สมุดไทยเล่มที่ ๗๐

๏ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชเรืองศรี
ครั้นเห็นบุษบกนางเทวี จึ่งมีพระราชบัญชา
สั่งองค์พระวิษณุกรรม์ อันมีปรีชาแกล้วกล้า
จงเลื่อนบุษบกนางสีดา เข้ามาให้ใกล้เรานี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระวิษณุกรรม์เรืองศรี
ก็เลื่อนบุษบกนางเทวี เข้าไปตามมีพระโองการ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
จึ่งเปิดม่านทองชัชวาล เยาวมาลย์บังคมพระอัยกา
เหลือบแลเห็นองค์พระสามี ทรงรถมณีอยู่เบื้องขวา
กราบลงตรงพักตร์พระจักรา แล้วทรงโศกาจาบัลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชรังสรรค์
เห็นนางสีดาวิลาวัณย์ งามดั่งดวงจันทร์ไม่ราคี
มาตรแม้นถึงองค์พระอุมา นางสุชาดาโฉมศรี
นางสุจิตราเทวี สุนันทานารีอรไท
ทั้งสุธรรมานงคราญ จะเปรียบงามเยาวมาลย์ก็ไม่ได้
ทั่วสวรรค์ชั้นฟ้าสุราลัย ไกลกันกับโฉมนางสีดา
กระนี้แลหรือทศกัณฐ์ จะไม่ผูกพันเสน่หา
พาโคตรวงศ์ในลงกา แสนสุรโยธาวายปราณ
แต่กูผู้ทรงทศธรรม์ ยังหวาดหวั่นเคลิ้มไปด้วยสงสาร
หากมีอุเบกขาญาณ จึงประหารเสียได้ไม่ไยดี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ คิดแล้วมีราชบัญชา ดูก่อนสีดามารศรี
ตัวเจ้าเป็นราชบุตรี กษัตริย์ธิบดีกรุงใด
อันองค์ภัสดาเยาวมาลย์ ถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ไหน
จงว่าแต่ตามจริงไป เหตุใดทศกัณฐ์จึ่งได้มา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดาเสน่หา
ได้ฟังพระองค์ทรงศักดา กัลยาสนองพระวาที
ข้านี้เกิดในปทุมมาลย์ อันเบิกบานโอภาสเฉลิมศรี
แทบเนรัญชราวารี พระชนกมุนีมาเลี้ยงไว้
เป็นราชธิดาสุดสวาท จนข้าบาทค่อยจำเริญใหญ่
พระองค์ลาพรตเข้าไป เสวยมไหสวรรยา
ยังมิถิลาพระนคร อันถาวรบรมสุขา
ให้ตั้งการพิธีโอฬาร์ ยกมหาธนูโมลี
กรุงกษัตริย์มาพร้อมประชุมกัน แน่นนันต์ในพระลานชัยศรี
ทั้งเทวาอินทราธิบดี พระมุนีมานั่งเป็นประธาน
บรรดาท้าวพญาเข้ายกศิลป์ ของพระปิ่นไกรลาสราชฐาน
ไม่เคลื่อนคลาดจากอาสน์อลงการ พระอวตารยกได้ด้วยฤทธา
องค์ท้าวชนกบิตุเรศ ทรงเดชแสนโสมนัสสา
จึ่งทำพิธีการวิวาห์ เศกข้ากับองค์พระจักรี
ความนี้ก็แจ้งอยู่ด้วยกัน ทั้งเทวัญแลท้าวโกสีย์
พระรามจึ่งพาข้านี้ มายังบุรีอยุธยา
พระองค์รับสัจพระบิตุเรศ มาทรงเพศผนวชอยู่กลางป่า
ข้ากับพระลักษมณ์อนุชา ตามมาปรนนิบัติภูธร
อยู่ริมโคทาวารี แทบที่แนวเนินสิงขร
วันหนึ่งกวางทองพนาดร บทจรมาใกล้ตำหนักไพร
ข้าเห็นเป็นน่าชมนัก ให้มีใจรักจะใคร่ได้
จึ่งวอนพระรามให้ตามไป จับกวางที่ในพนาวัน
บัดเดี๋ยวได้ยินสำเนียง เหมือนเสียงภัสดารังสรรค์
จึ่งขับให้องค์พระลักษมณ์นั้น ไปช่วยทรงธรรม์ราวี
จึ่งทศเศียรขุนยักษ์ ไปลอบลักข้าพาหนี
หลานรักได้บอกว่าผัวมี อสุรีไม่ฟังวาจา
พบสดายุที่กลางทาง เข้ากั้นกางชิงชัยกับยักษา
บอกว่าเป็นเพื่อนพระจักรา กลับฆ่าปักษีวายปราณ
แล้วพามาไว้ในสวนขวัญ รำพันอ้อนวอนด้วยคำหวาน
หลานไม่นำพาด่าประจาน ขุนมารกราบไหว้ให้ปรานี
ข้าไม่ลงใจก็ขึ้งโกรธ ไปคาดโทษแก่นางยักษี
มิได้เอาเท็จมาพาที ทำถึงเพียงนี้พระอัยกา ฯ

ฯ ๓๒ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชนาถา
ได้ฟังเยาวมาลย์ให้การมา ผ่านฟ้าดำริตริไป
อันคำนางนี้สุจริต จะแต้มติดมุสานั้นหาไม่
สมคำพระรามที่ถามไว้ ข้อใดมิได้แปลกกัน
คิดแล้วจึ่งถามเทวา บรรดาลงมาแต่สวรรค์
ทั้งท้าวตรีเนตรเวสสุวัณ ผู้ทรงสัจธรรม์ประเสริฐนัก
อันคำสีดายุพาพาล คำพระอวตารทรงจักร
กับคำของท้าวทศพักตร์ ต่างเยื้องยักว่าประสาใจ
เทวายังได้รู้เห็น จะเป็นเท็จจริงอยู่ข้างไหน
จงว่าแต่สัจตัดตรงไป อย่าเข้าข้างใครนะเทวัญ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น จึ่งองค์เจ้าตรัยตรึงศ์สวรรค์
กับฝูงเทวาทั้งนั้น พร้อมกันสนองพระวาที
อันคำให้การพระจักรา กับนางสีดามารศรี
ทั้งสองต้องกันไม่ราคี ว่านี้จริงสิ้นทุกประการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระปิ่นยอดฟ้ามหาสถาน
ได้ฟังคำท้าวมัฆวาน กับเทวัญพยานอ้างนั้น
สมสิ้นเหมือนคำพระรามา คำนางสีดาสาวสวรรค์
เป็นสัจสุจริตไม่ผิดกัน ทรงธรรม์จึ่งถามทศพักตร์
ดูก่อนนัดดาสุริย์วงศ์ ผู้ดำรงลงกาอาณาจักร
อันหมู่เทวาสุรารักษ์ กับองค์นงลักษณ์นางสีดา
ให้การสมคำพระรามสิ้น เห็นเป็นมลทินข้างยักษา
ตัวเจ้าผู้มีปรีชา จะว่ากระไรอสุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษี
ขัดสนเป็นพ้นพันทวี จึ่งพาทีเบี่ยงบิดติดใจ
อันสีดารับสมอ้างพระราม ข้อความทั้งนี้หาจริงไม่
ครั้นข้าจะทูลภูวไนย ดั่งแกล้งใส่ไคล้เจรจา
พระองค์ผู้ทรงปรีชาชาญ จงส่องญาณโดยธรรมอุเบกขา
ประเวณีหญิงชายในโลกา เสน่หาแต่รูปวิไลวรรณ
พระรามทรงโฉมประโลมลักษณ์ สีดาหรือจะไม่รักใฝ่ฝัน
แล้วเป็นมนุษย์เหมือนกัน ข้าเป็นกุมภัณฑ์ไม่ชอบใจ
นางจึ่งไปเข้าด้วยพระราม กลับความที่จริงนั้นเสียได้
วันเมื่อข้าพบอรไท ว่าลูกผัวหาไม่จึงพามา
แต่สองต่อสองกับนาง จะรู้ที่อ้างใครในป่า
อันท้าวโกสีย์แลเทวา บรรดาที่มาเป็นพยาน
โกรธาว่าอินทรชิตสุริย์วงศ์ ขึ้นไปรณรงค์หักหาญ
มีพยาบาทข้ามาช้านาน หลานติดใจอยู่พระภูมี ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชเรืองศรี
ได้ฟังคำค้านอสุรี ทั้งติดใจเทวีสีดา
พระองค์จึ่งมีบัญชาซัก ดูก่อนทศพักตร์ยักษา
อันคำขององค์พระรามา กัลยาได้ยินหรือว่าไร
เมื่อยักษาวานรกำกับกัน หรือคนธรรพ์นั้นบอกหรือไฉน
หรือว่าอินทราสุราลัย คือใครไปบอกให้ว่ามา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษา
จึ่งแก้ไขด้วยไวปัญญา จะรู้ว่าใครบอกก็ยากนัก
อันฝูงเทวาสุราฤทธิ์ เป็นพวกผิดกับข้าทั้งไตรจักร
หลานนี้ไม่มีใครรัก ด้วยหมู่ยักษ์ไปเที่ยวโจมตี
อันซึ่งพระรามฤทธิรงค์ มาเคี่ยวฆ่าวงศ์ยักษี
เทวาชื่นชมยินดี จึ่งมีใจรักทั้งแดนไตร
แต่องค์เทเวศมัฆวาน ยังเอารถวิมานลงมาให้
ทั้งพระมาตุลีก็เป็นใจ ไปขับรถชัยพระรามา
อันฝูงเทวาสุรารักษ์ สมัครเป็นพยานอาสา
ไปเข้าดลใจนางสีดา ให้ว่าสมคำไปทั้งนี้ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชเรืองศรี
ได้ฟังคั่งแค้นแสนทวี ดั่งหนึ่งเอาตรีมาเสียบกรรณ
จึ่งว่าเป็นไฉนทศพักตร์ มาฮึกฮักดื้อดึงด้วยโมหันธ์
มาติดใจฝูงเทพเทวัญ ผูกพันว่านี้ก็ผิดไป
ทำไมกับท้าวโกสีย์ รถของเขามีเขาก็ให้
ว่าเลือกรักมักชังด้วยอันใด แล้วติดใจคนกลางนางสีดา
ครั้นซักไซ้ไถ่ถามเอาความจริง หรือกลับติงทุเลาต่อว่า
ตัวกูผู้เป็นอัยกา พิพากษาลำเอียงหรือว่าไร
เจรจาความสัจไม่มี ดั่งสตรีเด็กน้อยก็ไม่ได้
หรือว่าเทวาสุราลัย พอใจไปจตุราบาย
กูพิจารณาก็ได้ความ คำพระรามสีดาทั้งสองฝ่าย
ต้องถูกผูกพันเป็นต้นปลาย ทั้งคำเทพทั้งหลายก็สมกัน
ซึ่งเอ็งกล่าวหาทุกข้อ ล้วนแกล้งติดต่อให้เหมาะมั่น
สืบสวนก็ไม่เป็นสัจธรรม์ สารพันทรลักษณ์อัปรีย์
เห็นจริงว่าตัวบังอาจ ไปลอบลักอัครราชมเหสี
ขององค์พระรามจักรี อสุรีเร่งส่งนางสีดา ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรยักษา
ได้ฟังสมเด็จพระอัยกา ให้ส่งสีดายุพาพาล
ความแค้นเป็นแสนสุดคิด ดังปืนพิษร้อยเล่มมาสังหาร
ขืนใจประณตบทมาลย์ ขอประทานจงได้เมตตา
อันสีดาเจรจาไม่มีจริง ดูดังเป็นหญิงแพศยา
แกล้งให้ผิดกับพระรามา พระอัยกาก็เห็นว่าเป็นดี
อันซึ่งจะส่งนางไป ให้แก่พระรามเรืองศรี
ข้อนี้อัปยศพันทวี ตรีโลกจะเย้ยไยไพ
ว่าแพ้มนุษย์กับวานร รบรอต่อกรเขาไม่ได้
จะรู้ที่เอาหน้าไว้แห่งใด อายใจเป็นพ้นคณนา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชนาถา
ได้ฟังทศกัณฐ์เจรจา ยิ่งเคืองขัดอุราพระทรงฤทธิ์
นิ่งนึกตรึกไปช้านาน แล้วมีโองการประกาศิต
เอ็งไม่อยู่ในทศพิธ จึ่งแกล้งเบือนบิดเอาแต่ใจ
อันจะส่งสีดาบัดนี้ ยักษีส่งเองหรือไฉน
กูว่าต่อหน้าสุราลัย คือใครจะล่วงนินทา
หากแกล้งเจรจาเยื้องยัก ฝืนพักตร์เคลือบแฝงแต่งว่า
ดูดั่งทรลักษณ์พาลา ใครจะนับหน้าว่าตัวดี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวทศพักตร์ยักษี
ฟังพระอัยกาพาที ดังหนึ่งอัคคีมาจ่อใจ
ให้คั่งแค้นแน่นอกด้วยความโกรธ จะออกโอษฐ์เจรจามิใคร่ได้
นิ่งอยู่เป็นครู่แล้วทูลไป ซึ่งจะให้ส่งนางสีดา
เมื่อหมู่สุริย์วงศ์มิตรสหาย พระรามฆ่าตายเสียหนักหนา
ถึงให้ไปก็ใช่ญาติกา จะคืนเป็นมาเมื่อไรมี
ตัวหลานก็นับว่าเลิศชาย สู้ตายไม่ส่งนางโฉมศรี
จะขอเคี่ยวฆ่าราวี ใครดีก็จะได้เห็นกัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชรังสรรค์
ได้ฟังทศเศียรกุมภัณฑ์ ดึงดันองอาจอหังการ
พระพิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท เปล่งซึ่งสีหนาทบรรหาร
เหวยไอ้ทรชนคนพาล มึงมาหน้าด้านเจรจา
เสียแรงเป็นวงศ์พรหเมศ ลือเดชทั่วทศทิศา
สมบัติพัสถานโอฬาร์ ควรหรือยังว่าไม่รักยศ
จะว่าให้ดีสิไม่ฟัง โอหังหยาบช้าสาหส
พาไอ้จังไรใจคด เอาแต่ทรยศมาใส่ตัว
ความเจ็บความอายก็หาไม่ กราบไหว้สตรีท่วมหัว
ลุแก่โลภหลงเมามัว ถือเอาที่ชั่วว่าเป็นดี
เมื่อมึงพอใจทรลักษณ์ ไม่รักสุริย์วงศ์ยักษี
ขอให้วิบัติอัปรีย์ อย่ามีสิ่งซึ่งสถาวร
มาตรแม้นจะออกต่อยุทธ์ ให้ตายด้วยอาวุธแสงศร
ขององค์พระรามสี่กร พ่ายแพ้ฤทธิรอนทุกวันไป
ว่าแล้วสั่งวิษณุกรรม์ อันมีปัญญาอัชฌาสัย
จงพาสีดาอรไท คืนไปยังสวนมาลี ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ เจรจา

๏ บัดนั้น สุครีพหนุมานกระบี่ศรี
ชมพูพานองคตผู้ฤทธี ทั้งเสนีสิบแปดมงกุฎนั้น
ได้ยินทศพักตร์ขุนมาร อหังการดื้อดึงโมหันธ์
ต่างตนกริ้วโกรธขบฟัน มือคันเงือดเงื้อสาตรา
บ้างว่าจะตัดเศียรประจาน บ้างทะยานจะเข้าเข่นฆ่า
บ้างว่าจะผ่าอุรา บ้างจะสับกายาให้กากิน
บ้างว่าจะบั่นกรรอนหัตถ์ บ้างจะตัดจมูกหูเสียให้สิ้น
บ้างจะผ่าปากลากลิ้น จงสาใจอสุรินทร์อัปรีย์
บ้างว่าอันองค์พระอัคเรศ บรรดาเทเวศทุกราศี
จะให้กลับคืนไปไยมี เชิญเสด็จเทวีไปพลับพลา
บรรดาวานรทั้งนั้น ลุกขึ้นพร้อมกันถ้วนหน้า
อื้ออึงทั้งทัพที่ยกมา กวัดแกว่งสาตราดั่งไฟกาล ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ลือฤทธิ์ทุกทิศาน
เห็นพวกพลไกรชัยชาญ ฮึกหาญขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
จึ่งมีมธุรสวาจา แก่พระอนุชารังสรรค์
เจ้าผู้ร่วมชีพชีวัน อันหมู่พลขันธ์ของเรานี้
ต่างโกรธโลดโผนโจนทะยาน จะเข้าสังหารยักษี
ดั่งไกรสรเห็นมฤคี มีแต่จะแผดเอาชีวา
ครั้นจะมิห้ามก็ไม่ได้ ที่ไหนจะละยักษา
ตรัสแล้วจึ่งมีบัญชา ดูก่อนโยธาพลไกร
อย่าทำแก่ท้าวทศกัณฐ์ พระอัยกาทรงธรรม์จะติได้
ไม่ช้าอสุราจะบรรลัย จะไปไหนพ้นมือมี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เจรจา

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นวลนางสีดามารศรี
ฟังพระอัยกาธิบดี ภูมีสั่งวิษณุกรรม์
ให้พาองค์นางนงลักษณ์ คืนยังตำหนักสวนขวัญ
แสนทุกข์แสนเทวษจาบัลย์ ด้วยจะไกลทรงธรรม์ภัสดา
เหลือบดูองค์พระทรงเดช อัคเรศเศร้าโทมนัสสา
พิศพักตร์พระลักษมณ์อนุชา ชลนาคลอเนตรอรไท
จึ่งน้อมเศียรเกล้าบังคมบาท พระอัยกาธิราชผู้ใหญ่
ลาทั้งพระตรีภูวไนย ทรามวัยสะอื้นโศกี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โอด

๏ เมื่อนั้น พระวิษณุกรรม์เรืองศรี
จึ่งนำบุษบกนางเทวี คืนมายังที่อุทยาน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรใจหาญ
เจ็บคำอัยกาด่าประจาน พญามารดาลเดือดดั่งอัคคี
ยิ่งคิดยิ่งแค้นแน่นใจ ให้มุ่นหมกในทรวงยักษี
ดูดู๋องค์ท้าวมาลี ดีแล้วจะได้เห็นกัน
แม้นว่าตายแล้วก็แล้วไป ถ้าชีวิตยังไม่อาสัญ
กูจะยกจตุรงค์กุมภัณฑ์ ไปล้างชีวันให้มรณา
คิดแล้วจึ่งมีพจนารถ ให้โลทันกลับราชรัถา
มิได้บังคมพระอัยกา อสุราคืนเข้ายังบุรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวมาลีวราชเรืองศรี
ครั้นทศกัณฐ์กลับไปธานี จึ่งมีวาจาอันสุนทร
ดูก่อนพระรามพระลักษมณ์ เจ้าผู้สิทธิศักดิ์ด้วยแสงศร
พ่อจงศรีสวัสดิ์สถาวร ให้ขจรเดชาทั้งแดนไตร
อันทศพักตร์อาธรรม์ อย่าให้มันต่อฤทธิ์เจ้าได้
บรรดาพวกพาลที่จองภัย จงอยู่ในใต้เบื้องบทมาลย์
อันตัวอัยกาจะลาเจ้า ไปเขายอดฟ้าราชฐาน
ว่าแล้วเลิกหมู่บริวาร เหาะทะยานไปโดยเมฆา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ครั้นองค์สมเด็จพระอัยกา คืนไปยอดฟ้าศิวาลัย
จึ่งให้เลิกพวกพลากร เสนาวานรน้อยใหญ่
ออกจากสมรภูมิชัย คืนไปพลับพลารูจี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

ร่าย

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
ครั้นถึงนิเวศน์อสุรี ก็เสด็จเข้าที่ไสยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ ลดองค์ลงเหนือบรรจถรณ์ พระกรก่ายพักตร์ยักษา
ให้คั่งแค้นแน่นในอุรา กายาร้อนรุ่มดังสุมไฟ
คิดอายเทวาสุรารักษ์ พญายักษ์ทอดถอนใจใหญ่
อกเอ๋ยครั้งนี้ไม่เห็นใคร จะเป็นที่พึ่งได้ก็ไม่มี
หมายองค์พระอัยกาเล่า ก็กลับเข้าด้วยมนุษย์ทั้งสองศรี
แต่ผุดลุกผุดนั่งไม่สมประดี ในที่สิริไสยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น นางมณโฑเยาวยอดเสน่หา
แจ้งว่าสมเด็จพระภัสดา ไปหาอัยกาทรงธรรม์
กลับมามิได้สรงเสวย ชมเชยฝูงนางสาวสวรรค์
วิปริตผิดไปกว่าทุกวัน กัลยาก็รีบเสด็จจร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏ ครั้นถึงแท่นที่ไสยาสน์ อันโอภาสจำรัสประภัสสร
นั่งลงแทบบาทพระภูธร บังอรนบนิ้วอัญชุลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น องค์ท้าวสิบพักตร์ยักษี
เห็นเมียรักร่วมชีวี มาเฝ้ายังที่ไสยา
ลุกขึ้นแล้วกล่าวสุนทร ดูก่อนเยาวยอดเสน่หา
ความแค้นพี่พ้นคณนา ด้วยองค์อัยกาทรงญาณ
เชิญมาหวังว่าจะช่วยร้อน ภูธรไม่คิดว่าเป็นหลาน
เห็นผู้อื่นดีกว่าวงศ์วาน ผ่านฟ้ามิได้ปรานี
เธอมาพิพากษาขาดไป จะให้ส่งสีดามารศรี
ครั้นไม่ทำตามวาที ภูมีขัดเคืองวิญญาณ์
แสร้งด่าหยาบช้าสาหัส สารพัดประจานไม่คิดหน้า
อายแก่ฝูงเทพเทวา ทั้งหมู่สวาวานร
อัปยศครั้งนี้เป็นพ้นคิด เจ็บจิตดั่งหนึ่งต้องศร
สุดปัญญาแล้วนะบังอร ดวงสมรจะคิดฉันใดดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น นวลนางมณโฑมเหสี
ฟังพระภัสดาพาที เทวีตะลึงทั้งกายา
ดั่งหนึ่งพญามัจจุราช มาพิฆาตให้สิ้นสังขาร์
จึ่งนบนิ้วสนองพระบัญชา จงฟังเมียว่าอย่าเสียใจ
ระงับพระทัยไว้ก่อน เอาปัญญาผันผ่อนแก้ไข
พระองค์ก็ทรงฤทธิไกร ปราบได้ทั่วทั้งธาตรี
ท่านไม่นับว่าเป็นหลาน จะเดือดร้อนรำคาญก็ใช่ที่
จงคิดอ่านในการจะราวี ให้มีชัยแก่พวกพาลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษา
ได้ฟังดั่งอมฤตฟ้า มาโสรจสรงกายากุมภัณฑ์
จึ่งคิดขึ้นได้ว่าพระเวท ขององค์บิตุเรศรังสรรค์
กับหอกกบิลพัทคู่กัน พระอิศวรทรงธรรม์ประสาทไว้
สำหรับปราบหมู่ปัจจามิตร ทั่วทั้งทศทิศไม่ต่อได้
ประเสริฐกว่าอาวุธทั้งแดนไตร อาจให้มีชัยแก่ไพรี
พญามารชื่นชมโสมนัส จึ่งตรัสบอกอัคเรศมเหสี
พระเวทสิ่งหนึ่งของเรามี พี่คิดได้แล้วกัลยา
จะไปตั้งพิธีกลาเพลิง ใกล้เชิงพระเมรุภูผา
ที่หาดทรายกรดรจนา บูชากบิลพัทหอกชัย
จะมีศักดาอานุภาพ ปราบทั้งไตรจักรก็ปราบได้
สาอะไรมนุษย์กับลิงไพร ทีนี้จะบรรลัยดั่งใจคิด
ถึงพระอัยกาธิบดี ที่มีปรีชาวาจาสิทธิ์
จะสังหารให้สิ้นชีวิต ด้วยฤทธิ์หอกแก้วอันศักดา
ทั้งหมู่เทเวศมัฆวาน ซึ่งไปเป็นพยานพร้อมหน้า
พี่จะปั้นรูปเข้าบูชา ในกองกูณฑ์มหาพิธี
แม้นถ้วนสามวันโดยกำหนด จะตายหมดทั้งท้าวโกสีย์
ไม่พักเข่นฆ่าราวี ครั้งนี้จะได้เห็นกัน
ว่าพลางทางแสนโสมนัส ยี่สิบหัตถ์ตบหัตถ์สรวลสันต์
จนรุ่งแสงสีรวีวรรณ กุมภัณฑ์ออกท้องพระโรงชัย ฯ

ฯ ๒๐ คำ ฯ เสมอ

๏ ลดองค์ลงเหนือบัลลังก์อาสน์ พร้อมเสนามาตย์น้อยใหญ่
หมอบเฝ้าเกลื่อนกลาดดาษไป ดั่งดาวล้อมแขไขในเมฆา
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งมโหทรมารยักษา
ตัวท่านจงคุมโยธา ไปมหาพระเมรุบรรพต
ตั้งโรงพิธีอลงกรณ์ ริมสาครเนินหาดทรายกรด
สามสิบเก้าห้องเป็นหลั่นลด รจนาด้วยแดงโมรี
แล้วให้ตั้งเครี่องมัสการ สุมามาลย์ล้วนแดงจำรัสศรี
เจ็ดสิ่งเลือกสรรแต่อย่างดี บัตรพลีธูปเทียนชวาลา
ทั้งแก้วเจ็ดประการโอภาส ดินแดงอันสะอาดเจ็ดท่า
ให้หาครบเสร็จตามตำรา จะปั้นรูปเทวาบูชาไฟ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ บัดนั้น มโหทรเสนาผู้ใหญ่
รับสั่งพระองค์ทรงภพไตร บังคมไหว้แล้วรีบออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

๏ จึ่งกะเกณฑ์เจ้าพนักงาน ฝ่ายทหารพลเรือนซ้ายขวา
พร้อมตามพระบัญชา เสร็จแล้วก็พากันรีบจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพระเมรุบรรพต ที่หาดทรายกรดเชิงสิงขร
ตรงลงยังพื้นดินดอน แทบฝั่งสาครสมุทรไท ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ชมตลาด

๏ จึ่งให้ปลูกโรงพิธี กว้างขวางยาวรีสูงใหญ่
สามสิบเก้าห้องอำไพ ดาษไปด้วยแดงรจนา
ดาดเพดานห้อยอัจกลับ สลับพวงพู่กลิ่นบุปผา
ตั้งทั้งบัลลังก์อลงการ์ ปักมหาเศวตฉัตรพรายพรรณ
ชั้นนอกนั้นรายราชวัติ ทิวธงแถวฉัตรสลับคั่น
ผูกทั้งม่านแดงเครือสุวรรณ พื้นนั้นโปรยปรายด้วยทรายทอง
ตั้งเครื่องสักการบูชา บุปผาธูปเทียนเป็นทิวท่อง
ประทีปชวาลาเรืองรอง เสร็จต้องตามสั่งทุกประการ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรใจหาญ
จึ่งสั่งเสนาปรีชาชาญ ให้เตรียมพลมารโยธี
เลือกสรรแต่ล้วนฤทธิรุทร ให้ได้สิบสมุทรยักษี
กูจะไปพระเมรุคีรี ยังที่หาดกรดรจนา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น จึ่งเปาวนาสูรยักษา
รับสั่งถวายบังคมลา ออกมาจากท้องพระโรงคัล ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปฐม

ยานี

๏ จัดหมู่ทหารชำนาญศึก หกเหล่าห้าวฮึกแข็งขัน
กองหน้าใส่เสื้อสีจันทร์ ถือหอกยืนยันกระหยับแทง
ถัดมาใส่เสื้อพื้นตอง มือถือทวนทองกวัดแกว่ง
ถัดมาถือปืนรางแดง ใส่เสื้อเครือแย่งพื้นดำ
กองขวาใส่เสื้อเขียวขาบ สองมือถือดาบด้ามคร่ำ
กองซ้ายใส่เสื้อดอกคำ ถือง้าวกรายรำทุกคน
กองหลังถือสรรพาอาวุธ กวัดแกว่งอุตลุดกุลาหล
หกกองครบสิบสมุทรพล เกลื่อนกล่นเอิกเกริกเป็นโกลา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษา
ครั้นเสร็จซึ่งจัดโยธา เสด็จมาโสรจสรงวาริน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ชำระสระสนานสำราญองค์ ทรงสุคนธ์หอมฟุ้งจรุงกลิ่น
ภูษาลายรูปนาคิน สนับเพลาโกมินเชิงงอน
ชายแครงชายไหวปลายสะบัด ฉลององค์เกราะรัตน์ประภัสสร
รัดอกกระหนกกาบเป็นมังกร ตาบทิศอรชรสังวาลวัลย์
ทับทรวงมรกตข่ายครุฑ ทองกรประดับบุษย์ทับทิมคั่น
พาหุรัดเป็นรูปนาคพัน ธำมรงค์เรือนสุบรรณอลงการ
ทรงมหามงกุฎประดับเพชร กุณฑลเก็จจอนแก้วมุกดาหาร
จับหอกกบิลพัทชัชวาล มาขึ้นรถสุรกานต์อันรูจี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ รถเอยรถทรง กำกงแก้วประดับสลับสี
แอกงอนล้วนแล้วด้วยมณี มุขศรีทรงแม้นวิมานฟ้า
ห้ายอดแวววับประดับพลอย สุกย้อยสูงเยี่ยมเวหา
เทียมด้วยราชสีห์อันศักดา เผ่นพามาทางอัมพร
เครื่องสูงบังสูรย์มยุรฉัตร กรรชิงรัตน์แลเลื่อมประภัสสร
มี่ฆ้องกลองแห่แตรงอน พลากรเกลื่อนกลาดโพยมบน
เสียงรถเสียงทศทวยหาญ โห่สะท้านดินฟ้ากุลาหล
ข้ามมหาสมุทรชะเลวน รีบพลไปโดยเมฆา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพระเมรุบรรพต ขับรถลงจากพระเวหา
ประทับหมู่อสูรโยธา แทบท่าสมุทรชลธาร
แล้วมีบัญชาสีหนาท ประกาศกำชับทวยหาญ
จงตั้งกองป้องกันภัยพาล อย่าให้เหตุการณ์บังเกิดมี
ตรัสแล้วจึ่งเปลื้องเครื่องทรง จากองค์พญายักษี
เสด็จจากรถรัตน์มณี จรลีลงสรงสาคร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

๏ ชำระกายให้หมดมลทิน สุคนธาธารกลิ่นเกสร
ทรงภูษาแดงอรชร แสงดั่งทินกรอโณทัย
เจิมจุณมุ่นเกล้าเมาลี งามดั่งโยคีอาจารย์ใหญ่
โพกสีทับทิมอำไพ ทรงสไบบังเฉียงชมพูพราย
สอดใส่ประคำปัทมราช สวมธุหร่ำโอภาสสามสาย
จับหอกกบิลพัทกรีดกราย บ่ายหน้าเข้าโรงพิธี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

ชมตลาด

๏ ขึ้นนั่งเหนือบัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตฉัตรเฉลิมศรี
จึ่งบูชาธูปเทียนมาลี ทั้งมณีเจ็ดประการอำไพ
แล้วเอาดินเจ็ดท่าประสมกัน ปั้นรูปเทวัญน้อยใหญ่
ทั้งหกห้องฟ้าสุราลัย บรรดาที่ไปเป็นพยาน
เสร็จแล้วจึ่งโหมอัคคี กลางโรงพิธีไพศาล
ยอกรถวายมัสการ โอมอ่านพระเวทวิทยา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นถ้วนคำรบครบพัน เพลิงนั้นเริงแรงแสงกล้า
จึ่งหยิบเอารูปเทวา โยนเข้ากลาอัคคี
แผ่นดินสองแสนสี่หมื่นโยชน์ ก็อุโฆษกึกก้องสนั่นมี่
เป็นระลอกกระฉอกชลธี อสุรีซ้ำร่ายพระเวทไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ สาธุการ

๏ เดชะพระมนต์อันเชี่ยวชาญ ของพระทรงญาณประสาทให้
บันดาลร้อนถึงเทพไท ดั่งหนึ่งต้องไฟบรรลัยกัลป์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

ยานี

๏ เมื่อนั้น ฝ่ายองค์เจ้าตรัยตรึงศ์สวรรค์
กับทั้งฝูงเทพเทวัญ ทุกชั้นร้อนรนสกนธ์กาย
ดั่งอัคนิรุทรมาจุดจี่ แสนเทวษแสนทวีไม่รู้หาย
แต่ผุดลุกผุดนั่งวุ่นวาย ไม่มีความสบายเท่ายองใย
โกสีย์จึ่งเล็งทิพเนตร ทั่วทุกประเทศน้อยใหญ่
เห็นทศกัณฐ์ตั้งกลาไฟ ใกล้เชิงพระเมรุบรรพต
ปั้นรูปเทวาบูชากูณฑ์ ขุนยักษ์จักฆ่าเสียให้หมด
จึ่งพาเทวัญอันมียศ บทจรไปเฝ้าพระศุลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ โคมเวียน

ร่าย

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบาท พระสยมภูวนาถเรืองศรี
ทูลว่าทศเศียรอสุรี บัดนี้ไปตั้งพิธีกรรม์
ชุบกบิลพัทให้เรืองเดช ปั้นรูปเทเวศในสวรรค์
ทิ้งลงในกลางอัคคีนั้น จะฆ่าชีวันให้บรรลัย
อันการครั้งนี้ใหญ่นัก ไม่เห็นใครจะหักหาญได้
แม้นช้าวิทยาจะกล้าไป ฝูงเทพไทจะวายปราณ
อสุรียิ่งจะกำเริบฤทธิ์ ทุจริตหยาบช้ากล้าหาญ
พระองค์ผู้ทรงปรีชาชาญ ขอประทานจงได้เมตตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระทรงภพลบโลกนาถา
แจ้งว่าทศเศียรอสุรา ไปตั้งวิทยากลาไฟ
จึ่งมีเทวราชบรรหาร แก่มัฆวานเทวาน้อยใหญ่
อันหอกกบิลพัทเรืองชัย เราให้ลัสเตียนขุนยักษ์
อานุภาพหอกแก้วเล่มนี้ อาจผลาญไพรีทั้งไตรจักร
บัดนี้อสุรีทศพักตร์ ลูกรักนั้นได้สืบมา
ว่าแล้วจึ่งมีประกาศิต สั่งจิตุบทฤทธิ์กล้า
จงไปหาพาลีเทวา ให้มาไกรลาสคีรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น จิตุบทเทวัญเรืองศรี
รับสั่งถวายอัญชุลี สำแดงฤทธีแล้วเหาะไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงยามาเทวสถาน แสนสนุกโอฬารกว้างใหญ่
ตรงเข้ายังที่วิมานชัย เทพไทพาลีผู้ศักดา
แจ้งว่าพระสยมภูวนาถ มีเทวราชให้หา
จงไปเฝ้าเบื้องบาทา องค์พระอิศราธิบดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พาลีเทพบุตรเรืองศรี
แจ้งว่าองค์พระศุลี มีพระบัญชาให้หาไป
ก็แต่งองค์ทรงเครื่องอลงการ พร้อมด้วยบริวารน้อยใหญ่
ออกจากวิมานอำไพ สำแดงฤทธิไกรเหาะมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาท พระสยมภูวนาถนาถา
ท่ามกลางฝูงเทพเทวา ซึ่งมาประชุมพร้อมกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

ช้า

๏ เมื่อนั้น พระอิศวรบรมรังสรรค์
ครั้นเห็นพาลีเทวัญ ทรงธรรม์จึ่งมีพจมาน
ดูก่อนท่านผู้ศักดา อันมีปรีชากล้าหาญ
บัดนี้ทศเศียรใจพาล ตั้งพิธีการกลาไฟ
ชุบหอกยังหาดทรายกรด เชิงพระเมรุบรรพตเขาใหญ่
ปั้นรูปเทวาสุราลัย โยนเข้าในกองอัคคี
แม้นถ้วนสามวันโดยกำหนด เทวาจะตายหมดทุกราศี
อันหอกกบิลพัทอสุรี จะเรืองฤทธีมหึมา
ฝ่ายองค์พระลักษมณ์พระราม จะสงครามด้วยยากหนักหนา
ตัวท่านผู้มีเดชา จงพาบริวารลงไป
ช่วยกันทำลายพิธี ของอสุรีเสียให้ได้
อันหมู่เทวาสุราลัย จะพ้นภัยเป็นสุขสถาวร ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

ร่าย

๏ เมื่อนั้น พาลีเทพบุตรชาญสมร
รับเทวบัญชาอันสุนทร ประนมกรสนองพระวาที
ซึ่งพระองค์จะให้ข้าลงไป ล้างพิธีใหญ่ของยักษี
จะขออาสาในครานี้ มิให้เคืองธุลีบาทา
ทูลแล้วถวายบังคม พระอิศวรบรมนาถา
จึ่งนิมิตบิดเบือนกายา กับฝูงเทวาพร้อมกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวกลับเป็นพาลี ทำทีกวัดแกว่งพระแสงขรรค์
อันเทพบริวารทั้งนั้น เป็นวานรถือสรรพ์อาวุธ
แต่ละตนล้วนมีฤทธิรอน แน่นนับซับซ้อนอึงอุด
ดั่งพลสมเด็จพระทรงครุฑ เมื่อข้ามสมุทรไปลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระสยมภูวนาถนาถา
เห็นเป็นพาลีผู้ศักดา โยธาแต่ล้วนวานร
สำแดงแผลงฤทธิ์อำนาจ หวั่นไหวไกรลาสสิงขร
จึ่งตรัสอำนวยอวยพร จงถาวรจำเริญสวัสดี
อันกบิลพัทหอกชัย ที่เราให้ไปแก่ยักษี
อย่าได้ต้องพานอินทรีย์ ทั้งหมู่กระบี่เทวา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น เทพบุตรพาลีใจกล้า
ก้มเกล้ารับพรพระอิศรา ถวายบังคมลาพร้อมกัน
ต่างตนแผลงฤทธิ์อำนาจ ไกรลาสสะเทือนเลื่อนลั่น
พาฝูงโยธาเทวัญ ทั้งนั้นระเห็จเหาะไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพระเมรุบรรพต ที่หาดทรายกรดเนินใหญ่
เห็นโรงพิธีอำไพ ก็ลงในพ่างพื้นสุธาธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ครั้นแล้วสำแดงแผลงฤทธิ์ ให้มืดมิดไปทั่วทุกสถาน
ก็พาฝูงเทพบริวาร ทะยานเข้าหักเอาคีรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นทั้งอากาศ วิมานมาศสะเทือนทุกราศี
ทิ้งลงกลางโรงพิธี แล้วเข้ารุมตีอสุรา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพวกทหารยักษา
ล้มตายเกลื่อนกลาดดาษดา ตกประหม่าวิ่งแยกแตกกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ท้าวยี่สิบกรรังสรรค์
ได้ยินสำเนียงนี่นัน กุมภัณฑ์ลืมเนตรแลไป
เห็นพญาพาลีฤทธิรอน กับฝูงวานรน้อยใหญ่
ให้คิดฉงนสนเท่ห์ใจ ไฉนจึ่งเป็นดั่งนี้
ไอ้นี่สิสิ้นชีวิต ด้วยศรสิทธิ์พระรามเรืองศรี
เหตุใดจึ่งคืนชีวี กลับมาต่อตีประหลาดนัก
ชะรอยพิเภกมันบอกการ ให้ไอ้หนุมานอัปลักษณ์
แปลงเป็นพาลีทรลักษณ์ มาหักพิธีกาลา
กูจะผลาญเสียด้วยฤทธิ์ ไม่ไว้ชีวิตไอ้ลิงป่า
คิดแล้วเผ่นโผนโจนมา พญามารแกว่งหอกเข้าราวี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พาลีเทวัญเรืองศรี
หลบหลีกว่องไวในที ทะยานเข้าต่อตีกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เท้าซ้ายเหยียบเข่าอสุรา เท้าขวานั้นแกว่งพระแสงขรรค์
ปัดกบิลพัทพัลวัน ฟันถูกทศกัณฐ์ขุนมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ใจหาญ
ต้องเทพอาวุธชัยชาญ เจ็บปานชีวันจะบรรลัย
ทั้งกำลังก็น้อยถอยลง จะยืนตรงต่อตีมิใคร่ได้
สุดฤทธิ์สุดคิดจะชิงชัย ก็หนีไปลงกาธานี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พาลีเทพบุตรเรืองศรี
กับพวกบริวารโยธี เข้าดับอัคคีกาลา
บ้างแย่งบ้างรดด้วยวาริน สิ้นเปลวเริงแรงแสงกล้า
ก็หยิบเอารูปเทวา มาทิ้งลงในสีทันดร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นเสร็จสิ้นล้างพิธี อสุรีทศกัณฐ์ชาญสมร
ก็กลับเพศจากวานร เขจรไปเฝ้าพระทรงญาณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ