สมุดไทยเล่มที่ ๑๐๔

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพลบโลกนาถา
ครั้นถึงเกยแก้วรัตนา พอเวลาสิ้นแสงรวีวร
ดาวเดือนเลื่อนลอยโพยมหน อำพนโอภาสประภัสสร
เสด็จจากรถทรงอลงกรณ์ บทจรขึ้นยังปราสาทชัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เอนองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ จะไสยาสน์เป็นสุขก็หาไม่
ให้กลุ้มกลัดซัดทรวงดวงใจ ดั่งเรือดไรไต่ทั่วอินทรีย์
บันดาลร้อนรนพ้นนัก ดั่งอัคนิรุทรมาจุดจี่
แต่ผุดลุกผุดนั่งไม่สมประดี อยู่ในแท่นที่สุพรรณพราย
จึ่งเยี่ยมสิงหาสน์บัญชรชัย ชมแสงแขไขจำรัสฉาย
หวังให้นํ้าฟ้าต้องกาย จะได้หายซึ่งความรำคาญ
ครั้นวายุพัดอ่อนอ่อน กลับบันดาลร้อนดั่งเพลิงผลาญ
เหลือบเห็นฝูงอนงค์นงคราญ ผ่านฟ้ายิ่งกริ้วโกรธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เหม่เหม่ดูดู๋อี่กำนัล ชวนกันมานั่งประชุมหน้า
แกล้งแต่งจริตกิริยา มาเย้ยเยาะข้าหรือว่าไร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ศัพท์ไทย

๏ ตรัสพลางฉวยชักพระขรรค์ทรง ส่งเสียงกระทืบบาทหวาดไหว
กวัดแกว่งคือไฟ ไล่ฝูงนารี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

รื้อ

๏ อี่เอยอี่กำนัล กูจะบั่นเกล้าเกศี
พาอี่กาลี วิ่งหนีไปไย
มึงมาชวนกัน เย้ยหยันกูได้
ว่าพลางภูวไนย เลี้ยวไล่ไปมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ นางเอยนางกำนัล ตัวสั่นตกใจหนักหนา
ความกลัวอาญา ผ่านฟ้าพันทวี
ต่างร้องตรีดตราด หวีดหวาดวิ่งหนี
ล้มลุกคลุกคลี อึงมี่โกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

รื้อ

๏ ครั้นเอยครั้นเห็น สาวศรีหนีเร้นไม่รอหน้า
พระกริ้วโกรธา ยิ่งกว่าไฟกัลป์
คลั่งคลุ้มกลุ้มกลัด กวัดแกว่งพระขรรค์
เลี้ยวไล่ฟาดฟัน กำนัลวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดพิสมัย
เห็นพระองค์ผู้ทรงฤทธิไกร คลั่งไคล้ไล่ฝูงนารี
ความตกใจกลัวตัวสั่น จึ่งสั่งกำนัลสาวศรี
จงไปทูลพระลักษมณ์ภูมี ว่าเรานี้ให้เชิญเสด็จมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น สาวใช้คนสนิทเสน่หา
รับพระเสาวนีย์นางกัลยา ถวายบังคมลาแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าเฝ้า น้อมเกล้านบนิ้วประนมไหว้
ทูลความตามข้อรับสั่งใช้ ขององค์อรไททุกประการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ผู้ปรีชาหาญ
ตกใจดั่งจะสิ้นชนมาน ผ่านฟ้าก็รีบจรลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ จึ่งน้อมเศียรเกล้าอภิวาทน์ แทบบาทสมเด็จพระลักษมี
ท่ามกลางอนงค์นารี ในที่ปราสาทอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาดวงสมร
เห็นพระอนุชาฤทธิรอน จึ่งมีสุนทรตรัสไป
บัดนี้สมเด็จพระเชษฐา จะเข้าที่ไสยาก็หาไม่
ไล่พิฆาตฟาดฟันกำนัลใน ตกใจวิ่งวุ่นทุกนารี
จึ่งให้ไปเชิญเสด็จเจ้า ขวัญข้าวผู้เพื่อนยากพี่
จงออกไปเฝ้าพระภูมี เห็นที่จะคลายพระโกรธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
รับพระเสาวนีย์นางกัลยา กราบกับบาทาแล้วรีบไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นถึงเข้ากอดพระบาท ยอกรอภิวาทน์บังคมไหว้
ทูลว่าพระองค์ทรงภพไตร เหตุใดมาเป็นดั่งนี้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วเรืองศรี
เห็นพระอนุชาร่วมชีวี ภูมีค่อยได้สติมา
จึ่งตรัสว่าดูก่อนเจ้าลักษมณ์ น้องรักแสนสุดเสน่หา
ตัวพี่เข้าที่ไสยา เหนือแท่นรัตนาอำไพ
ให้กลุ้มจิตดั่งต้องพิษศร กายาเร่าร้อนไม่นอนได้
จะเป็นเหตุผลประการใด จงค้นดูให้ทั่วบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ก้มเกล้ารับสั่งพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ค้นไปในห้องปราสาท พระยี่ภู่ปูลาดก็เลิกหา
ฉากม่านลับแลทวารา ไม่เห็นประหลาดตาสิ่งใด
จึ่งเข้าค้นแท่นบรรทม บรมไสยาสน์องค์ใหญ่
เห็นกระดานชนวนวางไว้ ใต้ที่บรรจถรณ์พระนารายณ์
เขียนรูปทศพักตร์ยักษี ภูมีตกใจใจหาย
ใครหนอบังอาจไม่กลัวตาย ทำให้ระคายเคืองพระบาทา
ครั้นกูจะเอาซ่อนไว้ เกรงภัยพระบรมเชษฐา
คิดแล้วก็หยิบกระดานมา ถวายพระจักราทรงธรรม์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น องค์พระหริรักษ์รังสรรค์
ทอดพระเนตรเห็นรูปทศกัณฐ์ บันดาลกริ้วโกรธคือไฟ
จึ่งมีพระราชบรรหาร เหวยอี่พนักงานน้อยใหญ่
ใครเขียนรูปอสุราซ่อนไว้ ในใต้แท่นที่ไสยา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝูงนางกำนัลซ้ายขวา
ความกลัวพระราชอาชญา หน้าตาไม่เป็นสมประดี
ครั้นจะทูลตามจริงให้แจ้งเหตุ ก็เกรงองค์อัคเรศมเหสี
แลดูหน้ากันทุกนารี มิรู้ที่จะทูลประการใด
แต่พระองค์ตรัสถามเป็นหลายหน จะออกปากสักคนก็หาไม่
ครั้นกระทืบบาทก็ตกใจ บังคมไหว้แล้วก้มพักตรา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น นางสีดาผู้ยอดเสน่หา
เห็นพระองค์กริ้วโกรธโกรธา กัลยารำพึงคะนึงคิด
ครั้นกูจะนิ่งอยู่บัดนี้ น่าที่นางในจะได้ผิด
ด้วยอาชญาองค์พระทรงฤทธิ์ เวราจะติดตัวไป
ประการหนึ่งจะเป็นที่ติฉิน ทั้งหลายจะหมิ่นนินทาได้
ว่าตัวกูทำแล้วสินิ่งไว้ ให้ผู้อื่นต้องภัยไม่ปรานี
คิดแล้วจึ่งคลานเข้าไปเฝ้า น้อมเกล้าประณตบทศรี
อันรูปทศกัณฐ์อสุรี ข้านี้ละเมิดพระอาญา
เหตุด้วยสาวใช้ผู้หนึ่ง มาใส่กลถามถึงยักษา
แล้ววอนให้เขียนรูปเจ้าลงกา ต่อหน้าพระสนมนางใน
ข้าบาทประมาทไม่ทันรู้ มันรบจะดูก็เขียนให้
บัดเดี๋ยวนางนั้นหายไป ตกใจด้วยกันทุกนารี
จะลบล้างเท่าไรก็ไม่หมด ยิ่งปรากฏเป็นรูปยักษี
พอเสด็จถึงเกยมณี จึงซ่อนไว้ใต้ที่ไสยา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ได้ฟังยิ่งกริ้วโกรธา กระทืบบาทชี้หน้าแล้วตรัสไป
เหม่เหม่ดูดู๋อี่ทรลักษณ์ ชั่วช้าอัปลักษณ์หยาบใหญ่
เสียแรงกูรักดั่งดวงใจ ควรหรือเป็นได้เพียงนี้
ลอบเขียนรูปชู้ไว้ชมเล่น ครั้นเห็นซัดใส่เอาทาสี
อนิจจาไม่รู้ว่ากาลี เสียทีไปตามเอามึงมา
ทำศึกปิ้มปางตัวตาย กลับเป็นแสนร้ายสองหน้า
แม้นแจ้งว่ารักอสุรา กูจะรับมึงมาด้วยอันใด
ว่าแล้วตรัสสั่งพระลักษมณ์ อี่สีดาจักเลี้ยงไว้ไม่ได้
เร่งเร็วจงพาตัวไป ฆ่าเสียแต่ในราตรี
อย่าให้แจ้งถึงสามพระมารดา แหวะดวงจิตมาให้พี่
จะดูใจอี่กาลกิณี ที่มันแพศยาอาธรรม์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังพระองค์ทรงสุบรรณ ให้ล้างชีวันนางสีดา
ตกใจดั่งพญามัจจุราช มาฟันฟาดเศียรเกล้าเกศา
ครั้นจะขอโทษทัณฑ์กัลยา เห็นว่ายังทรงพระโกรธนัก
จำเป็นจำรับพระโองการ ของพระอวตารทรงจักร
จึ่งพาพี่นางนงลักษณ์ ไปให้พ้นพักตร์ภูมี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ทยอย

๏ ครั้นมาลับคลองพระนัยน์เนตร น้อมเกศกราบบาทนางโฉมศรี
แล้วมีพจนารถวาที เป็นกรรมของพี่ได้ทำมา
ครั้นน้องจะทูลขอโทษ เห็นทรงพระโกรธอยู่หนักหนา
ว่าพลางกันแสงโศกา ปิ้มประหนึ่งชีวาจะวายปราณ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น นางสีดาผู้ยอดสงสาร
จึ่งว่าแก่พระลักษมณ์ชัยชาญ ผ่านฟ้าไม่ทรงพระปรานี
ผิดแต่เขียนรูปทศพักตร์ ใช่จะจงใจรักยักษี
พี่ทูลความตามเหตุซึ่งเกิดมี พระมิได้ไถ่ถามเอาความจริง
มาสั่งให้พิฆาตฟาดฟัน สารพันว่าชั่วไปทุกสิ่ง
จนใจสุดที่จะท้วงติง จะนิ่งตายไปตามเวรา
อันธรรมดาโลกทั้งหลาย เกิดแล้วย่อมตายถ้วนหน้า
ว่าพลางตรัสถามพระอนุชา เจ้าจะฆ่าพี่ที่แห่งใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ผู้มีอัชฌาสัย
สะอื้นพลางทางทูลอรไท จะนำไปให้พ้นธานี
ด้วยว่าที่นี้เป็นในเมือง ฝูงคนจะลือเลื่องอึงมี่
อดสูไพร่ฟ้าประชาชี ไม่รู้ชั่วดีจะนินทา
ทูลพลางทางเช็ดชลเนตร นำองค์อัคเรศเสน่หา
รีบเร่งออกจากพารา ไปตามมรคาพนาลัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงซึ่งป่ากาลวาต เห็นนิโครธรุกขชาติสูงใหญ่
ก็พาพระพี่นางเข้าไป ยังร่มไม้ใกล้เชิงคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

โอ้

๏ เมื่อนั้น โฉมนางสีดามารศรี
นั่งลงทรงโศกโศกี เทวีตรัสแก่พระอนุชา
วันนี้ตัวพี่จะลาแล้ว น้องแก้วแสนสุดเสน่หา
เคยยากเย็นเข็ญใจด้วยกันมา จะไม่ได้เห็นหน้าสืบไป
โทษพี่ผิดพลั้งแต่เพียงนี้ ใช่ที่จะถึงตายก็หาไม่
มาตรแม้นชั่วช้าประการใด ย่อมแจ้งแก่ใจพระน้องรัก
ถึงว่าจะสิ้นชีวาวาย จะสู้ถือสัจตายให้ประจักษ์
จงฆ่าพี่เสียเถิดนะเจ้าลักษมณ์ ให้สิ้นเวรสิ้นรักกันวันนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โอ้

๏ เมื่อนั้น องค์พระอนุชาเรืองศรี
ได้ฟังพระราชเสาวนีย์ โศกีกราบทูลกัลยา
ซึ่งพระองค์ครองสัจสุจริต ก็แจ้งจิตน้องนี้ไม่กังขา
ถึงทศพักตร์มันลักไปลงกา ยังรักษาองค์ไว้ไม่มลทิน
ผ่องแผ้วดั่งแก้วบรมจักร สุรารักษ์นักสิทธ์ก็แจ้งสิ้น
แม้นพิรุธทุจริตราคิน ก็จะสิ้นชนมานเมื่อลุยไฟ
เหตุนี้เพราะเพื่อผลกรรม ซึ่งทำไว้แต่ก่อนมาซัดให้
สุดคิดที่จะล้างชีวาลัย เชิญเสด็จไปตามเวรา
ทูลพลางแสนโศกแสนเทวษ ชลนัยน์นองเนตรทั้งซ้ายขวา
ซบพักตร์ลงกับบาทา โศกาเพียงสิ้นชีวัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น โฉมนางสีดาสาวสวรรค์
เห็นพระน้องโศกาจาบัลย์ กัลยาตรัสปลอบไปทันที
โอ้อนิจจาเจ้าลักษมณ์ ขอบใจพ้นนักซึ่งรักพี่
เมื่อรับสั่งให้ล้างชีวี ปรานีไม่ฆ่าจะปล่อยไป
พ่อจะไปเฝ้าองค์พระทรงฤทธิ์ จะได้ดวงชีวิตที่ไหนให้
มาล่วงรับสั่งพระภูวไนย โพยภัยจะมีแก่น้องยา
ซึ่งเจ้าเมตตาการุญ พระคุณอยู่พี่เป็นหนักหนา
ไม่ขอทนทุกข์เวทนา เร่งฆ่าเสียเถิดบัดนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
น้อมเศียรสนองพระเสาวนีย์ น้องจะฆ่าพี่นางนั้นฉันใด
ประการหนึ่งพระองค์ก็ทรงครรภ์ แก่เดือนคืนวันเติบใหญ่
เอ็นดูนัดดายาใจ หญิงชายไม่แจ้งประจักษ์ตา
สงสารจะมาพลอยตาย น้องนี้เสียดายเป็นหนักหนา
เชิญเสด็จไปตามเวรา ตัวข้าจะคืนเข้าธานี
จะเบี่ยงบ่ายกราบทูลพระทรงฤทธิ์ ถึงผิดก็จะรับใส่เกศี
จะแทนคุณพี่นางด้วยภักดี มิได้มีอาลัยแก่ชีวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาสาวสวรรค์
ฟังพระอนุชารำพัน กัลยารำพึงคะนึงคิด
นิจจาเอ๋ยสงสารเจ้าลักษมณ์ ซื่อตรงจงรักสุจริต
ไหนจะฆ่ากูสิ้นชีวิต เพราะว่ามีจิตเมตตา
จำจะเสกแสร้งอุบาย ด้วยถ้อยคำหยาบคายมารษา
ตัดพ้อว่ากล่าวเป็นมารยา ให้โกรธาขัดแค้นละอายใจ
จึ่งจะสิ้นเมตตาการุญ หวนหุนฆ่าฟันกูเสียได้
คิดแล้วจึ่งมีวาจาไป เออไฉนฉะนี้พระลักษมณ์
ตัวท่านสิเป็นเพชฌฆาต ถือราชอาชญาพระทรงจักร
ไม่ทำตามบัญชาพระหริรักษ์ มาเยื้องยักจะทำร้ายเรา
เพราะเห็นว่าเป็นคนโทษ สันโดษอยู่ในเงื้อมมือเจ้า
แกล้งกล่าววาจาให้เพราะเพรา โลมเลาดั่งจริงทุกสิ่งไป
อันคิดนี้พอเข้าใจอยู่ ด้วยกลางไพรใครหารู้เห็นไม่
จึ่งหน่วงไว้ให้ช้ำระกำใจ ดีแล้วหรือไรให้ว่ามา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์กนิษฐา
ได้ฟังดั่งหนึ่งสายฟ้า มาฟอนฟาดกายาพระทรงฤทธิ์
ให้ล้มลงเหนือพื้นสุธาดล มืดมนคลั่งคลุ้มกล้มจิต
ร้อนรุ่มสุมทรวงอยู่ด้วยพิษ รำพึงคิดเห็นจริงทุกสิ่งไป
อันถ้อยคำที่ว่าทั้งนี้ เป็นประเวณีโลกวิสัย
ด้วยกูกับนางมากลางไพร ชั่วดีผู้ใดไม่ล่วงรู้
ธรรมดาสตรีกับบุรุษ ที่วิมุตติมลทินแก่กันอยู่
ใครห่อนจะเห็นใจกู จะมีผู้กระหายนินทา
จำเป็นจะประหารชีวี จึ่งจะสิ้นราคีไปภายหน้า
คิดแล้วชักพระขรรค์อันศักดา เงื้อง่าจะฆ่าบังอร ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ กลับคิดพิศวงสงสาร ถึงหลานในครรภ์ดวงสมร
ให้เร่าร้อนฤทัยดั่งไฟฟอน อาวรณ์สลดระทดใจ
ชลเนตรแถวถั่งหลั่งลง จะดำรงพระองค์มิใคร่ได้
พระขรรค์พลัดจากพระหัตถ์ไป ภูวไนยทรุดองค์ลงโศกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นได้สติสมประดี ยอกรชุลีเหนือเกศา
กราบลงแทบบาทแล้วสมา ขออย่ามีเวราต่อกัน
จำเป็นจะทำตามโองการ ของพระอวตารรังสรรค์
ว่าแล้วจับพระแสงพรายพรรณ จะพิฆาตฟาดฟันนางเทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เงื้อขึ้นแล้วยืนตะลึงอยู่ แลดูองค์พระมเหสี
มิรู้ที่จะประหารชีวี ภูมีกลับนั่งลงโศกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ แล้วคิดเกรงองค์พระทรงจักร หักใจดับโทมนัสสา
ลุกขึ้นแกว่งพระแสงศักดา หลับตาลงแล้วก็หวดไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏ พระขรรค์แก้วศักดาวราวุธ หลุดจากพระกรหารู้ไม่
สำคัญว่าพี่นางบรรลัย สลบไปไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ครั้นพระลักษมณ์ประหารชีวี ไม่ระคายอินทรีย์กัลยา
ด้วยเดชความสัตย์ของนงคราญ ทั้งบุญญาธิการโอรสา
พระขรรค์กลับกลายเป็นมาลา ลอยมาสอดสวมพระศอไว้
เห็นพระลักษมณ์นั้นล้มสลบอยู่ จะรู้สมประดีก็หาไม่
คิดว่าสุดสิ้นชีวาลัย ตกใจสวมกอดเข้าโศกี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้

๏ สะอื้นพลางว่าโอ้เจ้าเพื่อนยาก พ่อเคยลำบากมาด้วยพี่
เมื่ออยู่ยังโคธาวารี พระจักรีไปตามมฤคา
พี่หยาบช้าว่าขานประการใด ดวงใจไม่ถือโทษา
ครั้งทำสงครามในลงกา ต้องเทพสาตราพวกพาล
ถึงห้าครั้งไม่สิ้นชีวิต กลับมาสถิตราชฐาน
พ่อได้เสวยสุขสำราญ ไม่ช้านานสักเท่าใดมี
ครั้งนี้เพราะพี่คิดประมาท วาดรูปทศพักตร์ยักษี
พระอวตารให้ประหารชีวี จะสู้ตายแทนพี่ไม่กลัวภัย
อันคุณของพระอนุชา ดินแดนแผ่นฟ้าไม่เปรียบได้
เมื่อเจ้าสูญสิ้นชีวาลัย พี่จะตายไปตามน้องรัก
รํ่าพลางฟูมฟายชลเนตร แสนทุกข์แสนเทวษเพียงอกหัก
ยอกรข้อนทรวงเข้าฮักฮัก นงลักษณ์สลบลงทันที ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นต้องละอองนํ้าค้าง เย็นซาบสารพางค์นางโฉมศรี
ฟื้นกายคืนได้สมประดี เทวีต้ององค์พระอนุชา
เห็นยังอ่อนอุ่นละมุนอยู่ ก็รู้ว่าไม่สิ้นสังขาร์
ยอกรขึ้นตั้งสัตยา ประกาศฝูงเทวาทุกทิศ
เดชะความสัจของข้านั้น ซื่อตรงเที่ยงธรรม์ไม่ทุจริต
ขอให้พระลักษมณ์ผู้เรืองฤทธิ์ คืนได้ชีวิตมาบัดนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ ครั้นอธิษฐานแล้วก็ลูบลง ที่องค์อนุชาเรืองศรี
บันดาลเป็นทิพวารี ซับซาบอินทรีย์ด้วยสัจจา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์กนิษฐา
ครั้นฟื้นคืนได้สติมา เห็นพี่นางกัลยาไม่บรรลัย
มีความชื่นชมโสมนัส ยกหัตถ์บังคมประนมไหว้
แล้วกล่าววาจาถามไป เป็นไฉนพี่นางไม่วายปราณ
อันพระขรรค์แก้วเล่มนี้ มีคมดั่งกรดกล้าหาญ
แม้นฟันเหล็กเพชรก็แหลกลาญ มาบันดาลหายไปกับกร
อันพวงสุวรรณมาลัย งามไปด้วยทิพเกสร
สวมใส่พระศอดั่งอาภรณ์ บังอรพระได้แห่งใดมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสน่หา
ได้ฟังจึ่งมีวาจา เมื่อแก้วตาฟันพี่ลงนั้น
ก็คิดว่าม้วยชีวาลัย จะลาเจ้าไปสู่สวรรค์
เดชะความสัจที่เที่ยงธรรม์ พระขรรค์ไม่ระคายอินทรีย์
กลับกลายเป็นพวงมาลัย สวมสอดอยู่ในพระศอพี่
ว่าแล้วเปลื้องพวงมาลี ยื่นให้พระศรีอนุชา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
รับพวงสุวรรณมาลา มาจากหัตถานางอรไท
ก็กลับกลายไปเป็นพระขรรค์ ทรงธรรม์ยอกรบังคมไหว้
แล้วมีวาจาทูลไป ด้วยใจชื่นชมยินดี
อันซึ่งความสัตย์ของพระองค์ มั่นคงประเสริฐเป็นศักดิ์ศรี
ผ่องแผ้วดั่งแก้วไม่ราคี เลิศลํ้าสตรีในโลกา
เป็นมหามหัศจรรย์นัก ประจักษ์แจ้งทั่วทศทิศา
ถึงพระองค์จะจากนครา เห็นว่าจะไม่มีภัย
เชิญเสด็จไปตามกรรมก่อน อย่าทุกข์ร้อนพระทัยหม่นไหม้
ตัวน้องจะกลับเข้าเวียงชัย มิให้ทันรุ่งสุริยัน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาสาวสวรรค์
ฟังพระอนุชาร่วมชีวัน อัดอั้นตันใจโศกา
จึ่งว่าดูก่อนเจ้าลักษมณ์ น้องรักผู้ยอดเสน่หา
พี่จะไปตามกรรมเวรา ทนทุกข์เวทนาในพงพี
ตัวเจ้าจะกลับคืนไป ยังในอยุธยาบุรีศรี
ทำไฉนจะได้ดวงชีวี ไปถวายภูมีเป็นสำคัญ
พระองค์จะทรงพระโกรธ ลงโทษโดยพระทัยหุนหัน
ฝ่ายเจ้าก็จะสิ้นชีวัน จอมขวัญจะคิดประการใด ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ผู้มีอัชฌาสัย
สะอื้นพลางทางทูลสนองไป จะปรารมภ์ไยถึงน้องยา
สงสารแต่องค์พระพี่ จะจรลีผู้เดียวในกลางป่า
ตรำฝนทนแดดเวทนา อนาถาลำบากด้วยกันดาร
จะผินพักตร์ไปพึ่งผู้ใด อาศัยอยู่กินเป็นถิ่นฐาน
จะลำบากยากใจทรมาน สงสารเป็นพ้นพันทวี
ว่าแล้วน้อมเศียรอภิวาทน์ กราบลงแทบบาทบทศรี
ชลนัยน์นองพักตร์โศกี ภูมีแข็งใจจรจรัล ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ แล้วหยุดยืนอยู่ดูมา เห็นพี่นางโศกากันแสงศัลย์
ยิ่งสลดระทดใจจาบัลย์ ทรงธรรม์มากอดพระบาทไว้ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ โศกายอกรขึ้นเหนือเกศ ประกาศฝูงเทเวศน้อยใหญ่
บรรดาเจ้าป่าพระไพร ห้วยไศลสุมทุมพุ่มพง
ทั้งท้าวหัสนัยน์เทวราช อีกพระกมลาสน์ครรไลหงส์
วิรูปักษ์เวสสุวัณฤทธิรงค์ วิรุฬหกแลองค์ทตรฐ
หนึ่งพระอิศโรโมลิศ อันสถิตไกรลาศอลงกต
ทั้งหกห้องฟ้าแลโสฬส ทั่วทศทิศจงเมตตา
ขอฝากสมเด็จพระพี่ อย่าให้มีอันตรายที่ในป่า
รํ่าพลางถวายบังคมลา ไปตามมรคาพนาดร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เดินทางหว่างไม้ไพรสัณฑ์ ด้วยแสงจันทร์จำรัสประภัสสร
ให้เยือกเย็นพระทัยอาวรณ์ ถึงบังอรพี่นางสีดา
โอ้ว่าปางก่อนก็เคยยาก แสนลำบากสามองค์ไปเดินป่า
ต้องฝนทนแสงพระสุริยา แต่มีเพื่อนเจรจาด้วยกันไป
ครั้งนี้พระพี่องค์เดียว จะแลเหลียวหาเห็นผู้ใดไม่
ยิ่งวิเวกสงัดในพงไพร จะตกใจไหวหวาดประหวั่นกาย
ด้วยสัตว์จตุบททวิบาท จะร้องตรีดหวีดหวาดขวัญหาย
จะไสยาสน์เหนือพื้นธุลีทราย แสนลำบากยากกายพระพี่นัก
นิจจาเอ๋ยคิดน่าสงสาร จะทนทุกข์ทรมานเพียงอกหัก
ใครจะช่วยเชิญองค์นงลักษณ์ ไปได้ที่พักให้พ้นภัย
แล้วทั้งพระองค์ก็ทรงครรภ์ จะเดินดั้นในดงกระไรได้
รํ่าพลางสลดระทดใจ ภูวไนยทรุดองค์ลงโศกี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

ยานี

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
เสด็จในเวไชยันต์รูจี พร้อมเทพนารีกัลยา
ให้บันดาลร้อนรนสกนธ์กาย ดั่งเพลิงพรายเผาผิวมังสา
จึ่งเล็งทิพเนตรลงมา ยังพื้นมหาสุธาธาร
ก็แลเห็นองค์พระลักษมณ์ บ่ายพักตร์จะคืนเข้าราชฐาน
แม้นมิได้ดวงใจเยาวมาลย์ พระอวตารจะลงโทษทัณฑ์
ฝ่ายองค์สีดาเทวี โศกีวิโยคโศกศัลย์
ไม่มีที่อาศัยในอารัญ ทั้งทรงพระครรภ์ลูกยา
จะแสนลำบากยากกาย จะซุกล้มซอนตายที่ในป่า
จำกูจะไปช่วยชีวา อย่าให้สองกษัตรามีภัย ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดแล้วเสด็จยุรยาตร จากวิมานเมรุมาศเขาใหญ่
เหาะระเห็จเตร็จฟ้าด้วยว่องไว ลงไปยังพื้นปถพี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กลม

๏ จึ่งบันดาลให้เป็นเนื้อทราย ตายอยู่ริมชายพนาศรี
แทบทางพระลักษมณ์จรลี ด้วยฤทธีท้าวเทวัญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ครั้นคลายโศกาจาบัลย์ ก็จรจรัลมาโดยมรคา
จึ่งเหลือบแลเห็นเนื้อทราย นอนอยู่ริมชายพฤกษา
พิศดูก็รู้ว่ามรณา สมดั่งปรารถนาก็ยินดี
ควรกูจะแหวะเอาดวงจิต ถวายพระจักรกฤษณ์เรืองศรี
แทนพระหทัยนางเทวี ตามมีพระราชโองการ
คิดแล้วก็แวะเข้าไป ใต้ต้นไม้ใหญ่ไพศาล
ชักพระขรรค์แก้วชัยชาญ ก็แหวะดวงวิญญาณ์มฤคา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ได้แล้วก็เสด็จยุรยาตร จากร่มรุกขชาติใบหนา
รีบเร่งดำเนินเดินมา ยังศรีอยุธยาธานี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งคลานเข้าไปเฝ้า น้อมเกล้าประณตบทศรี
ทูลถวายซึ่งดวงชีวี ในที่ท่ามกลางนางกำนัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
ยื่นกรรับดวงชีวัน ทรงธรรม์พินิจพิศไป
สำคัญว่าจิตนางเทวี จะรู้ว่ามฤคีก็หาไม่
จึ่งตรัสแก่พระลักษมณ์ผู้ร่วมใจ เห็นแล้วหรือไฉนอนุชา
แต่หัวใจมันยังวิปริต เหมือนจิตเดียรัจฉานที่กลางป่า
กระนี้หรือจะไม่รักอสุรา อนิจจาเสียทีที่เลี้ยงมัน
ทั้งพี่ทั้งเจ้าก็หลงกล ไม่แจ้งว่าทรชนโมหันธ์
ตรัสแล้วเสด็จจรจรัล เข้าห้องสุวรรณอำไพ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดพิสมัย
แลตามพระลักษมณ์จนลับไป อรไทเปลี่ยวใจเปล่าตา
ครั้นได้ยินลิงค่างครามครึม เค้ากู่กระหึมก้องป่า
ทิ้งทูดท้วงทักไปมา ชะนีไห้โหยหาเพื่อนกัน
ไก่ตกใจตื่นกระตากก้อง นกแสกแถกร้องเสียงสนั่น
กระเวนไพรเพรียกพร้อมกระเวนวัน จักจั่นแจ้วเจื้อยวิเวกใจ
พยัคฆาปีบเปรี้ยงเสียงกระหึม ช้างครึมเย่อชักหักไผ่
ให้คร้ามกลัวตัวสั่นหวั่นพระทัย ทรามวัยซบพักตร์ลงโศกา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ แล้วขืนใจระงับดับเทวษ เช็ดชลเนตรทั้งซ้ายขวา
จึ่งดำริตริไปด้วยปรีชา แม้นว่าจะอยู่ในที่นี้
เป็นหญิงผู้เดียวเปลี่ยวกันดาร จะเป็นภักษาหารแก่เสือสีห์
จำจะอตส่าห์จรลี ไปให้พบที่พึ่งพัก
คิดแล้วย่างเยื้องยุรยาตร งามวิลาสลํ้านางทั้งไตรจักร
ยอกรไหว้ฝูงสุรารักษ์ นงลักษณ์เสด็จด้วยแสงจันทร์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

โอ้ร่าย

๏ เดินพลางพลางโศกแสนเทวษ ชลนัยน์นองเนตรกันแสงศัลย์
อุราเร่าร้อนแดยัน จาบัลย์ครวญครํ่ารํ่าไร
โอ้อนิจจานะอกเอ๋ย เวรสิ่งใดเลยมาซัดให้
ไม่ควรที่เป็นก็เป็นไป จะตกไร้ร้อยยากลำบากองค์
ครั้งก่อนก็จากราชฐาน ทรมานอยู่ในไพรระหง
ครั้งนี้ผู้เดียวมาเดินดง ไหนจะคงคืนชีพชีวี
โอ้ว่าน้องรักเจ้ากลับไป เมื่อไม่ได้ดวงชีวิตพี่
ถวายองค์สมเด็จพระจักรี น่าที่จะม้วยชีวัน
คิดคิดจะใคร่กลั้นใจตาย ไปเกิดกายชาติใหม่ในสวรรค์
หากเอ็นดูบุตรที่ในครรภ์ ขวัญข้าวจะพลอยมรณา
โอ้ว่าเดชะกุศล ผลบุญหนหลังของลูกข้า
ขอจงฝูงเทพเทวา รักษาอย่าให้มีภัย
รํ่าพลางอาดูรพูนเทวษ ชลเนตรแถวถั่งหลั่งไหล
วังเวงวิเวกพระฤทัย ไปในพนมพนาลี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวหัสนัยน์เรืองศรี
ครั้นพระลักษมณ์กลับไปธานี จึ่งนิมิตอินทรีย์ด้วยศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวกลับเป็นมหิงส์ งามยิ่งกว่าฝูงที่ในป่า
ยกหูชูหางวางมา ยังนางสีดาบังอร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เข้าใกล้แล้วกล่าววาที ดูก่อนโฉมศรีสายสมร
เหตุใดโศกาอาวรณ์ เที่ยวสัญจรอยู่ที่ในไพร
ผู้เดียวเปลี่ยวใจไม่มีเพื่อน ถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ที่ไหน
ไม่กลัวสัตว์ป่าพนาลัย จะไปแห่งใดนางเทวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ได้ฟังมหิงสาพาที เทวีจึ่งแจ้งกิจจา
ข้าเป็นมเหสีพระราม มีนามสีดาเสน่หา
พระองค์ให้ลงพระอาญา ก็เล่ามาเสร็จสิ้นทุกประการ
จนใจจึ่งต้องท่องเที่ยว ผู้เดียวไม่มีถิ่นฐาน
แสนยากลำบากด้วยกันดาร ทรมานชอกชํ้าระกำใจ
พี่มหิงส์จงได้เมตตา ช่วยพาข้าไปที่อาศัย
พระฤๅษีมุนีอยู่แห่งใด น้องจะได้พำนักเลี้ยงชีวี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น มหิงสาหัสนัยน์เรืองศรี
ได้ฟังจึ่งตอบวาที อย่าโศกีเร่าร้อนวิญญาณ์
จะพาไปให้พบพระดาบส อันทรงพรตญาณฌานกล้า
เจ้าจงเดินตามเรามา ว่าแล้วนำหน้าพาไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ พอรุ่งก็ถึงอาศรม พระบรมสิทธาอาจารย์ใหญ่
ฝ่ายองค์สมเด็จหัสนัยน์ ก็กลับไปยังทิพย์วิมาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
ครั้นเห็นอาศรมพระทรงญาณ นงคราญชื่นชมด้วยสมคิด
อันความวิโยคโศกศัลย์ ค่อยบรรเทาสร่างสว่างจิต
เข้าไปถวายอัญชุลิต องค์พระนักสิทธ์ยังกุฎี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระวัชมฤคฤๅษี
ครั้นเห็นองค์อัครเทวี มีความฉงนสนเท่ห์ใจ
จึ่งว่าดูก่อนนงลักษณ์ ผู้จำเริญพักตร์ดั่งแขไข
ถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่แห่งใด นามกรชื่อไรกัลยา
เหตุใดจึ่งมาแต่ผู้เดียว เปล่าเปลี่ยวอนาถที่ในป่า
ไม่กลัวสิงสัตว์จะบีฑา กูเห็นเป็นน่าอัศจรรย์ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น โฉมนางสีดาสาวสวรรค์
ได้ฟังวาจาพระนักธรรม์ กัลยาน้อมเศียรอัญชุลี
แล้วแถลงแจ้งซึ่งกิจจา ข้าชื่อสีดามารศรี
เป็นอัครราชเทวี องค์พระจักรีอวตาร
ซึ่งผ่านอยุธานคเรศ มงกุฎเกศจรรโลงราชฐาน
เดิมข้าไปสรงชลธาร กับฝูงนงคราญกัลยา
มีนางปีศาจแกล้งนิมิต เหมือนสาวใช้ชิดสนิทหน้า
วอนให้เขียนรูปเจ้าลงกา หลานนี้ก็พาซื่อไป
ครั้นเขียนลงแล้วไม่ลบหาย จึ่งเกิดวุ่นวายเป็นเหตุใหญ่
พระรามคิดแหนงแคลงใจ ว่าข้ารักใคร่ทศกัณฐ์
สั่งให้พระลักษมณ์เอาตัวมา ผลาญชีวาเสียให้อาสัญ
พระอนุชาพิฆาตฟาดฟัน พระขรรค์กลายเป็นพวงมาลี
เห็นสัจแจ้งจริงประจักษ์ใจ จึ่งขับให้มาในพนาศรี
เป็นบุญได้พบพระมุนี หลานนี้ขอฝากชีวา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระดาบสผู้ทรงสิกขา
ได้ฟังคำนางสีดา มีจิตเมตตาอาลัย
จึ่งว่าดูดู๋พระราม จะไถ่ถามให้ประจักษ์ก็หาไม่
เมื่อครั้งทศพักตร์มันลักไป ภูวไนยตามผลาญอสุรินทร์
ได้นางมาลุยเพลิงถวายสัตย์ ตัดข้อวิมุตติสงสัยสิ้น
ประจักษ์แจ้งทั่วฟ้าแดนดิน หรือมาคิดกินแหนงไม่ต้องการ
ซึ่งเป็นทั้งนี้ก็เพราะกรรม จึ่งจำให้พลัดพรากราชฐาน
อย่าอาวรณ์ร้อนรํ่ารำคาญ จะเลี้ยงหลานมิให้ราคี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ ครั้นเสร็จซึ่งสั่งสนทนา จึ่งองค์พระมหาฤๅษี
ก็ร่ายพระเวทอันฤทธี นิมิตคันธกุฎีทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวก็เป็นอาศรม เกิดขึ้นใต้ร่มพฤกษาใหญ่
ทั้งบรรจถรณ์อ่อนอาสน์อำไพ มุ้งม่านเครื่องใช้ครบครัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาสาวสวรรค์
อยู่ด้วยพระมหานักธรรม์ ที่ในอรัญกุฎี
ปรนนิบัติเช้าเย็นเป็นนิจ ดั่งบิตุเรศก่อเกิดเกศี
ทั้งนํ้าใช้นํ้าฉันแลอัคคี กวาดแผ้วกุฎีทุกเวลา
จนครรภ์นั้นถ้วนทศมาส จะประสูติพระราชโอรสา
ให้เจ็บปวดทั่วสกนธ์กายา ดั่งว่าจะสิ้นชีวาลัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวัชมฤคอาจารย์ใหญ่
รู้ว่าสีดาทรามวัย อรไทจะประสูติลูกรัก
ตกใจวิ่งวุ่นทั้งอาศรม แสนทุกข์ปรารมภ์เพียงอกหัก
จะเสกนํ้าก็ละลํ่าละลัก พระนักสิทธ์ไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ