะพ้นโทษาราคี ตามมีเทวราชบัญชา ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น คำแหงหนุมานหาญกล้า
ยิ้มแล้วจึ่งตอบพจนา อนิจจามิใคร่จะบอกกัน
หาไม่ป่านนี้จะพ้นทุกข์ เสวยสุขภิรมย์เกษมสันต์
จะช่วยวนิดาวิลาวัณย์ แต่จะถึงใจกันด้วยอันใด
ว่าพลางทางทำสัพยอก เย้าหยอกจุมพิตพิสมัย
เจ้าคอยดูเถิดอรไท ว่าแล้วโผนไปด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ลอยอยู่ตรงช่องบัญชร กลับเป็นแปดกรสี่หน้า
อันเดือนดาวแลดวงสุริยา ออกมาจากโอษฐ์ชัชวาล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น นางบุษมาลียอดสงสาร
เห็นกระบี่แผลงฤทธิ์ชัยชาญ เยาวมาลย์ตระหนกตกใจ
สองกรปิดสองนัยนา ก้มหน้ามิอาจจะดูได้
ร้องตรีดหวีดหวาดวุ่นไป ไม่เป็นสติสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ครั้นเห็นนางบุษมาลี ตกใจร้องมี่วุ่นวาย
ยิ่งแสนพิศวาสจะขาดจิต ก็กลับรูปนิมิตให้สูญหาย
ลงมานั่งแนบแอบกาย ยิ้มพรายรับขวัญกัลยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

โอ้โลม

๏ แล้วมีวาจาอันสุนทร สายสมรเยาวยอดเสน่หา
รักเจ้าเท่าดวงชีวา แก้วตาของพี่อย่าตกใจ
ว่าพลางอุ้มองค์นงลักษณ์ ภิรมย์ชมพักตร์พิสมัย
เชยแก้มแนมเนื้ออรไท คว้าไขว่ต้องเต้าสุมามาลย์
ฝนสวรรค์ครั่นครื้นโพยมหน โกมลบานรับสุริย์ฉาน
กลิ่นตลบอบฟุ้งชลธาร สองสำราญสุขเกษมเปรมปรีดิ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

๏ เมื่อนั้น นางบุษมาลีโฉมศรี
ครั้นได้ร่วมรสฤดี กับขุนกระบี่ผู้ศักดา
แสนสนิทพิสมัยใหลหลง งวยงงด้วยความเสน่หา
ลืมทุกข์ที่ทนเวทนา ซึ่งอยู่เอกาในมายัน
ลืมทิพสถานพิมานแมน ลืมแสนสมบัติเมืองสวรรค์
ลืมอายลืมความรังเกียจกัน เกษมสันต์อิงแอบวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
เชยชิดพิศวาสบังอร แล้วกล่าวสุนทรวาที
เจ้าผู้โฉมเฉลาเยาวเรศ ดวงเนตรผู้มิ่งมารศรี
บัดนี้สมเด็จพระจักรี ใช้พี่ไปเฝ้านางสีดา
ครั้นจะอยู่สู่สมภิรมย์รัก ช้านักก็เกรงโทษา
ตัวพี่นี้จักขอลา แก้วตาอย่าได้อาวรณ์
ซึ่งจะไปลงกากรุงไกร ยังใกล้หรือไกลดวงสมร
ช่วยบอกหนทางให้พี่จร บังอรจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางบุษมาลีโฉมศรี
ได้ฟังหนุมานพาที ดั่งหนึ่งชีวีจะบรรลัย
น้อมเศียรกราบกับบทเรศ ชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
ให้อัดอั้นตันอกตกใจ ด้วยจะไกลพญาพานร
สุดที่จะขัดทัดทาน แสนทุกข์ทรมานดั่งต้องศร
ขืนใจดับความอาวรณ์ ยอกรชี้บอกมรรคา
อันทางลงกากรุงไกร ไปโดยหรดีทิศา
แต่นี้เก้าโยชน์คณนา จึ่งจะพบมหานที
เชี่ยวฉานใหญ่หลวงลึกกว้าง มีนางอัปสรโฉมศรี
สำหรับรักษาวารี จงถามเทวีต่อไป
น้องนี้ก็สิ้นมลทินโทษ ได้โปรดจงช่วยส่งให้
คืนยังฟากฟ้าสุราลัย ตามคำหัสนัยน์บัญชา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกพระพายผู้มียศถา
จึ่งเข้าอุ้มองค์กัลยา พิศดูพักตราก็อาลัย
พิศเกศเนตรนมชมนาง พิศปรางทางถอนใจใหญ่
จำเป็นก็โยนขึ้นไป ยังในอากาศด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นเสร็จส่งนางไปเมืองอินทร์ ขุนกบินทร์ชื่นชมเกษมศรี
ลงจากปราสาทรูจี ก็รีบจรลีออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ถึงที่องคตชมพูพาน วานรทวยหาญซ้ายขวา
นั่งลงท่ามกลางโยธา แล้วแจ้งกิจจาทุกสิ่งอัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ สามนายสนทนากันไป จนอุทัยเรื่อแรงแสงฉัน
เลิกพลออกจากมายัน จรจรัลไปตามมรรคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รุกร้น

๏ เร่งรีบโยธาพลากร หยุดพักแรมรอนมาในป่า
ล่วงทางเก้าโยชน์คณนา ก็ถึงมหานที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ แลเห็นนางหนึ่งประไพพักตร์ ทรงลักษณ์แน่งน้อยเฉลิมศรี
นั่งอยู่ในกลางวารี ขุนกระบี่ปรีดาสถาวร
จึ่งกล่าวมธุรสวาจา ดูกรวนิดาดวงสมร
ไฉนมาอยู่ในสาคร มีนามกรชื่อใด
ทางจะไปลงกาธานี มารศรียังรู้หรือหาไม่
เมตตาช่วยบอกให้แจ้งใจ เราจะไปเฝ้าองค์นางสีดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางเทพอัปสรเสน่หา
ได้ฟังวานรถามมา กัลยาจึ่งตอบวาที
เรานี้เป็นข้าบาทบงสุ์ องค์พระอิศวรเรืองศรี
ชื่อว่าสุวรรณมาลี เป็นที่ต่างใจภูธร
ใช้ให้มาคอยทหาร พระนารายณ์อวตารทรงศร
จะไปเฝ้าสีดาบังอร ให้บอกทางจรเมืองมาร
ท่านจงพาพลโยธี ข้ามมหาวารีไพศาล
จะพบพระชฎิลอาจารย์ จึ่งถามเหตุการณ์ต่อไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ฟังนางอัปสรสุราลัย มีใจชื่นชมยินดี
จึ่งให้โยธาวานร หยุดร้อนริมฝั่งวารีศรี
พากันลงเล่นชลธี เสียงมี่อื้ออึงโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราวจีน

๏ ครั้นแล้วขึ้นจากกระแสสินธุ์ ขุนกบินทร์ยอกรเหนือเกศา
ก็ร่ายพระเวทศักดา นิมิตกายาพานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ ใหญ่เท่าบรมพรหมาน สูงเพียงจักรพาลสิงขร
หางนั้นพาดข้ามสาคร ให้เป็นทางจรโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น พวกพลนิกรกระบี่ศรี
เดินไปดั่งพื้นปัถพี อึงมี่ข้ามฝั่งคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
ครั้นเสร็จซึ่งข้ามโยธา ก็รีบตามมรรคาพนาวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เดินมาสิ้นห้าโยชน์ปลาย พอชายบ่ายแสงสุริย์ฉัน
ก็เห็นอาศรมพระนักธรรม์ พากันไปยังกุฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งสามวานร ยอกรเหนือเกล้าเกศี
กราบลงแทบบาทพระมุนี ด้วยใจยินดีปรีดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระชฎิลอาจารย์ฌานกล้า
เห็นสามกระบี่เข้ามา จึ่งมีวาจาถามไป
ซึ่งท่านพาพวกโยธี มานี้จะไปหนไหน
ถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่แห่งใด คือใครใช้สอยวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
จึ่งตอบด้วยคำอันสุนทร นามกรข้าชื่อหนุมาน
นั่นชมพูพานองคต คุมทศโยธาทวยหาญ
เป็นข้าสมเด็จพระอวตาร โองการตรัสใช้ให้มา
เยือนข่าวองค์พระมเหสี ยังบุรีทศพักตร์ยักษา
อันทางจะไปลงกา ตัวข้าไม่แจ้งประจักษ์ใจ
จึ่งแวะมาหาพระอาจารย์ ขอประทานจงช่วยบอกให้
ยังใกล้หรือไกลประการใด พระองค์จงได้ปรานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระมหาชฎิลฤๅษี
แจ้งว่าทหารพระจักรี ยินดีดั่งได้โสฬส
ปางนี้อสูรหมู่มาร จะวายปราณสิ้นโคตรวงศ์หมด
ด้วยเดชพระนารายณ์ทรงยศ ทศทิศจะสุขสำราญใจ
จึ่งว่าลงกานี้ไปยาก แสนลำบากข้ามห้วยเหวไศล
กำหนดแต่ที่นี้ไป ได้สิบห้าโยชน์คณนา
จะถึงซึ่งเขาหนึ่งนั้น ชื่อเหมติรันภูผา
อยู่ริมมหาคงคา เป็นท่าข้ามไปเมืองมาร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งสามวานรนายทหาร
ได้แจ้งแห่งคำพระอาจารย์ มัสการแล้วมายังโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นรุ่งรางสร่างแสงทินกร สามพญาพานรเรืองศรี
ก็เลิกแสนสุรเสนี ไปจากกุฎีพระนักพรต ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ร้อนแรมมาตามมรรคา ได้สิบห้าโยชน์โดยกำหนด
ถึงเหมติรันบรรพต ปรากฏเงื้อมงํ้าอัมพร
หนุมานจึ่งนำพลเดิน ขึ้นไปบนเนินสิงขร
พอสิ้นแสงรังสีรวีวร วานรตามแสงกุณฑลมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ รุกร้น

๏ เดินไปจนถึงคีรี ก็ถึงที่ปากถํ้าคูหา
สามนายให้หยุดโยธา ไม่รู้ว่าจะไปแห่งใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลวานรน้อยใหญ่
ต่างคิดฉงนสนเท่ห์ใจ แลไปบนพื้นอัมพร
เห็นดวงดาวเดือนเกลื่อนกลาด รัศมีโอภาสประภัสสร
ดั่งหนึ่งจะเอื้อมถึงกร พระพายพัดอ่อนเรื่อยมา
นํ้าค้างตกต้องอินทรีย์ กระบี่เยือกเย็นถ้วนหน้า
บ้างหักไม้สีไฟเป็นโกลา กองผิงกายาวุ่นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
จึ่งว่าแก่หลานหัสนัยน์ ชมพูพานผู้ใจภักดี
ปางนี้นารายณ์อวตาร ลงมาสังหารยักษี
ใช้เราไปเฝ้าพระเทวี ยังที่ลงกาพระนคร
ถึงยากลำบากก็จำไป ให้พบอัคเรศดวงสมร
ตั้งใจอาสาพระสี่กร อย่าอาวรณ์แก่ชีพชีวา
ถึงมาตรตัวตายจะไว้ยศ ให้ปรากฏดั่งราชปักษา
อันชื่อสดายุผู้ศักดา สกุณาสู้เสียชีวัน
จึ่งควรด้วยเราเป็นทหาร องค์พระอวตารรังสรรค์
ความดีจะอยู่ชั่วกัลป์ จนสิ้นสุริยันจันทรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายสัมพาทีปักษา
ซึ่งต้องสาปองค์พระสุริยา อยู่ในคูหาคีรี
ได้ยินเสียงพูดกันอึงอื้อ ออกชื่อสดายุปักษี
ว่าสุดสิ้นชีพชีวี มีความตระหนกตกใจ
ตัวกูจะไปถามดู ให้รู้เท็จจริงเป็นไฉน
คิดแล้วก็รีบออกไป จากในถํ้าแก้วแพร้วพรรณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เสียงเท้าที่เหยียบศีลา สำเนียงดั่งฟ้าคะนองลั่น
กึกก้องทั่วท้องอารัญ เพียงบรรพตนั้นจะแหลกลาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ บัดนั้น วานรนายหมวดทหาร
สิ้นทั้งไพร่พลบริวาร ได้ยินเสียงสะท้านสะเทือนมา
ตระหนกตกใจไม่มีขวัญ ตัวสั่นเพียงสิ้นสังขาร์
วิ่งแยกแตกกันเป็นโกลา ไม่รู้ว่าเหตุผลประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บ้างโลดบ้างโผนโจนคลาน บ้างปีนทะยานขึ้นไม้ใหญ่
แอบชะง่อนหินผาวุ่นไป ไม่เป็นอารมณ์สมประดี
ยังแต่สามทหารชาญณรงค์ อาจองยืนอยู่ไม่หลีกหนี
ต่างแกว่งพระขรรค์แกว่งตรี คอยทีต่อกรรอนราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสัมพาทีใจหาญ
ครั้นถึงปากถํ้าสุรกานต์ ยืนทะยานเหลือบแลแปรไป
พินิจพิศเพ่งซ้ายขวา จะเห็นใครไปมาก็หาไม่
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ เหตุใดมาเป็นดั่งนี้
พอแลเห็นสามวานร ยืนอยู่ริมชะง่อนคีรีศรี
แสนโสมนัสยินดี จึ่งมีวาจาถามไป
อันสดายุราชปักษา เกิดเหตุภัยมาเป็นไฉน
ท่านจึ่งว่าสิ้นชีวาลัย คือใครองอาจรอนราญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ได้ฟังจึ่งตอบพจมาน เดิมพระอวตารสี่กร
สร้างพรตอยู่ยังโคทา กับพระลักษมณ์นางสีดาดวงสมร
โดยเพศชีป่าพนาดร ถาวรจำเริญสวัสดี
ทศพักตร์มันคิดอุบาย ให้มารีศน้าชายยักษี
นิมิตกายกลายเป็นมฤคี ไปลวงเทวีนางสีดา
สององค์เสด็จไปตามกวาง มันลักนางไปโดยเวหา
สดายุมาพบอสุรา เข้าต่อฤทธากุมภัณฑ์
ทศพักตร์สุดสิ้นพวกพล ปักษีอวดตนด้วยโมหันธ์
ขุนยักษ์กลัวสิ้นชีวัน ถอดแหวนนางกัลยาณี
ซึ่งเป็นเครื่องทรงพระนารายณ์ ขว้างมาต้องกายปักษี
ปีกหักตกลงปัถพี ชีวียังไม่มรณา
ต่อได้พบองค์พระทรงศิลป์ ถวายแหวนแล้วสิ้นสังขาร์
บัดนี้ตรัสใช้ให้เรามา สืบข่าวกัลยายังเมืองมาร ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น จึ่งสัมพาทีใจหาญ
ฟังวายุบุตรแจ้งการ ว่าน้องวายปราณก็โศกี
โอ้ว่าสดายุเอ๋ย เจ้าเคยเป็นเพื่อนยากพี่
เสียแรงซึ่งมีฤทธี ต่อตีข้าศึกประมาทใจ
ให้ไอ้อสุรโมหันธ์ สังหารชีวันเสียได้
นิจจาเอ๋ยเจ้าดวงชีวาลัย ควรหรือหนีไปเมืองฟ้า
ตัวพี่จะอยู่ไม่ต้องการ จะวายปราณตามไปดีกว่า
รํ่าพลางทางแสนโศกา สกุณาเพียงสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น หนุมานฤทธิแรงแข็งขัน
เห็นปักษาโศกาจาบัลย์ รำพันเพียงสิ้นสมประดี
ให้คิดเมตตาอาวรณ์ จึ่งว่าดูกรปักษี
ธรรมดาเกิดมาในโลกีย์ ไม่มีใครพ้นความตาย
ถึงมาตรพระเมรุภูผา เป็นหลักโลกาทั้งหลาย
ก็ย่อมวินาศวอดวาย อันตรายด้วยไฟบรรลัยกัลป์
แม้นท่านจะแสนโศกี ไปกว่าชีวีจะอาสัญ
ใช่ว่าสดายุนั้น จะคืนชีวันเป็นมา
จงระงับดับเสียซึ่งวิโยค อย่าแสนโศกนักเลยนะปักษา
เราสงสัยใคร่แจ้งกิจจา สกุณามีนามกรใด
จึ่งขนหลุดสิ้นทั้งอินทรีย์ เหตุผลนั้นมีเป็นไฉน
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ ด้วยไม่เคยเห็นแต่ปางบรรพ์ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สัมพาทีฤทธิแรงแข็งขัน
ฟังลูกพระพายเทวัญ รำพันว่ากล่าวด้วยเมตตา
ก็คืนได้สมประดีดับโศก ซึ่งวิโยคเศร้าโทมนัสสา
จึ่งกล่าวสุนทรวาจา ตัวเราชื่อว่าสัมพาที
ได้เป็นพี่ชายสายสวาท กับสดายุราชปักษี
อยู่ยอดเขาอัสกรรณคีรี สกุณียังเยาว์ไม่รู้ความ
วันหนึ่งเห็นดวงทินกร เขจรส่องทวีปทั้งสาม
แรกอุทัยไขแสงแดงงาม ว่าลูกไม้สุกห่ามจะใคร่กิน
วอนเราเราห้ามก็ไม่ฟัง บินด้วยกำลังปักษิน
จะจับจิกรถแก้วโกมิน ทินกรกริ้วโกรธโกรธา
เปล่งแสงแรงร้อนดั่งเพลิงกาล เราทะยานไปป้องกนิษฐา
ขนจึ่งลุ่ยหลุดทั้งกายา พระอาทิตย์ก็ซ้ำสาปไว้
ให้อยู่ถํ้าเหมติรัน ขนนั้นอย่างอกขึ้นได้
ต่อทหารพระนารายณ์เรืองชัย คุมกระบี่ไพร่พลากร
จะข้ามไปทวีปลงกา ถวายแหวนสีดาดวงสมร
มาหยุดสำนักแรมร้อน ให้วานรโห่ขึ้นสามที
ขนนั้นจึ่งกลับงอกงาม แล้วแจ้งความบอกเมืองยักษี
ตัวท่านจงได้ปรานี เราจะชี้มรรคาให้ไป ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ได้ฟังปักษีก็ดีใจ จึ่งปราศรัยด้วยรสวาจา
เราเป็นทหารพระสี่กร จะช่วยร้อนพญาปักษา
ว่าแล้วก็เรียกโยธา เสียงก้องโกลาทั้งคีรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายหมวดนายกองกระบี่ศรี
ทั้งพวกพหลโยธี ได้ยินกระบี่หนุมาน
ร้องเรียกอื้ออึงกุลาหล ต่างตนต่างรับต่างขาน
ก็ออกจากซอกห้วยเหวธาร วิ่งวุ่นอลหม่านกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงปากถํ้าคีรี เห็นสัมพาทีปักษา
ขนหลุดสิ้นทั้งกายา วานรถามกันวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น หนุมานผู้มีอัชฌาสัย
จึ่งบอกไพร่พลสกลไกร ตามในเหตุผลสกุณี
ตัวท่านทั้งหลายจงช่วยกัน ทั้งพวกพลขันธ์กระบี่ศรี
โห่ขึ้นให้ได้สามที นกนี้จะพ้นเวทนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โยธาวานรถ้วนหน้า
ได้ฟังยินดีปรีดา ก็โห่สนั่นลั่นฟ้าสุธาธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสัมพาทีใจหาญ
ได้ยินเสียงพลพระอวตาร โห่สะท้านสะเทือนพนาดร
ขนนั้นงอกงามขึ้นมา เต็มทั่วกายาดั่งก่อน
สลับสีเลื่อมลายอรชร สิ้นสาปทินกรก็ยินดี
กระหยับหางกางปีกกวัดแกว่ง หมายจะลองแรงปักษี
ถีบถาราร่อนด้วยฤทธี ยังที่พ่างพื้นโพยมบน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เสียงปีกปานลมประลัยกัลป์ สะเทือนเลื่อนลั่นกุลาหล
เป็นพยับอับแสงสุริยน แล้วกลับมายังพลวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ แผละ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
จึ่งกล่าววาจาอันสุนทร ดูกรพญาสกุณี
ตัวท่านสิ้นสาปสิ้นทุกข์ จะมีแต่สิ่งสุขเกษมศรี
ขนนั้นงอกงามทั้งอินทรีย์ จงชี้หนทางลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสัมพาทีปักษา
ได้ฟังจึ่งกล่าววาจา ดูกรพญาพานรินทร์
อันทวีปลงการาชฐาน อยู่กลางชลธารกระแสสินธุ์
ต่อใครรู้เหาะรู้บิน จึ่งไปถึงแดนดินอสุรี
แลดูสุดสายนัยน์เนตร สังเกตไม่ได้ในวิถี
จงขึ้นบนหลังของเรานี้ จะพาบินไปชี้เมืองมาร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจหาญ
ทั้งกระบี่ศรีชมพูพาน องคตผู้หลานอมรินทร์
ยินดีก็ชวนกันขึ้นนั่ง บนหลังพญาปักษิน
ดั่งพระกาลทรงนกแสกบิน จะไปกินชีวิตอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสัมพาทีตัวกล้า
ครั้นวานรขึ้นหลังก็ปรีดา บาทาถีบยอดคีรี
เขานั้นก็แตกแยกพัง ด้วยกำลังฤทธิราชปักษี
ครื้นครั่นสนั่นทั้งธาตรี สกุณีบินขึ้นคัคนานต์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงเขาคันธสิงขร ก็ราร่อนชี้บอกราชฐาน
โน่นแน่ลงกากรุงมาร เป็นประธานในกลางสมุทรไท
ดั่งหนึ่งจอกน้อยลอยอยู่ แลดูหาใครเห็นไม่
ท่ามกลางนิเวศน์เวียงชัย มีเขาหนึ่งใหญ่มหิมา
เป็นหลักลงกาทวีปอสุรินทร์ ชื่อนิลกาลาภูผา
ท่านจงสำคัญให้มั่นตา นั่นคือลงกาธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรชัยศรี
องคตลูกพญาพาลี ทั้งขุนกระบี่ชมพูพาน
ต่างพินิจพิศดูไม่พริบเนตร สังเกตลงการาชฐาน
เห็นแจ้งประจักษ์ทุกประการ สามทหารสำคัญมั่นใจ
จึ่งว่าดูกรสกุณา อันกรุงลงกาเราจำได้
ตัวท่านผู้มีฤทธิไกร จงกลับคืนไปคีรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สัมพาทีราชปักษี
ได้ฟังชื่นชมยินดี ก็พากระบี่กลับมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นใกล้เขาเหมติรัน ก็สำคัญหมายปากคูหา
ร่อนลงจากพื้นเมฆา ท่ามกลางโยธาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น จึ่งสามทหารชาญสมร
ครั้นถึงที่ประชุมพลากร บทจรจากหลังสกุณี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ วายุบุตรวุฒิไกรผู้ปรีชา จึ่งว่าแก่สองกระบี่ศรี
แต่เราสามนายเท่านี้ ฤทธีพอข้ามสมุทรไท
อันโยธาวานรทั้งนั้น จะไปสิ้นด้วยกันก็ไม่ได้
ตัวเราผู้เดียวจะลอบไป เฝ้าองค์อรไทถึงลงกา
ชมพูพานกับหลานอมรินทร์ สองกระบินทร์จงอยู่รักษา
พวกพลวานรโยธา ที่ปากคูหาสุรกานต์
ว่าพลางทางสั่งสกุณี ท่านผู้ฤทธีกล้าหาญ
ขอฝากองคตชมพูพาน กับหมู่บริวารวานร
สั่งแล้วจึ่งลูกพระพาย เท้าซ้ายเหยียบยอดสิงขร
สะเทือนดินฟ้าสาคร เหาะขึ้นอัมพรด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ