สมุดไทยเล่มที่ ๗๗

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริรักษ์เรืองศรี
เสด็จเหนือทิพอาสน์รูจี ยังที่สุวรรณพลับพลา
ท่ามกลางทหารฤทธิรุทร เจ็ดสิบเจ็ดสมุทรพร้อมหน้า
น้อมเกล้าเฝ้ากลาดดาษดา ดั่งดาวล้อมจันทราในอัมพร
พอได้ยินสำเนียงกึกก้อง สะเทือนท้องมรกตสิงขร
ดั่งเสียงคลื่นพื้นฝั่งสาคร กระฉ่อนไหวพ่างพื้นธาตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งมีพระราชบัญชา ถามพญาพิเภกยักษี
อันทัพซึ่งยกมาวันนี้ จะเป็นอสุรีตนใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
รับสั่งพระตรีภูวไนย ก็จับยามไปตามนาที
เสร็จแล้วประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระนารายณ์เรืองศรี
อันทัพซึ่งยกมาวันนี้ โยธีนั้นล้วนอสุรา
แต่ผู้ที่เป็นจอมพล ข้าคิดฉงนหนักหนา
มิใช่สุริย์วงศ์ในลงกา จะว่าท้าวยักษาก็ผิดไป
เห็นจะเป็นทหารชาญณรงค์ ใต้เบื้องบาทบงสุ์ก็ว่าได้
ขอให้พระลักษมณ์ภูวไนย ยกพวกพลไกรไปดูที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วเรืองศรี
ได้ฟังพิเภกอสุรี ภูมีถวิลจินดา
ชะรอยว่าลูกพระพาย คิดอุบายล่อลวงยักษา
จะเอาดวงใจให้ได้มา พิเภกจึ่งว่าแต่เป็นนัย
คิดแล้วตรัสสั่งพระลักษมณ์ น้องรักผู้มีอัชฌาสัย
ตัวเจ้าจงยกพลไกร ออกไปชิงชัยด้วยไพรี
แม้นว่าข้าศึกมีกำลัง จงรับรั้งตั้งมั่นไว้ท่าพี่
อย่าประมาทอาจองให้เสียที ในที่รณรงค์อสุรา
ตรัสแล้วจึ่งมีประกาศิต แก่ลูกพระอาทิตย์ใจกล้า
จงเตรียมพหลโยธา ให้พระอนุชาฤทธิรอน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพชาญสมร
รับสั่งน้อมเศียรชุลีกร ก็รีบบทจรออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ เกณฑ์กระบี่โดยซ้ายฝ่ายขวา เป็นกระบวนโยธาทัพใหญ่
เหล่าพวกขีดขินกรุงไกร ล้วนถือปืนไฟทุกตน
ให้เป็นกองหน้าสำหรับหัก ไหนหนักถาโถมเข้าโจมปล้น
กองกลางเลือกล้วนอดทน ถือง้าวคำรนทะลวงฟัน
กองหลังชมพูนครินทร์ พื้นพงศ์กระบินทร์ตัวขยัน
ถือหอกกลอกกลับยืนยัน ต่างตนต่างขันประลองฤทธิ์
บ้างถือแหลนหลาวทวนธนู บางหมู่ถือตรีกระบี่กริช
กวัดแกว่งเป็นแสงชวลิต อกนิษฐ์เพียบพื้นพระสุธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น น้องพระหริรักษ์นาถา
ครั้นได้ศุภฤกษ์เวลา เสด็จมาเข้าที่สรงชล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ สระสนานสำราญอินทรีย์ วารีเย็นซาบเป็นสายฝน
ทรงสุคนธาทิพย์ปรุงปน เกสรอุบลในเมืองอินทร์
สอดใส่สนับเพลาเทวราช เครือมาศรายดวงมุกดาสิ้น
ภูษาคู่องค์อมรินทร์ พื้นตองก้านกินรีรำ
ชายไหวชายแครงแก้วกระหนาบ ฉลององค์พื้นขาบเขียวขำ
ทับทรวงดวงบุษราคัม ประจำยามตาบทิศสังวาล
ทองกรพาหุรัดธำมรงค์ มงกุฎจรแก้วมุกดาหาร
จับศรฤทธิไกรดั่งไฟกาล มาขึ้นรถพิมานสุพรรณพราย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ รถเอยรถเทเวศ โกสีย์ตรีเนตรบรรจงถวาย
งอนระหงธงทองสามชาย บุษบกงามคล้ายวิมานรัตน์
รายกระจังช่องกระจกกระหนกกลับ เครือลอยครุฑสับสิงห์อัด
สินธพสี่เทียมล้วนสันทัด มาตุลีกรายหัตถ์ขับทะยาน
เครื่องสูงบังแทรกจามร ธงชัยมังกรธงฉาน
ขนัดพลแน่นพื้นสุธาธาร ปี่ฆ้องกลองขานประสานกัน
เสียงสินธพร้องก้องกึก วานรโห่ฮึกแผ่นดินลั่น
ผงคลีมืดคลุ้มชอุ่มควัน รีบขับพลขันธ์ดำเนินไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ รุกร้น

๏ ครั้นถึงเห็นทัพอสุรา ตั้งดาตามเชิงเขาใหญ่
จึ่งให้หยุดพหลพลไกร มั่นไว้คอยดูท่วงที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ยืนรถอยู่กลางโยธี เห็นพระลักษมณ์กรีพลออกมา
จึ่งถามโลทันอสุรินทร์ ว่าอินทรชิตยักษา
แต่ก่อนเคยยกโยธา ออกมาต้านต่อฤทธิไกร
เมื่อทัพเข้าปะทะปะกัน กุมภัณฑ์นั้นทำเป็นไฉน
ให้แต่ทัพหน้าเข้าชิงชัย หรือพร้อมทั้งทัพใหญ่ระดมตี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งนายโลทันยักษี
นบนิ้วยอกรอัญชุลี อสุรีสนองวาจา
เมื่อครั้งอินทรชิตออกโรมรัน ทัพหลวงตั้งมั่นไว้ชายป่า
ครั้นเห็นข้าศึกยกมา สั่งให้กองหน้าออกราญรอน
กับหมู่โยธีกระบี่ไพร ภูวไนยคอยดูกำลังก่อน
ภายหลังจึงออกต่อกร วางศรไปล้างไพริน
ถึงพระญาติพระวงศ์กุมภัณฑ์ ก็ทำมาเหมือนกันดั่งนี้สิ้น
แต่ยักษาตายกลาดดาษดิน ด้วยมือกระบินทร์โยธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วายุบุตรฤทธิไกรใจกล้า
ได้ฟังจึ่งกล่าววาจา อันเรายกมาครั้งนี้
ตั้งใจอาสาพญายักษ์ จะจับรามลักษมณ์ทั้งสองศรี
มิให้ยากแก่พลโยธี เหมือนวงศ์อสุรีในเมืองมาร
แต่ตัวของกูผู้เดียว จะตีทัพขับเคี่ยวให้แตกฉาน
ด้วยกำลังฤทธิไกรชัยชาญ จับมนุษย์สาธารณ์ไปทั้งเป็น
ยักษาจงอยู่แต่ที่นี่ กูจะหักไพรีให้เอ็งเห็น
มิให้พลลำบากยากเย็น ชวนกันดูเล่นให้สำราญใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกพลมารน้อยใหญ่
ฟังวายุบุตรวุฒิไกร ยินดีดั่งได้ฟากฟ้า
ต่างตนยกมืออัญชุลี อวยพรขุนกระบี่ถ้วนหน้า
ครั้นแล้วก็ถอยออกมา ตั้งตาคอยดูหนุมาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น จึ่งลูกพระพายใจหาญ
ลงจากรถแก้วสุรกานต์ โถมทะยานเข้าตีราวี

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ผู้เดียวมิได้ยั้งหยุด สำแดงฤทธิรุทรดั่งไกรสร
หวดซ้ายป่ายขวาตะลุมบอน ราญรอนอุตลุดวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น โยธาวานรน้อยใหญ่
เห็นวายุบุตรวุฒิไกร โลดไล่โรมรุกบุกบัน
ต่างตนต่างเกรงศักดา ตกประหม่าหน้าซีดตัวสั่น
วิ่งแยกแตกยับทับกัน บ้างเข้าพึ่งพันพระลักษมณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ ความกลัวคำแหงหนุมาน ดั่งเห็นพระกาลสิทธิศักดิ์
อกสั่นหวั่นไหวอยู่ทึกทัก เพียงจักสิ้นชีพชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
เห็นวายุบุตรทำฤทธี ไล่ตีกระบี่เข้ามา
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ หนุมานสิไปอาสา
จะเอาดวงใจอสุรา เหตุใดมาเป็นปัจจามิตร
กลับไปเข้าด้วยทศกัณฐ์ หยาบช้าอาธรรม์ทุจริต
ยกพลออกมาต่อฤทธิ์ ไม่คิดเกรงบาทภูวไนย
กูไม่เห็นเลยว่าหนุมาน จะทำการถึงเพียงนี้ได้
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นใจ จึ่งตรัสใช้สุครีพผู้ศักดา
กับพญาพิเภกยักษี ให้ไปต้อนกระบี่ทัพหน้า
ซึ่งหนีเข้าในอรัญวา ให้ออกมาสัประยุทธ์ราญรอน ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกสุครีพชาญสมร
รับราชวาทีชุลีกร ก็ไปต้อนกระบี่รี้พล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ซุกซอนไปในป่าชัฏ เลี้ยวลัดสกัดทุกแห่งหน
จับได้กระบี่ทีละตน บัดเดี๋ยวก็ด้นหนีไป
จับได้ตนนั้นตนนี้หาย ไพร่นายไม่คุมกันเข้าได้
อันกระบวนสำหรับทัพชัย วุ่นไปไม่เป็นสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ผู้เดียวหักโหมโจมตี กลางพลโยธีวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ปีกซ้ายปีกขวาก็แตกสิ้น ด้วยกำลังกระบินทร์ชาญสมร
หน่วงไว้ให้แสงทินกร รอนรอนลงใกล้สนธยา
ถึงหน้ารถน้องพระจักรี ขุนกระบี่ยักคิ้วให้หน้า
แล้วแสร้งกล่าวคำอหังการ์ ดูราพระลักษมณ์ภูวไนย
ตัวเราซึ่งออกมาโหมหัก ยังรู้จักบ้างหรือหาไม่
ท่านกับพระรามแต่ก่อนใช้ ให้ทำการศึกแต่ต้นมา
ครั้งใดก็ได้ถ้อยคำ เราอาบเหื่อต่างนํ้ามาหนักหนา
อันบำเหน็จบำนาญนานา แต่เสื้อผ้าจะให้ก็ไม่มี
เรามาอยู่ด้วยทศพักตร์ อาสาพญายักษี
ไม่ช้าสักสามราตรี มิทันที่จะออกมาตีทัพ
เราได้มงกุฎกุณฑล สร้อยสนสังวาลพลอยประดับ
เสื้อผ้าเงินทองราชทรัพย์ พ้นที่จะนับประมาณไป
ทั้งฝูงอนงค์นารี ปราสาทตรีมุขสูงใหญ่
เป็นสุขสนุกสำราญใจ ดั่งได้สมบัติในเมืองฟ้า ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์นาถา
ได้ฟังคั่งแค้นแน่นอุรา จึ่งมีบัญชาตอบไป
เหวยเหวยคำแหงหนุมาน ตัวเองคิดอ่านเป็นไฉน
พระเชษฐากับกูมาอยู่ไพร จะได้สิ่งใดให้ปัน
แม้นเสร็จสำเร็จการณรงค์ พระองค์คืนครองไอศวรรย์
ได้ให้สัญญาไว้ต่อกัน ท่านนั้นจะให้ผ่านบุรี
ทำคุณแล้วกลับมาทำโทษ จะประโยชน์สิ่งใดกระบี่ศรี
อันท่านเจรจาพาที ดั่งคนอัปรีย์ทรลักษณ์
แต่ต้นนั้นทำสัตย์ซื่อ ดังหรือข้างปลายอัปลักษณ์
เห็นแก่สมบัติของขุนยักษ์ ไม่รักตัวกลัวกรรมเวรา
เสียแรงเป็นลูกพระพาย ชาติชายประกอบด้วยยศถา
ไม่อายมนุษย์แลเทวา ใครจะนับหน้าว่าตัวดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังพระอนุชาพาที ขุนกระบี่ตบมือแล้วตอบไป
ว่าเหวยดูก่อนพระลักษมณ์ ตำราจักมีมาแต่ไหน
ใคร่ห่อนชี้นกบนปลายไม้ หว่านข้าวลงไว้ที่ในนา
แล้วจะอยู่ท่าลูกโค ให้โตใหญ่ขึ้นต่อภายหน้า
กว่าจะมีชัยอสุรา พี่ยาท่านจึ่งจะรางวัล
ตัวเราทำศึกขับเคี่ยว ผู้เดียวแม้นม้วยอาสัญ
ก็จะสูญเสียเปล่าในกลางคัน จะหมายได้ดังนั้นก็ผิดไป
พระลักษมณ์อย่าพักเจรจา เราจะฟังท่านว่านั้นหาไม่
หากว่าสนธยาลงไรไร ทินกรใกล้อัสดงคต
ถ้าแม้นเวลายังวัน เราจะผูกพันเอาให้หมด
ถึงตัวพระลักษมณ์ก็ไม่ลด จะจับให้ทศกัณฐ์เจ้าลงกา
ขุนกระบี่แกล้งกล่าวไยไพ ให้ได้ยินประจักษ์แก่ยักษา
ว่าแล้วจึ่งถอยหลังมา ขึ้นรถรัตนารูจี
ให้เลิกจตุรงค์ทวยหาญ แสนเสนามารยักษี
โห่สนั่นครั่นครื้นปถพี กรีทัพกลับเข้าพระนคร ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงประทับทับเกยแก้ว อันเพริศแพรวจำรัสประภัสสร
ลงจากรถแก้วอลงกรณ์ บทจรขึ้นเฝ้าเจ้าลงกา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษา
ครั้นเห็นหนุมานขึ้นมา อสุราชื่นชมยินดี
จึ่งตรัสปราศรัยด้วยสุนทร ดูก่อนลูกรักเฉลิมศรี
ซึ่งเจ้าไปปราบไพรี ได้ทีหรือเป็นประการใด ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วายุบุตรผู้มีอัชฌาสัย
ฟังเจ้ากรุงลงกากรุงไกร จึ่งตอบไปด้วยไวปรีชา
ครั้นข้าจะทูลแต่ตามจริง ดั่งจะหยิ่งยกตัวเอาหน้า
อันมีชัยหรือเสียทีมา อสุราก็แจ้งอยู่ทั้งนั้น
พระองค์ผู้พงศ์พรหมาน จงถามทวยหาญพลขันธ์
บรรดาที่ไปด้วยกัน ทรงธรรม์ก็จะทราบใต้ธุลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ได้ฟังหนุมานพาที จึ่งมีพระราชโองการ
ดูก่อนแสนสุรเสนา บรรดาโยธาทวยหาญ
ลูกรักกูออกไปรอนราญ ยังองอาจปรีชาญประการใด
จะเปรียบกับองค์อินทรชิต ทั้งความคิดฤทธาเป็นไฉน
เห็นทีใครจะดีกว่าใคร ในการรณรงค์ราวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น เสนาโยธายักษี
ต่างตนสนองพระวาที ตามที่ได้รู้เห็นมา
อันซึ่งหนุมานชาญณรงค์ ทำศึกอาจองแกล้วกล้า
มิให้ยากลำบากแก่โยธา ผู้เดียวเคี่ยวฆ่าไพริน
บรรดาวานรนับสมุทร ไม่ทานฤทธิรุทรแตกสิ้น
อุปมาดั่งหมู่มฤคิน ได้กลิ่นไกรสรตัวฉกรรจ์
ขุนกระบี่ไล่ตีโหมหัก ถึงรถพระลักษมณ์แล้วเย้ยหยัน
ตัดพ้อหยาบช้าทุกสิ่งอัน โรมรุกบุกบันเข้าไป
ถ้าแม้นมิจวนอัสดงค์ เห็นจะจับองค์พระลักษมณ์ได้
อันหนุมานฤทธิไกร ว่องไวทั้งสติปัญญา
ซึ่งจะเปรียบกับองค์อินทรชิต เห็นผิดไกลกันหนักหนา
ดั่งหนึ่งแผ่นดินกับแผ่นฟ้า พ้นที่จะอุปมาไป
เหมือนปัดอันมีราคิน จะเปรียบแก้วจินดากระไรได้
พระองค์ผู้ทรงภพไตร จะแคลงพระทัยไปไยมี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสิบพักตร์ยักษี
ได้แจ้งแห่งคำเสนี มีความชื่นชมด้วยสมคิด
ลงมาสวมกอดหนุมาน แล้วมีโองการประกาศิต
เจ้าผู้ศักดาวราฤทธิ์ ดั่งดวงชีวิตของบิดร
ควรที่จะผ่านสมบัติ ในเศวตฉัตรประภัสสร
เป็นปิ่นลงกาพระนคร เฉลิมหมู่นิกรกุมภัณฑ์
พ่อกับมณโฑนางสีดา จะพากันไปอยู่ในไพรสัณฑ์
จะยกสวรรยาทั้งนั้น ทำขวัญให้เจ้าผู้ชัยชาญ
ซึ่งทำสงครามมาเหนื่อยพักตร์ ลูกรักจงไปสรงสนาน
เสวยโภชนาให้สำราญ ชมฝูงเยาวมาลย์อนงค์ใน
ตรัสแล้วมีราชวาที สั่งมหาเสนีผู้ใหญ่
อันสมบัติอินทรชิตฤทธิไกร นั้นยกมาให้หนุมาน
ทั้งนางสุวรรณกันยุมา ซึ่งเป็นภิริยายอดสงสาร
อีกนางขับรำประจำงาน ประทานให้สิ้นด้วยกัน ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น มโหทรเสนาคนขยัน
รับสั่งพญากุมภัณฑ์ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จัดแจงเครื่องต้นเครื่องทรง ขององค์อินทรชิตยักษา
ทั้งสมบัติพัสถานอันโอฬาร์ ตามบัญชาสั่งอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ลูกพระพายผู้ชาญชัยศรี
ได้ประทานสมบัติก็ยินดี ขุนกระบี่มาปราสาทอินทรชิต ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่ราชฐาน แสนสนุกโอฬารดั่งดุสิต
ขึ้นยังแท่นทองชวลิต อันวิจิตรด้วยแก้วอลงการ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรผู้มียศถา
จึ่งมอบสมบัติอันโอฬาร์ ให้แก่พญาหนุมาน
ของนี้สมเด็จพระบิตุรงค์ รางวัลพระองค์ผู้ใจหาญ
ให้แทนที่อินทรชิตชัยชาญ ท่านผู้มีฤทธิ์จงรับไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น วายุบุตรผู้มีอัชฌาสัย
รับแสนสวรรยาปราสาทชัย ด้วยใจโสมนัสยินดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นางสุวรรณกันยุมาโฉมศรี
ซึ่งเป็นเอกอัครเทวี ขององค์อสุรีอินทรชิต
ทรงโฉมประโลมสงสาร ดั่งนางในวิมานดุสิต
อรชรอ้อนแอ้นพึงพิศ พร้อมทั้งจริตกิริยา
กับฝูงนารีสนมนาฏ อันมีวิลาสดั่งเลขา
แต่งองค์ทรงเครื่องอลงการ์ พากันขึ้นมาด้วยยินดี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงนบนิ้วประนม บังคมเฟี้ยมเฝ้ากระบี่ศรี
บ้างเข้าโบกปัดพัดวี ใช้สอยตามที่พนักงาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เบ้าหลุด

๏ ฝ่ายนางบำเรอก็ขับครวญ โหยหวนรี่เรื่อยเฉื่อยฉาน
ดีดสีตีเป่าบรรเลงลาน กรับฉิ่งประสานจังหวะกัน
บ้างขับรำมะนาท้าทับ ร้องรับเพราะเพียงเพลงสวรรค์
ร่อนเสียงสำเนียงโอดพัน สนั่นทั้งปราสาทรัตนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

พระทอง

๏ ฝูงนางระบำก็รำฟ้อน ทอดกรกรีดกรายดั่งเลขา
ท่าทีชม้ายชายตา เยื้องย่างเข้ามาให้ชิด
แล้วตีวงเวียนเปลี่ยนหัตถ์ ซัดแขนเยื้องไหล่ใส่จริต
งามงอนอ้อนแอ้นพึงพิศ เบี่ยงบิดเป็นท่าม้าคลี
ร่ายรำเวียนวงเป็นกงจักร เยื้องยักโดยจังหวะดีดสี
รำรอคลอเคล้าไปในที บำเรอขุนกระบี่ผู้ศักดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏ เมื่อนั้น ลูกพระพายผู้มียศถา
อยู่เหนือแท่นทองอลงการ์ ดูฝูงกัลยาระบำบัน
ทั้งฟังเสียงสำเนียงขับกล่อม เพราะพร้อมดั่งหนึ่งเพลงสวรรค์
แต่จิตประดิพัทธ์ผูกพัน ในสุวรรณกันยุมาเทวี
จึ่งลดองค์ลงจากบัลลังก์รัตน์ ยอหัตถ์ลูบหลังนางโฉมศรี
พิศพักตร์อัคเรศนารี แล้วมีสุนทรวาจา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

ชาตรี

๏ น้องเอยน้องรัก นงลักษณ์ผู้ยอดเสน่หา
บุญพี่เคยทำจึ่งนำมา ได้พบกัลยายาใจ
ท้าวทศกัณฐ์บิตุเรศ โปรดเกศเอามาประทานให้
เจ้าดวงดอกฟ้าสุราลัย อรไทจงได้ปรานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางสุวรรณกันยุมาโฉมศรี
ได้ฟังหนุมานพาที เทวีจึ่งตอบบัญชา
พระองค์จงได้โปรดก่อน ตัวข้าทุกข์ร้อนอยู่หนักหนา
ด้วยองค์อินทรชิตภัสดา พึ่งม้วยมรณาไม่ช้านัก
ยังไม่ทันถึงสักกึ่งเดือน จิตน้องฟั่นเฟือนเพียงอกหัก
ร้องไห้นํ้าเนตรไม่วายพักตร์ จะมีใจรักนั้นฉันใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โลม

๏ โฉมเอยโฉมเฉลา ยุพเยาว์ผู้ยอดพิสมัย
อันความแสนโศกาลัย ใช่จะเป็นแต่องค์วนิดา
ซึ่งเกิดมาในธาตรี ย่อมมีด้วยกันถ้วนหน้า
จงดับเสียเถิดนะแก้วตา ฟังคำพี่ว่าอย่าทุกข์ร้อน
วันนี้ก็เป็นวันดี ควรที่จะร่วมสโมสร
ให้ศรีสวัสดิ์สถาวร ดวงสมรอย่าหน่วงให้เนิ่นนาน
ด้วยณรงค์สงครามจะมีไป เกลือกส้มจะไม่เป็นหวาน
ตัวพี่เป็นคนราชการ เยาวมาลย์จงได้เมตตา
ว่าพลางก็ทางสัพยอก เย้าหยอกด้วยความเสน่หา
เลียมลองต้องดวงสุมณฑา กรลอดสอดคว้าไปในที ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ ทรงเอยทรงเดช พระจงโปรดเกศเกศี
อะไรมาทำดั่งนี้ ไม่ปรานีเลยภูวไนย
ตัวน้องก็อยู่เป็นข้า ใช่จะพ้นบาทาก็หาไม่
อันฝูงนางเป็นที่จำเริญใจ ก็ทรงโฉมวิไลเพริศพราย
ขอเชิญเสด็จไปเชยชม ภิรมย์รักด้วยนางทั้งหลาย
พระอย่าทำอุตลุดวุ่นวาย ให้น้องอับอายอสุรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โลม

๏ ดวงเอยดวงสมร เจ้างามงอนนิ่มเนื้อมารศรี
อันฝูงนางกำนัลทั้งนี้ พี่ไม่จำนงจงใจ
อันตัวของเจ้าเยาวเรศ เหมือนดวงเนตรเป็นที่พิสมัย
เจ้าอย่าสลัดตัดอาลัย ให้พี่นี้ทนเวทนา
ว่าพลางอิงแอบแนบชิด จุมพิตด้วยความเสน่หา
เกี่ยวกระหวัดรึดรึงตรึงตรา วิญญาณ์ด่าวดิ้นแดยัน
พระสมุทรตีฟองนองระลอก กระทบฝั่งกระฉอกสะเทือนลั่น
วาฬใหญ่พ่นน้ำอยู่เป็นควัน ฝนสวรรค์ตกทั่วสาคร
สองร่วมภิรมย์สมพาส แสนสวาทในรสสโมสร
แสนสุขแสนเกษมสถาวร เหนือที่บรรจถรณ์ในราตรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ กล่อม

ช้า

๏ เมื่อนั้น นางสุวรรณกันยุมาโฉมศรี
ได้ร่วมในรสฤๅดี ด้วยขุนกระบี่ผู้ปรีชา
ลืมโศกลืมทุกข์ลืมเทวษ เยาวเรศแสนโสมนัสสา
ลืมทั้งอินทรชิตภัสดา กัลยาลืมกายลืมองค์
แต่อิงแอบแนบชิดไม่ห่างได้ ด้วยความพิสมัยใหลหลง
นวดฟั้นคั้นเบื้องบาทบงสุ์ พิศวงในขุนวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์พระลักษมณ์ชาญสมร
ครั้นหนุมานเลิกพลากร เข้านครลงกาธานี
ไม่ทันจะรู้ในอุบาย แยบคายชั้นเชิงกระบี่ศรี
พิโรธโกรธกริ้วพันทวี จึ่งมีพจนารถตรัสไป
ดูก่อนลูกพระสุริย์ฉาน หนุมานนี้มันเป็นไฉน
ไม่เกรงบาทพระตรีภูวไนย กลับไปเข้าด้วยทศกัณฐ์
เรานี้ประหลาดใจนัก ครั้นจักให้เลิกพลขันธ์
เกลือกมันจะตามมาโรมรัน บ่ายรับไม่ทันจะเสียที
จำเราจะตั้งมั่นไว้ ที่ในริมเนินคีรีศรี
ท่านกับนิลนนท์มนตรี สองกระบี่จงกลับไปพลับพลา
เอาคำที่มันองอาจ ทรยศประมาทพระเชษฐา
กราบทูลพระองค์ทรงศักดา ให้ทราบบาทาทุกประการ ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น กระบินทร์สองนายใจหาญ
รับสั่งน้องพระอวตาร กราบกับบทมาลย์แล้วรีบจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาท พระตรีภูวนาถทรงศร
ทูลว่าหนุมานฤทธิรอน วานรคิดคดต่อบาทา
ไปเข้าด้วยทศพักตร์อสุรี ทำทีฮึกฮักหนักหนา
ยกพวกพลมารออกมา ลุยไล่เข่นฆ่ากระบี่ไพร
แตกย่นจนถึงทัพพระลักษมณ์ ทะนงศักดิ์เจรจาหยาบใหญ่
ทูลถี่คลี่คลายขยายไป โดยได้รู้เห็นทุกประการ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ฤทธิ์ลํ้าสุริย์ฉาน
ได้ฟังสุครีพชัยชาญ ผ่านฟ้าถวิลจินดา
ชะรอยโอรสพระพาย ทำอุบายล่อลวงยักษา
อันจะไปเข้าด้วยอสุรา เหมือนคำสุครีพว่านั้นผิดที
พระลักษมณ์ไม่รู้จึ่งกริ้วโกรธ แค้นเคืองยกโทษกระบี่ศรี
คิดแล้วสั่งน้องพาลี ท่านทั้งสองนี้จงรีบไป
ซึ่งว่าหนุมานคิดคด ทำการทรยศหยาบใหญ่
ให้พระลักษมณ์คอยรับมั่นไว้ กูจะยกออกไปราญรอน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ทั้งสองทหารชาญสมร
ก้มเกล้ารับสั่งพระสี่กร วานรรีบไปด้วยศักดา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ ทูลองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
โดยในพระราชบัญชา องค์พระจักราทรงฤทธิ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์จักรกฤษณ์
เสด็จเหนือแท่นแก้วชวลิต นิ่งคิดดำริตริไป
หนุมานได้ว่าไว้กับกู ใครจะล่วงรู้ก็หาไม่
เห็นจะคิดเป็นยลกลใน ลวงเอาดวงใจอสุรี
พระลักษมณ์ยังอ่อนแก่ความนัก ไม่รู้จักชั้นเชิงกระบี่ศรี
เกลือกว่ารุ่งเช้าวันนี้ หนุมานผู้มีปรีชา
จะมารยายกพลมาราญรอน พระลักษมณ์จะไม่ผ่อนผันหา
จะรบพุ่งกันเป็นโกลา จะพาเนื้อความนั้นมากไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ จำกูจะยกออกไปดู ให้รู้ร้ายดีเป็นไฉน
คิดแล้วพอรุ่งอโณทัย ก็ออกพลับพลาชัยรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งชมพูพานกระบี่ศรี
ตัวกูจะยกไปราวี จงเตรียมโยธีให้พร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น ศรีชมพูพานตัวขยัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ ถวายบังคมคัลแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ เกณฑ์กระบี่เข้ากระบวนโดยเสด็จ พระจักรเพชรตรีภพนาถา
เลือกสรรล้วนทรงศักดา ตัวแกล้วใจกล้าในการยุทธ์
แต่ละหมู่อาจดำสุธาดล เดินด้นไปได้หลังสมุทร
บ้างไปทางกาลาคนิรุทร แล้วผุดขึ้นกลางสัตภัณฑ์
ลางหมู่เดินได้ในอัมพร เที่ยวจรไปจบทางสวรรค์
ทุกพวกพื้นพงศ์เทวัญ ชาญฉกรรจ์ประกอบฤทธา
ล้วนถือทวนง้าวดาบหอก กวัดแกว่งกลับกลอกเงื้อง่า
ตั้งไปตามเกล็ดนาคา ในหน้าพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระสุริย์วงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธี เสด็จเข้าที่สนานกาย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ นํ้าทิพย์ไขจากสุหร่ายรัตน์ ดั่งฝนโบกขรพรรษกระแสสาย
ทรงสุคนธ์ปนปรงสุพรรณพราย กลิ่นขจายขจรวิญญาณ์
สอดใส่สนับเพลากระหนกหงส์ แล้วทรงโขมพัตถ์ภูษา
ชายแครงชายไหวอลงการ์ ฉลององค์อินทราเครือสุวรรณ
ตาบทิศทับทรวงมุกดาหาร สังวาลมรกตทับทิมคั่น
ทองกรพาหุรัดนาคพัน ธำมรงค์เครือสุบรรณกางกร
ทรงมหามงกุฎกรรเจียกเพชร กุณฑลแก้วเก็จประภัสสร
จับพระแสงพรหมาสตร์ฤทธิรอน บทจรมาขึ้นรถทรง ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ บาทสกุณี

โทน

๏ เวเอยเวไชยันต์ เรือนสุวรรณแอกงอนอ่อนระหง
ดุมกำแก้วสลับประกับกง ปักธงสามชายปลายปลิว
รายรูปเทพนมประนมหัตถ์ ครุฑจับนาคหยัดสะบัดหิ้ว
สิงห์อัดแอบเคียงเรียงริ้ว กระหนกพลิ้วนกกลายรายกระจัง
เทียมสินธพสิบเทพบุตร ขาวผ่องบริสุทธิ์ดั่งสีสังข์
สารถีผู้มีกำลัง นั่งหน้าขับโผนโจนทะยาน
ประดับด้วยชุมสายเศวตฉัตร กรรชิงรัตน์บังแสงสุริย์ฉาน
แตรงอนแตรฝรั่งกังสดาล ปี่กลองฆ้องขานประสานกัน
เสียงม้าเริงร้องก้องกึก เสียงพลโห่ฮึกแผ่นดินลั่น
ผงคลีมืดคลุ้มชอุ่มควัน รีบเร่งพลขันธ์ยาตรา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ รุกร้น

๏ ครั้นมาถึงที่สนามรบ พระตรีภพลบโลกนาถา
ให้หยุดเคียงรถพระอนุชา พร้อมหมู่โยธาวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์ทรงศร
เห็นพระจักรกฤษณ์ฤทธิรอน ภูธรยกมาก็ยินดี
จึงก้มเกล้าเข้ารับบังคมทูล นเรนทร์สูรธิราชเรืองศรี
ว่าไอ้หนุมานอัปรีย์ บัดนี้มันทำทรยศ
กลับไปเข้าด้วยทศพักตร์ ฮึกฮักหยาบช้าสาหส
ออกมาต่อตีถึงหน้ารถ วานรแตกหมดด้วยมือมัน
แล้วกล่าวถ้อยคำหมิ่นประมาท ต่อเบื้องบาทพระนารายณ์รังสรรค์
ขอพระองค์ผู้ทรงสุบรรณ จงล้างชีพชีวันให้วายปราณ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ฟังพระอนุชาแจ้งการ ผ่านฟ้ายิ้มแย้มไปมา
แล้วตรัสแก่องค์พระลักษมณ์ น้องรักผู้ร่วมสังขาร์
ตัวพี่จะดูกิริยา ให้เห็นแก่ตาประจักษ์ใจ
หนุมานจะทำหักหาญ เหมือนวันวานนี้หรือไฉน
แม้นมันทรยศคิดคดไป จะฆ่าให้บรรลัยด้วยฤทธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายหนุมานกระบี่ศรี
อยู่ในปราสาทรัตน์มณี ด้วยเทวีสุวรรณกันยุมา
แสนเกษมแสนสุขสโมสร จนทินกรแจ่มแจ้งพระเวหา
ก็สระสรงทรงเครื่องอลงการ์ ขึ้นเฝ้าพญากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์รังสรรค์
ครั้นเห็นหนุมานชาญฉกรรจ์ กุมภัณฑ์ยินดีเป็นพ้นไป
จึ่งจูงเอามือขุนกระบี่ ขึ้นแท่นมณีแล้วปราศรัย
เจ้าผู้ฤทธีปรีชาไว ดั่งหนึ่งดวงใจของบิดา
วานนี้เจ้าออกไปตีทัพ เคี่ยวขับเหนื่อยพักตร์มาหนักหนา
พ่อจงงดอยู่สักเพลา ให้เป็นผาสุกสำราญ
อันมนุษย์พี่น้องรามลักษมณ์ เห็นจักสิ้นชีพสังขาร
ด้วยมือของเจ้าผู้ชัยชาญ เมืองมารจะเกษมเปรมปรีดิ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ได้ฟังพญาอสุรี ขุนกระบี่นิ่งนึกในใจ
ครั้นกูจะอยู่หลายวันนัก พระทรงศักดิ์จะติโทษได้
จะว่ามาอาสาให้ช้าไป จะลวงไอ้จังไรทศกัณฐ์
ออกไปให้พระองค์สังหาร ผลาญเสียให้ม้วยอาสัญ
คิดแล้วจึ่งตอบกุมภัณฑ์ ซึ่งพระองค์ทรงธรรม์ห้ามไว้
ทั้งนี้ด้วยทรงพระการุญ อันคุณนั้นหาที่สุดไม่
สงครามเพียงนี้ไม่ยากใจ จะงดอยู่ไยให้เนิ่นช้า
อันมนุษย์พี่น้องทั้งสองชาย มาดหมายเหมือนอยู่ในมือข้า
วันนี้ขอเชิญพระบิดา ยกโยธาไปเป็นประธาน
ตัวลูกผู้เดียวจะตีทัพ ให้ย่อยยับลงด้วยกำลังหาญ
จับพระลักษมณ์พระรามอหังการ มาถวายบทมาลย์พระบิดร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรชาญสมร
ได้ฟังวาจาวานร ดังหนึ่งภูธรได้โสฬส
สิบโอษฐ์สำรวลสรวลสันต์ สิบพักตร์เพียงจันทร์ทรงกลด
จึ่งสั่งเสนีผู้มียศ ให้เตรียมรถเตรียมทศโยธา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษา
ก้มเกล้ารับสั่งเจ้าลงกา บังคมลาออกจากพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ เกณฑ์พลทหารชำนาญศึก สี่หมู่ห้าวฮึกแข็งขัน
ขุนช้างขี่ช้างชาญฉกรรจ์ กุมขอหยัดยันกรายกร
ขุนม้าขี่ม้าอาชาชาติ ร้ายกาจมีเดชดั่งไกรสร
ถือสายร่ายรำโตมร ขับจรรวดเร็วดั่งลมกาล
ขุนรถขี่รถเรือนสุวรรณ กรกุมเกาทัณฑ์สำแดงหาญ
ขุนพลตรวจเตรียมพลมาร เริงร่านฮึกห้าวทุกตน
ล้วนถือง้าวทวนหอกดาบ ปืนไฟกำซาบสับสน
กวัดแกว่งสำแดงฤทธิรน เกลื่อนกล่นเพียบพื้นพระสุธา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษา
ครั้นใกล้ศุภฤกษ์เวลา เสด็จมาโสรจสรงสาคร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ปทุมทองโปรยปรายดั่งสายฝน ทรงสุคนธารกลิ่นเกสร
สอดใส่สนับเพลาเชิงงอน ภูษาลายกินนรกรกราย
ชายไหวชายแครงเครือขด เกราะแก้วมรกตฉานฉาย
ฉลององค์พื้นตองทองพราย รัดอกกระหนกกลายสังวาลรัตน์
ตาบทิศทับทรวงพวงเพชร ธำมรงค์เรือนเก็จกาบสะบัด
ทรงมหามงกุฎดอกไม้ทัด พาหุรัดมรกตกรรเจียกจร
ยี่สิบหัตถ์จับเทพอาวุธ ครบเครื่องพิชัยยุทธ์ธนูศร
ดั่งองค์เวสสุวัณฤทธิรอน กรายกรมาเกยรัตนา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งให้คำแหงหนุมาน ยกพลทวยหาญเป็นทัพหน้า
ออกจากพิชัยลงกา แล้วองค์อสุราก็ทรงรถ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

โทน

๏ รถเอยรถแก้ว กงกำล้วนแล้วด้วยมรกต
แปรกแอกอ่อนงอนชด บัลลังก์บดแก้วลายรายกระจัง
บุษบกเรือนเก็จประกวดภาพ เสากาบทาบกระจกกระหนกตั้ง
สี่มุขหุ้มสุวรรณบันบัง ดูดั่งวิมานในเมืองอินทร์
เทียมด้วยสารถีสี่พัน โลทันมือถือธนูศิลป์
สำทับขัดรุดดั่งครุฑบิน เครื่องสูงบังทินกรพราย
เสียงฆ้องกลองประโคมก้องกึก พลศึกดั่งคลื่นไม่ขาดสาย
โห่สนั่นโบกธงสามชาย รีบพลนิกายดำเนินไป ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น คำแหงหนุมานทหารใหญ่
เป็นทัพหน้ามาใกล้ที่ชิงชัย จึ่งคิดได้ด้วยไวปัญญา
วันนี้กูลวงทศกัณฐ์ ให้อายแก่เทวัญทุกทิศา
ทั้งหมู่อสุรโยธา จงสมน้ำหน้าไอ้อัปรีย์
คิดแล้วให้หยุดจตุรงค์ ลงจากรถแก้วมณีศรี
ไปยังพญาอสุรี ในที่ท่ามกลางกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ทูลว่าพระองค์ทรงฤทธิรอน อย่าเพ่อยกนิกรพลขันธ์
จงให้โยธาทั้งนั้น ตั้งกระบวนทัพมั่นลงไว้
ข้าจะอ่านพระเวทวิทยา กำลังกายาเข้าไปใกล้
จับสองมนุษย์วุฒิไกร มัดมาให้ได้ทั้งสองคน
แม้นเห็นข้าเหาะขึ้นสามโยชน์ เดียวโดดอยู่กลางเวหน
ขอพระบิตุเรศฤทธิรน จงเร่งรถเร่งพลเข้าไป
ให้ทันท่วงทีอย่าช้านัก ลูกจะส่งพระลักษมณ์พระรามให้
ฆ่าเสียให้ม้วยบรรลัย จะเสร็จศึกแต่ในวันนี้ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษี
ไม่รู้ว่ากลก็ยินดี อสุรีจึ่งตอบวาจา
เจ้าผู้ปรีชาวราฤทธิ์ คิดการนี้ชัดหนักหนา
ตัวพ่อจะตั้งโยธา คอยดูสัญญาของลูกรัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ