สมุดไทยเล่มที่ ๑๐๒

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
กับพระสัตรุดฤทธิรอน บทจรมาสรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ให้ไขท่อแก้วสุบงกช วารีเสาวรสหอมหวาน
ทรงสุคนธ์ปนปรุงสุมามาลย์ สนับเพลาเครือก้านกระหนกครุฑ
ภูษาองค์ละอย่างต่างสี เครียวตะครีรายรูปเทพบุตร
ชายไหวชายแครงชมพูนุท ฉลององค์พื้นผุดดวงสุวรรณ
ตาบทิศทับทรวงดวงประพาฬ สังวาลมรกตทับทิมคั่น
พาหุรัดทองกรมังกรพัน ธำมรงค์เรือนสุบรรณเพชรพราย
ต่างทรงมงกุฎเนาวรัตน์ กรรเจียกดอกไม้ทัดจำรัสฉาย
ห้อยสุวรรณมาลาโมราราย จับศรนาดกรายมาขึ้นรถ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถวิมาน กงกำแก้วประพาฬอลงกต
สามงอนอ่อนงามช้อยชด ชั้นลดช่อตั้งบัลลังก์ลอย
เรียงรูปเทพนมประนมนิ้ว ครุฑจับนาคหิ้วเศียรห้อย
บุษบกห้ายอดประดับพลอย สุกย้อยงามแม้นไวชยันต์
องค์พระวรนุชนั่งหน้า งามสง่าดั่งเทพรังสรรค์
เทียมสินธพชาติชาญฉกรรจ์ สีจันทน์สามคู่เคียงจร
สารถีขี่ขับสำทับเสียง เรื่อยรี่เร็วเพียงหงส์ร่อน
เครื่องสูงสายระย้าจามร ฆ้องกลองแตรงอนประโคมครึก
ทวยหาญโห่สะท้านสะเทือนภพ กงกระทบเลื่อนลั่นก้องกึก
สุพินสันนำพลคึกคึก ดูพิลึกเข้าเมืองมลิวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ชมตลาด

๏ ผันแปรแลรอบราชฐาน โอฬารดั่งดาวดึงส์สวรรค์
กำแพงดูเพียงสัตภัณฑ์ คูกั้นเขื่อนแก้วเป็นแถวไป
หอรบนางเรียงป้อมค่าย เสมารายธงรอบดูไสว
ซุ้มทวารบานสุวรรณอำไพ ปืนใหญ่ประจำอยู่ทุกช่องมา
ถนนพื้นล้วนแผ่นศีลาลาด ตึกกลาดตั้งเกลื่อนแน่นหนา
เรือนบ้านร้านระเบียบจำเริญตา โรงม้าเรียงมาเป็นแถวกัน
โรงคชรถเคียงคั่นห้อง หน้าพระลานไว้ประลองพลขันธ์
ที่นั่งเย็นสุกย้อยพรายพรรณ แสงสุวรรณดูพราววาวแวว
นิเวศน์วังจังหวะตำหนักเนื่อง โรงเครื่องเรืองทิมเป็นทิวแถว
สามปราสาทดูประเสริฐเพริศแพร้ว พื้นแก้วสุรกานต์ตระหง่านงาม
สี่มุขสุขแม้นเวไชยันต์ หน้าบันนาคเบือนเรืองอร่าม
ห้ายอดแสงระยับแวววาม บัวหงายทวยงามอรชร
บราลีสีเลื่อมมุกดาหาร ช่อฟ้าแก้วประพาฬประภัสสร
พิศเพลินจำเริญเนตรภูธร ให้ขับรถบทจรเข้าไป ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สุพินสันผู้มีอัชฌาสัย
ครั้นมาถึงหน้าพระลานชัย ให้หยุดรถทรงอลงกรณ์
เข้าประทับเกยแก้วแกมมาศ แล้วกราบบาทองค์พระทรงศร
ขอเชิญเสด็จพระภูธร บทจรขึ้นปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังสุพินสันเสนี จึ่งชวนพระศรีอนุชา
สององค์เสด็จยุรยาตร จากบัลลังก์ราชรัถา
งามดั่งสุริยันกับจันทรา ขึ้นมหาปราสาทสุรกานต์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์รัตน์ พร้อมอัษฎาทศทวยหาญ
น้อมเกล้าประณตบทมาลย์ ในสถานนิเวศน์อสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางวัชนีสูรมารศรี
กับองค์พระราชบุตรี อันมีศุภลักษณ์วิไลวรรณ
แจ้งว่าเสด็จมาถึงปราสาท สถิตแท่นสิงหาสน์ฉายฉัน
พร้อมหมู่อนงค์กำนัล พากันมาเฝ้าพระผ่านฟ้า ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงประณตบทบงสุ์ สองกษัตริย์สุริย์วงศ์นาถา
หมอบอยู่เป็นอันดับมา คอยฟังบัญชาพระภูมี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
จึ่งมีพระราชวาที ดูก่อนมเหสีพญามาร
เรานี้จะยกกลับไป ยังพิชัยอยุธยาราชฐาน
ทูลองค์สมเด็จพระอวตาร อันการในกรุงมลิวัน
ตามแต่จะทรงพระเมตตา จะให้ใครรักษาเขตขัณฑ์
แม่ลูกค่อยอยู่ครองกัน กับฝูงกำนัลนารี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางวัชนีสูรมารศรี
ได้ฟังพระราชวาที มีความยินดีปรีดา
จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมทูล นเรนทร์สูรสุริย์วงศ์นาถา
ซึ่งพระองค์ทรงพระเมตตา พระคุณล้ำฟ้าแดนไตร
ตัวข้าทั้งสองผู้รองบาท แสนอนาถไม่มีที่อาศัย
ขอเอาพระเดชภูวไนย ปกไปกว่าจะสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังนางทูลรำพัน ทรงธรรม์เมตตาปรานี
จึ่งผันพระพักตร์มาบัญชา สั่งหมู่เสนายักษี
ช่วยกันรักษาบุรี ให้ไพร่ฟ้าประชาชีสำราญ
ตรัสแล้วเสด็จยุรยาตร ลงจากปราสาทมุกดาหาร
พร้อมหมู่โยธีบริวาร ผ่านฟ้ามาขึ้นรถชัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งให้เลิกพวกพลากร ยักษาวานรน้อยใหญ่
ออกจากมลิวันกรุงไกร กลับไปยังเขามยุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งเสด็จยุรยาตร จากบัลลังก์ราชรัถา
กรายกรลีลาศคลาดคลา ขึ้นสุวรรณพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พวกพลวานรแลยักษี
ครั้นเสร็จสงครามก็ยินดี มีแต่ชื่นเริงบันเทิงใจ
เข้าออกในเมืองมลิวัน ชวนกันจับหมูจับไก่
เที่ยวหยอกหญิงสาวฉาวไป คว้าไขว่แม่หม้ายอยู่เฮฮา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงพระสุริยา เสด็จออกพลับพลารูจี
พร้อมทหารทั้งสามพระนคร เสนาวานรยักษี
ดั่งดาวล้อมจันทราในราตรี ธุลีเมฆหมอกไม่แผ้วพาน
จึ่งมีมธุรสพจนารถ ปรึกษาอำมาตย์ทวยหาญ
บัดนี้ก็เสร็จราชการ ซึ่งล้างพวกพาลอาธรรม์
เราจะเลิกพยุหโยธา กลับไปอยุธยาเขตขัณฑ์
เฝ้าองค์พระผู้ทรงสุบรรณ พร้อมกันจะเห็นประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบรรหารพระภูวไนย บังคมไหว้แล้วสนองพระวาจา
ซึ่งพระองค์จะเลิกนิกร ท้าวพญาวานรยักษา
กลับไปยังศรีอยุธยา เป็นหน้าวสันต์กันดาร
จะลำบากยากใจแก่ไพร่พล ด้วยฟ้าฝนตกทั่วทุกสถาน
ตามประเวณีมาแต่บุราณ ผ่านเกล้าจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังพิเภกอสุรี จึ่งมีวาจาตอบไป
ครั้นจะอยู่ถึงฤดูเหมันต์ พระทรงธรรม์จะติโทษได้
ว่ามารณรงค์ชิงชัย ล้างเหล่าพวกภัยให้เนิ่นช้า
จำจะลำบากบ้างแก่ไพร่พล ด้วยลุยนํ้ากรำฝนเพราะเดินป่า
สุครีพจงจัดโยธา จะยกไปเวลาพรุ่งนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาไวยวงศากระบี่ศรี
รับสั่งพระองค์ทรงฤทธี ถวายอัญชุลีแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ตรวจหมู่วานรโดยจำนวน ครบถ้วนไพร่นายน้อยใหญ่
อันวายุบุตรวุฒิไกร ให้เป็นกองหน้านำจร
พวกอัษฎาทศมงกุฎ กับทหารฤทธิรุทรชาญสมร
โดยเสด็จในทัพภูธร พลากรเพียบพ้นคณนา
อสุรผัดนิลพัทสองนาย เดินแซงโดยซ้ายฝ่ายขวา
โอรสอินทรชิตทั้งสองรา กับทหารลงกาทั้งนั้น
เป็นกองหลังรั้งท้ายโดยเสด็จ น้องพระจักรเพชรรังสรรค์
ตั้งระเบียบเรียบแถวทางอรัญ แน่นนันต์เพียบพื้นปถพี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น สองกษัตริย์สุริย์วงศ์เรืองศรี
ครั้นรุ่งรางสร่างแสงพระรวี เสด็จมาเข้าที่สนานองค์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โทน

๏ ปทุมแก้วโปรยปรายสายสินธุ์ ชำระรดมลทินธุลีผง
ลูบไล้เครื่องต้นสุคนธ์ทรง ผจงผัดพักตร์ผ่องดั่งเพ็ญจันทร์
สอดใส่สนับเพลาเครือขด ก้านแก้วมรกตทับทิมคั่น
ภูษาพื้นสีต่างกัน ช่อเชิงสุวรรณฉลุลาย
ชายไหวชายแครงเครือมาศ ฉลององค์พื้นตาดจำรัสฉาย
ตาบทิศกุดั่นไพฑูรย์พราย ทับทรวงสร้อยสายสังวาลวาม
พาหุรัดทองกรมังกรแก้ว ธำมรงค์เพชรแวววามอร่าม
มงกุฎมรกตแกมภุกาม กรรเจียกจรงอนงามกุณฑลทอง
ต่างจับศรสิทธิ์อันศักดา งามวิลาสใต้ฟ้าไม่มีสอง
พร้อมหมู่เสนาอเนกนอง เสด็จมาเกยทองอันรูจี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ได้ฤกษ์ให้เลิกพลากร โยธาวานรยักษี
สองพระองค์ทรงรถมณี จากแดนบุรีมลิวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ รถเอยรถทรง กำกงแก้วลายฉายฉัน
แปรกทองช่องกระจกกระหนกพัน งอนชดลดชั้นบัลลังก์ลอย
เสาแก้วกาบเก็จเพชรประดับ ยอดแก้วแพรวระยับดั่งหิ่งห้อย
บุษบกรุ้งร่วงด้วยดวงพลอย แม้นวิมานมาศลอยในอัมพร
เทียมสินธพสี่สีเศวต กำลังเดชดั่งราชไกรสร
พระกนิษฐานั่งหน้าประนมกร สารถีขับจรดั่งลมพาน
งามเครื่องสูงไสวรายริ้ว มยุรฉัตรถัดทิวธงฉาน
งามเสียงแตรสังข์เป็นกังวาน ปี่ฆ้องกลองขานสะท้านดง
อสุราวานรโห่สนั่น พิลึกลั่นขุนไศลไพรระหง
รีบเร่งพลขันธ์ดั้นดง ตรงไปโดยทางพนาลี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์วลาหกเรืองศรี
ครั้นฤดูวสันต์ก็ยินดี สำแดงฤทธีชัยชาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เป็นพยุพัดกล้ากุลาหล พฤกษาหักโค่นทุกสถาน
เมฆหมอกมืดมนอนธการ บันดาลห่าฝนให้ตกลง
นองไปทั้งพื้นแผ่นดิน วารินพัดพาธุลีผง
ท่วมทุ่งมรคาป่าดง ไหลลงโตรกธารคีรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนางเมขลามารศรี
หัตถ์ขวาถือดวงมณี เทวีออกจากวิมานฟ้า
เที่ยวฟ้อนร่อนรำทำเพลง โอดพันบรรเลงหรรษา
แสงแก้วแวววับทั้งโลกา เวียนไวไปมาในอัมพร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายปโรตยักษีชาญสมร
อยู่ในวิมานแก้วอลงกรณ์ เห็นอัปสรเมขลานารี
มืมือถือดวงวิเชียรฉาย รำร่ายตามจักรราศี
แสงแก้วแพรวพรายรูจี รัศมีสว่างกระจ่างไป
บังเกิดโลภล้นเป็นพ้นคิด มีจิตยินดีจะใคร่ได้
จับศรออกจากวิมานชัย เหาะระเห็จเตร็จไล่กัลยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณีเมขลา
เห็นปโรตไล่ชิดติดมา นางฟ้ารำล่ออสุรี
กลอกแก้วแพรวพรายกระจายแสง แล้วแกล้งกำไว้ให้อับศรี
เห็นห่างก็ชูดวงมณี ทำทีล่อล้อขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ปโรตอสุรีใจหาญ
ครั้นเห็นดวงแก้วนงคราญ โถมทะยานคว้าไขว่ทั้งสองกร
ครั้นใกล้ก็ไม่เห็นนาง ครั้นห่างจึ่งเห็นดวงสมร
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟฟอน ชักศรแผลงไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายรามสูรยักษา
เที่ยวไปในกลีบเมฆา พอเห็นเมขลานารี
ดูดวงวิเชียรช่วงโชติ เลี้ยวล่อปโรตยักษี
มีความประดิพัทธ์ยินดี จะใคร่ได้มณีของทรามวัย
กวัดแกว่งขวานเพชรระเห็จหัน เสียงสนั่นครั่นครื้นหวาดไหว
ถาโถมกระชั้นชิดติดไป เลี้ยวไล่นางเทพกัลยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางมณีเมขลา
เลี้ยวล่อปโรตอสุรา มาพบรามสูรกุมภัณฑ์
หลบเข้ากลีบเมฆแฝงกาย ยิ้มพรายสำรวลสรวลสันต์
เยี่ยมพักตร์โยนแก้วแพรวพรรณ กัลยาล่อเลี้ยวเป็นที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รามสูรสิทธิศักดิ์ยักษี
ครั้นเห็นดวงแก้วมณี อสุรีแกว่งขวานขว้างไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เปรี้ยงเปรี้ยงดั่งเสียงลมกาล ขุนเขาจักรวาลสะท้านไหว
เผ่นโผนโจนทะยานด้วยว่องไว หมายใจชิงดวงจินดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางมณีเมขลา
เห็นรามสูรไล่มา ทั้งปโรตอสุรากั้นกาง
ไม่คิดครั่นคร้ามขามใจ เลี้ยวล่อเวียนไวมิให้ห่าง
กลอกแก้วแวววับไปพลาง ทำอย่างจะให้อสุรี
ครั้นสองยักษ์ใกล้ชิดก็ซ่อนแก้ว แล้วลอดตลบเลี้ยวหนี
เห็นห่างก็โยนดวงมณี ทำทีเยาะเย้ยไปมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น รามสูรฤทธิไกรใจกล้า
ทั้งองค์ปโรตอสุรา ต่างฉวยต่างคว้าวุ่นไป
ครั้นแก้วแววแสงวาววับ ก็โจนจับด้วยกำลังจะใคร่ได้
มืดมิดคว้าผิดก็ขัดใจ ต่างไล่ติดตามนางเทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งองค์พระพรตเรืองศรี
มาในกลางป่าพนาลี ได้สิบสี่โยชน์คณนา
เห็นมืดมนอนธการทั้งอากาศ ไหวหวาดครื้นครั่นทุกทิศา
ฝนตกนํ้านองพสุธา ท่วมป่าท่าทางเสด็จจร
ไม้ไหล้ลู่ล้มหักโค่น พายุพัดอึงอลไม่หยุดหย่อน
พิโรธโกรธกริ้วดั่งไฟฟอน จับศรเงื้อง่าจะแผลงไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ตกใจกอดข้อพระบาทไว้ แล้วกราบทูลไปทันที
ไม่ควรพระบาทจะกริ้วโกรธ องค์ปโรตเทเวศเรืองศรี
อันธรรมดาโลกประเวณี ย่อมมีแต่กาลก่อนมา
ครั้นพิรุณออกจากวิมาน ก็บันดาลฝนตกในแหล่งหล้า
ฝูงสัตว์ทั่วทั้งโลกา ได้อาศัยนํ้าฟ้าสำราญใจ
จงสั่งศรไปไล่พลาหก อย่าให้ฝนตกในที่ใกล้
มรคาก็จะไม่ยากใจ ภูวไนยจงทรงพระเมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังสั่งศรศักดา ผ่านฟ้าผาดแผลงไปทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นอัมพร ศรไล่พลาหกเรืองศรี
ทั้งปโรตรามสูรอสุรี นางมณีเมขลาก็หนีไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สุริยาผ่องแผ้วโพยมบน จะมืดเมฆมัวฝนก็หาไม่
จึ่งให้เคลื่อนพวกพลไกร รีบไปโดยทางอรัญวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระชมฝูงสัตว์จัตุบาท เที่ยวกลาดเล็มกินที่ชายป่า
กาสรพาพวกเป็นหมู่มา พยัคฆาหมอบมองมฤคี
โคเพลาะเลาะเลี้ยวเล็มระบัด สิงห์นัดตามคณาไกรสีห์
คชสารนำนางกิริณี ตรวจเสียงอึงมี่ชมกัน
ละมาดเลี้ยวเที่ยวท่องกินหนาม ชายระนามใกล้คู่หมู่สมัน
เหล่าลิงวิ่งโลดพัลวัน ล่อหลอกหยอกกันไปมา
คชสีห์ทำสีหนาทเดิน ตามเนินพนมแนวผา
โตเต้นเผ่นผาดมรคา กระต่ายป่าตื่นตามอลวน
ทักกระทอนอเพนเม่นหมี นางชะนิเหนี่ยวไม้โหยหน
ชมพลางเพลินมาในอารญ เร่งรถรีบพลดำเนินจร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ข้ามทางหว่างทุ่งวุ้งป่า ธารท่าลำเนาสิงขร
รอนแรมมาในพนาดร ถึงนครลงกาธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
จึ่งให้หยุดพหลโยธี อยู่ที่ในสวนอุทยาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางตรีชฎายอดสงสาร
กับเบญกายเยาวมาลย์ ทั้งนงคราญสุวรรณกันยุมา
แจ้งว่าสองพระองค์พงศ์นารายณ์ ยกพลนิกายไปเข่นฆ่า
สังหารจักรวรรดิอสุรา มีชัยกลับมาถึงธานี
พักพลอยู่นอกนคเรศ ไปนิเวศน์ตำหนักสวนศรี
มีความชื่นชมยินดี เทวีจะไปเฝ้าพระทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายนางมณโฑสาวสวรรค์
แจ้งว่าฝูงนางทั้งนั้น จะออกไปอภิวันท์พระทรงฤทธิ์
ครั้นจะนิ่งอยู่ก็เกรงภัย ครั้นจะออกไปก็กลัวผิด
ให้เร่าร้อนฤทัยดั่งไฟพิษ สุดคิดที่จะไว้อินทรีย์
แข็งใจเสด็จยุรยาตร ลงจากปราสาทมณีศรี
พร้อมตรีชฎาอสุรี เทวีพากันดำเนินไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงลดองค์ลงหมอบเฝ้า น้อมเกล้าบังคมประนมไหว้
แต่นางมณโฑทรามวัย ก้มอยู่มิได้เงยพักตร์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงจักร
เห็นเมียพิเภกขุนยักษ์ พระตรัสทักแย้มยิ้มพริ้มพราย
แสนสำราญฤทัยพระทรงธรรม์ พักตร์ผ่องเพียงจันทร์จำรัสฉาย
หมดเมฆไม่มีมลทินกราย น้องนารายณ์ยินดีปรีดา
แต่พักพวกพลทวยหาญ อยู่ยังอุทยานยักษา
งามดั่งองค์อมรินทรา เสด็จมาประพาสนันทวัน
สองกษัตริย์เที่ยวชมนคเรศ ทั่วราชนิเวศน์เขตขัณฑ์
สมบัติพัสถานทศกัณฐ์ สนุกดั่งชั้นฟ้าสุราลัย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ยักษาวานรน้อยใหญ่
พากันเที่ยวเก็บผลไม้ ด้วยใจยินดีปรีดา
เหล่าลิงวิ่งวุ่นพัลวัน ชิงกันกับหมู่ยักษา
สัพยอกหลอกล้อเฮฮา เริงร่าทุกพวกพลากร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์ทรงศร
พักพลโยธาวานร แรมร้อนอยู่สามราตรี
ครั้นพระสุริยาเรื่อรอง แสงทองจำรัศรัศมี
เสนาะเสียงไก่แก้วสกุณี ร้องมี่ขันขานประสานกัน
ชาวประโคมก็ประโคมฆ้องกลอง ปี่เสนาะเพราะก้องเสียงสนั่น
พระตื่นจากแท่นแก้วแกมสุวรรณ พร้อมกันกับองค์พระอนุชา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งเทพเลขา
สองกษัตริย์ยุรยาตรคลาดคลา มาขึ้นรถรัตนารูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ให้เลิกพวกพลทวยหาญ ออกจากอุทยานยักษี
โห่สนั่นลั่นฟ้าธาตรี สารถีเร่งรถดำเนินจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงหนุมานชาญสมร
ครั้นถึงฟากฝั่งสาคร ชุลีกรร่ายเวทเกรียงไกร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวกลับกลายอินทรีย์ เท่าพระเมรุคีรีเนินไศล
นอนทอดตลอดฝั่งสมุทรไท เป็นถนนกว้างใหญ่มหิมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์นาถา
เห็นพญาอนุชิตทำฤทธา เป็นทางข้ามมหาสาคร
ราบรื่นดั่งพื้นปถพี ภูมีชื่นชมสโมสร
จึ่งให้ข้ามโยธาพลากร บทจรเร่งรีบกันไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงฟากฝั่งชลธาร พร้อมพวกทหารน้อยใหญ่
จึ่งให้ขับรถแก้วแววไว ไปตามอรัญมรคา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พระฟังเสียงวิหคกู่ร้อง บ้างร่อนร้องจับกิ่งพฤกษา
ชมหมู่รุกขชาติดาษดา สาขารุ่นรามเรียงรัน
บ้างผลิดอกออกผลอยู่สล้าง สองข้างมรคาพนาสัณฑ์
ดิบห่ามทรามสุกแกมกัน ที่เหลืองดั่งสุวรรณพรรณราย
ที่เขียวปานมรกตสดแสง ที่แดงดั่งปัทมราชเรืองฉาย
บ้างหล่นลงเกลื่อนกลาดดาษทราย วานรทั้งหลายก็เก็บกิน
พระพายพานพัดเย็นเฉื่อย เรื่อยรื่นเกสรขจรกลิ่น
เสนาะเสียงผากไผ่ดั่งเพลงพิณ ทินกรอ่อนแสงสำราญใจ
จักจั่นเรไรเรื่อยร้อง เพรียกพร้องดั่งจำเรียงเสียงใส
ร้อนแรมมาในพนาลัย รีบไปอยุธยาธานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งหยุดพลากร เสนาวานรยักษี
ให้ประทับรถแก้วรูจี กับเกยมณีอลงการ์
ชวนพระอนุชาร่วมใจ ลงจากอาสน์พิชัยรถา
พร้อมหมู่โยธีท้าวพญา เสด็จมายังท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สองกษัตริย์โอนเศียรอภิวาทน์ แทบบาทพระนารายณ์รังสรรค์
บรรดาเสนาที่มานั้น พากันนอบน้อมดุษฎี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระหริวงศ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เสด็จออกมาตยามนตรี ภูมีเห็นสองอนุชา
กับหมู่ทหารชาญณรงค์ ท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
ยิ่งแสนโสมนัสปรีดา ผ่านฟ้ามีราชโองการ
ดูก่อนพระน้องทั้งสองศรี ผู้ร่วมชีวีสังขาร
เจ้าไปปราบศัตรูหมู่มาร พวกพาลมีกำลังประการใด
อันไอ้ทศพินทรลักษณ์ มันฮึกฮักต่อสู้เป็นไฉน
ทั้งเมืองมลิวันกรุงไกร ได้ยากหรือง่ายอนุชา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์กนิษฐา
น้อมเศียรกราบทูลพระจักรา ข้าบาทไปปราบไพรี
อันทศพินก็จับได้ ทั้งไอ้วรณีสูรยักษี
ตัดเกล้าเสียบไว้ในธานี แล้วยกไปบุรีมลิวัน
แรกพระสัตรุดออกรบ กับสุริยาภพโมหันธ์
ลูกท้าวจักรวรรดิกุมภัณฑ์ ต้องหอกของมันอันเกรียงไกร
เมื่อบรรลัยจักรมาราญรอน ก็แผลงศรรัดพาเอาไปได้
สองครั้งดั่งว่าจะบรรลัย แก้ทันจึ่งไม่วายปราณ
ภายหลังน้องยกไปต่อหัตถ์ ด้วยท้าวจักรวรรดิใจหาญ
ก็ต้องศรสาตร์ขุนมาร หากเดชพระอวตารผู้ศักดา
โปรดเกศประทานซึ่งเกราะแก้ว อันเพริศแพร้วทรงคุณกำลังกล้า
คุ้มได้ไม่ระคายกายา จึ่งเข่นฆ่าอาธรรม์บรรลัย
กราบทูลแต่ต้นจนปลาย บรรยายแจ้งการศึกใหญ่
บรรดาเสียทีแลมีชัย จนได้มลิวันธานี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ฟังพระอนุชาร่วมชีวี จึ่งมีพระราชบัญชา
อันยักษาชาวเมืองมลิวัน แต่ละตนแข็งขันแกล้วกล้า
ประกอบด้วยพระเวทวิทยา มีเทพสาตราเกรียงไกร
นี่หากว่าเจ้าทั้งสององค์ รณรงค์จึ่งเอาชนะได้
นอกกว่าเรานี้ไม่มีใคร จะปราบมันให้สิ้นปราณ
ตรัสแล้วองค์พระจักรี จึ่งมีสิงหนาทบรรหาร
เป็นไฉนพิเภกขุนมาร ตัวท่านสิเป็นโหรา
ประกอบด้วยปรีชาสามารถ อาจรู้ใจคนถ้วนหน้า
มิได้พินิจพิจารณา มาเลี้ยงลูกไอ้ศัตรูไว้
ให้มันทำได้ถึงเพียงนี้ ดังหนึ่งหามีปัญญาไม่
หากอสุรผัดปรีชาไว หลานรักร่วมใจมาแจ้งการ
จึ่งได้ยกพลไปช่วย หาไม่จะม้วยสังขาร
เพราะลูกจังไรใจพาล ได้ความอัประมาณแก่ธาตรี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ท้าวทศคิริวงศ์ยักษี
ได้ฟังจึ่งสนองพระวาที ภูมีจงทรงพระเมตตา
อันตัวข้านี้เป็นคนหลง งวยงงด้วยความเสน่หา
เมื่อพระองค์ให้ผ่านลงกา ไม่แจ้งว่ามณโฑมีครรภ์
คิดว่าเป็นลูกสายโลหิต จึ่งรักใคร่สนิทไม่เดียดฉันท์
เบาใจมิได้สำคัญ ว่ามันจะผลาญชีวี
ครั้งมหาบาลมาราญรอน ก็ยกออกต่อกรด้วยยักษี
รณรงค์เพลี่ยงพลํ้าเสียที ครั้งนี้ก็ปิ้มจะบรรลัย
สองครั้งหากได้พระเดช โปรดเกศช่วยชีพไว้ได้
พระคุณลํ้าลบภพไตร ใหญ่หลวงลึกพ้นคณนา
ซึ่งเคืองใต้เบื้องธุลีบาท พระตรีภูวนาถนาถา
โทษหนักถึงราชอาชญา ผ่านฟ้าจงโปรดปรานี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ได้ฟังพิเภกอสุรี ภูมียิ้มแล้วตรัสไป
ซึ่งไพรินดูหมิ่นขุนมาร เพราะท่านหามีฤทธิ์ไม่
อันลงกานิเวศน์เวียงชัย ไพบูลย์พูนสุขภิรมยา
ประกอบด้วยไอศูรย์สมบัติ เกษมสวัสดิ์ดั่งดาวดึงสา
ปัจจามิตรจึ่งคิดฉันทา มารบราชิงราชธานี
ว่าแล้วจึ่งองค์พระทรงจักร ตรัสสั่งพระลักษมณ์เรืองศรี
กับสุมันตันเสนี บัดนี้ก็เสร็จซึ่งปราบมาร
จะรางวัลผู้มีความชอบ ประกอบโดยควรที่ฐาน
จงประชุมเสนาปรีชาชาญ ปรึกษาการบำเหน็จให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
กับมหาเสนาสุมันตัน บังคมคัลรับสั่งแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ชุมหมู่มาตยามนตรี เสนีผู้จักพิพากษา
ฝ่ายสัตพลีปรีชา ก็เอาจดหมายมาทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาบดีน้อยใหญ่
ปุโรหิตพฤฒาปัญญาไว บังคมไหว้เบื้องบาทพระลักษมณ์
แล้วปรึกษาโดยข้อจดหมาย ครั้งนารายณ์ประทานซึ่งนาศักดิ์
เมื่อเสร็จศึกลงกาขุนยักษ์ เอาเป็นหลักเทียบเปรียบกัน
ว่าอันพระพรตอนุชา เป็นจอมโยธาทัพขัน
ต่างองค์พระผู้ทรงสุบรรณ ไปปราบกุมภัณฑ์พวกภัย
แก้ท้าวทศคิริวงศ์ คืนเอาลงกาไว้ได้
แล้วไปรณรงค์ชิงชัย ถึงกรุงไกรมลิวันกันดาร
ต้องศรอสุราสาหัส ฆ่าจักรวรรดิม้วยสังขาร
ทั้งสุริยาภพขุนมาร บรรลัยจักรวายปราณด้วยฤทธี
ได้กรุงมลิวันโอฬาร์ มาขึ้นอยุธยาบุรีศรี
เป็นเกียรติเฉลิมบาทพระจักรี ความชอบนั้นมีพ้นนัก
ฝ่ายพระสัตรุดสุริย์วงศ์ ก็ได้รณรงค์หาญหัก
ต้องหอกสุริยาภพขุนยักษ์ ทั้งศรบรรลัยจักรรัดไป
สองครั้งปิ้มเสียชีวิต จะคิดย่อท้อก็หาไม่
แล้วฆ่านนยุพักตร์บรรลัย ความชอบภูวไนยเสมอกัน
สองพระองค์ควรเป็นอุปราช เหมือนพระลักษมณ์นุชนาถรังสรรค์
ให้มงกุฎเพชรสังวาลวัลย์ เครื่องกษัตริย์บรรจงอลงการ์
อันน้องพญาพาลี กระบี่ทำชอบมาหนักหนา
ทั้งรับพระสัตรุดในเมฆา เมื่อต้องศรศักดาเหราพต
ควรให้เครื่องทรงอลงการ มงกุฎสังวาลมรกต
ธำมรงค์ค่าเมืองเรืองยศ เครื่องสูงกลิ้งกลดจามร
ฝ่ายว่าท้าวทศคิริวงศ์ ก็ซื่อตรงต่อบาทพระทรงศร
เป็นโหราตาศึกแน่นอน บอกการราญรอนกุมภัณฑ์
ควรให้มงกุฎเนาวรัตน์ คู่ทรงจักรวรรดิรังสรรค์
ให้ทั้งภูษาสังวาลวัลย์ ประดับแก้วกุดั่นรูจี
อันพญาอนุชิตจักรีวงศ์ อาจองสังหารยักษี
ใช้ไหนก็ไม่เสียที ครั้งนี้ก็อาสาไป
ทำลายด่านกรุงมลิวัน ทั้งนํ้ากรดเพลิงกัลป์เสียได้
แล้วแปลงเป็นอินทรีเข้าชิงชัย แก้น้องภูวไนยคืนมา
ทำการสงครามจนสำเร็จ บำเหน็จนั้นมากหนักหนา
ซึ่งกรุงมลิวันพารา ใหญ่หลวงมหิมายิ่งนัก
ควรพญาอนุชิตจักรีวงศ์ ไปดำรงเสมาอาณาจักร
เป็นเจ้าแก่หมู่อสุริยักษ์ เรืองฤทธิ์สิทธิศักดิ์ชัยชาญ
ให้ทั้งมงกุฎเนาวรัตน์ กรรเจียกจรจำรัสมุกดาหาร
เครื่องต้นเครื่องทรงอลงการ ฝูงสนมบริวารกัลยา
ฝ่ายพญาอินทรนุภาพฤทธี ความชอบก็มีหนักหนา
ล้างพิธีบรรลัยจักรอสุรา ฆ่าเพตราม้วยบรรลัย
ครั้งศรเหราฤทธิรณ ก็ผลาญพลราหูไม่นับได้
แก้องค์พระสัตรุดไว้ ควรให้สร้อยสนสังวาลวัลย์
ทั้งมงกุฎกุณฑลดอกไม้ทัด สำหรับกษัตริย์รังสรรค์
กับเครื่องอุปโภคทั้งนั้น สารพันตามมีบำเหน็จกร
อันนิลพัทฤทธิรณ คุมพลชมพูชาญสมร
ได้ทอดตนเป็นถนนในสาคร ให้ข้ามนิกรโยธี
แล้วไปเก็บซึ่งโอสถ มาบดแก้พระสัตรุดเรืองศรี
ทั้งผลาญมารกระบิลอสุรี สุดสิ้นชีวีแหลกลาญ
เมื่อเหรารัดพาพระองค์ไป ก็ติดตามชิงชัยหักหาญ
ทั้งไปล้างพิธีถึงบาดาล แล้วฆ่าไวยตาลมรณา
ความชอบได้ทำเป็นสาหัส ชื่อพญาอภัยพัทธ์พงศา
เป็นฝ่ายหน้าชมพูนครา ให้มหามงกุฎทับทิมพราย
สร้อยสนตาบทิศทับทรวง สังวาลแก้วรุ้งร่วงสามสาย
พานพระศรีเต้านํ้าจำหลักลาย ธำมรงค์เพชรพรายเรือนสุบรรณ
อันนิลนนท์ชมพูพาน สองทหารฤทธิแรงแข็งขัน
ได้สื่อเมืองลงกามลิวัน แล้วหักโหมโรมรันหมู่ยักษ์
ใช้ไหนใช้ได้ทั้งสองตน ดั่งหนึ่งขุนพลพญาจักร
ให้ภิญโญยศพระหริรักษ์ ความชอบมากนักพันทวี
ควรให้มงกุฎสุรกานต์ สังวาลเนาวรัตน์จำรัสศรี
ภูษาผ้าต้นอย่างดี ทั้งสองกระบี่เสมอกัน
อันว่ากุมารอสุรผัด ไม่เกรงท้าวจักรวรรดิโมหันธ์
ซื่อตรงจงรักพระทรงธรรม์ ได้เอาเหตุนั้นมาแจ้งการ
แล้วนำทัพไปลงกา อาสาต่อตีหักหาญ
จับอ้ายทศพินขุนมาร ชาญศึกองอาจว่องไว
ล้างพิธีไวยตาลบรรลัยจักร ทั้งสองขุนยักษ์เสียได้
ความชอบนั้นมีแต่ต้นไป ให้เป็นอุปราชลงกา
ชื่อว่าพญามารนุราช โดยชาติสุริย์วงศ์ยักษา
ให้มหามงกุฎรจนา เครื่องทรงอลงการ์รูจี
ฝายสองโอรสอินทรชิต สุจริตต่อเบื้องบทศรี
ลอบออกมาจากธานี ทูลแจ้งถ้วนถี่ทุกสิ่งไป
อาสาจับไอ้ทศพิน ผู้เป็นไพรินนั้นได้
แล้วโดยเสด็จพระภูวไนย รณรงค์ชิงชัยจนเสร็จการ
เชษฐาชื่อพญาวันยุพักตร์ เป็นปิ่นปักกุรุราชราชฐาน
ฝ่ายว่าอนุชาผู้ปรีชาญ ขุนมารมีชอบเสมอกัน
ชื่อพญากันนุชิตฤทธิรอน ผ่านนครจักรวาลเขตขัณฑ์
ประทานเครื่องกษัตริย์ครบครัน เปาวนาสูรนั้นให้กลับมา
เป็นเสนาตาเมืองผู้ใหญ่ ในท้าวทศคิริวงศ์ยักษา
อันหมู่วานรโยธา ซึ่งได้เข่นฆ่าไพรี
ควรให้เกี้ยวเพชรแลสิ่งของ เจียดทองครอบทองตามที่
ฝ่ายพลลงกาธานี ให้มีบำเหน็จทั่วกัน ฯ

ฯ ๗๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ทั้งมหาเสนาสุมันตัน เอาคำปรึกษานั้นเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรบังคมบาท พระนารายณ์ธิราชนาถา
ทูลคำปรึกษาเสนา ตามเรียบเรียงมาทุกประการ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกสถาน
ฟังพระอนุชาผู้ปรีชาญ ทูลบำเหน็จทหารโยธี
บรรดาที่มีความชอบ ประกอบยศสมควรถ้วนถี่
ต้องในพระทัยก็ยินดี จึ่งมีพระราชบัญชา
อันซึ่งท้าวทศคิริวงศ์ จะดำรงพิภพไปภายหน้า
จะไม่มีพวกพาลพาลา ด้วยศักดาเดชหลานรัก
จะไพบูลย์พูนสุขเกษมสันต์ ทั่วขัณฑเสมาอาณาจักร
สืบศรีสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ ภิญโญยศศักดิ์จำเริญไป
ตรัสแล้วก็ปูนบำนาญ บำเหน็จทหารน้อยใหญ่
ตามซึ่งประกอบความชอบไว้ ทั้งพลไกยเกษธานี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดเรืองศรี
ทั้งท้าวพญาวานรอสุรี น้อมเศียรชุลีลงพร้อมกัน
รับของประทานฐานา ต่างตนปรีดาเกษมสันต์
อันพลสี่พระนครนั้น ก็ได้พร้อมกันทั้งไพร่นาย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทั้งหลาย
ครั้นเสร็จบำเหน็จหมู่นิกาย พอบ่ายชายแสงรวีวร
เสด็จจากแท่นแก้วแกมมาศ สง่างามดั่งราชไกรสร
ย่างเยื้องยุรยาตรนาดกร บทจรเข้าปราสาทรัตนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ