สมุดไทยเล่มที่ ๔๒

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพลบโลกทุกสถาน
ประทับอยู่ริมฝั่งชลธาร กับพวกทหารโยธา
แต่เช้าไปจนสายัณห์ สุริย์ฉันบ่ายคล้อยเวหา
จึ่งมีพระราชบัญชา ถามพญาพิเภกอสุรี
ซึ่งเราจะยกทวยหาญ เข้าไปรอนราญยักษี
จะตั้งมั่นตำบลใดดี จึ่งจะเป็นที่สถาวร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น น้องท้าวทศกัณฐ์ชาญสมร
ได้ฟังพจนารถภูธร ชุลีกรสนองพระบัญชา
อันเขามรกตคีรี เป็นที่ประชุมยักษา
ไม่ใกล้ไกลกับกรุงลงกา ภูมิฐานน้ำท่าสำราญ
ประกอบด้วยมิ่งไม้มีผล ควรจะพักพลทวยหาญ
ต้องด้วยครุฑนามโอฬาร หมู่มารจะแพ้ฤทธา
แต่กุมภาสูรฤทธิรณ คุมพลร้อยโกฏิอยู่รักษา
ขอให้ทหารอันศักดา ไปผลาญชีวากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์องค์นารายณ์รังสรรค์
ได้ฟังน้องท้าวทศกัณฐ์ จึ่งบัญชาสั่งหนุมาน
ตัวท่านผู้มีฤทธิรอน จงคุมนิกรทวยหาญ
ไปตีหมู่อสูรสาธารณ์ ผลาญเสียให้ม้วยชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ลูกพระพายผู้ชาญชัยศรี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

๏ จึ่งจัดโยธาพลากร เลือกเหล่าวานรซ้ายขวา
แต่ตัวดีที่มีศักดา เสร็จแล้วก็พาทัพไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รุกร้น

๏ ถึงเขามรกตก็พิศดู เห็นหมู่อสุรีไม่นับได้
อยู่ทั้งชั้นนอกชั้นใน รอบไปตามเชิงคีรี
จึ่งสั่งโยธาวานร เร่งเข้าราญรอนยักษี
ฆ่าเสียให้สิ้นชีวี ด้วยกำลังฤทธีชัยชาญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งหมู่กระบี่ทวยหาญ
ได้ฟังวาจาหนุมาน ก็โผนทะยานเข้าชิงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างผลุนหมุนกลุ้มตะลุมบอน จะรอรั้งยั้งกรก็หาไม่
ถีบกัดฟัดฟาดวุ่นไป ด้วยกำลังฤทธิไกรราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
ครั้นวานรเข้าโถมโจมตี อสุรีรบรันประจัญบาน
ยิงแย้งแทงฟันอยู่สับสน ต่างตนสำแดงกำลังหาญ
โห่สนั่นครั่นครื้นสุธาธาร พลมารเนื่องหนุนหมุนมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น โยธาวานรแกล้วกล้า
รับรองป้องกันอสุรา ตีซ้ายป่ายขวาอลวน
เป็นหมู่หมู่เหล่าเหล่าเข้าจับกัน อุตลุดพัลวันสับสน
ยักษีล้มตายวายชนม์ บ้างแตกย่นพลัดพรายกระจายไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น จึ่งกุมภาสูรนายใหญ่
เห็นพลแตกยับทั้งทัพชัย กริ้วโกรธคือไฟบรรลัยกัลป์
กระทืบบาทผาดเสียงเป็นโกลา อสุราแกว่งหอกดั่งจักรผัน
เข่นเขี้ยวเคี้ยวกรามขบฟัน เข้าไล่โรมรันวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ถาโถมโจมแทงอุตลุด ไม่ยั้งหยุดว่องไวดั่งไกรสร
กระบี่ตายยับลงกับกร ด้วยฤทธิรอนอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ครั้นเห็นยักษาราวี วานรหนีย่นร่นมา
กริ้วโกรธพิโรธคือไฟกัลป์ มือคันเขม้นเข่นฆ่า
ฉวยชักตรีเพชรอันศักดา ออกยืนขวางหน้าพลไว้
กวัดแกว่งสำแดงกำลังหาญ สุธาธารกัมปนาทหวาดไหว
โลดโผนโจนจ้วงทะลวงไป เข้าไล่โจมจับอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เท้าซ้ายนั้นเหยียบบ่าขวา มือคว้าชิงหอกยักษี
กลอกกลับจับกันเป็นโกลี ถ้อยทีหักโหมโรมรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น จึ่งกุมภาสูรแข็งขัน
รับรองป้องปัดพัลวัน หันกลับจับกันอลวน
ต่างกล้าต่างหาญทะยานยุทธ์ ฟันแทงอุตลุดสับสน
ถ้อยทีถ้อยมีฤทธิรณ ต่างตนไม่งดลดกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
หลีกหลบรบรุกราญรอน วานรเหยียบบ่ากุมภัณฑ์
มือหนึ่งจับจิกเกศา กลับกลอกไปมาดั่งจักรผัน
หันเวียนเปลี่ยนท่าโรมรัน รับรองป้องกันในที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น จึ่งกุมภาสูรยักษี
ต้านต่อรอฤทธิ์ราวี อสุรีเหยียบเข่าหนุมาน
มือซ้ายจับคอวานร กรขวาเงื้อหอกจะสังหาร
ต่างแกล้วต่อกล้าเข้ารอนราญ ประจัญบานไม่คิดชีวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า
โผนทะยานด้วยกำลังศักดา ถีบถูกอุราอสุรี
หันเหเซไปไม่ตั้งตรง ล้มลงแทบเชิงคีรีศรี
ฟาดด้วยตรีเพชรอันฤทธี สุดสิ้นชีวีวายปราณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เสร็จแล้วตัดเศียรขุนยักษ์ สำแดงสิทธิศักดิ์กำลังหาญ
เผ่นขึ้นยังพื้นคัคนานต์ เหาะทะยานไปยังพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงกราบบาทพระนารายณ์ แล้วถวายเศียรเกล้ายักษา
ทูลความแต่ต้นจนปลายมา ท่ามกลางเสนาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถทรงศร
ได้ฟังกระบี่ฤทธิรอน ภูธรชื่นชมด้วยสมคิด
ทอดพระเนตรดูเศียรอสุรี แล้วมีบัญชาประกาศิต
อันศรีหนุมานนี้ชาญฤทธิ์ ใช้ได้ดั่งจิตจินดา
ตรัสแล้วสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งเทพเลขา
ชวนองค์พระลักษมณ์อนุชา เสด็จขึ้นรัถาอลงการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ให้เลิกพหลโยธี ทุกหมู่เสนีทวยหาญ
วานรไชยามพวาน โบกธงหน้าฉานนำพล
กลองชัยกลองชนะโครมครึก โยธาโห่ฮึกกุลาหล
แตรงอนแตรฝรั่งอึงอล ดั่งแผ่นดินดลจะโทรมทรุด
อันหมู่จังเกียงทั้งหลาย กับตัวนายสิบแปดมงกุฎ
ต่างตนสำแดงฤทธิรุทร ดำดินแล้วผุดขึ้นมา
บ้างลงเดินหลังชลธาร บ้างเหาะทะยานโดยเวหา
บ้างไปในกลีบเมฆา บ้างโจนลงมาแต่อัมพร
บ้างทำอึดใจหายตน บ้างด้นไปในสิงขร
บ้างเดินบนยอดยุคุนธร วานรลำพองคะนองฤทธิ์
พสุธาอากาศหวาดไหว เสียงสนั่นลั่นไปถึงดุสิต
มืดมนอนธการไปทุกทิศ พระทรงฤทธิ์รีบเร่งพลมา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ รุกร้น

๏ บัดนั้น น้องท้าวทศพักตร์ยักษา
กับหนุมานผู้ศักดา นำเสด็จยาตราพระจักรี
ครั้นถึงเขาแก้วมรกต น้อมเกล้าประณตบทศรี
ทูลองค์พระผู้ทรงธรณี ที่นี้ชัยภูมิสถาวร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วทรงศร
ได้ฟังน้องท้าวยี่สิบกร ภูธรให้หยุดโยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งมีพระราชบัญชา สั่งพญาสุครีพกระบี่ศรี
เราจะตั้งมั่นในที่นี้ เป็นมหาบุรีอุประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพผู้ปรีชาหาญ
รับสั่งสมเด็จพระอวตาร ประณตบทมาลย์แล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เกณฑ์หมู่โยธาพลากร ทุกหมวดวานรน้อยใหญ่
ให้ตั้งกองทัพพลับพลาชัย แทบใกล้มรกตคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นายกองทั้งสองบุรีศรี
จึ่งกะเกณฑ์กันทันที ตามมีบาญชีโยธา
หน้าที่ของใครก็วางฉาก ขึงเชือกปักฉลากพร้อมหน้า
ปราบดินขนไม้เป็นโกลา ถุ้งเถียงด่าว่าเร่งกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ยานี

๏ ตั้งเป็นปราการรายรอบ คูขอบเขื่อนเพชรเขื่อนขัณฑ์
ป้อมค่ายหอรบนางจรัล สลับกันเป็นแถวแนวไป
ซุ้มทวารบานบังมั่นคง เชิงเทินปักธงทิวไสว
แล้วตั้งสุวรรณพลับพลาชัย สี่มุขอำไพตระหง่านงาม
ท้องพระโรงนั้นตั้งบัลลังก์อาสน์ ลับแลแกลมาศเรืองอร่าม
ชาลาเกยแก้วแวววาม ท้องสนามที่ประลองโยธา
ทิมดาบชาววังตำรวจเรียง ศาลาลูกขุนเคียงซ้ายขวา
ถนนดาดลาดด้วยศิลา เสร็จตามบัญชาภูวไนย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพทหารใหญ่
ครั้นแล้วเกณฑ์พลสกลไกร ให้เป็นเสือป่าแมวมอง
กองร้อยคอยเหตุกองขัน ผลัดกันตระเวนจุกช่อง
นั่งยามตามไฟประจำซอง ทุกกองทุกหมวดตรวจตรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์นาถา
ครั้นเสร็จซึ่งตั้งพลับพลา ในมหาชัยภูมิสถาวร
จึ่งชวนพระลักษมณ์นุชนาถ เราจะไปประพาสสิงขร
ตรัสพลางย่างเยื้องบทจร ท้าวพญาวานรก็ตามไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชมดง

๏ สองกษัตริย์เที่ยวชมพนมมาศ ศิลาลาดตามแนวเนินไศล
เป็นวุ้งเวิ้งเชิงชั้นจำเริญใจ อำไพแลเลื่อมรูจี
ยอดแซมแกมกันเป็นหลั่นลด เขียวดั่งมรกตสดสี
เป็นเปลวปล่องตามช่องคีรี มีท่อชลธีไหลริน
รุกขชาติเดียรดาษอยู่เรียงราย ขยายแย้มเกสรขจรกลิ่น
บ้างทรงผลสุกห่ามทรามกิน หล่นกลาดดาษดินเกลื่อนไป
มีหมู่คณานกวิหคหงส์ บินร่อนเวียนวงลงอาศัย
บ้างส่งเสียงน่าฟังวังเวงใจ เหมือนจะถวายชัยพระสี่กร
ให้สบายคลายถวิลถึงสายสวาท ภูวนาถชื่นชมสโมสร
พักตร์ผ่องดั่งดวงจันทร บทจรตามเชิงบรรพตา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จซึ่งชมสีขเรศ พระปิ่นเกศไตรภพนาถา
กับองค์พระลักษมณ์อนุชา เสด็จมายังท่าวารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

สระบุหร่ง

๏ ชำระสระสนานสำราญกาย ในกระแสสายนทีศรี
นํ้าใสดั่งแสงแก้วมณี แลเห็นถึงที่ท้องธาร
เป็นฟองฟุ้งพุ่งพุดุดั้น ไหลลั่นโครมครึกฉ่าฉาน
ศีลาลายพรายแพร้วชัชวาล กรวดแก้วสุรกานต์อำไพ
มีกอโกสุมเกสร อรชรชูก้านบานไสว
แมลงภู่วู่ว่อนเวียนไว ซอกไซ้ซาบรสเรณู
มัจฉาดาษเดียรเวียนว่าย ตามกันคล้ายคล้ายเป็นหมู่หมู่
เล็มไคลผุดพ่นสินธู ลอยแอบแนบคู่เคียงกัน
พระยกหัตถ์ตรัสชี้ให้น้องชม สำราญรื่นภิรมย์เกษมสันต์
แสนสนุกดั่งสระนันทวัน ที่ในช่อชั้นดุสิตา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จซึ่งสรงวารี องค์พระจักรีนาถา
กรายกรลีลาศยาตรา เสด็จมายังพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น เสนาวานรน้อยใหญ่
ทั้งสิบแปดมงกุฎวุฒิไกร ก็พากันลงไปในวารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ร่าย

๏ นํ้าใสไหลหลั่งถั่งมา เย็นซาบกายากระบี่ศรี
แหวกว่ายตามสายชลธี หยอกกันอึงมี่ทั้งท้องธาร
บ้างเก็บกระจับฝักบัว ขุดหัวรากเง่าเป็นอาหาร
ชิงชักหักดวงปทุมมาลย์ โผนทะยานขึ้นไม้ริมสาคร
โดดจากกิ่งใหญ่ไต่กิ่งน้อย โหนห้อยเย้าหยอกหลอกหลอน
ลางลิงโจนน้ำดำซอน ถอนสาหร่ายสายติ่งทิ้งกัน
บ้างเอากรวดทรายปรายซัด ตบหัตถ์สำรวลสรวลสันต์
รวบรัดฟัดกอดพัลวัน เสียงสนั่นเฮฮาวุ่นไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จซึ่งเล่นชลธาร สุครีพหนุมานทหารใหญ่
ทั้งพวกพหลพลไกร ก็กลับไปกองทัพพลับพลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายสารัณทูตยักษา
เห็นภานุราชอสุรา กับกุมภาสูรวายปราณ
ตกใจตัวสั่นขวัญหาย ดั่งจะวายชีวิตสังขาร
ก็เผ่นขึ้นยังหลังอาชาชาญ ทะยานเข้าลงกาเวียงชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าไปเฝ้า น้อมเกล้าบังคมประนมไหว้
ทูลว่าภานุราชฤทธิไกร ออกไปนิมิตพนาวัน
มีวานรหนึ่งเผือกผู้ ล่วงรู้มาล้างให้อาสัญ
ข้าศึกฮึกหาญชาญฉกรรจ์ บุกบันไล่ลามตามตี
ทั้งกุมภาสูรก็วายปราณ หมู่มารแตกพ่ายกระจายหนี
อันเหล่าอริราชไพรี นั้นมีกำลังอหังการ์
บัดนี้ยกพวกพลขันธ์ มาตั้งมั่นมรกตภูผา
มากล้นพ้นที่จะคณนา เพียบพื้นมหาสุธาธาร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ใจหาญ
ได้ฟังสารัณแจ้งการ ขุนมารนิ่งนึกตรึกตรา
กูใช้ทหารไปทำกล วายชนม์เสียเชิงแก่ลิงป่า
เพราะไอ้พิเภกอสุรา มันบอกกิจจาแก่พวกภัย
จึ่งทำฮึกฮักไม่เกรงกัน ยกมาตั้งมั่นลงได้
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นใจ ฤทัยเร่าร้อนดั่งอัคคี
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งเสนามารยักษี
จงเร่งกะเกณฑ์โยธี รักษาหน้าที่ให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรมารคนขยัน
รับสั่งพญากุมภัณฑ์ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏ จึ่งเกณฑ์ทหารชาญณรงค์ เลือกล้วนอาจองแกล้วกล้า
มือกุมเครื่องยุทธสาตรา รักษาหน้าที่กำแพง
ห้าเส้นไว้พวกกองขัน กองหนุนตัวขยันเข้มแข็ง
ล้วนถือดาบศิลารางแดง เรี่ยวแรงยั่งยืนในการยุทธ์
ช่องป้อมหอรบทวารา เอาปืนใหญ่จังกาคอยจุด
ทั้งมณฑกนกสับคาบชุด อาวุธรายรอบเสมาเมือง
นั่งยามตามไฟกวดขัน สารวัดผลัดกันตรวจเนื่อง
ตีฆ้องร้องเตือนเนืองเนือง กองไฟรอบเรืองทั้งพารา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ครั้นคํ่ายํ่าแสงสนธยา จันทราหมดเมฆไม่ราคิน
เอนองค์ลงสู่ไสยาสน์ งามวิลาศเหมือนเมื่อบรรทมสินธุ์
ตริการที่จะผลาญไพริน อันดูหมิ่นเบื้องบาทภูวไนย
หวนคะนึงถึงองค์อัคเรศ ทรงเดชทอดถอนใจใหญ่
จนปัจฉิมยามล่วงไป มิได้สนิทนิทรา
ย่างเข้าตีสิบเอ็ดเจ็ดบาท ภานุมาศจวนแจ้งพระเวหา
พระพายรำเพยพัดพา กลิ่นมาลาฟุ้งขจายจร
สกุณีรํ่าร้องถวายเสียง สำเนียงสนั่นสิงขร
แมลงผึ้งภู่หมู่ภมร บินว่อนเชยซาบสุมามาลย์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งสระสรงทรงเครื่องเทวราช โอภาสด้วยดวงมุกดาหาร
จับพระขรรค์แก้วสุรกานต์ ผ่านฟ้าออกหมู่โยธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ งามทัดเทียมท้าวโกสีย์
อันสถิตทิพอาสน์รูจี ในที่มหาพิมานชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พร้อมพิเภกสุครีพหนุมาน องคตชมพูพานทหารใหญ่
ทั้งชามพูวราชฤทธิไกร ไชยามเกสรทมาลา
นิลนนท์นิลราชนิลขัน ทั้งนิลปานันพร้อมหน้า
นิลเอกขุนนิลผู้ศักดา ปิงคลาวิสันตราวี
โชติมุกขวิมลมาลุนท์ เกยูรมายูรกระบี่ศรี
ศรรามวาหุโรมฤทธี ทั้งสัตพลีโคมุท
สุรเสนสุรกานต์ทวิพัท มหัทวิกันไวยบุตร
มากันจวิกชาญยุทธ์ สิบแปดมงกุฎตัวนาย
ล้วนมีฝีมือชื่อเสียง เตียวเพชรจังเกียงมากหลาย
หมอบเฝ้าสองเหล่าเรียบราย ข้างซ้ายชมพูนครา
พื้นพงศ์พญาพานรินทร์ ฝ่ายนครขีดขินอยู่เบื้องขวา
จึ่งมีพระราชบัญชา ปรึกษาณรงค์สงคราม
ดูกรท้าวพญาพานรินทร์ ทั้งชมพูขีดขินชาญสนาม
แต่เราอุตส่าห์พยายาม จองถนนข้ามได้ถึงลงกา
บัดนี้จะยกพลไกร เข้าลุยไล่สังหารยักษา
ให้สิ้นวงศ์พงศ์พันธุ์พาลา หรือว่าจะทำไฉนดี ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
พร้อมทหารทั้งสองบุรี น้อมเศียรชุลีแล้วทูลไป
ซึ่งจะเข้าจู่โจมโหมหัก กรุงยักษ์หรือจะทนมือได้
สำหรับก็จะยับทั้งเวียงชัย โดยราชฤทัยจินดา
แต่ว่าไม่เป็นเกียรติยศ ปรากฏทั่วโลกไปภายหน้า
เหมือนหนึ่งใช่ศึกกษัตรา ดั่งโจรป่าปลอมปล้นเวียงชัย
ขอให้แต่งทูตผู้ฉลาด องอาจเจรจาอัชฌาสัย
ถือสารพระองค์ทรงฤทธิไกร เข้าไปถึงท้าวทศกัณฐ์
ว่าขานโดยธรรม์ประเวณี อย่าเพ่อต่อตีหํ้าหั่น
เกลือกว่าพญากุมภัณฑ์ จะสิ้นโมหันธ์ฉันทา
รู้สึกโทษตัวที่ทำผิด รักซึ่งชีวิตสังขาร์
จะเชิญองค์อัครชายา มาถวายใต้เบื้องบทมาลย์
จะปรากฏพระยศภูวไนย ไปชั่วกัลปาวสาน
แม้นมันดึงดันอหังการ จึ่งยกทวยหาญเข้าโจมตี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระอวตารทรงสวัสดิ์รัศมี
ฟังคำปรึกษาเสนี ต้องที่ขนบบุราณการ
จึ่งมีบัญชาประกาศิต แก่ลูกพระอาทิตย์ใจหาญ
จะเห็นใครซึ่งมีปรีชาชาญ ถือสารเข้าไปเจรจา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุครีพผู้มียศถา
ชุลีกรสนองพระบัญชา ซึ่งจะถือสาราพระจักรี
เห็นแต่กระบี่องคต โอรสพาลีเรืองศรี
ประกอบทั้งกำลังฤทธี ไม่เกรงอสุรีทศพักตร์
ทั้งสติปัญญาก็สามารถ ถ้อยคำองอาจแหลมหลัก
มาตรถึงทศกัณฐ์ขุนยักษ์ มันจักดันดึงขึงไป
โกฏิแสนแม้นเข้ามาราญรอน เห็นพอวานรจะสู้ได้
ไม่ขายเบื้องบาทภูวไนย ขอให้จำทูลโองการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพลบโลกทุกสถาน
ได้ฟังสุครีพผู้ปรีชาญ ผ่านฟ้าชื่นชมด้วยสมคิด
จึงตรัสเรียกลูกพญาพาลี เข้ามาแล้วมีประกาศิต
ท่านผู้วงศาสุราฤทธิ์ ทศทิศย่อมเกรงเดชา
จงเป็นราชทูตทูลสาร ไปว่าขานแก่ท้าวยักษา
ฟังดูอสูรพาลา ฝ่ายมันจะว่าประการใด
ตรัสแล้วสั่งสัตพลี ผู้มีปัญญาอัชฌาสัย
จงแต่งสารแจ้งการแต่เดิมไป ส่งให้องคตพานร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งสัตพลีชาญสมร
ก้มเกล้ารับสั่งพระสี่กร ก็แต่งเป็นอักษรสารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ ครั้นเสร็จโดยราชบรรหาร ก็ลงลานนพมาศเลขา
ใส่ในกล่องแก้วแววฟ้า ส่งให้ลูกพญาพาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตสุริย์วงศ์โกสีย์
น้อมเศียรรับสารแล้วยินดี ชุลีกรลาองค์พระทรงธรรม์
ออกมาจากหน้าพลับพลา พ้นหมู่โยธาพลขันธ์
เหาะขึ้นสูงกึ่งสัตภัณฑ์ ด้นดั้นไปโดยอัมพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงลงกานคเรศ สำแดงเดชดั่งพญาไกรสร
ลงยังพ่างพื้นดินดอน บทจรไปทวารเวียงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น หมู่มารนายประตูน้อยใหญ่
เห็นกระบี่ผู้มีฤทธิไกร ตกใจก็ปิดทวารา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๏ บัดนั้น ลูกพญาพาลีใจกล้า
จึ่งร้องประกาศด้วยวาจา ว่าเหวยดูรากุมภัณฑ์
ตัวกูเป็นทูตจำทูลสาร องค์พระอวตารรังสรรค์
มาถึงไทท้าวทศกัณฐ์ โดยยุติธรรม์ประเวณี
เอ็งจงเร่งเปิดทวารชัย กูจะไปเจรจาด้วยยักษี
ว่าพลางร่ายเวทอันฤทธี นิมิตอินทรีย์ด้วยศักดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ กายนั้นใหญ่เท่าพรหมาน สูงตระหง่านเงื้อมงํ้าเวหา
สองมือบังดวงพระสุริยา ลงกามืดคลุ้มชอุ่มควัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
เสด็จเหนือแท่นแก้วแพรวพรรณ ท่ามกลางกุมภัณฑ์เสนี
เห็นมืดมัวทั่วทั้งอัมพร ทินกรบดบังแสงสี
ดั่งหนึ่งจะยํ่าราตรี อสุรีฉงนสนเท่ห์ใจ
จึ่งมีราชโองการ สั่งเสนามารผู้ใหญ่
ตัวเอ็งจงรีบออกไป ดูเหตุมาให้ประจักษ์ตา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษา
รับสั่งถวายบังคมลา ก็ออกมายังหน้าพระลาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งหยุดยืนอยู่ พิศดูทั่วทศทิศาล
ได้ยินสำเนียงดั่งลมกาฬ ฝ่ายข้างทวารหรดี
ไม่แจ้งเหตุผลประการใด ยิ่งอัศจรรย์ใจยักษี
ไฉนหนอมาเป็นดั่งนี้ อสุรีก็รีบตรงมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงแลเห็นวานร สำแดงฤทธิรอนแกล้วกล้า
กายนั้นสูงเงื้อมเมฆา จึ่งมีวาจาถามไป
เหวยเหวยดูราพานรินทร์ ถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ไหน
นามกรของเอ็งชื่อใด เหตุไรมาทำดั่งนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หลานท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที ตัวกูนี้ชื่อว่าองคต
เป็นทูตสมเด็จพระอวตาร ฤทธิไกรชัยชาญดั่งจักรกรด
จำทูลราชสารพระทรงยศ มาถึงทศพักตร์อสุรี
หมู่มารมันปิดประตูไว้ ไม่ให้ไปแจ้งสารศรี
เอ็งจงเร่งเปิดออกโดยดี กูนี้จะด่วนเข้าไป
ว่าขานแก่องค์พญายักษ์ หวังจักระงับศึกใหญ่
มิให้ลำบากยากใจ แก่หมู่ไพร่พลโยธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายเปาวนาสูรยักษา
ได้ฟังจึ่งตอบวาจา ท่านเป็นทูตาก็แจ้งใจ
จงหยุดอยู่นอกพระนคร จะด่วนเข้ามาก่อนยังไม่ได้
ตัวของเรานี้จะกลับไป ทูลไทปิ่นเกล้ากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ ว่าแล้วกำชับทวยหาญ จงรักษาทวารไว้ให้มั่น
สั่งเสร็จก็รีบจรจรัล มาพระโรงคัลรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรกราบทูล ท้าวราพณาสูรยักษี
ว่าองคตลูกพญาพาลี กระบี่ศรีถือสารพระรามา
มันแกล้งสำแดงแผลงฤทธิ์ บังพระอาทิตย์ในเวหา
บัดนี้อยู่นอกทวารา ถ้อยคำหยาบช้าอหังการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ใจหาญ
แจ้งว่าองคตชัยชาญ เป็นทูตถือสารมาเจรจา
ให้คิดตะลึงไปทั้งกาย ไอ้นี่หยาบคายหนักหนา
แม้นว่าจะให้มันเข้ามา น่าที่จะได้เคืองใจ
ทั้งอัปยศอดสู แก่หมู่เสนีน้อยใหญ่
จำจะเอาดีต่อไว้ อย่าให้เคืองขัดใจมัน
คิดแล้วตรัสสั่งฝูงอนงค์ จงไปบอกมณโฑสาวสวรรค์
ว่าองคตโอรสของนางนั้น ตัวมันถือสารพระรามา
บัดนี้อยู่นอกพระทวาร ฝ่ายด้านหรดีทิศา
ให้นางแต่งเครื่องโภชนา ต้อนรับลูกยาจงดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นวลนางกำนัลสาวศรี
รับสั่งพญาอสุรี ถวายอัญชุลีแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงปราสาทเยาวมาลย์ กราบกรานนบนิ้วบังคมไหว้
ทูลว่าพระปิ่นราชัย ให้ข้ามาแจ้งนางเทวี
บัดนี้สมเด็จพระโอรส ทรงนามองคตกระบี่ศรี
มาอยู่ยังนอกบุรี ให้เทวีแต่งเครื่องไปประทาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดสงสาร
แจ้งว่าองคตชัยชาญ ถือสารเข้ามาก็ตกใจ
นิ่งขึงตะลึงรำพึงคิด ร้อนจิตดั่งหนึ่งเพลิงไหม้
วันนี้น่าที่ภูวไนย จะได้เคืองใต้ธุลี
ตริแล้วจึ่งมีพจมาน สั่งนางพนักงานสาวศรี
จงแต่งเครื่องเสวยอย่างดี กูนี้จะให้พระลูกยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางวิเสทซ้ายขวา
รับสั่งแล้วอัญชุลีลา มาจากปราสาทเยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

๏ พนักงานของใครก็เร่งรัด จัดทั้งของคาวของหวาน
ก็ได้เสร็จสิ้นทุกประการ ใส่พานแล้วยกเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดพิสมัย
จึ่งจัดฝูงนางอนงค์ใน ทรงโฉมอำไพวิไลวรรณ
แน่งน้อยเสาวภาคย์พึงชม งามคมเพียงอัปสรสวรรค์
ผิวพักตร์ผ่องแผ้วดั่งดวงจันทร์ สารพันพริ้มพร้อมทั้งอินทรีย์
ให้ยกเครื่องต้นกระยาหาร ไปประทานองคตกระบี่ศรี
จงบอกว่าของทั้งนี้ เราผู้ชนนีให้มา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงอนงค์ทรงลักษณ์เสน่หา
รับพระเสาวนีย์ชุลีลา กัลยายกเครื่องเสวยไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นออกมานอกประตูเมือง ชำเลืองตามทิศน้อยใหญ่
แลเห็นองคตยศไกร นั่งลงกราบไหว้ทุกนารี
ต่างทำชม้ายชายเนตร สังเกตกิริยากระบี่ศรี
ทูลว่าสมเด็จพระชนนี ให้ข้านี้เชิญเครื่องออกมา
ถวายพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ ด้วยจิตแสนโสมนัสสา
เชิญเสวยเอมโอชโภชนา ให้เป็นผาสุกสำราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องคตผู้ปรีชาหาญ
ฟังนางอสุรีแจ้งการ จึ่งกล่าวพจมานตอบไป
ตัวเราจำทูลสารา มาเจรจาความเมืองเป็นข้อใหญ่
อันรูปรสกลิ่นเสียงนี้ไซร้ กูไม่มีความยินดี
ตั้งใจจะเอาราชการ องค์พระอวตารเรืองศรี
เอ็งจงไปทูลพระชนนี ว่ากูนี้ถวายบังคมมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนางสาวใช้ถ้วนหน้า
ได้ฟังลูกเจ้ากล่าววาจา กัลยาก็ทูลสนองไป
อันซึ่งพระองค์มาสื่อสาร จะระงับดับการศึกใหญ่
ฝ่ายพระชนนีก็ดีใจ จึ่งใช้ข้ามาเฝ้าทรงฤทธิ์
แม้นว่าพระองค์ไม่เสวย ไหนเลยข้าบาทจะพ้นผิด
ว่าพลางทางถดเข้าให้ชิด ใส่จริตชายเนตรเป็นที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น องคตหลานท้าวโกสีย์
ได้ฟังคำนางอสุรี เย้ายี้พิไรเจรจา
กริ้วโกรธพิโรธดั่งเพลิงกัลป์ ฉวยชักพระขรรค์ออกเงื้อง่า
กระทืบบาทผาดเสียงเป็นโกลา เหม่อี่มารยาพิราใน
ไม่กลัวชีวิตจะวอดวาย มาอุบายเซ้าซี้ฉะนี้ได้
ว่าพลางโลดโผนโจนไป เลี้ยวไล่หมู่นางอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝูงนางกำนัลสาวศรี
ตกใจไม่เป็นสมประดี วิ่งหนีหลบหลีกพัลวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เครื่องอานพานทองก็ตกกลาด ร้องตรีดหวีดหวาดตัวสั่น
บ้างล้มปะทะปะกัน สารพันกระจัดพลัดพราย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุราทั้งหลาย
ปิดประตูลงกลอนวุ่นวาย ไพร่นายช่วยกันเป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ เมื่อนั้น องคตยศไกรใจกล้า
จึ่งร้องว่าเหวยอสุรา ไปแจ้งกิจจาพญามาร
เจ้ามึงบัญชาว่ากล่าว เรื่องราวเป็นไฉนไม่บอกขาน
ให้กูอยู่ท่าช้านาน ไม่เปิดทวารด้วยอันใด
ประตูเมืองมึงแต่เพียงนี้ ไหนจะทนฤทธีกูได้
จะเอาแต่เท้าซ้ายป่ายไป ก็จะพังลงไม่พริบตา
ว่าแล้วก็ทำสิงหนาท สำแดงอำนาจแกล้วกล้า
โลดโผนโจนถีบด้วยบาทา ทวาราหักล้มระทมไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นทั้งเมืองมาร พสุธาสะท้านสะเทือนไหว
ขุนกระบี่กวัดแกว่งพระขรรค์ชัย ไล่นายประตูเป็นโกลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสูรยักษี
ความกลัวตัวสั่นไม่สมประดี วิ่งหนีวุ่นไปทั้งเมืองมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องคตฤทธิไกรใจหาญ
ทำอำนาจอาจองดังพระกาล ทะยานเข้ายังท้องพระโรงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ยืนอยู่กลางหมู่เสนายักษ์ จะเกรงท้าวทศพักตร์ก็หาไม่
จึ่งม้วนหางต่างอาสน์อำไพ นั่งให้สูงเทียมอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เสร็จแล้วจึ่งกล่าววาจา ดูกรพญายักษี
ตัวเราเป็นทูตพระจักรี ผู้โมลีโลกสถาวร
คือองค์พระนารายณ์อวตาร จะล้างหมู่มารด้วยแสงศร
บัดนี้ยกพวกพลากร ข้ามฝั่งสาครสมุทรมา
ตั้งอยู่ยังเขามรกต พระทรงยศปรานียักษา
จึ่งให้เราถือสารา เข้ามาเจรจาโดยธรรม์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ฟังลูกพาลีชาญฉกรรจ์ กุมภัณฑ์ขัดแค้นแน่นใจ
จึ่งร้องว่าเหวยทูตา คิดว่าใครมาแต่ไหน
มิรู้องคตยศไกร เหตุใดจึ่งทำอหังการ
เอ็งเป็นแต่ชาติวานร จำทูลอักษรราชสาร
ไยจึ่งหยาบช้าสาธารณ์ ฮึกหาญมิได้บังคมคัล
กูผู้สุริย์วงศ์พรหเมศ ลือเดชทั่วภพสรวงสวรรค์
ถึงมนุษย์ครุฑนาคเทวัญ ทั้งนั้นก็ย่อมชุลีกร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องคตใจหาญชาญสมร
เห็นขุนมารอ้างอวดฤทธิรอน วานรจึ่งตอบคำไป
ดูก่อนทศพักตร์ยักษี เอ็งอย่าพาทีหยาบใหญ่
กูเป็นทูตพระตรีภูวไนย จะไหว้อสุราอย่าพึงคิด
จงน้อมเศียรเกล้าลงฟังสาร โองการพระบรมจักรกฤษณ์
ว่าแล้วกระบี่ผู้มีฤทธิ์ ก็อ่านลิขิตด้วยปรีชา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ช้า

๏ ราชสารสมเด็จพระหริวงศ์ ผู้ทรงครุฑราชปักษา
เอาพญาอนันตนาคา มาเป็นบัลลังก์อลงกรณ์
สถิตยังเกษียรชลธาร แทบเชิงจักรวาลสิงขร
ฤๅษีเทวาวิชาธร สโมสรแซ่ซ้องบังคมคัล
ประชุมเชิญเสด็จไวกูณฐ์ ยังประยูรจักรพรรดิรังสรรค์
มาล้างอสุราอาธรรม์ ที่มันเป็นเสี้ยนแผ่นดิน
ทรงนามสมเด็จพระราเมศ มงกุฎเกศไตรภพจบสิ้น
หน่อท้าวทศรถภูมินทร์ เป็นปิ่นทวารวดี
อันนางสีดายุพาพักตร์ คือองค์นงลักษณ์พระลักษมี
ท้าวทศเศียรอสุรี ไปลักเทวีมาไว้
จึ่งยกแสนยาพลากร ข้ามมหาสาครสมุทรใหญ่
ตามมาจะผลาญชีวาลัย แล้วมีพระทัยกรุณา
จึ่งแต่งราชทูตถือสาร หวังประทานชีวิตยักษา
จงเชิญนางทูนเศียรอสุรา ไปถวายบาทาพระจักรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษี
ฟังสารดาลโกรธดั่งอัคคี อสุรีขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เหม่ไอ้องคตทรลักษณ์ อัปลักษณ์มืดมัวโมหันธ์
เขาฆ่าพ่อม้วยชีวัน กลับว่าสัจธรรม์มาให้ใช้
มณโฑก็เป็นชนนี เอ็งนี้ใช่กูจะเสียได้
สีดานั้นแม่มึงเมื่อไร คือใครไปลักเอานางมา
ครั้งก่อนก็มีวานรน้อย กล่าวถ้อยฮึกฮักหนักหนา
บอกว่าเป็นทูตถือสารา สมญามันชื่อหนุมาน
อินทรชิตแผลงศรนาคบาศ มัดมาจะพิฆาตให้สังขาร
หากคิดว่าทูตจะเสียการ จึ่งให้ประจานแล้วปล่อยไป
กูเห็นจะตายเสียกลางทาง เอ็งยังจะรู้บ้างหรือหาไม่
มันนี้เผ่าพงศ์วงศ์ใคร ไอ้ลิงจังไรพนาวัน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หลานท้าวหัสนัยน์รังสรรค์
จึ่งตอบวาจากุมภัณฑ์ ว่าเหวยทศกัณฐ์ใจพาล
อันซึ่งคำแหงวายุบุตร ฤทธิรุทรดั่งองค์พระสุริย์ฉาน
ลูกมึงทั้งพันก็วายปราณ หมู่มารตายกลาดปัถพี
แกล้งให้อินทรชิตจับมา ด้วยจะเผาพารายักษี
ยังช่างด้านหน้าพาที ไม่มีความอายอดสูใจ
เหมือนเมื่อมึงยกไกรลาส พระอิศวรประสาทพรให้
ไม่คิดเจียมตัวกลัวภัย หยาบใหญ่ขอองค์พระอุมา
แล้วต้องเชิญองค์พระแม่เจ้า ทูนเหนือเศียรเกล้ายักษา
คืนไปถวายพระอิศรา ทั้งโลกาก็แจ้งอยู่ด้วยกัน
ครั้งนี้ไปลักอัคเรศ พระราเมศสุริย์วงศ์รังสรรค์
พิเภกทานทัดด้วยสัจธรรม์ ก็ดึงดันขับน้องไม่ไยดี
มีแต่ทำชั่วทุจริต ไม่คิดรักตัวยักษี
เร่งเชิญนางไปถวายพระจักรี อสุรีจะรอดชีวา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ได้ฟังยิ่งกริ้วโกรธา จึ่งมีวาจาตอบไป
อันนางสีดาคนนี้ ลูกผัวจะมีก็หาไม่
กูไปเที่ยวป่าพนาลัย พบเข้าร้องไห้ตามมา
สงสารจึ่งพามาด้วย หาไม่จะม้วยสังขาร์
ที่จะส่งองค์นางกัลยา มึงอย่าพักว่าให้ป่วยการ
กูก็ทรงศักดาวราฤทธิ์ ทศทิศเลื่องชื่อลือหาญ
ทำไมกับมนุษย์สาธารณ์ กับไอ้เดียรัจฉานทรลักษณ์
เอ็งอย่าสรรเสริญให้เกินหน้า ใช่ว่าตัวกูไม่รู้จัก
พี่น้องสองคนนี้จนนัก อัปลักษณ์เที่ยวอยู่พนาวัน
คบได้แต่ไอ้เหล่าลิง เย่อหยิ่งเจรจาโมหันธ์
สู่รู้จะสู้กุมภัณฑ์ อวดกล้าสำคัญว่าตัวดี
อันโยธีซึ่งมีฝีหัตถ์ จัดได้แต่เอ็งกระบี่ศรี
กับไอ้หนุมานอัปรีย์ สองตัวเท่านี้หรือว่าไร
พวกวานรินทร์กบินทร์ป่า มีมามากน้อยเป็นไฉน
พาแต่เหล่าลิงมาชิงชัย จะบรรลัยด้วยมือกุมกัณฑ์ ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ