สมุดไทยเล่มที่ ๒๕

ช้า

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงกุมภกาศยักษา
อยู่ในพิชัยลงกา นางสำมนักขาเป็นชนนี
อันองค์พระราชบิดร นามกรชิวหายักษี
อายุนั้นได้สิบเก้าปี อสุรีรำพึงคะนึงคิด
จะใคร่ได้เทพศาสตรา อันศักดาปราบได้ถึงดุสิต
กูจะตั้งตบะบำรุงฤทธิ์ ด้วยพิธีมหาพัทกัลป์
คิดแล้วชำระสระสรง ทรงเครื่องพรรณรายฉายฉัน
ออกจากที่อยู่กุมภัณฑ์ จรจรัลขึ้นเฝ้าพระบิดา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงจึ่งกราบกับบาท พระชนนีบิตุราชนาถา
ทูลว่าอันตัวของลูกยา ไม่มีสาตราสิ่งใด
แม้นเกิดข้าศึกปัจจามิตร จะรบรอต่อฤทธิ์เขาไม่ได้
จะขอลาข้ามมหาสมุทรไป ตั้งใจทำกิจพิธี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น บิตุเรศมารดาทั้งสองศรี
ได้ฟังโอรสร่วมชีวี มีความยินดีปรีดา
กอดจูบลูบพักตร์แล้วอวยชัย เจ้าไปจงสมปรารถนา
ให้เลื่องชื่อลือฤทธิ์เดชา ใต้ฟ้าอย่ามีใครต่อกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กุมภกาศขุนมารชาญสมร
ก้มเกล้าคำนับรับพร สำแดงฤทธิรอนแล้วเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงฟากฝั่งโคทา เป็นที่หิมวาป่าไผ่
ร่มรกปรกชัฏสงัดใจ ใกล้แนวมรรคาพนาลี
จึ่งเห็นแผ่นผาศิลาพราย เขียวลายดั่งเนรคันถี
อยู่กลางหว่างไผ่ก็ยินดี อสุรีชำระกายา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ทรงผ้าโขมพัสตร์ขาวสะอาด ระบายลาดพาดเหนืออังสา
จุณเจิมเฉลิมพักตรา มุ่นชฎาห่อเกล้าเป็นโยคี
ประดับองค์บงเฉียงสายธุหร่ำ สวมใส่ประคำมณีศรี
มือถือธูปเทียนมาลี อสุรีก็เดินเข้าไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ นั่งพับแพนงเชิงตามตำรา หลับตาอ่านเวทโดยไสย
ผ่อนลมเข้าออกหายใจ มิได้ไหวกายกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ เดชะพระมนต์อันชัยชาญ พสุธาสะท้านสะเทือนลั่น
กึกก้องทั้งท้องพนาวัน สนั่นถึงชั้นพรหมมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ สาธุการ

ยานี

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายบรมพรหมเมศนาถา
สถิตเหนือทิพอาสน์โอฬาร์ ที่ในมหาวิมานทอง
ได้ยินโลกากุลาหล เป็นพิกลเอิกเกริกกึกก้อง
สำเนียงดังเสียงฟ้าคะนอง ก็ส่องทิพเนตรลงไป
จึ่งเห็นกุมภกาศอสุรี มาตั้งพิธีที่ป่าไผ่
จะขอเทพอาวุธชิงชัย จำกูจะให้ดั่งจินดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดแล้วจึ่งจับพระขรรค์ อันมีอานุภาพแกล้วกล้า
ปราบได้ทั้งไตรโลกา ก็ทิ้งลงมาให้ขุนมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ รัว

๏ เมื่อนั้น กุมภกาศฤทธิไกรใจหาญ
เห็นพระขรรค์แก้วสุรกานต์ บันดาลตกตรงพักตรา
ให้คิดทิฏฐิมานะนัก ขุนยักษ์โกรธกริ้วนิ่วหน้า
เหม่เหม่ดูดู๋พรหมมา หยาบช้าไม่เกรงกุมภัณฑ์
ตัวกูเป็นหลานทศพักตร์ พญายักษ์ปราบได้ทั้งสรวงสวรรค์
ไม่ควรจะทิ้งมาให้กัน จะเอาพระขรรค์ไปไยมี
แม้นมิถึงมือกูไม่รับ จะเคี่ยวขับอ่านเวทอยู่ที่นิ่
คิดแล้วสำรวมอินทรีย์ อสุรีหลับเนตรภาวนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์กนิษฐา
ภักดีปรนนิบัติพระพี่ยา กับนางสีดาดวงจันทร์
ดั่งองค์บิตุเรศชนนี ไม่มีรังเกียจเดียดฉันท์
เที่ยวหาผลไม้เผือกมัน เป็นนิจทุกวันเวลา
ครั้นรุ่งก็จับขอคาน กระเช้าสานแสรกใส่บ่า
เสด็จออกจากบรรณศาลา ไปตามมรรคาพนาลัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ เที่ยวเก็บผลไม้ในไพรชัฏ เลาะลัดเลี้ยวมาถึงป่าไผ่
แลเห็นพระขรรค์แก้วแววไว วางอยู่ที่ในพนาลี
ให้ฉงนสนเท่ห์วิญญาณ์ ของใครมาทิ้งไว้ที่นี่
หรือนักสิทธ์วิทยาราวี ต่อตีชิงนารีผลกัน
ที่น้อยศักดาวราฤทธิ์ จึ่งสิ้นชีวิตอาสัญ
คิดแล้ววางกระเช้าเผือกมัน หยิบพระขรรค์กวัดแกว่งไปมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายกุมภกาศยักษา
ครั้นแสงวามวาบปลาบตา อสุราลืมเนตรแลไป
คิดว่าบรมพรหมาน ลงมาประทานอาวุธให้
พิศดูก็เห็นเป็นชีไพร แกว่งพระขรรค์ชัยดั่งไฟกัลป์
มีความพิโรธโกรธนัก ขุนยักษ์ผุดลุกขึ้นตัวสั่น
กระทืบบาทแกว่งกระบองขบฟัน กุมภัณฑ์ถาโถมโจมตี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เหลือบแลไปเห็นอสุรี ทะยานเข้าราวีถึงองค์
กวัดแกว่งพระขรรค์อันศักดา งามสง่าดั่งท้าวครรไลหงส์
ผาดแผลงสำแดงฤทธิรงค์ ตรงเข้าโจมจับกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เท้าขวาก็เหยียบเข่าซ้าย เขม้นหมายจะฆ่าให้อาสัญ
กลอกกลับจับกันพัลวัน ต่างแทงต่างฟันประจัญตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น กุมภกาศสิทธิศักดิ์ยักษี
รบชิดไม่คิดชีวี ได้ทีวิ่งผลุนหมุนมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โลดโผนโจนจับพระลักษมณ์ โหมหักเอาด้วยกำลังกล้า
กวัดแกว่งกระบองเป็นโกลา ตีซ้ายป่ายขวาไม่งดกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
สัประยุทธ์ต้านทานราญรอน ตะลุมบอนเข่นฆ่าราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เท้าซ้ายนั้นเหยียบบ่าขวา มือคว้าชิงกระบองยักษี
เคล่าคล่องว่องไวในที แกว่งพระขรรค์อันมีฤทธิไกร
หวดด้วยกำลังสามารถ ต้องกุมภกาศไม่ทนได้
เศียรนั้นก็ขาดกระเด็นไป ล้มในพ่างพื้นพสุธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด โอด

๏ ครั้นเสร็จซึ่งมล้างขุนมาร น้องพระอวตารนาถา
เก็บได้ผลไม้นานา รีบมาอรัญกุฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระเชษฐาเรืองศรี
ข้าน้อยไปพบอสุรี อยู่ที่ในป่าเวฬุวัน
ได้ต่อสัประยุทธ์รอนราญ ขุนมารสิ้นชีพอาสัญ
ทูลความตามได้สำคัญ แล้วถวายพระขรรค์ฤทธิรอน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
รับพระขรรค์แก้วอลงกรณ์ ภูธรพิศดูก็ยินดี
ลูบหลังแล้วมีประกาศิต พ่อร่วมชีวิตของพี่
ซึ่งเจ้าไปมล้างอสุรี มีชัยแล้วได้พระขรรค์มา
พี่เห็นเป็นเทพอาวุธ ใช่ของมนุษย์ในใต้หล้า
อานุภาพปราบได้ทั้งโลกา แก้วตาเอาไว้สำหรับกร
ตรัสแล้วก็ส่งพระขรรค์ให้ อวยชัยด้วยความสโมสร
ศัตรูหมู่พาลจะราญรอน อย่าต่อกรเจ้าได้ทั้งธาตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ประนมกรรับพรพระจักรี ทั้งพระขรรค์โมลีเทวัญ
มีความชื่นชมโสมนัส ดั่งได้สมบติสรวงสวรรค์
แล้วถวายผลไม้เผือกมัน เปรี้ยวหวานสารพันที่ได้มา
ทั้งน้ำผึ้งรวงกระจับสด อันโอชารสของป่า
เสร็จแล้วถวายบังคมลา มายังที่อยู่ภูมี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระอวตารทรงสวัสดิ์รัศมี
แต่มาอยู่โคทาวารี เป็นที่วิเวกสงัดใจ
จำเริญภาวนารักษาจิต กองกูณฑ์กระลากิจโดยไสย
เป็นนิจนิรันดร์ทุกวันไป ภูวไนยสำราญวิญญาณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ สาธุการ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวทศเศียรยักษา
เสวยแสนสมบัติโอฬาร์ ในทวีปลงกาธานี
กับนางมณโฑนงลักษณ์ เป็นอัคเรศมเหสี
อันฝูงอนงค์นารี มีประมาณได้หมื่นหกพัน
ล้วนแต่ทรงโฉมประโลมจิต พิศพักตร์เพียงอัปสรสวรรค์
อรชรอ้อนแอ้นวิไลวรรณ เป็นเวรเกณฑ์กันประจำงาน
ขับกล่อมฟ้อนรำบำเรอราช พิณพาทย์จำเรียงเสียงหวาน
แสนสุขดั่งองค์มัฆวาน อันสถิตวิมานอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดจะใคร่ไปเที่ยวประพาสไพร ชมพรรณมิ่งไม้ในสิงขร
จึ่งเสด็จย่างเยื้องบทจร กรายกรออกท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรฉายฉัน
พร้อมหมู่อสุรกุมภัณฑ์ ก้มเกล้าอภิวันท์ดาษดา
จึ่งมีพระราชบรรหาร แก่ชิวหามารยักษา
เราจะไปเล่นอรัญวา โดยช้าสักเจ็ดราตรี
ตัวเจ้าผู้มีฤทธิไกร ต่างตาต่างใจของพี่
จงอยู่รักษาธานี อย่าให้มีอันตรายภัยพาล
ตรัสแล้วจึ่งสั่งเสนา ให้เตรียมโยธาทวยหาญ
อีกทั้งรถทรงอลงการ ทั่วทั้งพนักงานนอกใน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรเสนาผู้ใหญ่
รับสั่งแล้วคลานออกไป จากพระโรงชัยอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ จัดเป็นพวงเพชรพยุหบาตร โดยเสด็จประพาสมาแต่ก่อน
หมู่หนึ่งเสื้อม่วงอรชร กรกุมคาบศิลายืนยัน
หมู่หนึ่งล้วนเหล่าเสื้อแดง ถือหอกกวัดแกว่งดั่งจักรผัน
หมู่หนึ่งใส่เสื้อสีจันทร์ มือถือเกาทัณฑ์ลูกยา
หมู่หนึ่งล้วนใส่เสื้อดำ ถือง้าวกรายรำเงื้อง่า
ม้าแซงช้างกันชนะงา ค่ายคํ้าพังคาอลวน
พร้อมทั้งรถทรงรถประเทียบ ร่ายเรียบตามแนวแถวถนน
เยียดยัดอัดแออึงอล ต่างตนคอยเสด็จอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ไสยาสน์ในราษราตรี กับมณโฑสิริกัลยา
ครั้นพระอุทัยเรืองรอง แสงทองจำรัสเวหา
จึ่งชวนเมียรักร่วมชีวา เสด็จมาสระสรงวาริน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ให้ไขท่อแก้วปทุมมาลย์ สุคนธาหอมหวานตระการกลิ่น
สอดสนับเพลาเชิงนาคินทร์ ภูษาทรงเข้าบิณฑ์พื้นแดง
นางทรงภูษิตพื้นทอง สไบกรองรองตาดเครือแย่ง
พญามารทรงสอดชายแครง ทับทรวงลายแทงสังวาลวัลย์
นางทรงพาหุรัดจำรัสพลอย สะอิ้งสร้อยตาบทับประดับถัน
ท้าวทรงทองกรมังกรพัน ตาบทิศกุดั่นอำไพ
ต่างทรงธำมรงค์เพชรแพร้ว มงกุฎแก้วกุณฑลดอกไม้ไหว
ลงจากมหาปราสาทชัย เสด็จไปด้วยฝูงนารี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ งามดั่งบรมพรหมา เลื่อนลอยจากฟ้าราศี
ครั้นถึงเกยแก้วรูจี อสุรีขึ้นรถพรรณราย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยราชรถทรง ดุมกงดวงแก้วมณีฉาย
แอกงอนอ่อนงามสุพรรณพราย บัลลังก์กรายล้วนรูปเทวัญ
เทียบรถเทียมราชไกรสร เผ่นโจนโผนจรดั่งจักรผัน
ขุนรถขับรีบยืนยัน ครบสรรพ์เครื่องสูงรูจี
ปี่ฆ้องเป่าขานประสานกลอง เสนาะกรรณสนั่นก้องอึงมี่
เสียงสะท้านแซ่สะเทือนปัถพี ผงคลีพัดคลุ้มเมฆา
รถประเทียบเปรียบประทับขับตาม ระบัดงอนระเบียบงามงามสง่า
หมู่ทหารมารโห่เป็นโกลา กรีธาพลเข้าพนาลัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งชวนองค์อัครเทวี กับอนงค์นารีน้อยใหญ่
ลงจากรถแก้วแววไว เสด็จไปตามแนวมรรคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ชมดง

๏ ลดเลี้ยวเที่ยวชมทิชากร บินร่อนจับพรรณพฤกษา
สร้อยทองจับต้นคนทา สาลิกาจับแก้วพลอดกัน
กระลิงจับกิ่งกาหลง ฝูงหงส์จับไม้กะทั่งทัน
ดอกบัวจับกิ่งสัตบรรณ เขาขันบนต้นตะเคียนทอง
นางนวลจับต้นอินทนิล นกกระทาจับกระถินขันก้อง
เค้าโมงจับโมกเมียงมอง แก้วจับเกดร้องริมทาง
แขกเต้าจับแต้วบนเขาสูง ยูงจับยางว่อนฟ้อนหาง
นกกวักจับกิ่งหูกวาง นกลางจับเลียบเรียงราย
การเวกบินว่อนมาจับหว้า นกคล้าร่อนเคล้าจับขลาย
พระพานางยุรยาตรนาดกราย เดินชายเที่ยวชมสำราญใจ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นชายบ่ายแสงสุริย์ฉาน จึงให้หยุดพลหาญน้อยใหญ่
ตั้งที่ประทับพลับพลาชัย แรมอยู่กลางไพรพนาลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์ชิวหายักษี
ครั้นท้าวทศเศียรอสุรี ออกจากธานีลงกา
จึ่งเกณฑ์พหลพลมาร แบ่งการปันด้านรักษา
ป้อมค่ายหอรบทวารา ทุกช่องเสมานางจรัล
สารวัดตรวจตราทุกหน้าที่ มีทั้งกองหนุนกองขัน
นั่งยามตามไฟผลัดกัน กำชับตีรันวุ่นไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ อันตัวพญาอสุรา จะนอนสักเวลาก็หาไม่
เกรงจะมีเหตุเภทภัย เที่ยวไปรอบราชธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
ประพาสไพรได้เจ็ดราตรี อสุรีเป็นสุขสำราญ
จึ่งสั่งมโหทรเสนา จงเตรียมโยธาทวยหาญ
ให้พร้อมไว้ในราตรีกาล เราจะคืนราชฐานวังจันทน์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรเสนาคนขยัน
รับสั่งพญากุมภัณฑ์ ถวายบังคมคัลแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

๏ ให้เตรียมรถรัตน์อัสดร โยธาพลากรน้อยใหญ่
ดั้งกันแซงนอกแซงใน พร้อมไว้คอยเสด็จอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
บรรทมในสุวรรณพลับพลา กับมณโฑโสภาเทวี
ฝ่ายฝูงสุรางค์พระกำนัล ผลัดกันบำเรอดีดสี
ประสานเสียงเพียงทิพดนตรี เรื่อยรี่โอดพันบรรเลงลาน
โหยหวนครวญขับพร้อมเพราะ เสนาะรสสำเนียงเสียงหวาน
ฟังเล่นเป็นสุขสำราญ พญามารบรรทมหลับไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ กล่อม

ร่าย

๏ ครั้นดาวเดือนเลื่อนลับอัมพร ทินกรเยี่ยมยอดเนินไศล
เสียงวิหคนกร้องก้องไพร ไก่แก้วเกริ่นขันสนั่นดง
ก็ฟื้นตื่นจากไสยาสน์ ชวนโฉมอัครราชนวลหง
ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงเครื่องเรืองอร่ามรูจี
เสร็จแล้วขึ้นรถสุรกานต์ กับมณโฑเยาวมาลย์มเหสี
ให้เลิกพหลมนตรี คืนเข้าบุรีลงกา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ แลเห็นฝูงสัตว์จัตุบาท สิงหราชโคกระทิงมหิงสา
แรดช้างกวางทรายพยัคฆา เที่ยวอยู่ชายป่าพนาวัน
จึ่งหยุดพิชัยราชรถ สั่งทศโยธาพลขันธ์
ให้แยกเป็นปีกกาดากัน สกัดกั้นล้อมจับมฤคี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่ทหารยักษี
รับสั่งแล้วไล่ด้วยยินดี โห่เร้าอึงมี่เป็นโกลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บ้างแทงบ้างจับสับสน อลวนวุ่นวายไปในป่า
กินเล่นเต้นรำเฮฮา จวนเวลาสิ้นแสงทินกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์ชิวหาชาญสมร
ตั้งแต่รักษาพระนคร อดนอนเที่ยวตรวจกระเวนไป
ถ้วนทั้งเจ็ดวันเจ็ดคืน จะได้หลับสักตื่นก็หาไม่
ให้เงื่องงุนอิดโรยอ่อนใจ คิดจะใคร่ระงับอินทรีย์
เกรงว่าจะมีศัตรู จู่เข้ามาปล้นบุรีศรี
ครั้นคํ่ายํ่าแสงพระรวี อสุรีนิมิตกายา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ ใหญ่เท่าบรมพรหมาน สุงตระหง่านเงื้อมงํ้าเวหา
แลบมลิ้นปิดกรุงลงกา อสุราก็หลับสนิทไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ อันหมู่พหลพลยักษ์ ใครจักตรวจตราก็หาไม่
นั่งกรนนอนกรนสบายใจ หลับไหลละเมอไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
หยุดไล่มฤคาจนราตรี อสุรีเป็นสุขสำราญ
จึ่งให้กลับราชรถทรง เลิกหมู่จัตุรงค์ทวยหาญ
ออกจากป่าระหงดงดาน คืนเข้าราชฐานลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ รีบรถรีบทศโยธี ข้ามคีรีหว่างทุ่งวุ้งป่า
พอยํ่าฆ้องสองยามเวลา ก็เข้ามาถึงเวียงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เห็นเป็นมืดมนอนธการ จะสำคัญบ้านเมืองก็ไม่ได้
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ เหตุใดมาเป็นดั่งนี้
หรือมีไพรีมาบีฑา สังหารชิวหายักษี
ทำฤทธิ์ปิดราชธานี จะต่อตีด้วยกูผู้ชัยชาญ
คิดแล้วจึ่งมีพจนารถ เหวยหมู่อำมาตย์ทวยหาญ
จงเข้าไปดูเหตุการณ์ ในราชฐานธานี
เรียกหมู่ชาวป้อมล้อมวัง ทั้งองค์ชิวหายักษี
ซึ่งอยู่รักษาบุรี ร้ายดีให้แจ้งกิจจา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หมู่มารทหารซ้ายขวา
รับสั่งแล้วถวายบังคมลา อสุราก็พากันเข้าไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ต่างคนต่างร้องตะโกนเรียก เสียงเพรียกแผ่นพื้นแผ่นดินไหว
อื้ออึงไปรอบเวียงชัย ใครจะขานออกมาก็ไม่มี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรยักษี
พิโรธโกรธกริ้วเป็นโกลี อสุรีผุดลุกขึ้นยืนยัน
สิบปากขบเขี้ยวเคี้ยวกราม แผดร้องคำรามดั่งฟ้าลั่น
ตาแดงดั่งแสงเพลิงกัลป์ ยี่สิบกรกุมสรรพสาตรา
ให้เร่งรถเร่งทศทวยหาญ แกว่งจักรสุรกานต์เงื้อง่า
แสงดั่งฟ้าแลบแปลบปลาบตา อสุราขว้างไปด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ โชติช่วงสว่างทั้งแดนดิน ถูกมลิ้นชิวหายักษี
ขาดกระเด็นไปจากอินทรีย์ ก็สุดสิ้นชีวีทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่ทหารน้อยใหญ่
ซึ่งประจำป้อมค่ายทวารชัย กองกระเวนนอกในพร้อมกัน
บรรดาหญิงชายในพารา เห็นชิวหาม้วยอาสัญ
ตกใจเพียงสิ้นชีวัน หน้าซีดตัวสั่นไม่สมประดี
ต่างตนอุ้มลูกจูงหลาน บ้างวิ่งบ้างคลานอึงมี่
คิดว่าข้าศึกมาราวี วิ่งหนีไปทั้งพารา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ได้ยินเสียงอื้ออึงเป็นโกลา ก็แลเห็นลงกากรุงมาร
มีความชื่นชมโสมนัส สำรวลตบหัตถ์ฉัดฉาน
จึ่งมีพจนารถโองการ ให้ทหารทำลายทวารา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลโยธีกองหน้า
ครั้นได้รับสั่งเจ้าลงกา อสุราวิ่งวุ่นเข้าไป
บ้างกระทุ้งบ้างฟันอลหม่าน ทวารเหล็กหักลงไม่ทนได้
ชายหญิงซึ่งอยู่ในเวียงชัย ตกใจวิ่งร้องไม่สมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
ให้ขับรถแก้วมณี เข้าในบุรีลงกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งหน้าพระลาน เห็นชิวหามารยักษา
ต้องจักรสุดสิ้นชีวา อสุราตระหนกตกใจ
พิศพักตร์อนุชาแล้วอาวรณ์ แสนทุกข์ทอดถอนใจใหญ่
จนถึงเกยแก้วแววไว ตะลึงไปมิได้พาที
จึ่งเสด็จลงจากรถทรง กับองค์มณโฑมเหสี
ขึ้นปราสาทรัตน์มณี เข้าที่สิริไสยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนวลนางสำมนักขา
แจ้งว่าองค์พระภัสดา ต้องจักราวุธของพี่ชาย
สิ้นชาติสิ้นชีพชีวัน ตกใจตัวสั่นขวัญหาย
ลุกขึ้นตีอกวุ่นวาย สยายผมวิ่งมาทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งเข้ากอดบาท พระสามีธิราชยักษี
จิตใจไม่เป็นสมประดี โศกีสะอื้นร่ำไร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ โอ้ว่าปิ่นเกล้าของเมียเอ๋ย กรรมสิ่งใดเลยมาซัดให้
เสียแรงตรำตรากลำบากใจ เที่ยวไปตรวจตราพลากร
รอบราชนิเวศน์เขตขัณฑ์ เจ็ดคืนเจ็ดวันไม่หยุดหย่อน
ยามสรงไม่สรงสาคร ยามนอนไม่นอนสักเวลา
สุจริตภักดีต่อพี่นัก รักษาบ้านเมืองไว้ท่า
หวังว่าจะฝากกายา อนิจจาควรหรือไม่ปรานี
แม้นว่าผัวข้าทำผิด ถึงจะผลาญชีวิตควรที่
ร่ำพลางพิศพักตร์พระสามี โศกีเพียงสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นฟื้นค่อยคืนวิญญาณ นางมารกริ้วโกรธตัวสั่น
สองตาดั่งหนึ่งเพลิงกัลป์ หุนหันไปปราสาทเจ้าลงกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงยืนร้องไปแต่ไกล เหตุใดบรมเชษฐา
พาเมียไปเล่นอรัญวา ให้ผัวข้าอยู่เฝ้าธานี
กลางคืนกลางวันแต่เที่ยวตรวจ ทุกหมวดโยธายักษี
ไม่เป็นกินเป็นนอนสักนาที มิให้มีเหตุเภทภัย
พระองค์กลับมาไม่ไถ่ถาม กริ้วโกรธวู่วามดั่งเพลิงไหม้
ผลาญชีพชีวันบรรลัย ความผิดสิ่งใดให้ว่ามา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
ครั้นเห็นน้องท้าวโกรธา โศกายืนร้องมาแต่ไกล
ความรักความเสียดายน้องเขย เงยหน้าขึ้นแล้วก็ร้องไห้
ลุกจากแท่นแก้วแววไว เสด็จไปรับองค์นงคราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงจึ่งจูงพระกร บทจรขึ้นแท่นมุกดาหาร
รับขวัญแล้วมีโองการ เจ้าร่วมวิญญาณอย่าโกรธา
อันผัวขององค์อรไท ซึ่งบรรลัยสิ้นชีพสังขาร์
พี่รักดั่งดวงนัยนา โทษาสิ่งใดก็ไม่มี
ทั้งนี้ผลกรรมมาจำผลาญ บันดาลดลใจยักษี
รักษาเมืองหรือทำเช่นนี้ คิดว่าไพรีมาชิงชัย
แต่ร้องเรียกวุ่นวายเป็นหลายหน ใครจะขานสักคนก็หาไม่
สำคัญว่าเสียกรุงไกร ขัดใจจึ่งขว้างจักรมา
หวังว่าจะล้างปัจจามิตร ให้สิ้นชีวิตสังขาร์
มิรู้เป็นองค์อนุชา ว่าพลางโศการ่ำไร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ สร่างโศกจึ่งปลอบด้วยสุนทร เจ้าอย่าอาวรณ์ละห้อยไห้
กรรมแล้วก็จำจะบรรลัย อย่าน้อยใจพี่เลยเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสำมนักขายักษี
ได้ฟังมัธุรสวาที ค่อยคลายวายที่โศกา
น้อมเศียรอภิวาทน์บาทบงสุ์ องค์พระบรมเชษฐา
แล้วเสด็จลีลาศยาตรา กลับมาที่อยู่นงลักษณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพนาสูรสิทธิศักดิ์
คิดถึงชิวหาน้องรัก ซึ่งภักดีต่อองค์พญามาร
แต่ผุดลุกผุดนั่งไม่นิทรา จนสุริยาเรื่อแรงแสงฉาน
เสด็จจากห้องรัตน์ชัชวาล ออกพระโรงสุรกานต์พรายพรรณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งมีพระราชวาที สั่งมหาเสนีคนขยัน
จงเร่งไปกะเกณฑ์กัน ตั้งเมรุสุวรรณรจนา
ให้พร้อมด้วยเครื่องประดับครบ จะปลงศพอสุรีชิวหา
ตามอย่างสุริย์วงศ์กษัตรา อย่าช้าให้เสร็จในวันนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษี
รับสั่งพระองค์ทรงธรณี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งกะเกณฑ์กันให้ระดม ทุกหมู่หมวดกรมน้อยใหญ่
ตั้งเป็นพระเมรุอำไพ ก็เสร็จโดยในพระบัญชา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ แล้วเชิญศพชิวหากุมภัณฑ์ ขึ้นสุวรรณพิชัยรัถา
ไปยังพระเมรุโอฬาร์ เข้ามหาบุษบกรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กลองโยน

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษี
กับสำมนักขาเทวี เสด็จไปยังที่เชิงตะกอน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ต่างตนขมาลาโทษ จุดเพลิงเริงโรจน์ประภัสสร
โดยศรีสวัสดิ์สถาวร เสร็จแล้วบทจรกลับมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

จับช้าปี่

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนวลนางสำมนักขา
ตั้งแต่เป็นม่ายภัสดา กัลยารัญจวนป่วนใจ
จะใคร่หาคู่สู่สม มาภิรมย์ชมชิดพิสมัย
สระสรงทรงเครื่องอำไพ ขึ้นไปเฝ้าองค์อสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงนบนิ้วอภิวาทน์ แทบบาททศเศียรผู้พี่
ทูลว่าอันตัวน้องนี้ ไม่มีความสุขสักเวลา
ลูกรักจากอกแล้วมิหนำ ผัวซ้ำสิ้นชีพสังขาร์
อันกุมภกาศอสุรา นั้นข้ามมหาสมุทรไป
ตั้งจำเริญฤทธิ์พิธีการ ช้านานหากลับมาไม่
ข้านี้หนักอกหนักใจ จะลาไปเที่ยวหาในอารัญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังน้องท้าวรำพัน จึ่งบัญชาตอบวาที
ซึ่งเจ้าจะข้ามสมุทรไป ก็ตามแต่นํ้าใจนางโฉมศรี
แต่อย่าอยู่ช้าหลายราตรี เทวีจงเร่งกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งนวลนางสำมนักขา
ฟังราชวาทีก็ปรีดา ดั่งได้ฟากฟ้าสุราลัย
กราบลงกับบาทพระยายักษ์ ดวงพักตร์ผ่องเพียงแขไข
แย้มสรวลสำรวลสำราญใจ กลับไปห้องแก้วแพรวพราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

ชมตลาด

๏ จึ่งสระสรงทรงสุคนธ์หอมหวน ผัดพักตร์นวลละอองส่องฉาย
แล้วทรงโขมพัสตร์ฉลุลาย กระหนกกลายรูปกินรีรำ
ทรงสไบตาดทองกรองริม สอดสีทับทิมงามขำ
สะอิ้งแก้วแกมบุษราคัม ประจำยามเนาวรัตน์จำรัสพลอย
ทองกรตาบทับประดับถัน สังวาลวัลย์แสงระยับดั่งหิ่งห้อย
ทรงมงกุฎแก้วกระหนกลอย กรรเจียกเพชรพร้อยพรายตา
แต่งองค์เอี่ยมโฉมประโลมจิต งอนจริตให้เหมือนเมขลา
เยื้องกรายสอดส่ายนัยนา กัลยาออกจากเวียงชัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ฉุยฉาย

๏ เที่ยวเตรนกระเวนหาคู่ ดูใครจะต้องตาก็หาไม่
ยิ่งกำหนัดกลัดกลุ้มคลุ้มใจ ก็เหาะข้ามสมุทรไปด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงฟากฝั่งสาคร บทจรตามแถวแนวป่า
เที่ยวเสาะแสวงทุกแห่งมา จนถึงโคทาวารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ชุบ

ช้าปี่

๏ เมื่อนั้น พระจักรแก้วทรงสวัสดิ์รัศมี
ตั้งพรตกองกูณฑ์พิธี โดยเพศโยคีชีไพร
เนาในศาลาทิพาวาส ซึ่งโกสีย์ประสาทสรรค์ให้
ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย ตั้งใจภาวนารักษาฌาน
กับพระลักษมณ์นางสีดาโฉมยง สามองค์เป็นสุขเกษมศานต์
ไม่มีศัตรูหมู่มาร จะมาแผ้วพานถึงกุฎี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นเวลาจวนแจ้งแสงทอง ปักษาเพรียกพร้องอึงมี่
เคยชำระสระสรงวารี ก็เสด็จจรลีลงมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนวลนางสำมนักขา
แลไปเห็นพระจักรา รูปทรงโสภาอำไพ
พินิจพิศทั่วทั้งองค์ มีความพิศวงสงสัย
จะว่าพระอิศวรเรืองชัย ก็ไม่มีสังวาลนาคี
จะว่าพระนารายณ์ฤทธิรอน ก็ไม่เห็นพระกรเป็นสี่
จะว่าท้าวธาดาธิบดี เหตุใดไม่มีเป็นสี่พักตร์
แม้นจะว่าท้าวหัสนัยน์ ไยจึ่งไม่ทรงวิเชียรจักร
จะว่าพระสุริยาวรารักษ์ ก็ชักรถอยู่ในเมฆา
ครั้นจะว่าองค์พระจันทร ก็ผิดที่จะจรจากเวหา
ชะรอยจักรพรรดิกษัตรา มละสมบัติมาเป็นโยคี
ยิ่งพิศยิ่งพิศวาสกลุ้ม รสรักรึงรุมดั่งเพลิงจี่
อกใจไม่เป็นสมประดี อสุรีคลั่งเคลิ้มวิญญาณ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ครั้นเสร็จโสรจสรงชลธาร ผ่านฟ้ากลับมายังกุฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น นางสำมนักขายักษี
เห็นเสด็จขึ้นจากนัที จรลีไปบรรณศาลา
ชะแง้แลตามจนลับเนตร แสนเทวษเศร้าสร้อยละห้อยหา
เดินกรายชายดูไม่เห็นมา อสุราสะท้อนถอนใจ
คอยจนสิ้นสีรวีวรรณ แสงจันทร์ส่องแจ้งจำรัสไข
พอเห็นถ้ำแก้วอำไพ ก็เข้าไปอาศัยนิทรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ เอนองค์ลงกับสิงขร ยอกรก่ายพักตร์ถวิลหา
คะนึงโฉมพระทรงฤทธิ์ให้ติดตา กามาเดือดดิ้นพันทวี
จะทำไฉนนะอกเอ๋ย จึ่งจะได้ชมเชยพระโฉมศรี
ยังจะรู้หรือว่าน้องนี้ หวังฝากชีวีชีวาลัย
ครวญพลางแว่วเสียงนกร้อง เอะพระเรียกน้องหรือไฉน
ลุกขึ้นเหลียวแลแปรไป คว้าไขว่ไม่พบภูธร
ทรุดลงกอดมือตะลึงคิด ราคร้อนรุมจิตดั่งพิษศร
แต่เวียนลุกเวียนนั่งเวียนนอน ทอดถอนฤทัยไปมา
โอ้พระทรามรักของน้องเอ๋ย ไฉนเลยไม่เสด็จมาหา
ให้ข้าทนทุกขเวทนา แต่ผู้เดียวโศกาอาลัย
ตั้งแต่เวลาปฐมยาม จะมืความผาสุกก็หาไม่
แต่นอนนั่งคลั่งคลุ้มกลุ้มใจ จนอุทัยส่องฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ กล่อม

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
กองกูณห์กาลาอาหุดี สำรวมอินทรีย์ภาวนา
จนดาวเดือนเลื่อนลับอัมพร ทินกรเยี่ยมยอดภูผา
จึ่งเสด็จจากบรรณศาลา ลงมายังท่าชลธาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น นางสำมนักขายอดสงสาร
แอบอยู่ปากถํ้าสุรกานต์ เห็นพระอวตารเสด็จมา
มีความโสมนัสชื่นชม วันนี้จะสมปรารถนา
คิดแล้วร่ายเวทวิทยา อสุรานิมิตอินทรีย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

ชมตลาด

๏ งามทรงงามองค์อรชร งามดั่งอัปสรในราศี
งามคมงามขำงามที งามเนตรไม่มีราคิน
งามถันดั่งดวงบุษบง งามขนงวงวาดดั่งคันศิลป์
งามเอวอ่อนดั่งกินริน งามสิ้นสารพางค์กายา
เสร็จแล้วกรายกรลีลาศ นวยนาดออกจากคูหา
หยุดอยู่ที่ริมมรรคา คอยท่าเสด็จบทจร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ฉุยฉาย

๏ เมื่อนั้น พระนารายณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
ครั้นเสร็จสระสรงสาคร ภูธรเสด็จขึ้นมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น จึ่งนวลนางสำมนักขา
แอบอยู่ที่ริมมรรคา เห็นพระยอดฟ้ายาใจ
มีความประดิพัทธ์กำหนัดจิต จะใคร่เชยชิดพิสมัย
ย่างเยื้องชำเลืองเนตรคลาไคล เข้าไปน้อมเกล้าอัญชุลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ชุบ

๏ เมื่อนั้น พระภุชพงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ทอดพระเนตรไปเห็นนารี รูปทรงส่งศรีวิไลวรรณ
จิ้มลิ้มพริ้มเพราแน่งน้อย แช่มช้อยดั่งอัปสรสวรรค์
พักตร์ละอองผ่องเพียงดั่งดวงจันทร์ ทรงธรรม์ฉงนสนเท่ห์ใจ
อันในหิมวาป่าเปลี่ยว หญิงเดียวไม่อาจมาได้
หรือนางนาคาสุราลัย ยักขินีผีไพรมารยา
หากแสร้งแปลงกายอุบายกล จะประจญพรตกูกระมังหนา
ยิงพิศยิ่งคิดสงกา ผ่านฟ้าจึ่งกล่าววาที
เจ้านี้นามกรชื่อใด บ้านเมืองอยู่ไหนนะโฉมศรี
มาไยแต่ผู้เดียวนี้ ในที่อรัญกันดาร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสำมนักขายอดสงสาร
ฟังเสียงฟังรสพจมาน ปานอมฤตฟ้ายาใจ
ซาบซ่านทุกขุมโลมา ชายตาค้อนคมประนมไหว้
ข้าชื่อสำมนักขาทรามวัย เป็นน้องท่านไททศกัณฐ์
ได้ผ่านลงการาชฐาน สนุกปานแดนดาวดึงส์สวรรค์
อันตัวของข้านี้ร่วมครรภ์ กุมภัณฑ์ถนอมดั่งดวงตา
บัดนี้จะให้มีคู่ สมสู่ด้วยวงศ์ยักษา
น้องไม่จงใจเจตนา จึ่งหนีออกมาพนาลี
บุญนำมาพบพระทรงฤทธิ์ สมคิดข้าบาทบทศรี
จะขออยู่ปรนนิบัติในกุฎี ไปกว่าชีวีจะวายปราณ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังวาจานางมาร ผ่านฟ้าจึ่งตรัสตอบไป
ดูกรน้องท้าวทศพักตร์ สุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์สูงใหญ่
ว่าไยฉะนี้อรไท ผิดเพศวิสัยอย่าเจรจา
ตัวเราทรงพรตเป็นฤๅษี อย่างนี้มิได้ปรารถนา
จงเร่งกลับไปพารา ให้เป็นผาสุกสถาวร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางสำมนักขาดวงสมร
ได้ฟังบัญชาพระภูธร ทำทีค้อนคมแล้วตอบไป
อนิจจาควรหรือพระทรงลักษณ์ มาสลัดตัดรักน้องได้
จงเมตตาข้าบ้างอย่าสูญใจ ถึงผิดเพศวิสัยเป็นไรมี
อันการภิรมย์สมสู่ นางกินนรก็อยู่กับฤๅษี
ฝ่ายข้าก็เป็นสตรี จงรักภักดีพระทรงฤทธิ์
จะขออยู่เป็นโยมภูวนาถ สนองบาทด้วยใจสุจริต
ร่วมทุกข์ร่วมร้อนร่วมชีวิต ไม่คิดกลับไปพารา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริรักษ์จักรแก้วนาถา
ได้ฟังจึ่งตอบวาจา ว่าไยฉะนี้ไม่มีอาย
นี่เนื้อแพศยาทรลักษณ์ อัปลักษณ์กว่าหญิงทั้งหลาย
มายักเย้าเซ้าซี้กระแหย่งชาย อีแสนร้ายมารยาอาธรรม์
เร่งเร็วมึงเร่งกลับไป หาไม่จะม้วยอาสัญ
ตรัสแล้วเสด็จจรจรัล ไปยังอารัญกุฎี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น นางสำมนักขายักษี
ฟังพระด่าว่าพาที ดั่งวารีทิพมาเจือใจ
ยิ่งแสนสวาทกลุ้มรุมรัก จะถือคำหนักก็หาไม่
ชะแง้แลตามเสด็จไป ฤทัยด่าวดิ้นพันทวี
ให้มืดมนสุดทนการสวาท ดั่งใจจะขาดลงกับที่
สติไม่เป็นสมประดี ก็รีบจรลีตามมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงศาลาพนาเวศ สอดส่ายนัยน์เนตรชะแง้หา
จึ่งเห็นองค์อัครชายา ทรงโฉมโสภาวิไลลักษณ์
อรชรอ้อนแอ้นทั้งอินทรีย์ งามลํ้านารีในไตรจักร
มีสิริวิลาสประหลาดนัก ผิวพักตร์ผ่องเพียงจันทร
สตรีเหมือนกันยังพิศวง ตะลึงหลงด้วยความสโมสร
นี่หรือพระยอดฟ้ามิอาวรณ์ ตัดรอนกูเสียไม่อาลัย
จำเป็นจะมล้างชีวัน ชิงเอาผัวมันให้จงได้
คิดแล้วสำแดงฤทธิไกร กลับไปเป็นรูปอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสนั่นก้อง สองตาดั่งเพลิงจำรัสศรี
เข้าในอรัญกุฎี ไล่หยิกข่วนตีนางนงคราญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
ตกใจวิ่งหนีนางมาร ปิ้มปานชีวันจะบรรลัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ หน้าซีดตัวสั่นขวัญหาย วุ่นวายหาสมประดีไม่
ร้องตรีดหวีดหวาดอึงไป ภูวไนยจงช่วยชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นยักษาไล่นางเทวี ภูมีกริ้วโกรธโกรธา
ฉวยคว้าได้คันธนูศร พระสี่กรกวัดแกว่งเงื้อง่า
ไล่ตีไล่รันอสุรา หวดซ้ายป่ายขวาพัลวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
อยู่ในศาลาอารัญ ได้ยินเสียงสนั่นเป็นโกลา
แลเห็นยักษีไล่พี่นาง พระเชษฐากั้นกางขวางหน้า
พระองค์กริ้วโกรธโกรธา ออกมาไล่จับอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น นางสำมนักขายักษี
เหลือบไปเห็นองค์พระจักรี มีโฉมเลิศลักษณ์อำไพ
นวลละอองดั่งทองนพมาศ เสียวสวาทพูนเพิ่มพิสมัย
งวยงงหลงแลตะลึงไป อรไทลืมองค์พระรามา
พิศพระหริวงศ์ทรงจักร ก็ลืมแลพระลักษมณ์กนิษฐา
ทั้งสองแม้นได้ภิรมยา จะบำรุงเสน่หาให้เหมือนกัน
ครั้นเห็นสีดางามกว่าตัว ก็เกาหัวกริ้วโกรธมือสั่น
โผนทะยานไล่รุกบุกบัน จะฆ่าชีวันนางเทวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น สองพระองค์ทรงสวัสดิ์รัศมี
กริ้วโกรธพิโรธคืออัคคี เข้าไล่ราวีอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ พระลักษมณ์กวัดแกว่งพระแสงขรรค์ ออกกั้นสกัดขวางหน้า
องค์พระหริรักษ์ศักดา เงื้อง่ามหาธนูทรง ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ฝ่ายสำมนักขายิ่งบ้าใจ ไล่ตีสีดานวลหง
องค์พระจักรกฤษณ์ฤทธิรงค์ หวดลงต้องกายอสุรี
พระลักษมณ์ผาดโผนโจนมา ถีบต้องอสุรายักษี
หันเหเซไปทันที ล้มลงเหนือที่สุธาธาร
แล้วโจนขึ้นเหยียบอกไว้ แกว่งพระขรรค์ชัยฉายฉาน
จึ่งมีสีหนาทบัญชาการ ว่าเหวยอีมารอัปรีย์
มึงนี้สาธารณ์ทรลักษณ์ ชั่วช้าอัปลักษณ์บัดสี
เหตุใดมาทำเช่นนี้ ไม่กลัวชีวีจะมรณา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นว่าจะฆ่าให้มึงตาย โลกจะยินร้ายไปภายหน้า
กูนี้จะไว้ชีวา แต่จะทำให้สานํ้าใจ
ว่าพลางตัดกรรอนบาท ทั้งจมูกหูขาดเลือดไหล
แล้วไล่ตีซ้ำกระหน่ำไป จนไกลอรัญกุฎี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ