สมุดไทยเล่มที่ ๔๘

๏ เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์ทรงศร
ไสยาสน์เหนืออาสน์อลงกรณ์ ภูธรดำริตริไตร
ชิชะไมยราพขุนยักษ์ มาลอบลักสะกดกูได้
ผู้อื่นก็จะสิ้นชีวาลัย อยู่ที่ตํ่าใต้บาดาล
แต่นิ่งนึกตรึกไปไม่ไสยา จนแสงทองส่องฟ้าฉายฉาน
พระพายชายพัดรำเพยพาน สุมามาลย์หอมกลิ่นระคนกัน
หมู่วิหคเร่าร้องถวายเสียง สำเนียงฆ้องกลองก้องสนั่น
ดาวเดือนเลื่อนลับสัตภัณฑ์ สุริยันเยี่ยมยอดบรรพตา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏ จึ่งชำระสระสรงทรงเครื่อง อร่ามเรืองดั่งเทพเลขา
พระกรจับศรอันศักดา เสด็จออกหน้าพลับพลาชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ พร้อมทหารทั้งสองนคเรศ น้อมเกศยอกรบังคมไหว้
เกลื่อนกลาดดาษเฝ้าพระภูวไนย ดั่งดาวล้อมแขไขในอัมพร
พอได้ยินสำเนียงกึกก้อง สะเทือนท้องมรกตสิงขร
ผงคลีบดบังทินกร ภูธรจึ่งมีพระบัญชา
ดูกรพิเภกกุมภัณฑ์ อันเสียงเลื่อนลั่นสนั่นป่า
จะเป็นทัพกุมภกรรณยกมา หรือว่าอสูรตนใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบัญชาภูวไนย บังคมไหว้สนองวาที
อันทัพที่ยกออกมา คือพญากุมภกรรณยักษี
ทรงโมกขศักดิ์อันฤทธี วันนี้เห็นมีกำลังนัก ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์ทรงจักร
ได้ฟังน้องท้าวทศพักตร์ ว่าทัพขุนยักษ์ที่ยกมา
มีกำลังด้วยเทพอาวุธ ทั้งเรืองฤทธิรุทรแกล้วกล้า
จึ่งมีพระราชบัญชา ถามพญาพิเภกอสุรี
ครั้งนี้จะเห็นผู้ใด จะต่อกรชิงชัยด้วยยักษี
จึ่งจะไม่เสียท่วงที แก่ไอ้อสุรีอาธรรม์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พิเภกโหราตัวขยัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ บังคมคัลสนองพระวาจา
อันท้าวพญาวานร เห็นไม่ต้านทานกรยักษา
ขอให้พระศรีอนุชา ไปต่อฤทธาด้วยขุนมาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรกฤษณ์ลือฤทธิ์ทุกทิศาล
ได้ฟังพิเภกโหราจารย์ ผ่านฟ้าชื่นชมยินดี
จึ่งว่าดูกรเจ้าลักษมณ์ น้องรักผู้ร่วมชีวิตพี่
จงยกพหลโยธี ไปต่อตีดูกำลังอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น น้องพระหริรักษ์นาถา
น้อมเศียรกราบลงกับบาทา แล้วสนองบัญชาด้วยยินดี
ตัวน้องขอรองฉลองบาท พระเชษฐาธิราชเรืองศรี
สู้ตายไม่เสียดายชีวี มิให้เคืองธุลีพระทรงฤทธิ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระภุชพงศ์องค์นารายณ์จักรกฤษณ์
ฟังพระอนุชาร่วมชีวิต ดั่งสุรามฤตชโลมทา
ตรัสสั่งลูกพระสุริย์ฉาน ให้ตรวจเตรียมทวยหาญซ้ายขวา
ไปด้วยพระศรีอนุชา เข่นฆ่าอริราชไพรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
รับสั่งสมเด็จพระจักรี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ยานี

๏ จัดเอาสุรกานต์ชาญยุทธ์ คุมพลเจ็ดสมุทรเป็นกองหน้า
เกียกกายเกสรทมาลา คุมโยธาถ้วนสิบสมุทรไท
กองหลวงนั้นพลสิบห้าสมุทร เลือกล้วนฤทธิรุทรแผ่นดินไหว
ยกกระบัตรโคมุทวุฒิไกร คุมไพร่สิบสมุทรวานร
กองหลังมหัทวิกัน พลขันธ์เจ็ดสมุทรชาญสมร
กวัดแกว่งอาวุธสำหรับกร ดั่งจะช้อนเอาพื้นแผ่นดิน
ต่างตนลำพองคะนองศึก เริงร่านหาญฮึกด้วยกันสิ้น
เตรียมทั้งรถแก้วโกมิน กบินทร์คอยเสด็จยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์นาถา
ลาองค์สมเด็จพระจักรา เสด็จมาที่สรงชลธาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

โทน

๏ ให้ไขท่อแก้วปทุมทอง เป็นละอองเฟื่องฟุ้งหอมหวาน
สุคนธาปรุงทิพย์สุมามาลย์ สนับเพลาเครือก้านสุบรรณบิน
ภูษาพื้นสีเขียวขำ ทองชํ้าเชิงรูปภุชงค์สิ้น
[1]ชายแครงช่อเครือกินริน ชายไหวรายนิลกระหนกครุฑ
ทับทรวงร่วงแสงสังวาลวัลย์ ตาบทิศกุดั่นประดับบุษย์
เฟืองห้อยร้อยห่วงชมพูนุท ธำมรงค์เรือนครุฑทองกร
พาหุรัดเป็นรูปนาคกลาย มงกุฎแก้วแพร้วพรายประภัสสร
ขัดพระขรรค์จับศิลป์ฤทธิรอน บทจรขึ้นรถพรรณราย ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

โทน

๏ รถเอยราชรถแก้ว ดุมวงกงแวววิเชียรฉาย
แปรกหามงามพริ้มโพยมพราย จำหลักลายภาพล้อมบัลลังก์ลอย
เสาแก้วมังกรกระหนกมาศ เครือหงส์ลงหาดช่อห้อย
จัตุรมุขสุกพลามอร่ามพลอย ท้ายเฉิดงอนช้อยด้วยธงชาย
สารถีขับเทพสินธพ ลำพองรบผาดเผ่นเขม้นหมาย
เครื่องสูงจับพื้นโพยมพราย ธงรายนำริ้วเป็นทิวไป
เสียงฆ้องกลองประโคมโครมครื้น สะท้านพื้นทั่วภพแผ่นดินไหว
หมู่ทหารขานโห่เอาชัย รีบพวกพลไกรยาตรา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ กราวนอก

๏ ครั้นถึงเห็นทัพกุมภกรรณ ตั้งมั่นอยู่ริมชายป่า
จึ่งให้หยุดพหลโยธา จะดูกิริยาอสุรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษี
ยืนรถอยู่กลางโยธี เห็นทัพกระบี่ยกมา
มนุษย์น้อยเป็นจอมพลากร แน่งน้อยอรชรดั่งเลขา
ผิวพักตร์ผ่องเพียงพระจันทรา ใครเห็นเป็นน่าจำเริญใจ
จึ่งมีพระราชบรรหาร สั่งพวกพลมารน้อยใหญ่
ให้แยกเป็นปีกกาออกไป มั่นไว้อย่าเพ่อเข้าโจมตี
ตรัสแล้วก็ทำสีหนาท องอาจดั่งพญาราชสีห์
ให้ขับรถรัตน์มณี ฝ่าหมู่โยธีขึ้นมา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งร้องว่าเหวยมนุษย์น้อย กระจ้อยร่อยเท่านิ้วหัตถา
ดั่งสตรีมีลักษณ์โสภา นี่หรือชื่อว่าพระลักษมณ์
เราเห็นก็เป็นเอ็นดู จะองอาจมาสู้โมกขศักดิ์
ที่ไหนจะครือมือยักษ์ เห็นจักไม่รอดชีวี
จงเร่งเลิกทัพกลับไป บอกให้พระรามผู้พี่
ออกมารณรงค์ต่อตี ใครดีจะได้เห็นกัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ได้ฟังวาจากุมภกรรณ จึ่งมีบัญชาตอบไป
เหวยเหวยดูกรขุนมาร อย่าอวดหาญเจรจาหยาบใหญ่
เราคือพระกาลชาญชัย ฤทธิไกรเลิศลบโลกา
ตัวท่านเป็นน้องทศพักตร์ ถือแต่โมกขศักดิ์คมกล้า
ฝ่ายเราเป็นน้องพระจักรา ทรงศรศักดาวราวุธ
แต่สังหารผลาญชีพชีวัน กุมภัณฑ์ตายยับนับสมุทร
อย่าอ้างถึงองค์พระทรงครุฑ ผู้เป็นมงกุฎธาตรี
ตัวกูยกมาจะสังหาร ตัดเอาเศียรมารยักษี
ไปถวายเบื้องบาทพระจักรี ยังที่สุวรรณพลับพลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษา
ได้ฟังพระลักษมณ์เจรจา โกรธาคือไฟบรรลัยกัลป์
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกระทืบบาท ทำอำนาจดั่งหนึ่งฟ้าลั่น
เหม่เหม่มนุษย์เท่าแมลงวัน กูจะหั่นให้ยับทั้งอินทรีย์
ว่าแล้วจึ่งมีบรรหาร สั่งโลทันมารสารถี
ให้กลับรถรัตน์มณี มาที่ประชุมโยธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ แล้วมีสีหนาทประกาศไป เหวยพวกพลไกรทัพหน้า
เร่งเข้าราวีตีประดา ฆ่าหมู่วานรให้วายปราณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ บัดนั้น โยธากองหน้าใจหาญ
ก้มเกล้ารับสั่งพญามาร ทะยานเข้าตีทัพวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ พุ่งซัดอาวุธเป็นห่าฝน ต่างตนก็ยิงธนูศร
โห่สนั่นลั่นฟ้าดินดอน ฟันฟอนอุตลุดวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายพลวานรน้อยใหญ่
รบรับสัประยุทธ์ชิงชัย ว่องไวถาโถมโจมตี
ตีนถีบปากกัดพัลวัน ติดพันกับหมู่ยักษี
เป็นเหล่าเหล่ารบรุกคลุกคลี ถ้อยทีไม่ละลดกร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายหมู่โยธาชาญสมร
ขับกันหนุนเนื่องเข้าราญรอน ไล่ตีวานรอลวน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ กลอกกลับจับกันหลายท่า ต่างตีต่างฆ่าสับสน
ถ้อยทีมีฤทธิแรงรน ต่างหาญต่างทนเข้าราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น จึ่งหมู่โยธากระบี่ศรี
หลบหลีกว่องไวในที โถมเข้าโจมตีพลมาร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หัวขาดตีนขาดดาษดา ด้วยกำลังฤทธากล้าหาญ
อสุราแตกย่นไม่ทนทาน วิ่งพล่านไม่รอต่อตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น จึ่งตรีพลัมยักษี
ทั้งฤทธิกาสูรอสุรี อีกพัทกาวีกุมภัณฑ์
เห็นพลแตกพ่ายกระจายมา ต่างตนโกรธาตัวสั่น
กวัดแกว่งอาวุธดั่งไฟกัลป์ เข้าไล่โรมรันวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สามนายแยกกันประจัญตี ท่วงทีองอาจดั่งไกรสร
หวดซ้ายป่ายขวาด้วยฤทธิรอน ตะลุมบอนกลางหมู่กระบี่ไพร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น สุรเสนสุรกานต์น้อยใหญ่
ทั้งนิลขันชาญชัย เห็นสามยักษ์ไล่รุกบุกมา
กริ้วโกรธพิโรธดั่งไฟฟอน สำแดงฤทธิรอนแกล้วกล้า
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสนั่นฟ้า โถมเข้ารับหน้าอสุรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ สุรเสนเผ่นโผนโจนจับ กับตรีพลัมยักษี
สุรกานต์ผู้ชาญฤทธี จับพัทกาวีขุนมาร
อันนิลขันผู้ศักดา จับฤทธิกาสูรใจหาญ
หกนายโรมรันประจัญบาน ต่อกรรอนราญไม่งดกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ทั้งสามอสุราแข็งขัน
ถาโถมโรมรุกบุกบัน ตีประจัญกับสามวานร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ ต่างแทงต่างฟันต่างจับ กลอกกลับด้วยกำลังชาญสมร
ถ้อยทีถ้อยมีฤทธิรอน ต่อกรตอบแทนกันไปมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น สามกระบี่ฤทธิไกรใจกล้า
รับหัตถ์ปัดป้องอสุรา โถมเข้าเข่นฆ่าราวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สามนายจับสามขุนมาร ด้วยกำลังหาญกระบี่ศรี
ฟาดลงกับพื้นปัถพี อสุรีสุดสิ้นชีวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด โอด

๏ เมื่อนั้น กุมภกรรณสิทธิศักดิ์ยักษา
เห็นสามทหารมรณา โกรธาดั่งไฟบรรลัยกัลป์
กวัดแกว่งโมกขศักดิ์กระทืบบาท ร้องตวาดเสียงดั่งฟ้าลั่น
ให้ขับรถแก้วแพร้วพรรณ เข้าไล่บุกบันวานร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์พระอนุชาชาญสมร
ครั้นเห็นน้องท้าวยี่สิบกร เข้ามาราญรอนราวี
จึ่งชักศรสาตร์ขึ้นพาดสาย มุ่งหมายจะล้างยักษี
หน่วงน้าวด้วยกำลังฤทธี น้องพระจักรีก็แผลงไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เสียงสนั่นครั่นครื้นอากาศ พสุธากัมปนาทหวาดไหว
ต้องนายสารถีบรรลัย รถชัยหักยับแหลกลาญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น กุมภกรรณฤทธิไกรใจหาญ
ตกลงกับพื้นพสุธาธาร ขุนมารกริ้วโกรธพิโรธนัก
เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันสนั่นฟ้า กรขวากวัดแกว่งโมกขศักดิ์
โลดโผนโจนด้วยกำลังยักษ์ เข้าจับรถพระลักษมณ์ทันที ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระอนุชาธิราชเรืองศรี
เห็นพญากุมภกรรณอสุรี ทำทีองอาจอหังการ์
กวัดแกว่งพระแสงศรทรง หวดลงต้องกายยักษา
โจนจากรถแก้วแววฟ้า เผ่นขึ้นเหยียบบ่ากุมภกรรณ
ต่างตีต่างแทงต่างรับ กลอกกลับรวดเร็วดั่งจักรผัน
สองหาญต่อกล้าโรมรัน จับกันผลัดเปลี่ยนในที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษี
รับรองป้องกันประจัญตี อสุรีเผ่นโผนโจนมา
เท้าหนึ่งเหยียบเข่าพระลักษมณ์ มือเงื้อโมกขศักดิ์คมกล้า
หมายเขม้นจะล้างชีวา หันเวียนเปลี่ยนท่าพัลวัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
ปะทะระกรกุมภัณฑ์ บุกบันถาโถมโจมตี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ หวดด้วยพระแสงศรทรง ต้ององค์กุมภกรรณยักษี
เสียงดั่งฟ้าฟาดแสนที อสุรีซวนไปด้วยฤทธา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น กุมภกรรณสุริย์วงศ์ยักษา
เจ็บช้ำไปทั่วทั้งกายา ดั่งว่าจะม้วยชีวัน
แล้วคิดมานะจะเอาชัย ด้วยกำลังใจโมหันธ์
ยอกรเหนือเกล้าบังคมคัล กุมภัณฑ์ร่ายเวทอันเพริศพราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ เสร็จแล้วเป่าลูบลงทันที เจ็บทั่วอินทรีย์ก็เสื่อมหาย
กวัดแกว่งหอกแก้วพรรณราย หมายมุ่งแล้วพุ่งตรงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ต้องอกพระลักษมณ์สุริย์วงศ์ จะดำรงกายไว้ก็ไม่ได้
ล้มลงกลางสมรภูมิชัย ไม่เป็นสติสมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น พญาสุครีพกระบี่ศรี
เห็นน้องสมเด็จพระจักรี ต้องหอกอสุรีพาลา
ตระหนกตกใจเป็นสุดคิด ดั่งชีวิตจะม้วยสังขาร์
วิ่งเข้ารับองค์พระอนุชา ลูกพระสุริยาก็โศกี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น องคตหนุมานกระบี่ศรี
ทั้งสิบแปดมงกุฎเสนี โกรธคืออัคคีบรรลัยกาล
ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกระทืบบาท ทำอำนาจด้วยกำลังหาญ
ต่างตนโลดโผนโจนทะยาน เข้าตีพลมารวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ หัวขาดตัวขาดดาษดา อสุราตายยับไม่นับได้
แต่องคตหนุมานชาญชัย ถาโถมโจมไล่กุมภกรรณ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ สองนายโรมรันฟันแทง ด้วยกำลังฤทธิแรงแข็งขัน
ถีบกัดตบต่อยพัลวัน บุกบันรบรุกคลุกคลี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษี
ผู้เดียวสุดที่จะราวี ต่อตีกับสองวานร
จำเป็นรับรองป้องกัน จนสุริยันลับเหลี่ยมสิงขร
ให้เลิกโยธาพลากร คืนเข้าพระนครลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงพระนิเวศน์วังสถาน อันโอฬารดั่งดาวดึงสา
เสด็จขึ้นไปเฝ้าพระพี่ยา ในมหาปราสาทรูจี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

ช้า

๏ เมื่อนั้น ทศเศียรสุริย์วงศ์ยักษี
เสด็จเหนือแท่นแก้วมณี อสุรีแลเห็นน้องรัก
จึ่งมีพระราชบัญชา เจ้าผู้วงศ์พรหมาสิทธิศักดิ์
ซึ่งยกพหลพลยักษ์ ไปหักทัพมนุษย์กับลิงไพร
เหตุใดเจ้าจึ่งเลิกทัพ ต่อสุริยาเลี้ยวลับเหลี่ยมไศล
สงครามเสียทีหรือมีชัย พี่ตั้งใจคอยองค์อนุชา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษา
ก้มเกล้ากราบลงกับบาทา อสุราสนองพระวาที
ซึ่งน้องยกพลออกไป ชิงชัยด้วยมนุษย์กระบี่ศรี
ข้าศึกฮึกหาญราวี สามารถต่อตีติดพัน
ได้ทีน้องพุ่งโมกขศักดิ์ ต้องอกพระลักษมณ์อาสัญ
พอสิ้นแสงสีรวีวรรณ จึ่งเลิกพลขันธ์กลับมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น ท้าวราพณาสูรยักษา
ได้ฟังยินดีปรีดา ดั่งได้ฟากฟ้าสุราลัย
ตบมือทั้งยี่สิบมือ เสียงสนั่นบันลือหวาดไหว
สิบปากสำรวลสำราญใจ ไปสวมกอดองค์น้องรัก
ควรที่เป็นปิ่นลงกา ครอบครองสวรรยาอาณาจักร
สืบศรีสุริย์วงศ์พงศ์ยักษ์ เป็นหลักทวีปกรุงมาร
อันหมู่พาลาปัจจามิตร จะสิ้นชีวิตสังขาร
จะปรากฏพระยศยืนนาน ไพร่ฟ้าจะสำราญทั้งธานี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏ เมื่อนั้น พญากุมภกรรณยักษี
ได้ฟังพระราชวาที มีความยินดีปรีดา
เสร็จแล้วน้อมเศียรบังคม ลาพระบรมเชษฐา
กรายกรยุรยาตรคลาดคลา เสด็จมาปราสาทอลงกรณ์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ บัดนั้น หมู่กระบี่ทวยหาญชาญสมร
เห็นกุมภกรรณฤทธิรอน เลิกพลนิกรกลับไป
พอคํ่ายํ่าแสงสุริยัน จะติดตามโรมรันก็ไม่ได้
ร้อนจิตดั่งต้องพิษไฟ จนใจก็พากันกลับมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ ต่างตนต่างเข้าประคององค์ พระลักษมณ์สุริย์วงศ์นาถา
ฉุดชักโมกขศักดิ์อสุรา ไม่เคลื่อนคลาออกจากอินทรีย์
สุดฤทธิ์สุดคิดจะแก้ไข ชลนัยน์อาบพักตร์กระบี่ศรี
ต่างตนต่างแสนโศกี อึงมี่รักน้องพระสี่กร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น พญาสุครีพชาญสมร
ครั้นเห็นโมกขศักดิ์ฤทธิรอน ไม่หลุดถอนจากองค์พระอนุชา
โศกาปิ้มว่าจะวายชนม์ กวักเรียกนิลนนท์เข้ามาหา
ท่านจงไปทูลพระจักรา ให้ผ่านฟ้าทราบเบื้องบทมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น นิลนนท์ฤทธิไกรใจหาญ
ได้ฟังสุครีพบัญชาการ ก็วิ่งลนลานเข้ามา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงน้อมเศียรอภิวาทน์ พระตรีภูวนาถนาถา
สะอื้นพลางทางทูลกิจจา ว่าพระอนุชาวิลาวัณย์
ออกไปสัประยุทธ์ชิงชัย ด้วยไอ้กุมภกรรณโมหันธ์
บัดนี้ต้องโมกขศักดิ์มัน พระน้องนั้นสุดสิ้นชนมาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกสถาน
ได้ฟังดั่งหนึ่งพระกาล มาสังหารหวะแหวะเอาดวงใจ
ชลนาคลอคลองนองเนตร แสนทุกข์แสนเทวษละห้อยไห้
ดั่งหนึ่งจะสิ้นชีวาลัย ภูวไนยจับศรศักดา
พร้อมด้วยโยธาพานรินทร์ กบินทร์นิลนนท์นำหน้า
ออกจากสุวรรณพลับพลา เสด็จรีบมาในราตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ พญาโศก

๏ มืดคลุ้มอับแสงดาวเดือน เมฆเกลื่อนบดบังรัศมี
ไม่เห็นมรรคาพนาลี กระบี่พาหลงวงไป
พระพิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท พสุธากัมปนาทหวาดไหว
เหวยไอ้นิลนนท์จังไร เหตุใดจึ่งพากูหลงมา
ว่าแล้วจับจันทวาทิตย์ ทรงฤทธิ์พาดสายเงื้อง่า
น้าวหน่วงแผลงไปในเมฆา เสียงสนั่นลั่นฟ้าธาตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ เกิดเป็นศศิธรสามดวง โชติช่วงจำรัสรัศมี
แสงสว่างพ่างพื้นธรณี ภูมีเร่งรีบเสด็จจร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ครั้นถึงซึ่งที่รณรงค์ เห็นองค์อนุชาชาญสมร
ต้องโมกขศักดิ์ฤทธิรอน ภูธรก็วิ่งเข้าไป
พระหัตถ์จับหอกประคองฉุด จะเขยื้อนเลื่อนหลุดก็หาไม่
ปักแน่นดั่งตรึงลงไว้ ภูวไนยยิ่งเศร้าโศกนัก
ลดองค์ลงแอบแนบน้อง ตระกองช้อนเกศขึ้นใส่ตัก
รับขวัญพินิจพิศพักตร์ พระทรงจักรรำพันโศกี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

โอ้

๏ โอ้อนิจจาเจ้าเพื่อนยาก แสนทุกข์ลำบากมาด้วยพี่
เลื่องชื่อลือฤทธิ์ทั้งธาตรี หรือมาแพ้อสุรีพาลา
เสียแรงไวกูณฐ์มาด้วยกัน ว่าจะมล้างอาธรรม์ริษยา
เจ้ามาสิ้นชีพชีวา แต่พี่ยาจะทำศึกไป
ถึงมีชัยได้เมียก็เสียน้อง จะต้องการอะไรก็หาไม่
ครั้นจะกลับคืนเข้าเวียงชัย ใครเลยจะนับว่าเป็นชาย
ทั้งสามสมเด็จพระชนนี จะโศกาโกรธพี่ไม่รู้หาย
ว่ารักเมียใช้น้องไปให้ตาย ความอายจะชั่วกัลปา
เสียเมียรักแล้วมิหนำ มาซ้ำเสียองค์กนิษฐา
จะอยู่ไยให้ทนเวทนา จะสู้สิ้นชีวาด้วยน้องรัก
ไปสู่เมืองฟ้าสุราลัย ให้ลับตาพวกภัยปรปักษ์
รํ่าพลางกอดองค์พระลักษมณ์ ซบพักตร์กันแสงไม่สมประดี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ โอด

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษี
เห็นพระองค์ทรงโศกโศกี อสุรีกราบลงกับบาทา
ทูลว่าพระลักษมณ์สุริย์วงศ์ ยังไม่ปลงชีวังสังขาร์
อันโมกขศักดิ์อสุรา พรหมาประสิทธิ์ประสาทไว้
ทรงอานุภาพฤทธิรุทร ต้องใครจะฉุดนั้นไม่ไหว
แต่มียาคู่หอกชัย ให้ไว้สำหรับแก้กัน
แม้นละไว้จนรุ่งราตรี ต้องแสงพระรวีจะอาสัญ
ขอให้ลูกพระพายเทวัญ ไปห้ามพระสุริยันในชั้นฟ้า
อย่าเพ่อรีบรถบทจร ข้ามยุคุนธรภูผา
แล้วให้ไปเก็บตรีชวา ทั้งยาชื่อสังกรณี
ยังเขาสรรพยาบรรพต ปรากฏอยู่ยอดคีรีศรี
กับปัญจมหานที สรรพยาทั้งนี้มาให้ทัน
แม้นว่าได้บดชโลมลง องค์พระอนุชาไม่อาสัญ
จะดำรงคงชีพชีวัน หอกนั้นก็จะหลุดขึ้นมา ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภูวนาถนาถา
ได้ฟังพิเภกโหรา ผ่านฟ้าค่อยคลายอาวรณ์
จึ่งมีพระราชบรรหาร ตรัสสั่งหนุมานชาญสมร
ท่านจงไปห้ามพระทินกร ให้งดก่อนอย่าเพ่อจรลี
แล้วรีบไปเก็บโอสถ โดยกำหนดพิเภกยักษี
อันปัญจมหานที มีอยู่ในกรุงอยุธยา
จงแจ้งทั้งสองน้องรัก ว่าพระลักษมณ์ต้องหอกยักษา
จะขอนํ้าปัญจคงคา ประกอบยาแก้หอกกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานฤทธิแรงแข็งขัน
รับสั่งพระองค์ทรงสุบรรณ ถวายบังคมคัลแล้วออกไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ทำอำนาจผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ ทศทิศกัมปนาทหวาดไหว
ถีบทะยานผ่านฟ้าด้วยว่องไว ตรงไปยังยอดยุคุนธร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ เห็นพระอาทิตย์ขับรถ เลี้ยวลดตามเหลี่ยมสิงขร
ล่วงจากทวีปอุดร ไขสีอ่อนอ่อนขึ้นมา
ขุนกระบี่ผู้ปรีชาไว ไม่อาลัยแก่ชีพสังขาร์
ผาดโผนโจนทะยานด้วยฤทธา ฉวยท้ายรัถาพระสุริยัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏ เมื่อนั้น องค์พระทินกรรังสรรค์
รถไหวตกใจอัศจรรย์ สำคัญว่าราหูมาราวี
จึ่งผินพักตร์มาดูท้ายรถ เป็นเพลิงกรดสังหารกระบี่ศรี
เห็นแต่ขนเพชรรูจี มีความฉงนสนเท่ห์ใจ
แต่นิ่งคิดพิศเพ่งอยู่เป็นครู่ จะรู้เหตุผลก็หาไม่
หรือมนุษย์ครุฑาสุราลัย ใครหนอขนเพชรจึ่งมีมา
จำกูจะชุบขึ้นไถ่ถาม ให้แจ้งความในข้อกังขา
คิดแล้วร่ายเวทวิทยา สามคาบเป่ามาทันที ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ ตระ

๏ บัดเดี๋ยวก็เห็นเป็นวานร ประภัสสรจำรัสรัศมี
ทั้งกุณฑลขนเพชรมาลี เขี้ยวแก้วมณีชัชวาล
จึ่งมีเทวราชบัญชา ว่าเหวยไอ้ลิงใจหาญ
เหตุใดไม่กลัวบรรลัยลาญ อหังการมายุดรถไว้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้มีอัชฌาสัย
น้อมเศียรกราบทูลสนองไป ตัวข้าได้ชื่อหนุมาน
เป็นข้าสมเด็จพระสี่กร ภูธรยกโยธาหาญ
ไปปราบอสุราสาธารณ์ ทำการรณรงค์ในลงกา
บัดนี้พระอนุชาทรงลักษณ์ ต้องโมกขศักดิ์ยักษา
พระนารายณ์ใช้ข้าไปเก็บยา จะกลับมาไม่ทันราตรี
ด้วยจวนพระองค์จะส่องแสง รุ่งแจ้งแรงร้อนรัศมี
พระลักษมณ์จะม้วยชีวี ให้ข้านี้มาทูลห้ามไว้
อย่าเพ่อให้ขับราชรถ งดอยู่พอแก้พระลักษมณ์ได้
ใช่จะประมาทอาจใจ ให้เคืองใต้เบื้องบทมาลย์ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระอาทิตย์ฤทธิแรงแสงฉาน
ฟังวายุบุตรบัญชาการ จึ่งมีบรรหารตอบไป
ซึ่งจะห้ามวิถีราศีจักร ให้เสริดพักอยู่นั้นไม่ได้
แต่เราจะเดินรถชัย เข้าเสียในกลีบเมฆา
สุดแต่มิให้แสงส่อง ต้องโมกขศักดิ์ยักษา
เอ็งจงเร่งรีบไปเก็บยา แก้พระอนุชาให้ทันที ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
รับเทวบรรหารด้วยยินดี ขุนกระบี่ลาแล้วก็เหาะมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ครั้นถึงสรรพยาสิงขร วานรจึ่งร้องเรียกหา
เหวยสังกรณีตรีชวา พระจักราให้มาเชิญไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา

๏ เรียกขึ้นทีไรก็ขานรับ จะจับสำคัญก็ไม่ได้
แต่เวียนวนค้นหาจนอ่อนใจ ก็ขึ้นไปบนยอดคีรีนทร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ด้อมมองร้องเรียกร้องกู่ ก็ขานอยู่แทบเชิงสิงขร
ขุนกระบี่ผู้มีฤทธิรอน ประนมกรนิมิตอินทรีย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏ มีหางยาวใหญ่โอบกระหวัด รัดรอบสรรพยาคีรีศรี
เรียกพลางรวบขึ้นไปทุกที จนถึงที่ยอดบรรพต ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏ ก็เก็บได้สรรพยาสมคิด แล้วสำแดงฤทธิ์ดั่งลมกรด
เหาะทะยานผ่านฟ้าเลี้ยวลด กำหนดตรงไปอยุธยา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ จึ่งเห็นสองสุริย์วงศ์ น้องพระภุชพงศ์นาถา
เสด็จเหนืออาสน์อลงการ์ ยังหน้ามหาปราสาทชัย
พร้อมทั้งหมู่มุขมนตรี ปโรหิตเสนีน้อยใหญ่
ก็ลงจากอากาศด้วยว่องไว เข้าไปถวายบังคมคัล ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏ เมื่อนั้น พระพรตสุริย์วงศ์รังสรรค์
เห็นวานรเผือกผ่องผิวพรรณ เข้ามาถวายอัญชุลี
ให้คิดฉงนสนเท่ห์นัก แต่พินิจพิศพักตร์กระบี่ศรี
แล้วมีพระราชวาที ตัวท่านนี้นามกรใด
เชื้อวงศ์พงศ์เผ่าพานรินทร์ ถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ไหน
มานี้ด้วยเหตุสิ่งไร คือใครใช้สอยวานร ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏ บัดนั้น คำแหงวายุบุตรชาญสมร
ได้ฟังบัญชาพระภูธร ประนมกรกราบทูลสนองไป
ข้าบาทเป็นข้าพระอวตาร ชื่อว่าหนุมานทหารใหญ่
บัดนี้ทศกัณฐ์บังอาจใจ มิได้เกรงเดชพระจักรี
ลอบลักสมเด็จพระวรนาฏ ผู้เป็นอัครราชมเหสี
ไปไว้ในลงกาธานี พระสี่กรประชุมโยธา
ทั้งชมพูนครขีดขิน พงศ์พื้นพานรินทร์แกล้วกล้า
เจ็ดสิบเจ็ดสมุทรคณนา ยกไปเข่นฆ่ากุมภัณฑ์
วันนี้กุมภกรรณขุนยักษ์ รบกับพระลักษมณ์รังสรรค์
พระองค์ต้องหอกของมัน ตรึงมั่นไม่หลุดจากอินทรีย์
พระนารายณ์ใช้ให้มาทูลบาท พระอนุชาธิราชทั้งสองศรี
ขอปัญจมหานที ประกอบกับยานี้ข้าเก็บมา
ชโลมแก้หอกโมกขศักดิ์ ของน้องทศพักตร์ยักษา
อย่าให้ทันรุ่งแสงสุริยา พระอนุชาจะรอดชีวัน ฯ

ฯ ๑๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระพรตพระสัตรุดรังสรรค์
ได้ฟังหนุมานชาญฉกรรจ์ รำพันออกนามพระจักรี
ว่าแสนทุกข์แสนเทวษลำบาก แสนยากจากองค์มเหสี
จนพระลักษมณ์ร่วมชีวี ก็ต้องหอกอสุรีพาลา
สองกษัตริย์ตระหนกตกใจ ดั่งใครมาบั่นเอาเกศา
ชลเนตรคลอคลองนัยนา ต่างทรงโศการำพัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โอด

โอ้

๏ โอ้อนิจจาพระทรงจักร เป็นปิ่นปักสามภพจบสวรรค์
หรือมาต้องเดินป่าอารัญ ตามกันทั้งสามเสด็จจร
ได้ยากลำบากแล้วมิหนำ ซํ้าจากอัคเรศดวงสมร
จนต้องข้ามมหาสาคร ตามไปราญรอนปัจจามิตร
เสียแรงตัวน้องเอากำเนิด เกิดร่วมสุริย์วงศ์พระจักรกฤษณ์
มิได้ตามเสด็จพระทรงฤทธิ์ เอาชีวิตสนองพระบาทา
ดั่งไม่จำนงจงรัก ภักดีต่อองค์พระเชษฐา
ได้แต่พระลักษมณ์อนุชา ไปร่วมชีวาพระจักรี
เป็นเพื่อนรณรงค์ยงยุทธ์ จนต้องอาวุธยักษี
รํ่าพลางต่างทรงโศกี ดั่งหนึ่งชีวีจะวายปราณ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด

๏ ครั้นค่อยระงับดับโศก ซึ่งวิโยคกำสรดสงสาร
จึ่งสั่งคำแหงหนุมาน ตัวท่านจงทูลพระจักรี
ว่าเราทั้งสองอนุชา บังคมมาใต้เบื้องบทศรี
อยู่เมืองเหมือนนอนในอัคคี มีแต่ความโศกไม่วายวัน
แจ้งว่าพระองค์สงครามยักษ์ ทุกข์หนักปิ้มชีพชีวาสัญ
จะใคร่ไปรองบาทพระทรงธรรม์ ก็เกรงล่วงพระบัญชาไป
ตรัสแล้วเอาขวดรัตนา ซึ่งใส่ปัญจคงคาส่งให้
ตัวท่านผู้มีฤทธิไกร รีบไปให้ทันราตรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ บัดนั้น หนุมานผู้ชาญชัยศรี
ก้มเกล้ารับเต้าวารี ถวายอัญชุลีแล้วออกมา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ จึ่งสำแดงแผลงฤทธิ์อำนาจ โลกธาตุไหวทั่วทุกทิศา
ถีบทะยานผ่านขึ้นเมฆา บ่ายหน้ายังสมรภูมิชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏ ลัดนิ้วมือเดียวก็มาถึง ซึ่งที่โยธาทัพใหญ่
ลงจากฟากฟ้าด้วยว่องไว ตรงไปเฝ้าองค์พระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏ ยอกรน้อมเศียรอภิวาทน์ กราบลงแทบบาทบทศรี
ถวายปัญจมหานที กับสังกรณีตรีชวา
แล้วทูลความพระพรตพระสัตรุด ทั้งสองพระนุชกนิษฐา
แก่องค์สมเด็จพระจักรา ตามบัญชาสั่งทุกประการ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
รับยามาจากหนุมาน ผ่านฟ้าชื่นชมด้วยสมคิด
ส่งให้พิเภกอสุรี แล้วมีบัญชาประกาศิต
เร่งประกอบยาอันมีฤทธิ์ ถอนพิษแก้องค์พระอนุชา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏ บัดนั้น พญาพิเภกยักษา
รับสั่งแล้วเอาสรรพยา ประกอบด้วยปัญจาสุธารส
ทุกสิ่งเสมอภาคกัน กุมกัณฑ์วางหน้าศิลาบด
ไหว้คุณพรหมาในโสฬส แล้วนั่งเสกโอสถบดไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ ตระ

๏ ครั้นเสร็จบดยาในราตรี พิเภกผู้มีอัชฌาสัย
จึ่งทาลงที่แผลหอกชัย ลูบไล้เสกเป่าไปมา
โมกขศักดิ์ก็หลุดออกจากองค์ น้องพระภุชพงศ์นาถา
มิได้มีแผลกับกายา พระอนุชาก็ฟื้นสมประดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ รัว

๏ เมื่อนั้น พระลักษมณ์ทรงสวัสดิ์รัศมี
ลืมเนตรเห็นองค์พระจักรี ยินดีดั่งได้โสฬส
ลุกขึ้นน้อมเศียรอภิวาทน์ กราบลงแทบบาทบงกช
แล้วทูลด้วยถ้อยคำมธุรส แจ้งหมดแต่แรกยกมา
ซึ่งตัวข้าน้อยออกต่อตี เสียทีกุมภกรรณยักษา
หากพระองค์มาช่วยชีวา หาไม่จะม้วยบรรลัย
พระคุณลํ้าฟ้าธาตรี ไม่มีสิ่งที่จะเปรียบได้
ขอสนองรองบาทพระทรงชัย ไปกว่าจะม้วยชนมาน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏ เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทุกสถาน
ฟังพระอนุชาชัยชาญ ผ่านฟ้าจึ่งมีพระบัญชา
มาตรแม้นเจ้าม้วยชีวี ตัวพี่ก็จะสิ้นสังขาร์
ไม่อยู่ให้ทนเวทนา ตามไปฟากฟ้าสุราลัย
ตรัสแล้วสั่งลูกพระทินกร ให้เลิกพลวานรน้อยใหญ่
คืนเข้าสุวรรณพลับพลาชัย โห่สนั่นหวั่นไหวทั้งธาตรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏ บัดนั้น ฝ่ายกองคอยเหตุยักษี
แอบดูอยู่ชายพนาลี เห็นไพรีคืนรอดชีวัน
แล้วเลิกกองทัพกลับไป พลไกรโห่สะเทือนเลื่อนลั่น
ตกใจดั่งใครมาฟาดฟัน ก็พากันรีบเข้าไปลงกา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กราว

๏ ครั้นถึงจึ่งประณตบทบงสุ์ องค์ท้าวทศเศียรยักษา
ทูลว่าไพรีที่มรณา ด้วยหอกพญากุมภกรรณ
บัดนี้คืนได้ชีวิตสิ้น ให้เลิกกบินทร์พลขันธ์
กลับไปยังทัพพลับพลามัน แต่ไม่ทันรุ่งราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ