สมุดไทยเล่มที่ ๒๖

๏      เมื่อนั้น นางสำมนักขายักษี
เจ็บปวดชอกช้ำทั้งอินทรีย์ อสุรีเพียงสิ้นชีวัน
จะไปก็เสียดายสุดรู้ จะอยู่ก็กลัวจะอาสัญ
วิ่งพลางเหลียวดูพระทรงธรรม์ จนถึงโรมคัลพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น ฝ่ายองค์พญาขรยักษา
เสด็จออกหน้าพระลานรจนา พร้อมหมู่มาตยาพลไกร
แลเห็นนางน้องร่วมอุทร เท้ากรด้วนขาดเลือดไหล
หูปากจมูกขาดแหว่งไป ตกใจตะลึงทั้งอินทรีย์
ดั่งหนึ่งพระกาลพาลราช มาพิฆาตตัดเกล้าเกศี
ก็โจนจากแท่นแก้วมณี อสุรีไปรับเยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏      จึ่งมีวาจาประกาศิต ร่วมชีวิตพี่ยอดสงสาร
เป็นไฉนฉะนี้นะนงคราญ ใครทำประจานแก่เจ้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น จึ่งนวลนางสำมนักขา
กราบลงกับบาทพระพี่ยา โศการำพันแต่ความดี
เดิมพระเชษฐาทศพักตร์ พาองค์อัคเรศมเหสี
ออกไปเล่นป่าพนาลี ให้สามีข้าเฝ้าพระนคร
แสนลำบากเที่ยวตรวจเป็นกวดขัน เจ็ดคืนเจ็ดวันไม่หยุดหย่อน
จึ่งแลบลิ้นปิดเมืองด้วยฤทธิรอน เหงานอนก็ม่อยหลับไป
ฝ่ายองค์พระบรมเชษฐา กลับมาจะถามก็หาไม่
โกรธาจับจักรฤทธิไกร ขว้างไปต้องผัวข้าวายปราณ
น้องนี้ตั้งแต่แสนโศก แสนวิโยคกำสรดด้วยสงสาร
อยู่วังก็ให้รำคาญ ปานนอนกลางกองเพลิงกัลป์
จึ่งลาพระพี่มาเที่ยวป่า หวังว่าจะให้คลายโศกศัลย์
ถึงแม่น้ำที่กลางอารัญ นามนั้นโคทาวารี
พบสองมนุษย์เป็นชีไพร กับนางหนึ่งอยู่ในพนาศรี
เห็นว่าตัวข้าเป็นสตรี สองชีเดินติดตามมา
สัพยอกหยอกเย้าลามลวน ทำสนิทชิดชวนเสน่หา
ข้าไม่จงจิตเจตนา โกรธาทำโพยโบยรัน
ช่วยกันตัดกรรอนบาท ปากจมูกหูขาดปิ้มอาสัญ
ทำดั่งไร้วงศ์พงศ์พันธุ์ กัลยาทูลพลางทางโศกี ฯ

ฯ ๑๘ คำ ฯ โอด

๏      เมื่อนั้น พญาขรสิทธิศักดิ์ยักษี
ได้ฟังดั่งแค้นแสนทวี โกรธคืออัคคีจ่อใจ
ลุกขึ้นกระทืบบาทผาดร้อง พสุธากึกก้องหวาดไหว
เหม่เหม่มนุษย์เท่าแมงใย พงศ์พันธุ์ผู้ใดที่ไหนมา
มันทำอาจองทะนงศักดิ์ ไม่รู้จักสุริย์วงศ์ยักษา
กูจะหั่นมิให้แค้นคอกา จึ่งสมนํ้าหน้าที่หมิ่นกัน
ตรัสแล้วมีราชบรรหาร เหวยเสนามารคนขยัน
จงเตรียมรี้พลกุมภัณฑ์ กูจะไปโรมรันไพรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      บัดนั้น จึ่งมหาเสนายักษี
รับสั่งพญาอสุรี ชุลีกรแล้วคลานออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏      จัดหมู่จัตุรงค์ทวยหาญ เลือกล้วนชำนาญแกล้วกล้า
ขุนช้างขี่ช้างชนะงา กุมของ้าวง่าหยัดยัน
ขุนม้าขี่ม้าสินธพ ถือทวนแล่นตลบดั่งจักรผัน
ขุนรถขึ้นรถพร้อมกัน กรกุมเกาทัณฑ์ลูกพิษ
ขุนพลตรวจเตรียมพลยุทธ์ ล้วนถืออาวุธอักนิษฐ์
กวัดแกว่งสำแดงแผลงฤทธิ์ ไม่คิดย่อท้อไพรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น จึ่งองค์พญาขรยักษี
ครั้นรุ่งสางสว่างธาตรี มาเข้าที่สรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏      ให้ไขสหัสธารา สุคนธาธารทิพย์เกสร
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน อุทุมพรภูษาท้องพัน
ชายแครงชายไหวปลายสะบัด เกราะเกล็ดเพชรรัตน์ทับทิมคั่น
รัดอกสุรกานต์สังวาลวัลย์ สะอิ้งแก้วกุดั่นชมพูนุท
ทองกรพาหุรัดธำมรงค์ แล้วทรงมหามงกุฎ
กรรเจียกจรมรกตไข่ครุฑ สอดเครื่องพิชัยยุทธ์สำหรับองค์
งามดั่งบรมพรหเมศ อันเสด็จประเวศครรไลหงส์
จับพระแสงศรสิทธิ์ฤทธิรงค์ มาทรงรถแก้วรูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โทน

๏      รถเอยราชรถศึก กำกงแก้วผลึกสลับสี
แอกงอนอ่อนงามล้วนมณี รัศมีแวววับจับตา
เทียมด้วยราชสีห์สองพัน สารถียืนยันมาหน้า
ขุนช้างขับช้างชนะงา ขุนม้าขับม้ามโนมัย
ขุนพลก็ขับพลทหาร เสียงโห่สะท้านแผ่นดินไหว
ขุนรถขับรถว่องไว เยียดยัดอัดในสุธาดล
สนั่นเสียงฆ้องกลองแตรสังข์ ผงคลีบดบังโพยมหน
เร่งม้าเร่งรถคชพล ขับร้นกันไปเป็นโกลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏      มาถึงอาศรมสถาน จึ่งสั่งทวยหาญยักษี
ให้เร่งเข้าล้อมกุฎี จับชีพี่น้องออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      บัดนั้น หมู่มารทหารยักษา
ได้ฟังพระราชบัญชา อสุราก็ขับกันเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      ล้อมรอบอาศรมพระสี่กร โยธาซับซ้อนไม่นับได้
โห่ร้องก้องสนั่นพนาลัย นายเที่ยวตรวจไพร่ตีรัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
กับพระลักษมณ์นางสีดาวิลาวัณย์ นั่งอยู่หน้าบรรณศาลา
แลเห็นอสูรหมู่มาร ฮึกหาญโห่ร้องฉาวฉ่า
กวัดแกว่งอากุธเป็นโกลา ดากันเข้าล้อมกุฎี
จึ่งตรัสแก่องค์พระลักษมณ์ น้องรักผู้ร่วมชีวิตพี่
อันหมู่พหลโยธี อสุรีมันยกออกมา
เห็นว่าจะเป็นญาติวงศ์ เผ่าพงศ์อีสำมนักขา
ตัวพี่จะไปล้างอสุรา เจ้าจงรักษานงลักษณ์
สั่งแล้วก็จับศรทรง งามสง่าดั่งองค์พญาจักร
มาดหมายจะสังหารผลาญยักษ์ ออกจากตำหนักแล้วรีบจร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๏      บัดนั้น ฝ่ายหมู่โยธาพญาขร
ครั้นแลเห็นองค์พระภูธร กรกุมมหาธนูชัย
ต่างตนสำแดงแผลงฤทธิ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
วิ่งผลุนหนุนดากันเข้าไป ล้อมไล่เข่นฆ่าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
รับรองป้องกันประจัญตี คลุกคลีโรมรุกบุกบัน
พระกรกวัดแกว่งศรทรง อาจองรวดเร็วดั่งจักรผัน
หวดซ้ายป่ายขวาพัลวัน กุมภัณฑ์ตายกลาดดาษดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสูรยักษา
เห็นมนุษย์นั้นมีฤทธา สังหารอสุราบรรลัย
กริ้วโกรธขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน บุกบั่นถาโถมโจมไล่
ยิงแย้งแทงฟันวุ่นไป โห่สนั่นหวั่นไหวโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วนาถา
เห็นหมู่มารบรรลัยไม่เปลืองตา หนุนแน่นเข้ามารอนราญ
จึ่งชักพรหมาสตร์ขึ้นพาดสาย เยื้องกรายหน่วงน้าวจะสังหาร
หมายแม่นแสนโกฏิพลมาร ผ่านฟ้าก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เสียงสนั่นครั่นครื้นนภากาศ อสุราตายกลาดไม่นับได้
โยธาม้ารถคชไกร บรรลัยสุดสิ้นด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พญาขรสิทธิศักดิ์ยักษี
เห็นพลมอดม้วยชีวี โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกัลป์
ผาดแผดสุรเสียงสิงหนาท กระทืบบาทสะเทือนเลื่อนลั่น
กรแกว่งอาวุธยืนยัน ให้โลทันขับรถเข้าไป
ร้องว่าเหวยเหวยไอ้โยคี ตัวของเอ็งนี้เป็นไฉน
เชื้อชาตินามกรชื่อใด ใจจึ่งอาจองทะนงนัก
มาตัดกรรอนบาทน้องเรา ดูเบาไม่เกรงสิทธิศักดิ์
ตัวกูเป็นน้องทศพักตร์ ผ่านอาณาจักรโรมคัล
ทรงนามชื่อว่าพญาขร ฤทธิรอนลํ้าเลิศสรวงสวรรค์
เป็นชีไม่ตั้งอยู่ในธรรม์ กูจะล้างชีวันเสียบัดนี้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที กูนี้ชื่อรามรามา
หน่อท้าวทศรถพญาจักร ปิ่นปักหลักโลกนาถา
รับสัตย์สมเด็จพระบิดา ออกมาสร้างพรตอยู่ในไพร
อีสำมนักขาแสนร้าย มารบกวนชวนชายพิสมัย
จะขับเท่าไรก็ไม่ไป จึ่งทำให้สาใจอีกาลี
ตัวเอ็งนี้หรือเป็นเชษฐา สุริย์วงศ์พรหมาเรืองศรี
น้องสาวมาทำเช่นนี้ ยังว่าเห็นดีไปด้วยกัน
เหวยเหวยดูกรขุนยักษ์ เอ็งอย่าฮึกฮักหุนหัน
จงกลับคืนไปโรมคัล ชีวันจะไม่วายปราณ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น พญาขรฤทธิไกรใจหาญ
ได้ฟังกริ้วโกรธคือเพลิงกาล ตบหัตถ์ฉัดฉานแล้วตอบไป
เหม่เหม่ดูดู๋ไอ้โยคี มุสาพาทีหาจริงไม่
เป็นหญิงชวนชายไม่อายใจ ธรรมเนียมของใครที่ไหนมา
ว่าแล้วชักศรพาดสาย มุ่งหมายเขม้นเข่นฆ่า
หน่วงน้าวด้วยกำลังฤทธา อสุราก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏      เปรี้ยงเปรี้ยงดั่งเสียงอสุนี ปัถพีกัมปนาทหวาดไหว
อาวุธตกมาเป็นเปลวไฟ ไหม้ล้อมรอบองค์พระสี่กร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิรงค์ทรงศร
จึ่งชักพลายวาตฤทธิรอน ภูธรผาดแผลงไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เสียงสนั่นลั่นพื้นโสฬส เป็นฝนกรดล้างศรยักษี
หักแหลกย่อยยับไม่สมประดี อัคคีก็ดับไปพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พญาขรฤทธิแรงแข็งขัน
ต่อยุทธ์สัประยุทธ์โรมรัน หมายมั่นจะล้างชีวา
จึ่งจับศรจักรพาลพัง อันมีกำลังแกล้วกล้า
ผาดแผลงไปด้วยศักดา เสียงสนั่นลั่นป่าพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      ศรชัยไปต้องธนูทรง องค์พระหริรักษ์เรืองศรี
หักสะบั้นด้วยกำลังอสุรี กระเด็นไปจากที่พระกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญสมร
ครั้นศรอสุรามาราญรอน ต้องธนูภูธรหักไป
จึ่งคิดว่าขุนขรนี้สามารถ ศรศาสตร์ล้างศรของกูได้
ตัวเราบำรุงภพไตร ไม่มีสิ่งใดจะราวี
พระพิรุณจงเอาธนูทรง ขององค์รามสูรยักษี
มาให้จะล้างอสุรี แต่ในบัดนี้อย่าช้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระพิรุณเทวัญแกล้วกล้า
รู้ว่าสมเด็จพระจักรา ต่อด้วยยักษาใจทมิฬ
บัดนี้ศรทรงพระองค์หัก จักเอาซึ่งคันธนูศิลป์
ของรามสูรอสุรินทร์ ล้างเสี้ยนแผ่นดินให้บรรลัย
แจ้งแล้วจึ่งหยิบเอาคันศร อันฤทธิรอนสามโลกสะเทือนไหว
ออกจากวิมานแก้วแววไว เหาะไปโคทาวารี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏      ครั้นถึงจึ่งตรงเข้าถวาย แก่พระนารายณ์เรืองศรี
แล้วลาเหาะไปด้วยฤทธี ยังที่วิมานเมืองฟ้า ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ได้ศรรามสูรอสุรา ปรีดาดั่งได้โสฬส
จึ่งชักอัคนิวาตพาดสาย งามคล้ายทินกรทรงกลด
มุ่งหมายตามปลายงอนรถ ทรงยศก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      ต้องศรขุนขรกุมภัณฑ์ หักสะบั้นไม่ทานกำลังได้
ราชสีห์สารถีก็บรรลัย รถชัยแหลกยับไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พญาขรสิทธิศักดิ์ยักษี
เห็นมนุษย์แผลงศรมาราวี อสุรีฉงนสนเท่ห์นัก
เมื่อกี้กูยิงคันธนู หักอยู่กับกรเห็นประจักษ์
เหตุใดชีไพรทรลักษณ์ ได้ศรสิทธิศักดิ์มาโรมรัน
สังหารอาวุธกูแหลกลาญ พลมารสิ้นชีพอาสัญ
ยิ่งคิดก็ยิ่งอัศจรรย์ กุมภัณฑ์ตะลึงทั้งกายา
ผู้เดียวระทดฤทัยนัก ผินพักตร์เหลียวซ้ายแลขวา
เห็นต้นรังใหญ่ก็ปรีดา โลดโผนโจนมาด้วยว่องไว ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      เท้ายันบ่าดันมือกระชาก ต้นรากสะเทือนหวาดไหว
โยกฉุดอุตลุดวุ่นไป อึดใจนิ่วหน้าขบฟัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      ถอนได้ด้วยกำลังแรง เงือดเงื้อกวัดแกว่งดั่งจักรผัน
วิ่งเข้าถาโถมโรมรัน กุมภัณฑ์ไล่รุกคลุกคลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
รับรองป้องปัดไปในที เปลี่ยนท่าราวีว่องไว
ยักษีตีด้วยพญารัง จะต้องพระทรงสังข์ก็หาไม่
หักแหลกแตกยับระยำไป ภูวไนยโจมจับอสุรา
กุมภัณฑ์ฉวยชิงคันศร พระสี่กรตีต้องยักษา
หันเหเซซวนไปมา ด้วยกำลังศักดาชัยชาญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พญาขรฤทธิไกรใจหาญ
เจ็บช้ำเพียงจักบรรลัยลาญ อหังการมานะขบฟัน
ผุดลุกขึ้นได้ทันที อสุรีกริ้วโกรธหุนหัน
โลดโผนโจนไปด้วยใจฉกรรจ์ ตัวสั่นเข้าง้างเอาบรรพต ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      ศิลาก็หักทำลาย แตกเป็นประกายดั่งไฟกรด
กลับเข้าสัประยุทธ์ไม่ละลด ด้วยกำลังสาหสอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      พระนารายณ์ก็หวดด้วยคันศร ขุนขรทุ่มทิ้งด้วยภูผา
เสียงสนั่นครั่นครื้นเป็นโกลา ดั่งหนึ่งฟ้าผ่าสักแสนที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ไล่รุกบุกบันประจัญตี อสุรีไม่รอต่อกร
จึ่งชักพรหมาสตร์พาดสาย มุ่งหมายจะล้างพญาขร
น้าวหน่วงด้วยกำลังฤทธิรอน ภูธรก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      สำเนียงดั่งเสียงลมกาฬ ทั่วทั้งจักรวาลสะท้านไหว
ต้องอกตัดเอาดวงใจ กุมภัณฑ์บรรลัยด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

ยานี

๏      เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงเทวาทุกราศี
เห็นพระหริรักษ์จักรี สังหารอสุรีวายปราณ
ต่างองค์ชื่นชมโสมนัส เยี่ยมแกลตบหัตถ์ฉัดฉาน
ครั้งนี้ตรีโลกจะสำราญ เพราะพระอวตารปราบยักษ์
อันหมู่อสูรพาลา จะสิ้นวงศ์พงศาด้วยศรศักดิ์
แซ่ซ้องสาธุการพระหริรักษ์ แย้มยิ้มพริ้มพักตร์ทุกเทวัญ
โปรยทิพบุปผาสุมามาศ เกลื่อนกลาดดาษมาแต่สวรรค์
ดีดสีตีเป่าโอดพัน เสียงสนั่นอื้ออึงทั้งเมืองฟ้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ สาธุการ

๏      เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ครั้นเสร็จสังหารอสุรา ก็กลับมาอรัญกุฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏      บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
ที่เหลือตายอยู่ในพนาลี เห็นพญาอสุรีบรรลัย
ความกลัวนั้นสุดที่กลัวหนัก ไม่อาจหยุดพักอยู่ได้
วิ่งซนด้นป่าพนาลัย ตรงไปชนบทพารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พญาทูษณ์ยักษา
ว่าบัดนี้สมเด็จพระพี่ยา ยกพลโยธาพลากร
ไปต่อยุทธ์กับมนุษย์ชีไพร ผ่านฟ้าบรรลัยด้วยแสงศร
สิ้นรถสิ้นคชอัสดร ทั้งพวกนิกรโยธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น ขุนทูษณ์สิทธิศักดิ์ยักษี
แจ้งว่าเชษฐาสิ้นชีวี มีความตระหนกตกใจ
ชลเนตรฟูมฟองนองพักตร์ พญายักษ์กริ้วโกรธดั่งเพลิงไหม้
กระทืบบาทผาดเสียงเกรียงไกร เหม่ไอ้มนุษย์อหังการ์
กูจะโรมรันฟันฟาด ให้หัวขาดกลิ้งอยู่กลางป่า
เหวยเหวยดูกรเสนา เร่งจัดโยธาอัสดร
ให้ได้ถ้วนถึงสิบสมุทร อันมีฤทธิรุทรดั่งไกรสร
ตัวกูจะไปต่อกร ราญรอนไพรีให้แหลกลาญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      บัดนั้น เสนาผู้ใหญ่ใจหาญ
ก้มเกล้ารับสั่งพญามาร ก็วิ่งลนลานไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ประถม

ยานี

๏      จัดพวกอาชาชาญฉกรรจ์ กับกุมภัณฑ์สำหรับประจำขี่
หมู่หนึ่งล้วนขาวสำลี พลขี่ถือปืนหลิ่วตา
หมู่หนึ่งแต่ล้วนม้าหมอก ทหารขี่ถือหอกเงื้อง่า
หมู่หนึ่งล้วนดำทั้งกายา โยธาขี่ถือเกาทัณฑ์
หมู่หนึ่งล้วนขี่ม้าแดง ถือทวนกวัดแกว่งดั่งจักรผัน
แต่ละกองห้าวหาญชาญฉกรรจ์ ล้วนขยันสันทัดอัสดร
แล้วผูกม้าพระที่นั่งทรง อาจองว่องไวดั่งไกรสร
เตรียมสรรพทัพม้าพลากร คอยเสด็จบทจรอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น พญาทูษณ์สิทธิศักดิ์ยักษี
เสด็จจากแท่นรัตนมณี ไปเข้าที่สรงคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏      ให้ไขท่อแก้วปทุมมาลย์ สุคนธาธารกลิ่นบุปผา
สนับเพลาเชิงรูปนาคา ภูษาลายแย่งพื้นดำ
ชายไหวชายแครงเครือหงส์ ฉลององค์พื้นดอกเขียวขำ
เกราะแก้วแกมบุษราคัม ปทัมราครัดอกกระหนกกลาย
ตาบทิศทับทรวงดวงกุดั่น สังวาลวัลย์เพชรรัตน์สามสาย
ทองกรพาหุรัดจำรัสลาย มงกุฎแก้วแพร้วพรายอลงการ์
กรขวาจับหอกสุรกานต์ ขุนมารกวัดแกว่งเงื้อง่า
โจนจากแท่นแก้วแววฟ้า มาขึ้นพญาอัสดร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ คุกพาทย์

โทน

๏      ม้าเอยม้าต้น ผ่านดำฤทธิรณดั่งไกรสร
ใจกาจอาจหาญราญรอน ผมอ่อนหางขาวห้าวฮึก
ชาติเชื้อสินธพอาชา กิริยาลำพองคะนองคึก
สองตาดั่งดาวประกายพรึก เผ่นสะอึกเพียงม้าพระสุริยน
อันม้าพหลพลไกร ควบแข่งกันไปสับสน
โผนทะยานร่านร้องอลวน ดั่งจะเผ่นขึ้นบนอัมพร
เสียงพลเท้าม้าครั่นครื้น เพียงคลื่นในสมุทรไม่หยุดหย่อน
รีบเร่งโยธาพลากร บทจรไปโดยพนาลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราวนอก

๏      ข้ามละหานผ่านทุ่งวุ้งป่า ก็ถึงโคทาวารีศรี
เห็นยักษาตายกลาดปัถพี โกรธดั่งอัคคีจ่อใจ
จึ่งมีสิงหนาทประกาศร้อง แก่เสนานายกองน้อยใหญ่
เร่งเร็วเร่งขับกันเข้าไป จับไอ้ชีไพรสาธารณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      บัดนั้น ฝ่ายพวกพลไกรใจหาญ
ได้ฟังพระบัญชาพญามาร ทำอาการเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ต่างตนสำแดงฤทธิรุทร กวัดแกว่งอาวุธดั่งจักรผัน
กระทืบม้าดาดาษแข่งกัน กุมภัณฑ์โห่ฮึกสะอึกมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระพิษณุรักษ์นาถา
ได้ยินสำเนียงโกลา แลมาเห็นทัพอสุรี
จึ่งจับพระแสงศรทรง อาจองดั่งพญาราชสีห์
จะสังหารผลาญหมู่มฤคี ภูมีก็เสด็จออกไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏      บัดนั้น หมู่มารทหารน้อยใหญ่
แลเห็นพระองค์ทรงศรชัย กริ้วโกรธคือไฟไหม้ฟ้า
ต่างพุ่งอาวุธเกลื่อนกลาด ร้องตวาดโห่ฮึกฉาวฉ่า
ยิงแย้งแข่งขับอาชา ไล่ล้อมเข่นฆ่าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระภุชพงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
จึ่งชักศรสิทธิ์ฤทธี ภูมีก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      อันเขาอิสินธรยุคุนธร ก็เอนอ่อนกัมปนาทหวาดไหว
ม้าพลตายยับทั้งทัพชัย เกลื่อนกลาดอยู่ในอรัญวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พญาทูษณ์สิทธิศักดิ์ยักษา
เห็นพลตายกลาดดาษดา โกรธาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เหม่เหม่มนุษย์อหังการ กูจะผลาญชีวิตให้อาสัญ
คิดแล้วนบนิ้วบังคมคัล กุมภัณฑ์ร่ายเวทกำบังกาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏      เดชวิทยาอาคมขลัง ทั้งตัวทั้งม้าบันดาลหาย
เงื้อหอกกลอกแกว่งเยื้องกราย เขม้นหมายขับม้าเข้าราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระอวตารทรงสวัสดิ์รัศมี
แลไปไม่เห็นอสุรี ในที่รณรงค์ชิงชัย
ได้ยินเสียงเท้าม้าฉับฉับ ขี่ขับเข้ามาจนใกล้
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ ภูวไนยชักศรศักดา
อันชื่อพลายวาตออกพาดสาย หมายเสียงเท้าม้ายักษา
น้าวหน่วงด้วยกำลังกายา ผ่านฟ้าผาดแผลงไปทันที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏      ศรชัยไปต้องม้าทรง ขององค์พญาทูษณ์ยักษี
เศียรขาดกระเด็นจากอินทรีย์ พาชีสิ้นชีพบรรลัยลาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พญาทูษณ์ฤทธิไกรใจหาญ
ตกลงยังพื้นสุธาธาร ขุนมารหวาดหวั่นพรั่นใจ
จึ่งคิดว่ามนุษย์นี้มีฤทธิ์ จะรบชิดใกล้ศรมันไม่ได้
อย่าเลยจะเหาะขึ้นไป แอบอยู่ในกลีบเมฆา
ร่ายเวทชุบหอกเทวัญ ให้เป็นเพลิงกัลป์แสงกล้า
จึ่งจะลอบล้างชีวา น่าที่จะม้วยวายปราณ
คิดแล้วผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ มืดมิดปิดดวงสุริย์ฉาน
เหาะขึ้นยังพื้นคัคนานต์ ทะยานไปด้วยกำลังอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏      เข้าแอบอยู่ยังกลีบเมฆา คิดคุณพรหมาเรืองศรี
ยกหอกประนมอัญชุลี อสุรีร่ายเวทสะกดใจ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏      ครั้นถ้วนคำรบสามหน สุธาดลกัมปนาทหวาดไหว
เมฆหมอกเกลื่อนพื้นพนาลัย หอกชัยรุ่งโรจน์ดั่งเพลิงกัลป์
มีความชื่นชมโสมนัส ปานได้สมบัติในสวรรค์
กระหยับหอกกลอกกลับยืนยัน กุมภัณฑ์เหลือบแลลงมา
ก็เห็นมนุษย์วุฒิไกร มือถือหอกชัยเงื้อง่า
พุ่งตรงลงไปด้วยฤทธา หมายว่าจะล้างชีวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์เรืองศรี
แลเห็นหอกแก้วอสุรี สำแดงฤทธีดั่งเพลิงกาฬ
โชติช่วงอยู่กลางอัมพร ร้อนแรงยิ่งแสงสุริย์ฉาน
มิได้เห็นกายขุนมาร ผ่านฟ้าก็แผลงพรหมาสตร์ไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      สำเนียงดั่งเสียงลมกรด บรรพตจักรวาลสะท้านไหว
หอกแก้วแหลกลงด้วยฤทธิไกร แล้วศรชัยไปล้างอสุรา
ตัดเศียรตัดกรตัดบาท ขาดตกลงจากเวหา
เรี่ยรายกับพื้นพสุธา ยักษาสิ้นชีพชีวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

ยานี

๏      มาจะกล่าวบทไป ถึงเทวานางฟ้าในสวรรค์
เห็นองค์พระผู้ทรงสุบรรณ สังหารกุมภัณฑ์สิ้นชีวี
มีความชื่นชมโสมนัส ตบหัตถ์สำรวลสรวลมี่
เผยบัญชรแก้วมณี เยี่ยมพักตร์ทุกที่ห้องวิมาน
บ้างดีดสีตีเป่าโหยหวน ขับครวญสำเนียงเสียงหวาน
แซ่ซ้องร้องสาธุการ ทั่วทั้งจักรวาลสำราญใจ
บ้างโปรยบุปผามาลี อันมีเสาวรสลงมาให้
กลิ่นหอมตลบอบไป ในที่ตรงพักตร์พระจักรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ สาธุการ

ร่าย

๏      เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ครั้นเสร็จสังหารอสุรา ก็กลับมาอารัญกุฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏      บัดนั้น ฝ่ายพลพญาทูษณ์ยักษี
ที่เหลือตายอยู่ในพนาลี เห็นพญาอสุรีบรรลัย
ความกลัวตัวสั่นขวัญบิน ดั่งจะแทรกแผ่นดินลงไปได้
พากันด้นดัดลัดไพร ตรงไปเมืองมัชวารี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      ครั้นถึงถวายอภิวาทน์ แทบบาทตรีเศียรยักษี
ทูลว่าเกิดณรงค์ราวี ชีไพรองอาจอหังการ์
ทำโทษประหารราญรอน บาทกรนางสำมนักขา
พระผู้ผ่านโรมคัลพารา โกรธายกพลออกไป
รณรงค์หักโหมโรมรัน ต่อกรมันนั้นไม่ได้
พระองค์สวรรคาลัย ก็แจ้งไปชนบทบุรี
พระเชษฐายกพลไปต่อยุทธ์ ด้วยมนุษย์ซึ่งเป็นฤๅษี
ก็สุดสิ้นชีพชีวี ตัวข้าหนีได้จึ่งรอดมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น ตรีเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ฟังข่าวเร่าร้อนในอุรา ชลนาคลอคลองนองพักตร์
ดั่งองค์พระกาลพาลราช มาตัดเศียรให้ขาดด้วยคมจักร
ทั้งทุกข์ทั้งแค้นเป็นพ้นนัก พญายักษ์กริ้วโกรธดั่งไฟกัลป์
ปากหนึ่งแผดเสียงเกรียงไกร สนั่นไปถึงพิภพสรวงสวรรค์
ปากสองว่ากูจะฆ่าฟัน หํ้าหั่นมิให้แค้นคอกา
ปากสามว่าเหวยเสนามาร เร่งจัดทวยหาญแกล้วกล้า
ทั้งพลายพัทกัลป์ซับมันมา กูจะไปเข่นฆ่าไพรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      บัดนั้น จึ่งเสนามารยักษี
บังคมก้มเกล้าอัญชลี ออกมาจากที่พระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏      จัดหมู่โยธาทวยหาญ พลมารห้าวฮึกแข็งขัน
เหล่าหนึ่งหน้าเสือขบฟัน ตัวนั้นเป็นรูปอสุรา
เหล่าหนึ่งตัวเป็นคนธรรพ หน้ากลับเป็นหน้ามหิงสา
เหล่าหนึ่งหน้าเป็นหน้าลา กายานั้นเป็นวานร
เหล่าหนึ่งตัวเป็นผีไพร หน้านั้นกลับไปเป็นไกรสร
เหล่าหนึ่งหน้าเป็นอัสดร ตัวเป็นมังกรยืนยัน
ต่างตนสำแดงฤทธิรุทร กวัดแกว่งอาวุธดั่งจักรผัน
ขุนช้างขี่ช้างซับมัน เตรียมกันคอยเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏      เมื่อนั้น ตรีเศียรสิทธิศักดิ์ยักษี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี จรลีไปสรงคงคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏      ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงสุคนธารทิพย์บุปผา
สนับเพลาเครือหงส์อลงการ์ ภูษาพื้นตองทองพราย
ชายไหวชายแครงทรงประพาส เกราะนวมนพมาศฉานฉาย
ตาบทิศทับทรวงจำหลักลาย สังวาลแก้วสามสายชิงดวง
ทองกรเป็นรูปมังกรพด พาหุรัดมรกตรุ้งร่วง
ธำมรงค์เรือนเก็จเพชรพวง สิบนิ้วโชติช่วงดั่งอัคคี
สามเศียรทรงมงกุฎแก้ว กรรเจียกจรวาวแววสลับสี
มือหนึ่งจับศรฤทธี มือสองถือตรีเกรียงไกร
มือสามฉวยจักรเงื้อง่า มือสี่นั้นคว้าเอาหอกใหญ่
มือห้าถือขอแววไว มือหกฉวยได้คทาธร
กวัดแกว่งสำแดงอำนาจ องอาจดั่งพญาไกรสร
โจนจากแท่นแก้วอลงกรณ์ บทจรมาขึ้นคชาธาร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏      ช้างเอยช้างศึก เริงห้าวร่านฮึกคะนองหาญ
แกล้วงากล้างวงเท้าทะยาน แล่นเพียงลมพานว่องไว
เหี้ยมหมายกระหึมมันครั่นครื้น กระหยับยืนกิริยาทะลวงไล่
โก่งหางกางหูแกว่งไกว แต่เงาไหวก็ถลันจะลงงา
เครื่องมั่นครบหมดค่าเมือง สีรุ่งแสงเรืองพระเวหา
แถวฉัตรธงชัยไสวฟ้า กาหลก้องแห่อึงอล
เสียงเท้าสะเทือนสุธาธาร พวกหาญพลโห่โกลาหล
ผงคลีพัดคลุ้มบดบน รีบพวกเร่งพลดำเนินจร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏      มาถึงโคทาวารี แทบที่แนวเนินสิงขร
หยุดช้างอยู่กลางพนาดร จึ่งสั่งนิกรพลไกร
จงจับชีป่าอาธรรม์ ผูกมัดรัดมั่นมาให้ได้
เร่งเร็วเร่งยกเข้าไป อย่าไว้ให้เนิ่นเวลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      บัดนั้น ฝ่ายนายทหารยักษา
ได้แจ้งแห่งราชบัญชา อสุราขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ต่างต่างกวัดแกว่งอาวุธ อุตลุดโห่ร้องแผ่นดินลั่น
ก็ประดาเข้าล้อมพร้อมกัน จนถึงอารัญกุฎี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระภุชพงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นหมู่อสุรามาราวี จึ่งมีพระราชบัญชา
ดูกรพระลักษมณ์สุริย์วงศ์ อันเผ่าพงศ์อี่สำมนักขา
แต่พี่สังหารผลาญชีวา มรณาเกลื่อนกลาดดาษไป
มาตรแม้นจะนับจะประมาณ กว่าหมื่นแสนล้านอสงไขย
ก็ต้องคำเทวาสุราลัย ซึ่งให้เราไวกูณฐ์มา
สังหารพวกพาลสัตว์บาป ที่ใจหยาบทุจริตริษยา
เจ้าจงอยู่เพื่อนนางสีดา พี่จะไปเคี่ยวฆ่ากุมภัณฑ์
ตรัสแล้วก็จับศรทรง งามสง่าดั่งองค์พระสุริย์ฉัน
เสด็จย่างเยื้องจรจรัล ออกจากอารัญกุฎี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เสมอ

๏      บัดนั้น หมู่มารทหารยักษี
เห็นมนุษย์ถือศรมาราวี โกรธดั่งอัคคีไหม้ฟ้า
ต่างต่างกวัดแกว่งอารุธ สำแดงฤทธิรุทรแกล้วกล้า
โลดโผนโจนจ้วงทะลวงมา ด้วยกำลังศักดากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
องค์เดียวรับรองป้องกัน ไล่ประจัญเข่นฆ่าราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      ดั่งหนึ่งพระกาลชาญฤทธิ์ จะมาเอาชีวิตยักษี
หวดซ้ายป้ายขวาเป็นโกลี ในที่ท่ามกลางโยธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      บัดนั้น หมู่มารทหารยักษา
เขม้นหมายจะล้างชีวา อสุราเข้ากลุ้มรุมกัน
ยิงแย้งแทงฟันสับสน อลวนโห่ร้องก้องสนั่น
รุกโรมโจมตีบุกบัน กุมภัณฑ์ไม่คิดชีวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
กลอกกลับรับรอต่อตี อสุรีตายกลาดพนาดร
เห็นพวกพลมารไม่เปลืองตา ผ่านฟ้าก็ชักพระแสงศร
พาดสายหมายเขม้นจะราญรอน ภูธรก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏      ต้องหมู่ม้ารถคชสาร พหลพลมารน้อยใหญ่
ตายกลาดย่อยยับทั้งทัพชัย ไม่เป็นตำบลสนธยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ตรีเศียรสิทธิศักดิ์ยักษา
เห็นมนุษย์นั้นมีศักดา สังหารโยธาพลากร
บรรดาพวกพลอสุรินทร์ ไพร่นายตายสิ้นด้วยแสงศร
พิโรธโกรธกริ้วดั่งไฟฟอน ขับพญากุญชรเข้าโจมแทง ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระจักรีตรีภพสยบแสยง
รับรองป้องกันประจัญแรง สัประยุทธ์กลางแปลงติดพัน
หวดด้วยคันศรสิทธิศักดิ์ งาช้างนั้นหักดั่งแกล้งหั่น
อันพญาคชสารซับมัน ตัวสั่นร้องก้องพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ตรีเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
กริ้วโกรธพิโรธดั่งอัคคี อสุรีก็ขว้างจักรมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏      โชติช่วงดั่งดวงอโณทัย เสียงสนั่นหวั่นไหวทุกทิศา
เวียนวงรอบองค์พระจักรา ร้อนแรงแสงกล้าดังเพลิงกัลป์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์
เห็นจักรอสูรกุมภัณฑ์ บันลือเสียงสนั่นโลกา
จึ่งชักอัคนิวาตพาดสาย พระเนตรหมายน้าวหน่วงเงื้อง่า
ก็ผาดแผลงไปด้วยฤทธา เสียงสนั่นลั่นฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      ศรไปล้างจักรแหลกลง แล้วต้องช้างทรงยักษี
ล้มกับพ่างพื้นปัถพี ก็สุดสิ้นชีวีทั้งนายควาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏      เมื่อนั้น ตรีเศียรฤทธิไกรใจหาญ
ยืนอยู่กับพื้นสุธาธาร ขุนมารยิ่งกริ้วโกรธา
สามปากแผดร้องก้องสนั่น ขบฟันเขม้นเข่นฆ่า
หกเนตรดั่งดวงพระสุริยา ก็ถาโถมเข้ามาราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระอวตารทรงสวัสดิ์รัศมี
รับรองป้องกันประจัญตี ต่างหนีต่างไล่โรมรัน
โจนขึ้นเหยียบเข่าน้าวเศียร หันเวียนรวดเร็วดั่งจักรผัน
อสุรีฉวยเอวยืนยัน กลอกกลับจับกันไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น ตรีเศียรสิทธิศักดิ์ยักษา
ยกหัตถ์ปัดป้องศัสตรา อสุราไม่คิดชีวี
หมายเขม้นเผ่นทะยานเข้าโจมจับ กรกระหยับหอกแก้วเรืองศรี
ต่างหาญต่างกล้าราวี ต่างรับต่างตีไม่ละกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระหริวงศ์องค์นารายณ์รังสรรค์
โจนขึ้นเหยียบบ่ายืนยัน มือนั้นน้าวเศียรขุนมาร
กรขวากวัดแกว่งธนูทรง งามสง่าดั่งองค์พระสุริย์ฉาน
ตีต้องอสุราสาธารณ์ ล้มซานหันเซไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น ตรีเศียรฤทธิไกรใจกล้า
รณรงค์สิ้นพลโยธา อสุราเจ็บช้ำทั้งอินทรีย์
ไม่คิดแก่ชีพชีวัน กุมภัณฑ์น้าวหน่วงศรศรี
พาดสายหมายมุ่งราวี อสุรีก็ผาดแผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เสียงสนั่นครั่นครื้นโพยมหน สุธาดลกัมปนาทหวาดไหว
เป็นศรเกลื่อนกลาดนภาลัย เวียนไวรอบองค์พระอวตาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
แลเห็นตรีเศียรขุนมาร แผลงศรชัยชาญมาโรมรัน
จึ่งจับพรหมาสตร์ออกพาดสาย หมายล้างชีวาให้อาสัญ
น้าวหน่วงเงื้อง่ายืนยัน ทรงธรรม์ผาดแผลงไปด้วยฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏      เขาพระสุเมรุก็เอนเอียง สำเนียงเลื่อนลั่นถึงดุสิต
ต้องอกตรีเศียรปัจจามิตร สุดสิ้นชีวิตทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

ยานี

๏      เมื่อนั้น เทวานางฟ้าทุกราศี
เห็นพระหริรักษ์จักรี ฤทธีเลิศลบโลกา
สังหารตรีเศียรทูษณ์ขร ทั้งหมู่นิกรยักษา
ตายกลาดดาษพื้นพสุธา พร้อมหน้าแซ่ซ้องถวายชัย
ให้ทรงศักดาวราฤทธิ์ ปัจจามิตรอย่ารอต่อได้
อันฝูงอัปสรสุราลัย ดีใจเยี่ยมพักตร์ทุกวิมาน
บ้างโปรยทิพมาศสุมาลี ล้วนมีคันธรสหอมหวาน
ดีดสีตีเป่าบรรเลงลาน ตบหัตถ์ฉัดฉานทั้งเมืองฟ้า ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ สาธุการ

๏      เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ครั้นเสร็จสังหารอสุรา เทวาโปรยทิพบุษบัน
กลิ่นตลบอบอาบเอาใจ ภูวไนยปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
จึ่งเสด็จย่างเยื้องจรจรัล มายังอรัญกุฎี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ