สมุดไทยเล่มที่ ๘๕

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์เจ้าตรัยตรึงศ์สวรรค์
เสด็จเหนือทิพอาสน์พรายพรรณ ในลดาวัลย์สถาวร
แจ้งว่าจะราชาภิเษกสวัสดิ์ มอบเศวตฉัตรพระทรงศร
เป็นปิ่นไพร่ฟ้าประชากร ในพระนครอยุธยา
สืบซึ่งสุริย์วงศ์เทเวศ แทนพระบิตุเรศนาถา
บัดนี้พร้อมกษัตริย์ทุกพารา กวีราชมาตยาพราหมณ์ชี
จำกูจะพาสุราฤทธิ์ อันสถิตในจักรราศี
ไปเป็นประธานพิธี ในที่อุปภิเษกพระอวตาร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ คิดแล้วพระจอมเมรุมาศ มีเทวราชบรรหาร
เรียกหมู่เทเวศบริวาร กับนงคราญอัปสรกัลยา
ให้เชิญซึ่งเครื่องกกุธกัณฑ์ กับทิพย์สุวรรณภูษา
แล้วพากันเหาะลงมา ยังอยุธยากรุงไกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เสด็จเข้าโดยช่องบัญชร กับเทพนิกรน้อยใหญ่
สถิตเหนืออาสน์อำไพ ในมหาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระมารดาทั้งสามศรี
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงพระรวี เห็นองค์ตรีเนตรเสด็จมา
พร้อมด้วยฝูงเทพบริวาร เยาวมาลย์แสนโสมนัสสา
พักตร์ผ่องเพียงดวงจันทรา กัลยามีราชเสาวนีย์
ดูก่อนพระรามลูกรัก ดวงจักษุแม่เฉลิมศรี
เจ้าจงไปสรงวารี ชำระอินทรีย์ให้สำราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
รับสั่งพระชนนีนงคราญ ผ่านฟ้าเสด็จไปสรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ สนานกายสายสินธุ์สุหร่ายรัตน์ เย็นหยัดโปรยฟุ้งเป็นฝอยฝน
ลูบไล้สุคนธ์เสาวคนธ์ ปรุงมาศโกมลในเมืองอินทร์
ทรงสอดสนับเพลารายพลอย ดวงลอยเครือลายกระหนกสิ้น
ภูษาเชิงทรงหงส์บิน แย่งรูปกินรินกรายกร
ชายแครงช่อเครือประดับแก้ว ชายไหวพลอยแววประภัสสร
ตาบทิศลายแทงอรชร ทับทรวงบุษย์ซ้อนสังวาลวัลย์
รัดองค์ทรงเอี่ยมกุดั่นดวง พาหุรัดเพชรร่วงทับทิมคั่น
ทองกรขดแก้วเป็นนาคพัน ธำมรงค์เรือนสุบรรณขยับบิน
ทรงมหามงกุฎแก้วสลับ กรรเจียกจรประดับมุกดาสิ้น
ห้อยพวงดอกไม้มาศโกมิน พระทรงศิลป์กรายกรมาเกยลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

โทน

๏ จึ่งเสด็จขึ้นยังยานุมาศ อันโอภาสจำรัสพระเวหา
เกณฑ์แห่เกลื่อนกลาดดาษดา พร้อมหน้าประนมบังคมคัล
แตรงอนแตรฝรั่งประสานเสียง สำเนียงกลองประโคมบันลือลั่น
เกณฑ์แห่เดินเคียงเป็นคู่กัน ตามตาริ้วกั้นวิถีจร
เครื่องสูงชุมสายรายรัด กรรภิรุมย์มยุรฉัตรประภัสสร
มหาดเล็กถือพระแสงประนมกร หน้าหลังภูธรเป็นแถวมา
อันสุครีพองคตหนุมาน พิเภกโหราจารย์ยักษา
ทั้งสิบแปดมงกุฎผู้ศักดา เคียงมหายานุมาศพระจักรี
พื้นใส่เสื้อครุยขาวกรอง พอกเกี้ยวล้วนทองจำรัสศรี
เป็นหลั่นหลั่นตามกันจรลี มาโดยที่ท้องสนามจันทน์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงขึ้นยังเกยมาศ อันโอภาสพรรณรายฉายฉัน
เสนาน้อมเกล้าบังคมคัล แน่นนันต์เกลื่อนกลาดดาษดา
จึ่งเปลื้องเครื่องประดับจากองค์ ทรงเศวตพัสตร์ภูษา
แล้วเสด็จลีลาศยาตรา ขึ้นมหามณฑปโอฬาร
พระบาทเหยียบใบขนุนลาด เหนืออาสน์รองทรงสรงสนาน
ผันพักตร์ทอดทัศนาการ ไปสถานบูรพทิศสวัสดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปโรหิตผู้เฒ่าทั้งสี่
ครั้นได้ศุภฤกษ์นาที ก็ตีฆ้องชัยเป็นสำคัญ
ฝ่ายองค์อมรินทร์ก็เป่าสังข์ เสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น
ชาวประโคมก็ประโคมขึ้นพร้อมกัน สำเนียงสนั่นอึงอล
พนักงานก็ไขท่อทอง เป็นละอองโปรยปรายดั่งสายฝน
กลิ่นฟุ้งตลบเสาวคนธ์ ตกลงเบื้องบนพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวสิษฐ์สวามิตรฤๅษี
จึ่งรดซึ่งปัญจนที แล้วชีพ่อพราหมณ์พฤฒา
ก็ถวายนํ้าสังข์นํ้ากลศ กำหนดอ่านเวทคาถา
สะเดาะเคราะห์อวยชัยพระจักรา เป็นมหามงคลสถาวร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
เสด็จสรงทรงเครื่องอลงกรณ์ บทจรขึ้นปราสาทมณี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือภัทรบิฐ อันวิจิตรลาดหนังราชสีห์
ภายใต้เศวตฉัตรรูจี ท่ามกลางเสนีเทวัญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หัสนัยน์เจ้าตรัยตรึงศ์สวรรค์
จึ่งถวายเครื่องทิพย์กกุธภัณฑ์ ภูษิตพื้นสุวรรณโอฬาร์
ฝ่ายว่าชาวแสงสรรพยุทธ์ ถวายอัษฎาวุธคมกล้า
สุมันตันมหาเสนา ถวายพลโยธาพลากร
ขุนคลังถวายสมบัติ แก้วแหวนนพรัตน์ประภัสสร
ขุนรถขุนคชอัสดร ถวายรถกุญชรพาชี
ท้าวฉลองพระโอษฐ์ผู้ปรีชา ถวายฝูงกัลยาสาวศรี
ถ้วนหมื่นหกพันนารี ครบที่สิบสองกำนัลใน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ปโรหิตโหราผู้ใหญ่
ให้เบิกบายศรีแก้วแววไว แล้วจุดเทียนชัยพรายพรรณ
ติดแว่นมณีนพมาศ รัศมีโอภาสฉายฉัน
ส่งให้สุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ รับกันต่อเนื่องออกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เวียนเอยเวียนเทียน ให้เวียนแต่ซ้ายมาขวา
โหรเฒ่าลั่นฆ้องสามครา ประโคมกาหลดนตรี
บ้างโปรยข้าวตอกดอกไม้ ถวายชัยอื้ออึงคะนึงมี่
โห่ร้องกึกก้องโกลี ฤๅษีก็สวดขึ้นพร้อมกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถ้วนคำรบเจ็ดรอบ โดยระบอบพิธีเฉลิมขวัญ
ปโรหิตดับเทียนโบกควัน ให้พระทรงสุบรรณผู้ศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายการมโหรสพถ้วนหน้า
ต่างเล่นเต้นรำเป็นโกลา สนั่นทั้งอยุธยาเวียงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจอมเมรุมาศเขาใหญ่
จึ่งสั่งนางฟ้าสุราลัย เทพไทให้จับระบำบัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทพบุตรกับนางอัปสรสวรรค์
รับสั่งพระปิ่นเทวัญ บังคมคัลด้วยใจปรีดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

พระทอง

๏ ชวนกันจับระบำรำถวาย เยื้องกรายร่ายรำทำท่า
เป็นกระบวนหงส์บินลินลา มาขวาทวนทบตลบไป
แล้วตีวงเวียนเปลี่ยนหัตถ์ พลัดเป็นผาลาเพียงไหล่
เคียงข้างนางฟ้าสุราลัย คว้าไขว่เข้าชิดติดพัน
นางสวรรค์สลัดปัดกร คมค้อนงอนจริตบิดผัน
เทเวศสกัดกางกั้น แล้วหันห่างร่ายเรียงเคียงมา

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางเทพอัปสรเสน่หา
รำล่อคลอเคล้าเทวา ชำเลืองนัยนาเป็นที
เห็นเทเวศเวียนขวาเข้ามาชิด ก็เบี่ยงบิดเวียนซ้ายชายหนี
แล้วกรายท่าเป็นม้าตีคลี ท่าทีม่ายเมียงเคียงไป
ครั้นเทพบุตรเข้ายุดหัตถ์ ก็สลัดปัดกรมิให้ใกล้
ทำจริตมารยาพิราใน ยั่วเย้าเทพไทเทวัญ
อันหมู่เทเวศแลอัปสร ขับฟ้อนด้วยใจเกษมสันต์
ถวายพระองค์ทรงสุบรรณ เป็นมหันตมโหโอฬาร์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หญิงชายชาวเมืองถ้วนหน้า
แตกกันมาดูเทวา กับนางฟ้าจับระบำสำราญใจ
อันโขนละครมอญรำ งิ้วหุ่นมวยปลํ้าปรบไก่
หน้าโรงตะโล่งตะลุยไป ผู้ใหญ่จะดูก็ไม่มี
แต่เหล่าลูกเล็กเด็กน้อย วิ่งเล่นทุบต่อยกันอึงมี่
บ้างทะเลาะวิวาทชกตี พี่น้องพ่อแม่ไม่นำพา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หัสนัยน์เจ้าตรัยตรึงศา
ทั้งหมู่นักสิทธ์เทวา บรรดามาทำพิธีการ
ครั้นเสร็จภิเษกพระหริวงศ์ ต่างองค์ชื่นชมเกษมศานต์
ก็ลาสมเด็จพระอวตาร ไปสถานที่อยู่ด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ครอบครองไพร่ฟ้าประชาชี ในทวารวดีภิรมยา
ประกอบด้วยสมบัติพัสถาน แสนสนมบริวารพร้อมหน้า
เป็นสุขดั่งเมืองเทวา ผ่านฟ้ารำลึกตรึกไป
ด้วยองค์พระลักษมณ์ฤทธิรอน ท้าวพญาวานรน้อยใหญ่
สุครีพหนุมานชาญชัย พิเภกผู้ใจภักดี
กับหมู่กระบี่โยธา ซึ่งได้เคี่ยวฆ่ายักษี
ความชอบนั้นพ้นพันทวี จะมีบำเหน็จให้ควรการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ พอถึงเวลาปัจจุสมัย อโณทัยเรืองแรงแสงฉาน
สระสรงทรงเครื่องชัชวาล ผ่านฟ้าออกท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
สำราญราชฤทัยพระทรงธรรม์ พักตร์ผ่องเพียงจันทร์ในเมฆา
พร้อมหมู่เสนาพฤฒามาตย์ ก้มเกล้าเดียรดาษทั้งซ้ายขวา
จึ่งมีพระราชบัญชา ดูราสุมันตันเสนี
จงปรึกษาความชอบเหล่าทหาร ซึ่งได้ผลาญอสูรยักษี
เป็นลำดับเอกโทตรี ใครจะมีบำเหน็จประการใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุมันตันเสนาผู้ใหญ่
รับสั่งพระตรีภูวไนย บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงศาลาลูกขุน ราชตระกูลเสนีพร้อมหน้า
ให้เชิญบทในหอหลวงมา หาสัตพลีปรีชาไว
เอาจดหมายผู้มีความชอบ ซึ่งตอบต่อหักหาญศึกใหญ่
จึ่งท้าวพญาเสนาใน มหาดไทยกลาโหมมนตรี
ปรึกษาว่าองค์พระลักษมณ์ จงรักตามเสด็จบทศรี
รณรงค์สังหารอสุรี ภักดีไม่คิดชีวา
จนต้องหอกกุมภกรรณนาคบาศ พรหมาสตร์อินทรชิตยักษา
หอกมูลพลัมอสุรา ห้าครั้งทั้งหอกทศกัณฐ์
ควรที่ผ่านเมืองพญาขร โรมคัลนครเขตขัณฑ์
ให้ทั้งเครื่องต้นกกุธภัณฑ์ แสนสนมกำนัลศฤงคาร
ฝ่ายพระพรตพระสัตรุดอนุชา ซึ่งอยู่รักษาราชฐาน
ป้องกันอริราชภัยพาล ไม่มีเหตุการณ์ในบุรี
ให้สององค์นั้นเป็นอุปราช ฉลองบาทพระนารายณ์เรืองศรี
แบ่งสมบัติพัสถานในธานี ให้พระพี่น้องเสมอกัน
วายุบุตรได้ลงไปบาดาล ตามพระอวตารรังสรรค์
ผลาญไมยราพม้วยชีวัน เชิญเสด็จทรงธรรม์กลับมา
แล้วอาสาพระองค์ไปล่อลวง เอาดวงใจทศพักตร์ยักษา
มาถวายใต้เบื้องบาทา จึ่งผลาญเจ้าลงกาบรรลัย
ความชอบนอกนั้นก็หลายหน พ้นที่จะนับประมาณได้
ทำการรวดเร็วดั่งพระทัย ควรให้ผ่านกึ่งอยุธยา
ชื่อว่าพญาอนุชิต จักรกฤษณ์พิพัฒน์พงศา
ให้มงกุฎอาภรณ์อลงการ์ ปราสาทรัตนารูจี
พร้อมทั้งสมบัติพัสถาน ศฤงคารบริวารสาวศรี
ห้าพันอนงค์นารี ล้วนมีศุภลักษณ์เพริศพราย
อันพญาสุครีพฤทธิรอน ได้คุมพลวานรมาถวาย
แล้วอาสาองค์พระนารายณ์ ไปทำลายฉัตรทศกัณฐ์
ทั้งตัดกรทัพนาสูรยักษ์ แก้พระหริรักษ์รังสรรค์
ออกจากวงมือกุมภัณฑ์ ความชอบนั้นพ้นพันทวี
ให้ชื่อพญาไวยวงศา มหาสุรเดชเรืองศรี
ผ่านพิชัยขีดขินธานี กับดาราวดีนงคราญ
ให้มหาสังวาลเครื่องต้น มงกุฎแก้วกุณฑลมุกดาหาร
ธำมรงค์ค่าเมืองอลงการ พาหุรัดชัชวาลทองกร
อันพิเภกผู้น้องทศพักตร์ จงรักเบื้องบาทพระทรงศร
เป็นโหราตาศึกแน่นอน บอกกลราญรอนกุมภัณฑ์
ชื่อว่าท้าวทศคิริวงศ์ พงศ์พรหมธิราชรังสรรค์
ให้มงกุฎสุรกานต์สังวาลวัลย์ ครอบครองเขตขัณฑ์ลงกา
อันองคตโอรสพาลี ขุนกระบี่องอาจแกล้วกล้า
ผู้เดียวถือสารพระจักรา เข้าไปลงกากรุงมาร
โต้ตอบกับท้าวทศพักตร์ โกรธนักใช้สี่ทหารหาญ
จับตัวจะฆ่าให้วายปราณ กลับผลาญทั้งสี่เสนี
แล้วไปเอาพานพรหเมศ มารับเกศอินทรชิตยักษี
ใช้ไหนก็ไม่เสียที มีชัยแก่พวกไพริน
ชื่อพญาอินทรนุภาพศักดา ฝ่ายหน้าพระนครขีดขิน
ให้มงกุฎกุณฑลมณีนิล สังวาลแก้วโกมินชวลิต
อันชมพูพานขุนกระบี่ ก็ภักดีต่อองค์พระจักรกฤษณ์
ได้บอกสรรพยาอันมีฤทธิ์ แก้ชีวิตพระลักษมณ์อนุชา
นิลนนท์นั้นเป็นคชสาร ให้หนุมานขี่ไปอาสา
ล้างพิธีมณโฑกัลยา ฆ่าวิรูปักษ์กันบรรลัย
อันสุรเสนขุนกระบินทร์ ล้างพวกไพรินไม่นับได้
กระบี่โคมุทวุฒิไกร ฆ่าไวยกาสูรวายชนม์
นิลราชผู้ใจภักดี ก็คุมพลกระบี่จองถนน
ชามพูวราชเป็นหมีฤทธิรณ ไปผจญพิธีอินทรชิต
อันสัตพลีได้กฎหมาย รายชื่อผู้ทำชอบผิด
ไชยามพวานอันมีฤทธิ์ ตั้งจิตซื่อตรงถือธงชัย
ควรให้ศรีชมพูพาน ไปรั้งปางตาลกรุงใหญ่
ให้ธำมรงค์มงกุฎมาลัย สังวาลแก้วแววไวด้วยเพชรฑูรย์
อันกระบี่สุรเสนฤทธิรอน ให้ไปรั้งนครสัทธาสูร
ชามพูวราชนิลราชสองตระกูล นิลนนท์ก็ประยูรเสนา
ให้เป็นอุปราชทั้งสาม ตามมีความชอบได้อาสา
อันนิลราชผู้ศักดา เป็นฝ่ายหน้าอัสดงค์ธานี
นิลนนท์ผู้ใจองอาจ เป็นอุปราชชมพูบุรีศรี
อันชามพูวราชฤทธี เป็นฝ่ายหน้าธานีปางตาล
ให้สังวาลกุณฑลทับทรวง ประดับด้วยดวงมุกดาหาร
พร้อมทั้งศฤงคารบริวาร ยวดยานม้ารถคชา
อันไชยามโคมุททั้งสองศรี เป็นมหาเสนีซ้ายขวา
ในเมืองขีดขินนครา สัตพลีปรีชาเป็นอาลักษณ์
บรรดาวานรพลไกร ที่ได้อาสาพระทรงจักร
สังหารผลาญหมู่อสุรยักษ์ ให้ยศถาศักดิ์สมควร
อีกทั้งเกี้ยวเพชรแลสิ่งของ เครื่องนากเครื่องทองถี่ถ้วน
เครื่องเงินเครื่องถมแพรม้วน ผ้าลายกระบวนอย่างงาม
เสร็จแล้วมหาเสนา จึ่งปรึกษาหนุมานชาญสนาม
ท่านผู้ชำนาญการสงคราม ยังจะเห็นข้อความประการใด ฯ

ฯ ๗๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
ฟังคำปรึกษาก็ตอบไป ข้าติดใจด้วยพระลักษมณ์อนุชา
ซื่อตรงจงรักภักดี ต่อพระจักรีผู้เชษฐา
ไม่คิดแก่ชีพชีวา อุตส่าห์สู้ยากลำบากองค์
โดยเสด็จสมเด็จพระสี่กร สัญจรไปในไพรระหง
จนได้ทำการรณรงค์ ล้างวงศ์อสุราสาธารณ์
สัประยุทธ์เคี่ยวเข็ญเข่นฆ่า ปิ้มว่าจะม้วยสังขาร
แสนเทวษแสนทุกข์ทรมาน ช้านานถึงสิบสี่ปี
เป็นไฉนจะให้พระนุชนาถ ไกลบาทพระนารายณ์เรืองศรี
ไปครองโรมคัลธานี เป็นที่แว่นแคว้นแดนยักษ์
ถ้าว่าราชการบ้านเมือง ขุ่นเคืองบาทบงสุ์พระทรงจักร
จะลงโทษผู้ใดใหญ่หลวงนัก เราจะผินพักตร์ไปพึ่งใคร
เหมือนองค์พระอนุชาธิราช แสนฉลาดรอบรู้อัชฌาสัย
ควรให้พระลักษมณ์ภูวไนย อยู่ใกล้เบื้องบาทพระจักรา
ในกรุงทวาราวดี เป็นที่อุปราชฝ่ายหน้า
พระพรตพระสัตรุดผู้ศักดา ซึ่งได้รักษาพระนคร
ชอบให้ไปอยู่ไกยเกษ บำรุงนคเรศเหมือนแต่ก่อน
ต่างใจต่างตาต่างกร ภูธรอัยกาสืบไป
อันคำของข้าที่ทักท้วง ท่านทั้งปวงจะเห็นเป็นไฉน
ถ้าต้องที่ไม่มีผู้ติดใจ จึ่งให้ทูลพระอนุชา
แม้นว่าพระลักษมณ์สุริย์วงศ์ ไม่เห็นลงในคำข้าปรึกษา
ยกเสียอย่าทูลพระจักรา ทูลแต่คำเสนาทั้งนั้น ฯ

ฯ ๒๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาธิบดีคนขยัน
ฟังลูกพระพายเทวัญ ยกข้อแบ่งปันชอบที
เรียงความลงในขุนเสมียน เขียนตามถ้อยคำกระบี่ศรี
เสร็จแล้วพากันจรลี ไปยังที่เฝ้าพระลักษมณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ น้องพระหริวงศ์ทรงจักร
ทูลความปรึกษาพร้อมพักตร์ กับคำท้วงทักหนุมาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังถี่ถ้วนทุกประการ จึ่งมีพจมานไปทันที
อันบำเหน็จความชอบโยธา ปรึกษาเรียงมาก็ต้องที่
แต่ซึ่งจะให้เรานี้ ไปอยู่บุรีโรมคัล
ถึงจะมีสมบัติพัสถาน โอฬารดั่งดาวดึงส์สวรรค์
ประกอบด้วยสนมกำนัล แสนหมื่นหกพันอนงค์ใน
แม้นไกลเบื้องบาทพระจักรี เรานี้หาเจตนาไม่
อันซึ่งหนุมานทัดทานไว้ ดั่งได้อมฤตชโลมทา
สุมันตันจะทูลที่ข้อเรา เอาคำวายุบุตรปรึกษา
จะขออยู่สนองรองบาทา ไปกว่าจะสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาสามนต์คนขยัน
รับสั่งถวายบังคมคัล ก็พากันไปพระโรงรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างตนน้อมเศียรอภิวาท พระตรีภูวนาถเรืองศรี
ฝ่ายสุมันตันเสนี ก็กราบทูลตามที่เรียงไป
แต่สามสมเด็จพระวรนุช วายุบุตรหาเห็นด้วยไม่
ทัดทานด้วยปรีชาไว ก็ทูลไปเสร็จสิ้นทุกประการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกสถาน
ฟังสุมันตันปรีชาชาญ ผ่านฟ้ามีราชบัญชา
อันว่าน้องเราทั้งสาม จงทำตามวายุบุตรปรึกษา
กระบี่สุรการผู้ศักดา องอาจแกล้วกล้าราวี
ให้ไปผ่านเมืองพญาขร โรมคัลนครยักษี
ศรรามผู้ใจภักดี ขุนกระบี่แกล้วหาญชาญฤทธิ์
ให้เป็นมหาอุปราช สำหรับช่วยราชการกิจ
โดยยุติธรรม์ทศพิธ สุจริตสืบวงศ์กษัตรา
ฝ่ายว่ากุขันพรานไพร ได้ทำชอบไว้หนักหนา
จงรักภักดีแต่เดิมมา ชื่อพญากุขันธิบดินทร์
เป็นเจ้าบุรีรัมนคเรศ พรานไพรทุกประเทศให้ขึ้นสิ้น
อันหนุมานขุนกระบินทร์ ก็ผลาญพวกไพรินมากนัก
ตัวเราได้ปฏิญาณมา จะให้ผ่านอยุธยาอาณาจักร
บัดนี้ก็เสร็จสงครามยักษ์ จะเป็นปิ่นปักประชากร
เรากับพระลักษมณ์อนุชา จะช่วยว่ากล่าวสั่งสอน
บำรุงรักษาวานร ให้ถาวรไปกว่าจะวายปราณ
อันพญาพิเภกอสุรา จะไปครองลงการาชฐาน
การณรงค์ยงยุทธ์ไม่ชำนาญ ฤทธิ์เดชของท่านก็ไม่มี
ถึงเดือนเราจักใช้ศร ไปเยี่ยมเยียนนครยักษี
แม้นมีอริราชไพรี จงเขียนสารแขวนที่ศรมา
ตรัสแล้วก็ประทานรางวัล เป็นอันดับกันตามยศถา
จงไปครอบครองนครา ให้เป็นผาสุกสถาวร ฯ

ฯ ๒๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดชาญสมร
ทั้งพิเภกสุครีพฤทธิรอน องคตวานรชาญฉกรรจ์
ทั้งสิบแปดมงกุฎกระบี่ศรี วานรโยธีแลกุขัน
ก้มเกล้ารับราชรางวัล พร้อมกันยินดีปรีดา
ต่างตนประณตบทบงสุ์ ลาองค์พระนารายณ์นาถา
ยกพวกพหลโยธา แยกกันยาตราไปธานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตกระบี่ศรี
ได้ผ่านกรุงทวารวดี อยู่ปราสาทมณีอลงการ
พร้อมด้วยอนงค์อันทรงโฉม แน่งน้อยประโลมสงสาร
ขับกล่อมบำเรออยู่งาน รำเพยพานพัชนีวีกาย
บ้างฟ้อนร่อนรำระบำบัน ดีดสีโอดพันประสานสาย
บ้างเฟี้ยมเฝ้าคมเคียงเรียงราย ลูกพระพายแสนสุขสถาวร
แสนบันเทิงเริงรื่นด้วยสมบัติ แสนกำหนัดรสราคสโมสร
เอนแอบแนบนิทร์สนิทนอน เหนือแท่นบรรจถรณ์แล้วหลับไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นปัจฉิมยามเวลา จันทราเลี้ยวลับเหลี่ยมไศล
ดารากรอ่อนแสงอำไพ ไก่แก้วตื่นตาหากัน
ชาวประโคมก็ประโคมดนตรี แตรสังข์อึงมี่เสียงสนั่น
ดุเหว่าเร้าเร่งพระสุริยัน แสงสุพรรณเรื่อเรืองอัมพร
ขุนกระบี่ตื่นจากไสยาสน์ เหนืออาสน์เนาวรัตน์ประภัสสร
ก็ย่างเยื้องยุรยาตรนาดกร บทจรไปสรงวาริน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เข้าที่ชำระสระสนาน สุคนธ์ธารเกสรขจรกลิ่น
สนับเพลารายพลอยโกมิน ช่อเชิงนาคินทร์กระหนกพัน
ภูษาโขมพัตถ์พื้นม่วง ลอยดวงเกี่ยวกรองทองคั่น
ชายแครงเครือรัดรูปสุบรรณ ชายไหวกุดั่นจำหลักลาย
ฉลององค์พื้นตาดพระกรน้อย สอดสร้อยสังวาลสามสาย
ตาบทิศทับทรวงทับทิมพราย พาหุรัดนาคกลายทองกร
ธำมรงค์มรกตเรือนเก็จ มงกุฎเพชรจำรัสประภัสสร
ห้อยพวงมาลัยกรรเจียกจร กรายกรออกท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ขึ้นนั่งยังที่บัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
ให้เร่าร้อนฤทัยดั่งไฟกัลป์ ตัวสั่นหน้าซีดลงทันที
พ่างเพียงเศียรเกล้าจะทำลาย เสโทซึมกายกระบี่ศรี
เหลือบแลไปดูหมู่เสนี ดั่งมีศรแสงมาแทงตา
มิได้บัญชาประกาศิต ราชกิจกษัตริย์นาถา
นิ่งนึกตรึกถวิลจินดา ก็แจ้งด้วยปรีชาอันว่องไว
กูเป็นทหารมาร่วมอาสน์ พระนารายณ์ธิราชหาควรไม่
จึ่งบังเกิดเหตุเภทภัย ด้วยศักดิ์ศรีมิได้เสมอกัน
มาตรแม้นจะนั่งอยู่ช้า น่าที่ชีวาจะอาสัญ
คิดแล้วย่างเยื้องจรจรัล จากอาสน์สุวรรณอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรสุริย์วงศ์ทรงศร
ซึ่งพระองค์ให้ข้าวานร ครอบครองพระนครอยุธยา
ด้วยความเมตตาการุญ พระคุณใหญ่หลวงหนักหนา
ยิ่งกว่าแผ่นพื้นพระสุธา หวังว่าจะให้เป็นสวัสดี
อันอยุธยากรุงไกร ไม่ควรแก่ข้าบทศรี
บันดาลร่านร้อนทั้งอินทรีย์ ดั่งเศียรเกล้านี้จะแตกตาย
อันแสนสมบัติพัสถาน ไอศูรย์ศฤงคารทั้งหลาย
กับมหาเศวตฉัตรเพริศพราย ขอถวายเบื้องบาทพระสี่กร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ฟังพญาอนุชิตฤทธิรอน ภูธรมีราชวาที
ซึ่งท่านผ่านกรุงอยุธยา ให้เร่าร้อนอุรากระบี่ศรี
ไม่มีความสุขสวัสดี ทั้งนี้วานรอย่าเสียใจ
จะสร้างนคเรศราชฐาน อันโอฬารแสนสนุกให้ใหม่
เราจะแผลงแสงศรจงตามไป ตกลงที่ใดจึ่งกลับมา
จะยกไปสร้างสรรค์นคเรศ ให้แม้นเมืองเทเวศในดึงสา
ตรัสแล้วจับศรศักดา เสด็จออกยังหน้าพระลาน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ จึ่งชักพรหมาสตร์ขึ้นพาดสาย เยื้องกรายสำแดงกำลังหาญ
แผลงขึ้นพ่างพื้นคัคนานต์ เสียงสะท้านสะเทือนธาตรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตเรืองศรี
น้อมเศียรถวายอัญชุลี ขุนกระบี่เหาะตามไปทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เห็นศรพรหมาสตร์ตรวยตรง ตกลงเบื้องบนเขาใหญ่
เก้ายอดย่อยยับระยำไป มิ่งไม้เป็นภัสม์ธุลีการ
ราบรื่นจนพื้นพระสุธา ข้างท่านทีไพศาล
แสนสะอ้านสะอาดโอฬาร เพียงสถานที่ประพาสพระศุลี
มีความชื่นชมโสมนัส ดั่งได้สมบัติโกสีย์
ก็ลงจากอากาศทันที ยังที่พ่างพื้นพระสุธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งเอาหางกวาดไปทั่วทิศ ด้วยกำลังฤทธิ์แกล้วกล้า
ให้เป็นกำแพงพารา เสร็จแล้วกลับมาด้วยว่องไว ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าไปเฝ้า น้อมเกล้าบังคมประนมไหว้
ทูลว่าข้าตามศรชัย ไปในพ่างพื้นอัมพร
พรหมาสตร์ตกเหนือสีขริน เก้ายอดแตกสิ้นทั้งสิงขร
ไม้ไล่หักยับด้วยฤทธิรอน เป็นพื้นดินดอนไปทั้งนั้น
สุธาธารสะอ้านขาวสะอาด ข้ากวาดเป็นปราการกั้น
ภูมิฐานกว้างใหญ่ก็คล้ายกัน กับเขตขัณฑ์นครอยุธยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสฤษดิรักษ์นาถา
ฟังลูกพระพายผู้ศักดา ผ่านฟ้าอัดอั้นตันใจ
ตรัสว่าเราใช้แต่ไปดู ให้รู้ว่าศรตกที่ไหน
แจ้งแล้วจะยกพลไป สร้างสรรค์เมืองให้วานร
ตราบสิ้นพระจันทร์พระอาทิตย์ เหตุใดควรคิดทำก่อน
ไหนเลยจะเป็นสถาวร เราจะบทจรก็เสียที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระยาอนุชิตเรืองศรี
ตกใจตะลึงทั้งอินทรีย์ ดั่งหนึ่งชีวีจะบรรลัย
เสียแรงกูผู้ปรีชาชาญ จะพิจารณาการก็หาไม่
มาล่วงบรรหารพระภูวไนย น้อยใจเป็นพ้นคณนา
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นอก เสโทไหลตกอาบหน้า
ไม่รู้ที่จะสนองพระบัญชา ก้มพักตรานิ่งไม่ติงกาย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นภพลบโลกทั้งหลาย
พิศดูกิริยาลูกพระพาย ดั่งหนึ่งจะวายชีวี
มีความเมตตาอาลัยนัก ด้วยสุดรักแสนรักกระบี่ศรี
จึ่งกล่าวสุนทรวาที ท่านผู้มีชอบอย่าเสียใจ
ตัวเราจะใช้เทเวศ ไปสร้างนคเรศขึ้นให้
พร้อมด้วยสวรรยาราชัย จงไปเป็นปิ่นนครา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์เจ้าตรัยตรึงศา
เสด็จเหนือทิพอาสน์อลงการ์ ในมหาวิมานเวไชยันต์
พร้อมด้วยฝูงเทพนิกร ทั้งนางอัปสรสาวสวรรค์
ดั่งดวงดาราล้อมจันทร์ โดยมหันตยศมัฆวาน
แจ้งว่าสมเด็จพระหริวงศ์ ผู้พงศ์จักรพรรดิมหาศาล
จะสร้างนคเรศอันโอฬาร ให้ศรีหนุมานผู้ฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งมีบัญชาประกาศิต สั่งวิษณุกรรม์เรืองศรี
ท่านจงไปเฝ้าพระจักรี ยังมหาธานีอยุธยา
แม้นพระองค์ประสงค์สิ่งใด จงทำตามพระทัยปรารถนา
ด้วยกำลังฤทธิ์ศักดา ของท่านผู้ปรีชาชาญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวิษณุกรรมใจหาญ
น้อมเศียรรับเทวโองการ ก็พาเทพบริวารเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงอยุธยาธานี เทเวศผู้มีอัชฌาสัย
เข้ายังมหาปราสาทชัย นั่งในท่ามกลางเสนา
จึ่งแจ้งแก่องค์พระอวตาร ว่าท้าวมัฆวานนาถา
ให้ข้ากับหมู่เทวา มาเฝ้าสมเด็จพระสี่กร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์ทรงศร
ฟังพระวิษณุกรรม์ฤทธิรอน ภูธรชื่นชมด้วยสมคิด
พักตร์ผ่องดั่งดวงจันทรา จึ่งมีบัญชาประกาศิต
ตัวท่านจงพาสุราฤทธิ์ ไปนิมิตนคเรศให้โอฬาร
พร้อมด้วยไอศูรย์สมบัติ ปราสาทรายรัตน์มุกดาหาร
ให้แก่คำแหงหนุมาน ในสถานที่นพคีรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวิษณุกรรม์เรืองศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ก็พาขุนกระบี่ผู้ศักดา
ออกจากมหาปราสาท พร้อมหมู่เทวราชซ้ายขวา
เหาะทะยานผ่านขึ้นยังเมฆา ตรงมาด้วยฤทธิ์ว่องไว ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตทหารใหญ่
ครั้นถึงจึ่งพาสุราลัย ลงในพ่างพื้นปถพี
แล้วว่าแก่หมู่เทวัญ กับวิษณุกรรม์เรืองศรี
จงนิมิตซึ่งราชธานี ในที่อันนี้ให้โอฬาร์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวิษณุกรรม์ฤทธิ์กล้า
กับหมู่เทเวศอันศักดา ก็นิมิตพาราด้วยฤทธิรอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ อันสามมหาปราสาท สี่มุขหุ้มมาศประภัสสร
ใบระกาบันแก้วอลงกรณ์ ช่อฟ้าอรชรช้อยชด
มุขเด็ดประดับมุกดาหาร บุษบกกาบก้านอลงกต
บัญชรเป็นชั้นหลั่นลด บานเขียนเครือขดสุพรรณพราย
ห้องสนมกำนัลคั่นเคียง แท่นรัตน์อาสน์เรียงฉานฉาย
ห้องพระโรงปรัศว์เรียบราย ศีลาลายปรับลาดโอฬาร
ทิมดาบคดวางคู่ดูงาม ท้องสนามแลสนุกหน้าฉาน
นางเรียงประกอบรอบปราการ ที่นั่งเย็นอุทยานครบครัน
มีสระโกสุมเกสร ดอกชูอรชรหลายหลั่น
สนุกดั่งนิวาสเทวัญ ในฉ้อห้องชั้นดุษฎี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จนิมิตนคเรศ เวษณุกรรม์ผู้ชาญชัยศรี
ก็พาหมู่เทเวศอันฤทธี เหาะกลับไปที่วิมานฟ้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตฤทธิ์กล้า
พินิจพิศเพ่งดูพารา งามดั่งเมืองฟ้าสุราลัย
มีความชื่นชมโสมนัส ดั่งจักรพรรดิเอาแก้วมายื่นให้
เหาะขึ้นอากาศด้วยว่องไว กลับไปอยุธยาพระนคร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาท พระตรีภูวนาถทรงศร
ทูลว่าพระองค์ทรงฤทธิรอน ให้หมู่นิกรเทวา
ไปสร้างสรรค์มหานคเรศ ขอบเขตกว้างใหญ่หนักหนา
แสนสนุกจำเริญวิญญาณ์ เสร็จโดยบัญชาพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์
ฟังลูกพระพายเทวัญ จึ่งมีบรรหารอันสุนทร
ท่านจงไปผ่านพารา ให้สุขาภิรมย์สโมสร
เราจะประสาทนามพระนคร ให้ถาวรชื่อนพบุรี
ตรัสแล้วจึ่งสั่งสุมันตัน อันเป็นขุนพลเรืองศรี
ให้แบ่งสมบัติบรรดามี ที่ในธานีอยุธยา
พร้อมทั้งม้ารถคชพล เสนาสามนต์ซ้ายขวา
กึ่งหนึ่งครบสิ่งโภคา ให้แก่พญาอนุชิต ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุมันตันผู้ว่าราชกิจ
น้อมเศียรศีโรโมลิศ รับสั่งทรงฤทธิ์แล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งสั่งบรรดาข้าเฝ้า เหล่าทหารพลเรือนน้อยใหญ่
สิ้นทั้งข้างหน้าข้างใน ให้เตรียมไว้ท่าหนุมาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกพลเรือนทหาร
บรรดาเป็นเจ้าพนักงาน จัดการอลหม่านทุกกรม
ชาวแสงแวงวังคลังใน ตำรวจใหญ่เกณฑ์หัดชาวสนม
ทั้งหมู่ราชยานอภิรมย์ ชาวที่ประทมกรมนา
ข้างในก็จัดพระกำนัล ขันทีนักเทศถ้วนหน้า
นางโขลนเถ้าแก่จ่าชา ทั้งอี่จำปาคนดี
บ้างเดินครัวตามกันเป็นฝูงฝูง อุ้มจูงลูกหลานอึงมี่
วัวควายเกวียนต่างตามมี อูฐลาต้อนขี่ตามกัน
พวกช้างก็จัดคชสาร ผูกทั้งกูบอานเครื่องมั่น
พวกม้าก็ผูกม้านับพัน พวกรถจัดกันตามกอง
อันหมู่พหลโยธา ตั้งตามรถยาเป็นแถวท่อง
แต่งตัวโพกผ้าขลิบทอง พร้อมกันที่ท้องสนามใน ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ลูกพระพายผู้มีอัชฌาสัย
แสนสุขเกษมศานต์สำราญใจ ด้วยได้ประทานสวรรยา
จึ่งน้อมเศียรบังคมลาบาท พระตรีภูวนาถนาถา
ทั้งองค์พระลักษมณ์อนุชา ออกมาสระสนานวาริน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สุหร่ายรัตน์โปรยปรายเป็นสายฝน สุคนธารเกสรขจรกลิ่น
สนับเพลาเชิงรูปสุบรรณบิน ภูษาลายกินรีรำ
ชายไหวชายแครงเครือขด ทับทรวงมรกตเขียวขำ
สังวาลวัลย์รายบุษราคัม ประจำยามตาบทิศกุดั่นดวง
พาหุรัดทองกรมังกรกราย ธำมรงค์เพชรพรายรุ้งร่วง
มงกุฎแก้วห้ายอดดอกไม้พวง ห้อยห่วงมาลัยอลงกรณ์
จับพระแสงขรรค์ฤทธิรงค์ อาจองดั่งพญาไกรสร
ลงจากปราสาทแก้วบวร บทจรไปเกยรัตนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงขึ้นยังบัลลังก์รถ ให้เลิกทศโยธีซ้ายขวา
ออกจากนครอยุธยา ไปตามมรคาพนาวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ รถเอยรถทรง กำกงจำหลักลายฉายฉัน
แอกงอนแก้วกาบประกอบกัน บัลลังก์ล้วนแล้วด้วยเงินงาม
ครุฑสิงห์พริ้งพรายรายรัตน์ เทพนมประนมหัตถ์อยู่ชั้นสาม
บุษบกบันแววแก้ววาม ห้ายอดแสงพลามอัมพร
เทียมสี่สินธพอาชาชาติ เผ่นผงกผกผงาดดั่งไกรสร
สารถีถือหอกกรายกร ขับจรเจียนลมรำพายพัด
เครื่องสูงบังแสงสุริย์ฉาน จามรมาศธงชายปลายสะบัด
รถประเทียบเรียบรายชายพนัส โยธาอึงอัดกันรีบไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ครอบครัวชายหญิงน้อยใหญ่
บ้างหาบหามตามทางพนาลัย ลางคนให้เมียขี่มา
บ้างเลื่อยล้านั่งนวดขาเข่า บ้างได้ไม้เท้าจ้องหน้า
บ้างทะเลาะถุ้งเถียงกันโกลา บ้างเริงร่าสัพยอกหยอกกัน
ลางคนลูกเมียพลัดไป ร้องไห้เที่ยวหาตัวสั่น
บ้างยืนหายใจยิงฟัน แม่ยายมาทันก็ยินดี
ลางหมู่หยุดนั่งหุงข้าว กอดเข่าผิงไฟสูบบุหรี่
นายหมวดตรวจตราด่าตี หลบหลีกแล่นหนีแน่นมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตฤทธิ์กล้า
รอนแรมมาในอรัญวา กับหมู่โยธารี้พล
ข้ามธารผ่านทุ่งวุ้งเขา โดยลำเนาแนวพฤกษ์ไพรสณฑ์
เกษมสุขมาทุกตำบล จนถึงขอบเขตปราการ
จึ่งให้ขับพิชัยรัถา เข้าในทวาราราชฐาน
ประทับกับเกยแก้วชัชวาล แทบชานชาลาอำไพ
จึ่งขึ้นยังมหาปราสาท อันโอภาสเพียงวิมานแขไข
ฝูงนางสนมกรมใน ห้อมล้อมตามไปดั่งดารา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ประชาชนหญิงชายถ้วนหน้า
ทั้งเศรษฐีชีพราหมณ์พฤฒา ลูกค้าวาณิชกระฎุมพี
ก็ตั้งบ้านร้านเรือนอลวน เนื่องแน่นทุกตำบลไม่ว่างที่
มั่งคั่งไปทั้งธานี ล้วนมีศักดิ์ศรีศฤงคาร
อันโยธาข้าเฝ้าทั้งนั้น แยกกันตั้งตามที่ฐาน
บ้างอยู่ตึกอยู่เรือนฝากระดาน โรงกว้านร้านเรือนระเบียบงาม ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตชาญสนาม
สถิตปราสาทแก้วแวววาม ทั้งสามเป็นสุขสวัสดี
ตั้งอยู่ในธรรม์ทศพิธ โดยกิจกษัตริย์เรืองศรี
เจ็ดวันไปเฝ้าพระจักรี ยังที่อยุธยาพระนคร
ราตรีเข้าที่ไสยาสน์ เหนืออาสน์เนาวรัตน์ประภัสสร
สำราญจิตเอนองค์วานร บนบรรจถรณ์ลาดภิรมยา
งามแสงประทีปทองส่องสว่าง งามสุรางค์นางสนมซ้ายขวา
งามพวงพู่กลิ่นมาลา สุคนธากลิ่นฟุ้งจรุงใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายนางกำนัลน้อยใหญ่
เฟี้ยมเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไป บ้างเข้าใช้อยู่งานพัดวี
ลางนางบ้างเข้านวดฟั้น ประคองคั้นบาทากระบี่ศรี
ผลัดเปลี่ยนเวียนกันทุกนารี ตามที่ตำแหน่งพนักงาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

พระทอง

๏ ฝ่ายนางบำเรอก็ขับครวญ โหยหวนจำเรียงเสียงหวาน
กระจับปี่พิณเพลงบรรเลงลาน ท้าทับขับขานประสานกัน
ซอขลุ่ยฉิ่งกรับรับเรื่อย ปี่เฉื่อยดั่งหนึ่งลำนำสวรรค์
แหบโหยคร่ำครวญโอดพัน เสียงสนั่นเสนาะวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ฝ่ายนางระบำก็รำร่อน ทอดกรกรีดกรายซ้ายขวา
เวียนวงเป็นหงส์ลีลา ชำเลืองนัยนาเป็นที
รำเรียงเคียงล่อคลอเคล้า ให้ยั่วเย้ายวนใจกระบี่ศรี
แล้วร่ายรำทำท่าม้าตีคลี เยื้องกรายจรลีประกวดกร
ใส่จริตบิดพลิ้ววงเวียน ย้ายท่าแปลงเปลี่ยนเป็นหงส์ร่อน
บำเรอพญาวานร ในที่บรรจถรณ์พรายพรรณ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญาอนุชิตรังสรรค์
พิศดูหมู่นางระบำบัน ผูกพันปฏิพัทธ์กำหนัดใน
ทั้งฟังเสียงสำเนียงขับกล่อม เพราะพร้อมเป็นที่พิสมัย
มีความเพลิดเพลินจำเริญใจ ก็หลับไปในราษราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ