สมุดไทยเล่มที่ ๒๔

๏      มาจะกล่าวบทไป ถึงพิราพขุนมารหาญกล้า
อยู่เชิงอัศกรรณบรรพตา มีอานุภาพเป็นพ้นนัก
เมื่อจะแผลงฤทธิ์อำนาจ หวาดไหวดินฟ้าอาณาจักร
นักสิทธ์วิทยาสุรารักษ์ กลัวเดชขุนยักษ์ทั้งธาตรี
พระอิศวรเอากำลังสมุทรไท ทั้งพระเพลิงแบ่งให้ยักษี
แล้วประทานบริเวณพนาลี อสุรีสร้างสระอุทยาน
ต่อสิงสัตว์ล่วงลัดเข้าในถิ่น จึ่งให้จับกินเป็นอาหาร
นอกนั้นไม่ทำสาธารณ์ ขุนมารกลัวเจ้าภพไตร
ได้ต้นชมพู่พะวาทอง เป็นของต้องอัธยาศัย
แบกด้วยกำลังว่องไว ตรงไปยังสวนมาลี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ รำพันพิราพ

๏      ครั้นถึงจึ่งเรียกกุมภัณฑ์ บรรดาซึ่งเฝ้าสวนศรี
กูได้ต้นไม้ประหลาดดี ผลนั้นมีรสโอชา
ชื่อว่าชมพู่พะวาทอง เป็นของวิเศษหนักหนา
ตัวกูอุตส่าห์เอามา หวังว่าจะปลูกลงไว้
จะได้เป็นภักษ์ผลพืชพันธุ์ จงช่วยกันขุดหลุมให้กว้างใหญ่
ที่ริมขอบสระชลาลัย อย่าช้าแต่ในบัดเดี๋ยวนี้ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      บัดนั้น จึ่งหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
เห็นต้นพฤกษางามดี ต่างดูอึงมี่ด้วยปรีดา
ลางมารก็ว่าไม่รู้จัก ประหลาดนักกว่าไม้ที่ในป่า
ชมแล้วก็ชวนกันออกมา อสุราขุดหลุมวุ่นไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พิราพผู้เป็นนายใหญ่
เห็นหลุมสำเร็จดั่งใจ ก็ปลูกต้นไม้ลงทันที ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ปลูกต้นไม้

๏      ครั้นแล้วสำเร็จเสร็จการ จึ่งบรรหารสั่งหมู่ยักษี
เอ็งจงไปตักเอาวารี มารดที่ชมพู่พะวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      บัดนั้น ฝ่ายหมู่อสุรศักดิ์ยักษา
ฉวยครุแครงวิ่งเป็นโกลา ตักน้ำมารดแข่งกัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พิราพฤทธิแรงแข็งขัน
เสร็จแล้วจึ่งสั่งกุมภัณฑ์ เอ็งหมั่นรดน้ำพรวนดิน
แม้นว่าต้นไม้ของกูตาย จะฆ่าให้วอดวายหมดสิ้น
ถ้าสิงสัตว์ล่วงลัดเข้ามากิน ในที่ถิ่นฐานจงล้อมไว้
ทั้งมนุษย์นักสิทธ์วิทยา ใครมาอย่าให้ออกไปได้
เจ็ดวันจะมาชมต้นไม้ ให้เป็นผาสุกสำราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏      สั่งแล้วสำแดงแผลงฤทธิ์ อากาศมืดมิดสุริย์ฉาน
เหาะระเห็จจากสวนอุทยาน ตรงไปวิมานเทวัญ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ กราว

๏      ครั้นถึงซึ่งดาวดึงสา ขุนมารปรีดาเกษมสันต์
ลดเลี้ยวเที่ยวไปทุกชั้น ไล่รุกบุกบันเทวา
ฉวยชุดอัปสรสุราลัย หมายใจจะร่วมเสน่หา
สัพยอกฝูงเทพธิดา เลี้ยวไล่ไขว่คว้าด้วยยินดี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น เทวัญนางฟ้าในราศี
ตกใจเพียงสิ้นชีวี ตัวสั่นร้องมี่วุ่นไป
บ้างอุ้มบ้างฉุดกันวิ่ง บ้างล้มนอนกลิ้งไม่ลุกได้
ฝูงนางอัปสรสุราลัย ตกใจวิ่งปะทะปะกัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พิราพฤทธิแรงแข็งขัน
เห็นเครื่องประดับเทวัญ พรายพรรณล้วนแล้วแก้วมณี
ยิ่งพิศยิ่งเพ่งเล็งไป ยิ่งติดต้องใจยักษี
ไล่ลัดสกัดทันที อสุรีชิงแก้วเทวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      ครั้นได้สมดั่งความคิด มีจิตแสนโสมนัสสา
เหาะทะยานผ่านจากเมืองฟ้า ตรงมาที่อยู่กุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น ฝ่ายพระหริรักษ์รังสรรค์
สำรวมจิตตามกิจนักธรรม์ โดยอันเมตตาสถาวร
กับสองสุริย์วงศ์ทรงสวัสดิ์ อยู่ยังสัตกูฏสิงขร
ให้คะนึงถึงองค์พระบิดร เร่าร้อนฤทัยรันทด
มิได้จำเริญภาวนา โดยเพศสิทธาดาบส
ให้คลุ้มคลั่งดั่งหนึ่งจะเสียพรต จึ่งมีพจนารถวาที
แก่นางสีดาแลพระลักษมณ์ ดูกรน้องรักทั้งสองศรี
เราจะอยู่สัตกูฏคีรี เห็นพระชนนีจะเวียนมา
พี่คิดจะไปให้พ้น อย่าให้คนรู้แห่งตำแหน่งหา
จะได้จำเริญผลภาวนา ระงับวิญญาณ์บูชาไฟ ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดพิสมัย
ทั้งองค์พระลักษมณ์ผู้ร่วมใจ ได้ฟังพระราชบัญชา
น้อมเศียรกราบลงแทบบาท ทูลพระภูวนาถนาถา
สุดแต่สบายพระวิญญาณ์ ตัวข้าจะตามเสด็จจร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น องค์พระอวตารชาญสมร
ได้ฟังวาจาอันสุนทร สโมสรชื่นชมยินดี
จึ่งชวนพระลักษมณ์นุชนาถ กับองค์อัครราชมเหสี
ออกจากอรัญกุฎี จรลีไปตามมรรคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

๏      ครั้นถึงคณะพระนักธรรม์ พร้อมกันอยู่ที่เนินผา
ก็พาพระลักษมณ์นางสีดา เข้าไปวันทาพระมุนี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏      แล้วมีมธุรสบรรหาร พระอาจารย์ค่อยอยู่เกษมศรี
ตัวข้าไม่สบายอินทรีย์ บัดนี้จะลาพระองค์ไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระมหาดาบสน้อยใหญ่
ฟังพระหริวงศ์ทรงชัย ให้อาลัยด้วยความเมตตา
มิอาจจะทัดขัดขวาง ต่างองค์เศร้าโทมนัสสา
สุดคิดสุดที่จะเจรจา พระสิทธาอำนวยอวยพร
อันศัตรูหมู่ราชไพรี ให้พ่ายแพ้ฤทธีด้วยแสงศร
พระองค์จงไปสถาวร อย่ามีทุกข์ร้อนสิ่งใด ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระจักรีผู้มีอัชฌาสัย
ทั้งพระลักษมณ์นางสีดาทรามวัย ประนมไหว้รับพรพระนักพรต
สามกษัตริย์ยินดีเสมอกัน พักตร์ผ่องเพียงจันทร์ทรงกลด
ออกจากสัตกูฏบรรพต บทจรมาตามมรรคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เพลง

ชมป่า

๏      เดินทางหว่างแถวแนวพนม พระชี้ชมฝูงสัตว์ในป่า
คณาลิงวิ่งไล่กันไปมา มหิงสาตามคู่พัลวัน
ฝูงกวางย่างเยื้องเล็มระบัด สิงห์ขนัดเต้นโลดผกผัน
ช้างสารหลับตาเรียกมัน เสือโคร่งยืนยันคำรามรณ
ไกรสรดำเนินองอาจ จามรีลีลาศถนอมขน
คชสีห์เคล้าคู่อลวน หมีเดินบ่นงึมพึมมา
ฝูงโคไล่เลี้ยวคะนองสัตว์ แรดกัดกินระนามหนามหนา
นางชะนีห้อยโหนโยนกายา ตามกิ่งพฤกษาหากัน
จักจั่นเรไรรี่เรื่อย แจ้วเจื้อยเสนาะเสียงสนั่น
ชมพลางเสด็จจรจรัล ข้ามเนินบรรพตคีรี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด

๏      แลเห็นศาลาพระอาจารย์ ริมธารแทบเชิงคีรีศรี
พากันย่างเยื้องจรลี เข้าไปสู่ที่พระนักพรต ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

๏      จึ่งเห็นพระมหาสิทธา กับนางภรรยาเป็นดาบส
วันทาแล้วกล่าวมธุรส พระทรงยศนี้นามกรใด
อันตระกูลสุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์ เขตขัณฑ์บ้านเมืองอยู่ไหน
แต่ตั้งสร้างพรตอดใจ นับได้สักกี่ปีมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น มหาดาบสพรตกล้า
เห็นสามสุริย์วงศ์กษัตรา ดวงพักตร์ลักขณาละกลกัน
สองเจ้างามจับดวงเนตร ดั่งเทเวศร์ลงมาจากสวรรค์
โฉมนางทรงลักษณ์วิไลวรรณ ดั่งพระจันทร์ผ่องแผ้วเมฆา
จึ่งตอบมธุรสอันสุนทร ดูกรหลานรักเสน่หา
เราสองนี้เป็นกษัตรา ครองกรุงปัญจาธานี
ทรงนามชื่อว่าท้าวสุทัศน์ นางกษัตริย์นี้เป็นมเหสี
ชื่อว่าศุกไขเทวี ไม่มีบุตรีโอรส
สละสมบัติพัสถาน มาจำเริญฌานเป็นดาบส
อยู่ในหิมวันต์บรรพต กำหนดหมื่นปีล่วงไป
อันเจ้าซึ่งมาทั้งสององค์ นามกรสุริย์วงศ์เป็นไฉน
เหตุใดไม่อยู่เวียงชัย บวชเป็นชีไพรเที่ยวมา ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
ฟังรสพจนารถพระสิทธา ผ่านฟ้าจึ่งตอบวาที
ตัวหลานนี้ชื่อว่าราเมศ นั่นสีดาอัคเรศมเหสี
นี่คืออนุชาร่วมชีวี มีนามพระลักษมณ์กุมาร
หน่อท้าวทศรถสุริย์วงศ์ ดำรงอยุธยาราชฐาน
นางไกยเกษีนงคราญ เยาวมาลย์ขอสัตย์พระบิดา
ให้ข้านี้บวชเป็นดาบส สิบสี่ปีสร้างพรตอยู่ในป่า
ครบแล้วจะคืนเข้าพารา ครอบครองไพร่ฟ้าประชาชี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น องค์ท้าวสุทัศน์ฤๅษี
ฟังพระหริรักษ์จักรี ยิ่งมีเมตตาอาลัย
เจ้าจงอยู่ด้วยอัยกา พิธีภาวนาจะบอกให้
อย่าเที่ยวสัญจรนอนไพร ไปให้ลำบากอินทรีย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระอวตารทรงสวัสดิ์รัศมี
ได้ฟังดั่งทิพวารี ชุลีกรสนองวาจา
ซึ่งพระองค์เมตตาการุญ พระคุณล้นเกล้าเกศา
แต่เห็นยังใกล้พารา คนจะตามมาพบพาน
จะเที่ยวหาที่ปรนนิบัติ ให้สงัดวิเวกรโหฐาน
จะได้ตั้งใจจำเริญฌาน พระอาจารย์ค่อยอยู่จะลาไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น พระมหาดาบสผู้ใหญ่
ฟังราชบัญชายิ่งอาลัย จนใจสุดที่จะพาที
แต่นิ่งนึกตรึกคิดอยู่เป็นครู่ ก็รู้ว่านารายณ์เรืองศรี
อวตารมาผลาญอสุรี ยินดีดั่งได้โสฬส
จึ่งอ่านเวทอำนวยอวยพร จงเรืองฤทธิรอนดั่งเพลิงกรด
อันปัจจามิตรที่คิดคด ให้ม้วยหมดด้วยศรพระจักรี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น นางศุกไขดาบสินีศรี
พิศโฉมสีดาเทวี เป็นที่เพลิดเพลินจำเริญใจ
แสนรักแสนสุดเสน่หา เอาสุวรรณมาลายื่นให้
ลูบหน้าลูบหลังแล้วอวยชัย แม่ไปเป็นสุขสถาวร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระรามสุริย์วงศ์ทรงศร
กับพระอนุชาฤทธิรอน บังอรอัคเรศเทวี
ต่างองค์ต่างมัสการลา สองพระมหาฤๅษี
ออกจากอารัญกุฎี จรลีตามทางพนาลัย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      มาถึงแม่นํ้าอมฤก สายชลเชี่ยวลึกกว้างใหญ่
มัจฉาเกลื่อนกลาดดาษไป เลี้ยวไล่ผุดพ่นชลธาร
เงือกพรายสยายผมตากลอก เหราฝ่าระลอกกระฉอกฉาน
ย่อมล้วนหยาบช้าสามานย์ กันดารที่จะข้ามคงคา
สามกษัตริย์ก็ชวนกันหยุดพัก สำนักต้นไทรใบหนา
ร่มชิดมิดแสงสุริยา พระพายพัดมารวยริน
พาละอองบุปผชาติเกสร ขจายจรหอมฟุ้งจรุงกลิ่น
โรยร่วงลงในแผ่นดิน พระทรงศิลป์สำราญอินทรีย์ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ยานี

๏      มาจะกล่าวบทไป ถึงพระไทรเทเวศร์เรืองศรี
สถิตในวิมานรัตน์รูจี เป็นที่สำราญกายา
แจ้งว่านารายณ์ไวกูณฐ์ จะไปปราบประยูรยักษา
ไม่มีพ่วงแพนาวา จะข้ามมหาชลธาร
จำจะช่วยองค์พระทรงสังข์ ให้ข้ามถึงฝั่งไพศาล
คิดแล้วออกจากวิมาน เหาะทะยานมาด้วยกำลังฤทธิ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏      ยืนอยู่ยังริมนัที ที่ใกล้พระบรมจักรกฤษณ์
ยอกรเหนือศิโรโมลิศ ก็นิมิตนาวาทันใด ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏      เสร็จแล้วก็ไสลอยล่อง ตามท้องคงคาชลาไหล
วนเข้าอยู่ตรงต้นไทร ด้วยฤทธิไกรเทวา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ใช้เรือ

๏      เมื่อนั้น พระพิษณุรักษ์นาถา
แลเห็นเรือน้อยลอยมา หยุดอยู่ที่ท่าวารี
มีความชื่นชมโสมนัส ดั่งได้สมบัติโกสีย์
ก็พาสองกษัตริย์จรลี เสด็จลงสู่ที่นาวา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏      เดชะบุญญาวราฤทธิ์ ของพระจักรกฤษณ์นาถา
ทั้งเดชเทวัญอันศักดา พระพายพาพัดข้ามชลธาร
งามลํ้าดั่งหนึ่งสำเภาทอง ต้องคลื่นฝืนระลอกกระฉอกฉาน
เทวาโปรยทิพสุมามาลย์ หอมหวานเกลื่อนกลาดดาษไป
อันมัจฉาชาติทั้งหลาย แหวกว่ายห้อมล้อมมาไสว
ดั่งพวกพหลสกลไกร คับคั่งมาในคงคา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ โล้

๏      ครั้นถึงฝั่งฟากสาคร องค์พระสี่กรนาถา
ก็พาสองกษัตริย์ลีลา ไปตามมรรคาพนาวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      พระรอนแรมมาหลายทิวาวาร ก็ถึงที่อุทยานสวนขวัญ
พฤกษาดาดาษเรียงรัน ไม่สำคัญว่าสวนอสุรี
สามกษัตริย์พากันลีลาศ งามดั่งเทวราชอัปสรศรี
เสด็จไปชมทิพมาลี ที่ลดาวัลย์ในชั้นฟ้า ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

ชมดง

๏      เที่ยวชมมิ่งไม้ในสวน หอมหวนทุกพรรณบุปผา
การะเกดแก้วแกมกรรณิการ์ กุหลาบสร้อยฟ้าอินทนิล
ชาตบุษย์พิกุลแกมประยงค์ มะลิลามหาหงส์ส่งกลิ่น
สารภีร่วงรสรวยริน กระถินนางแย้มมะลิวัลย์
สาวหยุดพุทธชาดจำปี มะลุลีสุกรมนมสวรรค์
ชมพู่พะวาทองอินจัน ผลนั้นเป็นพวงแกว่งไกว
ดกดาษทุกกิ่งสาขา ห้อยย้อยระย้าอยู่ไสว
พระเด็ดดวงพวงผลที่ต้องใจ ยื่นให้นางสีดาบังอร ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      สามกษัตริย์เสด็จประพาส สำราญราชฤทัยสโมสร
จนชายบ่ายแสงทินกร คลายร้อนระงับอินทรีย์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏      บัดนั้น หมู่มารซึ่งเฝ้าสวนศรี
เห็นสองมนุษย์กับนารี เข้ามาในที่อุทยาน
เที่ยวเก็บพฤษาผลาผล หักก่นดอกใบกิ่งก้าน
แม้นพิราพมาเห็นมิเป็นการ จะสังหารเราม้วยมรณา
จะนิ่งอยู่ฉะนี้ก็มิได้ จะจับไว้ให้พ้นโทษา
ว่าแล้วก็กรูกันเข้ามา ด้วยกำลังโกรธากุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏      ครั้นถึงจึ่งร้องตวาด เหวยใครองอาจโมหันธ์
มาทำข่มเหงไม่เกรงกัน หักพรรณพฤกษาของขุนมาร
ผู้ชื่อพิราพสิทธิศักดิ์ สุรารักษ์กลัวฤทธิ์ทุกทิศศาล
เราจะจับตัวไว้ให้พระกาล กินเป็นอาหารบัดนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วเรืองศรี
ได้ฟังอสุราพาที จึ่งมีพระราชบัญชา
ตัวเราทั้งสามเป็นดาบส เที่ยวจำเริญพรตกลางป่า
เห็นพฤกษาชาติสะอาดตา ไม่รู้ว่าเป็นสวนอสุรี
ผลไม้หล่นกลาดดาษดิน ก็เก็บกินโดยเพศฤๅษี
เอ็งอย่าอหังการ์พาที ชีวีจะม้วยบรรลัย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      บัดนั้น จึ่งหมู่กุมภัณฑ์น้อยใหญ่
ได้ฟังขัดแค้นแน่นใจ โกรธาดั่งไฟประลัยกัลป์
ขบเขี้ยวเคี้ยวกรามร้องตวาด กระทืบบาทเพียงแผ่นดินลั่น
วิ่งผลุนหมุนมากว่าหมื่นพัน กลุ้มกันจะเข้าราวี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์เรืองศรี
แลเห็นพวกพาลอสุรี ทำทีฮึกฮักเข้ามา
พระหัตถ์กวัดแกว่งศรทรง อาจองดั่งพระกาลหาญกล้า
เสด็จจากร่มรุกขฉายา ออกไล่เข่นฆ่าหมู่มาร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      บัดนั้น ฝ่ายพวกอสุราใจหาญ
เห็นมนุษย์ออกมารอนราญ ต่างตนก็ทะยานเข้าชิงชัย ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      ยิงด้วยหน้าไม้ปืนยา บ้างเงื้อง่าอาวุธน้อยใหญ่
บ้างคว้าหินผาทิ้งไป โห่สนั่นหวั่นไหวพนาวัน ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระลักษมณ์สุริย์วงศ์รังสรรค์
รับรองป้องปัดกุมภัณฑ์ ยืนยันต่อสู้อสุรา
ผู้เดียวหักโหมโจมจับ กลอกกลับกลางหมู่ยักษา
ตีด้วยคันศรอันศักดา อสุราแตกตายกระจายไป ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      บัดนั้น ฝ่ายหมู่กุมภัณฑ์น้อยใหญ่
ที่เหลือตายพ่ายหนีไม่ชิงชัย ซุกซนด้นไพรไม่สมประดี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระหริวงศ์องค์นารายณ์เรืองศรี
เห็นพระอนุชาราวี อสุรีตายกลาดดาษดา
จึ่งยอกรลูบพระปฤษฎางค์ ยิ้มพลางชมฤทธิ์กนิษฐา
มิเสียทีเป็นวงศ์อิศรา ใต้ฟ้าไม่มีใครเทียมทัน
ตรัสแล้วชวนสีดายุพาพักตร์ กับองค์พระลักษมณ์รังสรรค์
ออกจากอุทยานกุมภัณฑ์ พากันไปตามมรรคา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ พญาเดิน

๏      ข้ามธารผ่านแถวแนวพนม เห็นร่มรังใหญ่ใบหนา
ดอกดวงห้อยย้อยตระการตา ดั่งปาริชาติในเมืองอินทร์
จึ่งหยุดประทับระงับร้อน พระพายพาเกสรขจรกลิ่น
ภุมราร่อนร้องโบยบิน พระทรงศิลป์เป็นสุขสำราญ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กล่อม

๏      เมื่อนั้น พิราพฤทธิไกรใจหาญ
เจ็ดวันจะไปอุทยาน ขุนมารชำระกายา
เอาแก้วประดับอุดมเดช ซึ่งเทเวศร์นับถือถ้วนหน้า
สอดสวมอินทรีย์อสุรา จับหอกเงื้อง่าแล้วรีบจร ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เข้าม่าน

๏      ข้ามละหานผ่านเนินบรรพต เลี้ยวลดตามเชิงสิงขร
เห็นกระทิงมหิงสกุญชร สโมสรชื่นชมยินดี
จึ่งค่อยด้อมมองแอบแฝง ลัดแลงซ่อนตัวยักษี
เงื้อหอกกลอกแกว่งด้วยฤทธี ไล่แทงมฤคีเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      โคกระทิงสิงห์ขนัดที่พีมัน เลือกสรรเอาเป็นภักษา
ตับไตไส้พุงแลลูกตา อสุรากินเล่นสำราญใจ
เสร็จแล้วก็ชักเอาเครือเขา ผูกเท้าคชสารตัวใหญ่
คอนด้วยกำลังฤทธิไกร ตรงไปยังสวนอุทยาน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เตียว

๏      ครั้นถึงจึ่งเห็นรุกขชาติ เป็นรอยหักฟาดกิ่งก้าน
บ้างล้มโค่นกล่นเกลื่อนสุธาธาร หมู่มารตายยับไม่สมประดี
ช้างสารที่คอนมานั้น กุมภัณฑ์ทุ่มทิ้งลงกับที่
กระทืบบาทตาแดงดั่งอัคคี เรียกหมู่ยักษีเป็นโกลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      บัดนั้น อสุรีซึ่งหนีอยู่ในป่า
ได้ยินเสียงนายเรียกมา ก็วิ่งออกหาวุ่นไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พิราพผู้เป็นนายใหญ่
ยิ่งเห็นไพร่พลสกลไกร บาดเจ็บเลือดไหลก็โกรธนัก
เหวยเหวยเป็นไฉนไอ้กุมภัณฑ์ ใครมาโรมรันหาญหัก
อหังการ์หยาบใหญ่ไม่เกรงพักตร์ ฮึกฮักทำได้ถึงเพียงนี้ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      บัดนั้น จึ่งหมู่อสุรศักดิ์ยักษี
กลัวนายจะซ้ำฆ่าตี อัญชุลีแล้วแจ้งกิจจา
มีมนุษย์ทั้งสองอาจอง กับอนงค์ทรงลักษณ์ดั่งเลขา
มาหักรานก้านกิ่งดวงผกา เที่ยวทำหยาบช้าสาธารณ์
บรรดาตัวข้าทั้งหลาย จะจับไว้ให้นายเป็นอาหาร
มนุษย์นั้นมีฤทธิ์ชัยชาญ เคี่ยวฆ่าหมู่มารบรรลัย
สุดคิดสุดกำลังจะต่อสู้ ไปแอบดูบนเนินเขาใหญ่
บัดนี้มันพากันเดินไป ตามในมรรคาพนาลี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา

๏      เมื่อนั้น พิราพสิทธิศักดิ์ยักษี
ได้ฟังกริ้วโกรธคืออัคคี อสุรีเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เหม่เหม่มนุษย์อหังการ กูจะผลาญให้ม้วยอาสัญ
จับหอกกลอกแกว่งดั่งไฟกัลป์ กุมภัณฑ์ตามรอยบาทา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เขม้นมองตามช่องพนาลัย จนใกล้รังใหญ่สาขา
เห็นองค์ทรงลักษณ์โสภา กับสองชีป่าพนาลี
มีมือถือศรทั้งสององค์ งามทรงดั่งหนึ่งโกสีย์
น่าที่มันจะมีฤทธี จะลอบล้างชีวีให้บรรลัย
คิดแล้วยอกรอภิวาทน์ พระจอมไกรลาสเขาใหญ่
หลับเนตรสำรวมจิตใจ ร่ายเวทฤทธิไกรกำบังกาย ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏      เดชะวิทยาอันเชี่ยวชาญ ก็บันดาลทั้งตัวแลเงาหาย
เข้าไปถึงมนุษย์สองชาย เพ่งพิศทั่วกายไม่วางตา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ คุกพาทย์

๏      เห็นสององค์ทรงลักษณ์วิไลวรรณ งามดั่งสุริยันในเวหา
พิศดูอัครราชกัลยา งามดั่งจันทราไม่ราคี
ยิ่งพิศยิ่งพิศวาสกลุ้ม รสรักรึงรุมดั่งเพลิงจี่
ซ่านซาบทั่วกายอินทรีย์ อสุรีรำพึงคะนึงคิด
อย่าเลยกูจะพานางไป ไว้ร่วมภิรมย์สมสนิท
เป็นคู่อิงแอบแนบชิด คิดแล้วร่ายวิทยามนต์ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ ตระ

๏      ครั้นจบพระเวทอันศักดา อสุราเป่าไปสามหน
มืดมัวปิดต้องสุริยน อนธการยิ่งกว่าราตรี
มีความชื่นชมโสมนัส ดั่งได้สมบัติโกสีย์
ก็เข้าไปใกล้นางเทวี อสุรีคว้าองค์เยาวมาลย์ ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น นางสีดาเยาวยอดสงสาร
ความกลัวดั่งตัวจะวายปราณ นงคราญเรียกหาพระสี่กร ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พิราพขุนมารชาญสมร
โอบอุ้มอัครราชบังอร ก็รีบจรด้วยกำลังกุมภัณฑ์ ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วรังสรรค์
ได้ยินเสียงสีดาวิลาวัณย์ ทรงธรรม์คว้าหาอรไท
พบแต่พระลักษมณ์สุริย์วงศ์ จะพบองค์กัลยาก็หาไม่
พระยิ่งฉงนสนเท่ห์ใจ ภูวไนยจึ่งมีบัญชา
เหตุใดดินฟ้าอากาศ วิปลาสมืดมิดทุกทิศา
แว่วเสียงสำเนียงนางสีดา ร้องมาแล้วสูญหายไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระลักษมณ์ผู้มีอัชฌาสัย
ได้ฟังบรรหารพระภูวไนย บังคมไหว้สนองพระวาจา
เหตุนี้จะเป็นไอ้กุมภัณฑ์ นายมันซึ่งชื่อพิราพป่า
สำแดงแผลงฤทธิ์ติดตามมา ดินฟ้าจึ่งมืดไปดั่งนี้
พระองค์จงแผลงแสงศร ให้เป็นทินกรจำรัสศรี
จึ่งจะเห็นตัวอสุรี ภูมีจะได้รอนราญ ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระจักรีผู้ปรีชาหาญ
ได้ฟังพระอนุชาชัยชาญ ผ่านฟ้าทรงศรแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏      เปรี้ยงเปรี้ยงดั่งเสียงฟ้าฟาด โลกธาตุสะท้านสะเทือนไหว
โชติช่วงดั่งดวงอโณทัย แลไปก็เห็นกุมภัณฑ์
อุ้มองค์อัครราชเทวี พาหนีลัดป่าพนาสัณฑ์
สองกษัตริย์โกรธกริ้วดั่งไฟกัลป์ ไล่กระชั้นติดตามอสุรา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      พระลักษมณ์ก็หวดด้วยคันศร พระสี่กรโจมจับยักษา
ชิงองค์อัครราชชายา อสุราก็วางนางเทวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พิราพสิทธิศักดิ์ยักษี
เจ็บปวดชอกช้ำทั้งอินทรีย์ โกรธดั่งอัคคีบรรลัยกาล
จึ่งร้องว่าเหวยสองมนุษย์ ฤทธิรุทรเป็นไฉนจึ่งอวดหาญ
เข้าสวนแล้วฆ่าหมู่มาร หักรานมิ่งไม้ไม่เกรงกัน
กูคือพญามัจจุราช ตามมาจะพิฆาตให้อาสัญ
วันนี้จะม้วยชีวัน ด้วยมือกุมภัณฑ์อันศักดา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระหริรักษ์จักรแก้วนาถา
ได้ฟังอสูรพาลา ผ่านฟ้าจึ่งตอบวาที
เราเดินมากลางพนาเวศ ไม่แจ้งเหตุว่าสวนยักษี
หมู่มารกลุ้มกันมาราวี กูนี้จึ่งฆ่าให้สาใจ
เอ็งอย่าฮึกฮักอวดหาญ อหังการเจรจาหยาบใหญ่
จะสู้กูผู้มีฤทธิไกร ที่ไหนจะรอดชีวัน ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พิราพฤทธิแรงแข็งขัน
ได้ฟังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กุมภัณฑ์กระทืบบาทา
ร้องว่าเหวยเหวยมนุษย์น้อย กล่าวถ้อยเย่อหยิ่งให้เกินหน้า
ไม่รู้ตัวว่าจะมรณา กลับมาอ้างอวดฤทธิไกร
สาอะไรกับเอ็งสองคน หรือจะทนฝีมือกูได้
ว่าพลางกวัดแกว่งหอกชัย โลดโผนโจนไล่ราวี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระหริรักษ์เรืองศรี
รับรองป้องกันประจัญตี ภูมีโจมจับอสุรา
กรซ้ายชิงหอกขุนมาร พระลักษมณ์รอนราญยักษา
กลอกกลับสัประยุทธ์ไปมา ยักย้ายหลายท่าติดพัน ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พิราพฤทธิแรงแข็งขัน
ประจัญบานรานรุกบุกบัน ฉวยคว้าด้วยคันธนูชัย
กระชากฉุดให้หลุดจากหัตถ์ ต่างปัดต่างถอยต่างไล่
ต่างรับต่างตีวุ่นไป ด้วยฤทธิไกรมหิมา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
โจมจ้วงทะลวงจับอสุรา บาทาเหยียบเข่ายืนยัน
อสุรีจับเอวแล้วเงื้อหอก กลับกลอกรวดเร็วดั่งจักรผัน
พระโจนขึ้นเหยียบบ่ากุมภัณฑ์ พระหัตถ์นั้นเงื้อศิลป์จะราวี
หันเวียนเปลี่ยนท่าสับสน ต่างตนไม่ท้อถอยหนี
พระลักษมณ์รุกโรมโจมตี อสุรีไม่ทานฤทธา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พิราพฤทธิไกรใจกล้า
เจ็บปวดรวดเร้าทั้งกายา โกรธาไม่คิดชีวัน
มือหนึ่งก็ง้างเอาคีรี สำแดงฤทธีแข็งขัน
ทุ่มทิ้งด้วยกำลังกุมภัณฑ์ ประกายนั้นเป็นแสงไฟพราย ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกทั้งหลาย
จับศรพรหมาสตร์เยื้องกราย น้าวหน่วงพาดสายแล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เสียงสนั่นลั่นทั่วจักรวาล พระสุเมรุสะท้านสะเทือนไหว
ต้องพิราพขุนมารชาญชัย บรรลัยสุดสิ้นชีวี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เชิด โอด

๏      เมื่อนั้น ฝ่ายฝูงเทวาทุกราศี
เห็นพระหริรักษ์จักรี สังหารอสุรีวายปราณ
ต่างองค์ต่างเยี่ยมวิมานมาศ เทวราชตบหัตถ์ฉัดฉาน
ทั้งเทพธิดายุพาพาล สาธุการแซ่ซ้องอวยชัย
บ้างโปรยทิพบุปผามาลาสวรรค์ สุคันธาทิพรสลงมาให้
เกลื่อนกลาดกลิ่นกลั้วขจรใจ อื้ออึงคะนึงไปทุกชั้นฟ้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ สาธุการ

๏      เมื่อนั้น พระจักรรัตน์แก้วนาถา
ครั้นเสร็จสังหารอสุรา เทวาอำนวยอวยพร
โปรยทิพบุปผามาลัย ตลบไปด้วยกลิ่นเกสร
เกลื่อนกลาดดาษพื้นดินดอน พระสี่กรเก็บให้นางสีดา
สามกษัตริย์เชยชมดอกไม้มาศ งามประหลาดทุกพรรณบุปผา
ชมพลางทางเสด็จลีลา ไปตามมรรคาพนาลี ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ

ชมดง

๏      เดินทางมาหว่างบรรพต เลี้ยวลดชมหมู่ปักษี
แขกเต้าบินเคล้าโนรี ระวังไพรร้องมี่ระวังดง
กระไนไก่แก้วสาลิกา หงส์ทองเรียกหาคณาหงส์
มยุรารำเคล้าเวียนวง กระเวนหลงคอยคู่คณานาง
บ้าระบุ่นขุนแผนแผ่นเคล้า แขกเต้ากระเต็นเล่นหาง
โพระดกอีลุ้มตลอนฟาง กางเขนพูดจ้อคลอกัน
ขาบคุ่มเขาไฟไก่ฟ้า จากพรากโกญจากระทาขัน
กระเวนแอ่นลมอังชัน ดอกบัวเบญจวรรณรังนาน
กระเหว่าวายุภักษ์สร้อยทอง การเวกเรื่อยร้องเสียงหวาน
ชมปักษาชาติในดงดาน ผ่านฟ้าพลางเสด็จจรลี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลง

ช้า

๏      มาจะกล่าวบทไป ถึงนางเสาวรีโฉมศรี
แต่ต้องสาปสมเด็จพระศุลี มาอยู่ที่สาลวันช้านาน
ผู้เดียวเปลี่ยวองค์เวทนา เก็บผลพฤกษาเป็นอาหาร
อาศัยเงื้อมเงาเวภาร ในถํ้าสุรกานต์อลงกรณ์
อันสัตว์จัตุบาททวิบาท ที่ร้ายกาจไม่กรายสายสมร
ครั้นรุ่งรังสีรวีวร บังอรดำเนินเดินมา ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เพลง

๏      เที่ยวเก็บบุปผามาลี อันมีแถบเชิงภูผา
เหลือบแลเห็นสามกษัตรา ทรงโฉมโสภาละกลกัน
องค์หนึ่งดั่งท้าวเทวราช เป็นจอมเมรุมาศเมืองสวรรค์
องค์หนึ่งงามคล้ายพระสุริยัน อันเสด็จเลื่อนลอยอัมพร
งามรูปงามสง่าทั้งสององค์ งามทรงมหาธนูศร
งามทั้งอัครราชบังอร ดั่งจันทรลอยฟ้าไม่ราคี
อรชรอ้อนแอ้นทั้งกาย ดูละม้ายคล้ายโฉมพระลักษมี
สามองค์เลิศลํ้าธาตรี เป็นที่เพลิดเพลินจำเริญใจ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

ร่าย

๏      ครั้นกูจะออกไปทักถาม เห็นจะวู่วามหาควรไม่
คิดแล้วทำเมินเดินไป อรไทเที่ยวเก็บมาลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เพลง

๏      เมื่อนั้น พระตรีภูวไนยนาถา
พาสองสุริย์วงศ์กษัตรา เสด็จมาตามทางพนาลี
ข้ามธารผ่านเขาลำเนาทุ่ง เวิ้งวุ้งแนวเนินคีรีศรี
แลเห็นอนงค์นารี มีลักษณ์โสภาวิลาวัณย์
ให้ฉงนสนเท่ห์พระทัยนัก หรืออารักษ์เจ้าป่าพนาสัณฑ์
หรือยักขินีผีไพรใจฉกรรจ์ มันแกล้งทำมารยาพิราไน
คิดแล้วจึ่งมีบัญชา ถามว่าเจ้านี้เป็นไฉน
จึ่งมาอยู่ผู้เดียวในไพร นามกรชื่อไรนงคราญ ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น นางเสาวรียอดสงสาร
ได้ฟังพระบัญชาการ เยาวมาลย์เหลือบดูพระจักรี
พินิจพิศไปก็งวยงง นั่งลงประณตบทศรี
ตัวข้าชื่อว่าเสาวรี รองบาทเจ้าตรีโลกา
ผิดด้วยประมาทขาดเฝ้า พระปิ่นเกล้าลงโทษโทษา
สาปให้เพลิงไหม้อรัญวา ร้อนแรงแสงกล้าดั่งไฟกัลป์
ให้ข้านี้ทรมานกาย คอยท่าพระนารายณ์รังสรรค์
อวตารมาผลาญกุมภัณฑ์ ที่มันเป็นเสี้ยนโลกา
ข้าได้นำเสด็จพระสี่กร บทจรไปดับเพลิงป่า
จึ่งพ้นคำสาปพระอิศรา คืนไปเมืองฟ้าสุราลัย
ท่านนี้หน่อนามเผ่าพงศ์ กษัตริย์สุริย์วงศ์กรุงไหน
ทั้งสามจึ่งบวชเป็นชีไพร เที่ยวมาที่ในพนาลี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระพิษณุรักษ์เรืองศรี
ได้ฟังจึงตอบวาที เรานี้คือนารายณ์อวตาร
หน่อท้าวทศรถเรืองเดช ปิ่นเกศอยุธยาราชฐาน
องค์พระลักษมีนงคราญ เยาวมาลย์มาเป็นสีดา
อันพญาอนันตภุชงค์ คือองค์พระลักษมณ์กนิษฐา
ตัวเราชื่อรามรามา จะไปเข่นฆ่าอสุรี
ให้สิ้นพาลในกาลกฤตยุค โลกาจึ่งจะสุขเกษมศรี
มาเถิดไปดับอัคคี เทวีจะได้พ้นทรมาน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น นางเสาวรีเยาวยอดสงสาร
ได้ฟังพระบัญชาการ นงคราญแลเห็นเป็นสี่กร
น้อมเศียรกราบลงกับเบื้องบาท พระตรีภูวนาถทรงศร
ก็นำเสด็จภูธร บทจรไปตามมรรคา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏      เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
เดินพลางทางทอดทัศนา เห็นเพลิงแรงแสงกล้าดั่งไฟกัลป์
สำเนียงเพียงพายุลมกาฬ พัดเขาจักรวาลถล่มลั่น
อากาศมืดคลุ้มชอุ่มควัน พระหัตถ์นั้นก็ขึ้นธนูทรง
งามดั่งบรมพรหมเมศ อันเสด็จประเวศครรไลหงส์
จึ่งชักพลายวาตฤทธิรงค์ พระองค์พาดสายแล้วแผลงไป ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิดฉิ่ง

๏      เสียงสนั้นครั่นครื้นโลกา มหาเมฆตกมาห่าใหญ่
เพลิงนั้นก็ดับทันใด ด้วยฤทธิไกรพระจักรี ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น นางเสาวรีโฉมศรี
ครั้นเห็นเพลิงดับก็ยินดี ชุลีกรกราบทูลพระจักรา
อันตัวข้านี้ได้พึ่งบาท พระตรีภูวนาถนาถา
จึ่งพ้นทนทุกข์เวทนา ขอลาสมเด็จพระสี่กร
พระองค์จะไปปราบกุมภัณฑ์ ให้มันแพ้ฤทธิ์ด้วยแสงศร
จงปรากฏพระยศขจายจร ดั่งพรข้าบาทบทมาลย์
ทูลแล้วถวายบังคมลา ทั้งพระลักษมณ์นางสีดายอดสงสาร
ก็เลื่อนลอยขึ้นบนคัคนานต์ ไปสถานไกรลาสคีรี ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เชิด

๏      เมื่อนั้น พระหริรักษ์จักรแก้วเรืองศรี
ครั้นเสร็จซึ่งดับอัคคี นางเสาวรีวิไลวรรณ
ทั้งสามกษัตริย์สุริย์วงศ์ ต่างองค์มีใจเกษมสันต์
ก็เสด็จย่างเยื้องจรจรัล ตามกันไปโดยพนาลี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ พญาเดิน

สระบุหร่ง

๏      พระชมสุวรรณบรรพต มรกตแกมนิลสลับสี
โชติช่วงด้วยดวงมณี รัศมีแวววับจับตา
แสงรุ้งพุ่งจับมุกดาหาร แก้วประพาฬแลเลื่อมที่เงื้อมผา
เป็นหน่อแหลมแซมยอดดาษดา ต้องแสงสุริยาแพรวพราย
บ้างเป็นชะง่อนซ้อนซับ แสงสลับลดหลั่นชั้นฉาย
พู่ห้อยย้อยระย้าศีลาลาย ดั่งฉากช่างระบายอำไพ
มีเวิ้งวุ้งเชิงผาน่าชม พฤกษาร่มรื่นงามไสว
นํ้าพุดุดั้นดลอดไป ไหลมาแต่ยอดคีริน
อันดวงบุปผชาติทั้งหลาย บ้างคลี่คลายเกสรขจรกลิ่น
ภุมเรศร่อนเคล้าโบยบิน พระทรงศิลป์ชมพลางทางลีลา ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ

๏      มาถึงอาศรมพระอาจารย์ จำเริญฌานอยู่เชิงภูผา
ที่นั้นสะอ้านสะอาดตา ก็เข้าไปวันทาพระนักพรต ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ เจรจา

๏      เมื่อนั้น องค์พระอรรคตดาบส
เห็นสามสุริย์วงศ์ทรงยศ ดั่งพระจันทร์ทรงกลดไม่ราคี
งามพักตร์ลักขณาวิลาวัณย์ ผิวพรรณอำไพเฉลิมศรี
ดั่งสุวรรณแกมแก้วมณี เป็นที่เพลิดเพลินจำเริญตา
จึ่งมีวาจาอันสุนทร ดูกรหลานรักเสน่หา
สุริย์วงศ์พงศ์พันธุ์กษัตรา นามกรพาราอยู่แห่งใด
จึ่งผนวชบวชเป็นโยคี ทั้งสามมานี้จะไปไหน
สู้แสนลำบากยากใจ ที่ในพนมพนาวัน ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระกฤษณุรักษ์รังสรรค์
ได้ฟังวาจาพระนักธรรม์ บังคมคัลแล้วตอบพจมาน
ตัวข้าทั้งสองนี้เป็นวงศ์ พงศ์จักรพรรดิมหาศาล
หน่อท้าวทศรถชัยชาญ ได้ผ่านอยุธยาธานี
ทรงนามพระรามราเมศ อัคเรศนั้นคือมเหสี
มีนามสีดาเทวี นี่ชื่อพระลักษมณ์อนุชา
พระบิตุรงค์จะมอบเศวตฉัตร สืบวงศ์จักรพรรดินาถา
นางไกยเกษีกัลยา ริษยาขอสัตย์พระภูธร
ชิงสมบัติให้พระพรต ซึ่งเป็นโอรสของนางก่อน
พระพรตไม่ครองพระนคร มาวอนให้ข้าคืนพารา
หลานนี้รับสัตย์พระบิตุเรศ สู้ทนเทวษมาในป่า
มิได้อาลัยแก่ชีวา ไปกว่าจะครบสิบสี่ปี ฯ

ฯ ๑๒ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น องค์พระอรรคตฤๅษี
ฟังรสพจนารถพระจักรี พระมุนีนิ่งนึกตรึกไตร
ก็แจ้งว่านารายณ์อวตาร จากเกษียรชลธารสมุทรใหญ่
มาล้างอาธรรม์ในแดนไตร ดีใจดั่งได้โสฬส
ลูบหลังแล้วกล่าวสุนทร ตาจะเล่าความก่อนให้แจ้งหมด
ด้วยยักษีตรีบูรัมใจคด รักยศขอพรเจ้าโลกา
ว่าแม้นผู้ใดจะฆ่าฟัน อย่าให้ชีวันสังขาร์
พระองค์ก็ประสาทอสุรา มันยิ่งหยาบช้าราวี
อันเทวานาคาแลมนุษย์ ไม่ต้านต่อฤทธิรุทรยักษี
ไตรโลกเดือดร้อนดั่งอัคคี พระศุลีกริ้วโกรธดังเพลิงกัลป์
จึ่งเสด็จลงมาสังหาร ขุนมารสิ้นชีพอาสัญ
แล้วเปลื้องเกราะทรงพระองค์นั้น บัญชาให้ตารักษาไว้
ถ้าพระภุชพงศ์วงศ์ประยูร ไวกูณฐ์มาทำสงครามใหญ่
ให้เอาเกราะนี้ทรงไป ชิงชัยกันเทพศาสตรา
ว่าแล้วยื่นเกราะสุรกานต์ ถวายพระอวตารนาถา
จงมีชัยแก่หมู่อสุรา ใต้ฟ้าอย่าทานฤทธิรอน ฯ

ฯ ๑๖ คำ ฯ

๏      เมื่อนั้น พระหริรักษ์สุริย์วงศ์ทรงศร
จึ่งรับเกราะแก้วอลงกรณ์ ทั้งพรพระมหานักธรรม์
มีความชื่นชมโสมนัส ดั่งได้สมบัติในสวรรค์
สามกษัตริย์ก้มเกล้าอภิวันท์ พากันออกจากศาลา ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏      เดินทางหว่างเชิงสิงขร จนทินกรลับเหลี่ยมภูผา
แสงจันทร์แจ่มแจ้งเมฆา ปักษาเพรียกพร้องสนั่นไพร
ก็ชวนสองสุริย์วงศ์ทรงลักษณ์ หยุดพักใต้ร่มโศกใหญ่
พระพายพาเกสรขจรใจ บรรทมหลับไปในราตรี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ กล่อม

๏      เมื่อนั้น ฝ่ายท้าวพันเนตรเรืองศรี
เสด็จเหนือทิพอาสน์รูจี ในที่วิมานอลงกรณ์
พร้อมพระมเหสีสี่องค์ กับฝูงอนงค์อัปสร
มิได้มีสุขสถาวร ให้เร่าร้อนฤทัยดังไฟกัลป์
จึ่งเล็งทิพเนตรลงมา ก็เห็นพระจักรารังสรรค์
กับพระลักษมณ์สีดาวิลาวัณย์ มาในอารัญบรรพต
จะเสาะแสวงที่อาศัย วิเวกใจโดยเพศดาบส
จะได้ตั้งกรรมจำเริญพรต อดจิตที่จะบำเพ็ญฌาน
จำจะนิมิตอาศรม ให้รื่นร่มสงัดรโหฐาน
คิดแล้วพาเทพบริวาร เหาะทะยานมายังปัถพี ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เหาะ

๏      ครั้นถึงริมฝั่งสาคร นามกรโคทาวารีศรี
ถิ่นฐานสะอ้านสะอาดดี ก็นิมิตซึ่งที่ศาลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ ตระ

๏      เกิดขึ้นเป็นสามอาศรม รื่นร่มด้วยพรรณพฤกษา
พวงผลดอกบานตระการตา ดั่งลัดดาวัลย์ในชั้นอินทร์
มีสระปทุมเกสร เบิกบานขจรขจายกลิ่น
นํ้าใสสะอ้านไม่ราคิน เห็นพื้นดินกรวดทรายพรายพรรณ
ทั้งที่จงกรมจำเริญฌาน ชาลาปราการหลายหลั่น
เขียนอักษรไว้เป็นสำคัญ เทวัญก็กลับไปเมืองฟ้า ฯ

ฯ ๖ คำ ฯ เชิด

ช้า

๏      เมื่อนั้น พระตรีภพลบโลกนาถา
บรรทมใต้รุกขฉายา จนปัจฉิมเวลาล่วงไป
ดาวเดือนเลื่อนลับอากาศ ภานุมาศเยี่ยมยอดเนินไศล
แสงทองรองเรืองอำไพ สกุณาไก่แก้วเพรียกพร้อง
เสนาะดั่งดุริยางค์จำเรียง ส่งเสียงสนั่นกึกก้อง
ภุมรินบินว่อนร่อนร้อง เชยซาบอาบละอองมาลี
พระก็ฟื้นตื่นจากไสยาสน์ ชวนองค์อัครราชมเหสี
กับพระอนุชาร่วมชีวี จรลีไปตามมรรคา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เพลง

ร่าย

๏      มาถึงจึ่งเห็นอาศรม สูงตระหง่านน่าชมที่เชิงผา
สามหลังดั่งวิมานเทวา มีกำแพงชาลาพาไล
พร้อมที่จงกรมอัพโพกาศ รุกขชาติรื่นร่มงามไสว
ดอกดวงพวงผลแกว่งไกว ก็เข้าไปในอารัญกุฎี ฯ

ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ

๏      เห็นอักษรจารึกที่ในบาน ว่าองค์มัฆวานเรืองศรี
ลงมาสร้างไว้ในที่นี้ เพราะมีนํ้าจิตเจตนา
หวังจะให้เป็นที่สงัดกาย พระนารายณ์อวตารนาถา
ครั้นอ่านสารเสร็จก็ปรีดา ผ่านฟ้ามีพจน์วาที
แก่สองกษัตริย์สุริย์วงศ์ ว่าศาลาขององค์โกสีย์
ควรเราจะอยู่ในที่นี้ บำเพ็ญบารมีพรหมจรรย์
ตรัสแล้วชวนองค์อัครราช กับพระลักษมณ์นุชนาถรังสรรค์
กรายกรย่างเยื้องจรจรัล พากันไปสรงคงคา ฯ

ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ

สระบุหร่ง

๏      นํ้าใสดั่งสีมณีรัตน์ ฟองฟัดกระทบฝั่งฉานฉ่า
เป็นชายหาดสะอาดสะอ้านตา ปทุมมาห้าหมู่อรชร
ต่างองค์ชำระสระสนาน ชมผกาชูก้านบานสลอน
สัตตบรรณแซมบุษบากร โกสุมเกสรรวยริน
ลมพัดเหล่าพรรณปทุมมาศ หล่นกลาดลอยเกลื่อนกระแสสินธุ์
ภุมราพารสโบยบิน หวนกลิ่นหอมกลบชลธี
พระเลือกเด็ดเหล่าดวงผกากาญจน์ ให้เยาวมาลย์ยอดมิ่งมารศรี
นางชมน้องเชยดวงมณี สีจำรูญแสงจำรัสอรชร
เพชรแววแก้ววามอร่ามเรือง เขียวเหลืองขาวเลื่อมประภัสสร
สามกษัตริย์แหวกว่ายชโลทร ระงับร้อนสำราญพระทัยนัก ฯ

ฯ ๑๐ คำ ฯ เพลงฉิ่ง

๏      ครั้นเสร็จโสรจสรงชลธาร องค์พระอวตารทรงจักร
ชวนนางสีดายุพาพักตร์ กับพระลักษมณ์ไปบรรณศาลา ฯ

ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ