วันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ น

ตำหนักปลายเนิน คลองเตย

วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๔๘๒

กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ฯ ทราบฝ่าพระบาท

เสริมเรื่องซึ่งกราบทูลมาก่อน

ตามที่ได้กราบทูลว่า จะตรวจคำจารึกที่บานมุกประตูวิหารยอดในวัดพระศรีรัตน แล้วกราบทูลมาให้ทรงทราบนั้น ได้ตรวจแล้ว มีความดังที่คัดถวายมาเช่นนี้

“ศุภมัศดุ พระพุทธศักราช ๒๒๙๖ พระวษา ณ วัน ๔ ๕ ค่ำ ปีระกา เบญจศก พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สั่งให้เขียนลายมุกบานประตูการเปรียญวัดพระพุทธไสยาศน์ป่าโมกข ช่าง ๑๘๕ คน เถิง ณ วัน ๕ ๑๓ ๗ ค่ำ ปีระกา เบญจศก ลงมือทำมุก ๒ เดือน ๑๗ วันสำเร็จ พระราชทานช่างผู้ได้ทำการมุกทั้งปวง เสื้อผ้าและเงินตราเป็นอันมาก เลี้ยงวันแลสองเพลา ค่าเลี้ยงมิได้คิดเข้าในพระราชทานด้วย คิดแต่บำเหนดประตูหนึ่ง เป็นเงิน ๒๕+”

ตามความที่จารึกไว้นี้ จะจับเอาว่าทำคู่เดียวหรือหลายคู่ก็ฟังยาก แต่ถ้าจับเอาเวลาที่ควรจะเป็นสำหรับทำคู่เดียว ได้เคยไปถึงการเปรียญวัดป่าโมกข์ แต่นานแล้วจำไม่ได้ว่ามีประตูกี่ช่อง เห็นจะได้ทำบานมุกไว้ที่นั่นเพียงคู่เดียว ถ้ามีอีกก็คงปรากฏอยู่ที่ไหนอีก ก็น่าพิศวง ทำไมจึงไปทำไว้ที่การเปรียญ ที่อื่นที่สำคัญกว่า ก็หาได้ทำไว้ไม่

ข่าวเบ็ดเตล็ดในกรุงเทพ ฯ

เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม เวลาราว ๑๙.๓๐ น. เห็นแสงสว่างโพลงขึ้นทางริมแม่น้ำ เพ่งดูเห็นเป็นกองไฟใหญ่ ทำให้เข้าใจไปว่าไฟไหม้ถังน้ำมันของบริษัทฝรั่งขายน้ำมัน ซึ่งเขาตั้งห้างอยู่ที่ริมแม่น้ำตรงที่แลไปเห็นไฟ แต่แล้วต่อไปอีกครู่หนึ่งเห็นกองไฟนั้นเลื่อนที่ไปทางตะวันออก และในขนะนั้นเองก็มีข่าวมาบอกว่าไฟไหม้ในเรือซึ่งลำเลียงน้ำมันขนมาส่งกรมเชื้อเพลิงที่ท่าช่องนนทรี เขาตัดลอยลงไปตามแม่น้ำ แล้วถนนที่หน้าบ้านก็มีคนมาเดินล้นล้าฟ้ามืดจนดูเวียนหัว เกี่ยวแก่การมาดูไฟ คือลงไปดูกันที่ท่าปลายถนนสุนทรโกษา รุ่งขึ้นเห็นหนังสือพิมพ์ “บางกอกไตมส์” ลงว่าไฟไหม้เรือ ๔ ลำ เป็นน้ำมัน ๑,๓๔๐ ถัง ตัดลอยไปตามแม่น้ำ ฝ่าพระบาทคงจะทรงทราบได้ในหนังสือพิมพ์ “บางกอกไตมส์” นั้นแล้ว ได้ปรารภว่าดีเสียอีกที่มาเกิดไหม้ขึ้นที่ช่องนนทรี ไม่มีบ้านเรือนมากนัก และเป็นเวลาน้ำลงเรือที่ไฟไหม้ไหลลอยลงไปทางล่าง ถ้าเป็นข้างบนขึ้นไปเห็นบ้านเรือนจะต้องไหม้กันมาก มีคนเขาบอกว่าแม้กระนั้นที่บางกะบัวก็มีแพและบ้านเรือนไหม้ ไม่ใช่ไหม้แต่เพียงในเรือ ๔ ลำ แม้ในแม่น้ำไฟก็ลุกเป็นแพไปบนหลังน้ำ ฟังเล่าก็ให้นึกสยดสยองเต็มที เมื่อเป็นดังนั้นแล้วถ้ามีพ่วงแพอยู่ก็จะทนที่ไหนได้ อันน้ำมันที่เกิดติดไฟขึ้นนั้น กรมเชื้อเพลิงสั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก เขาบรรทุกเรือใหญ่เข้ามาส่งที่เกาะสีชัง ที่ไฟไหม้นี้ เป็นแต่ส่วนน้อย ซึ่งขนลำเลียงมาส่งขึ้นท่ากรมเชื้อเพลิงเท่านั้น

วันที่ ๒๑ ตุลาคม ได้รับหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานพระกฐิน มีรายการอยู่ ๓ วัน ซึ่งเกล้ากระหม่อมได้แบ่งใบพิมพ์ส่งมาถวาย เพื่อได้ทรงทราบรายละเอียดแล้ว ส่วนเกล้ากระหม่อมรับกฐินหลวงพระราชทานให้ไปทอดที่วัดเทพศิรินทร์ ยังไม่ได้กำหนดวันไปทอด แต่ก็เป็นประเพณีที่ต้องทอดภายหลังกฐินเสด็จพระราชดำเนิน เจ้าพระชายดิศเธอก็สำคัญ ราชเลขานุการในพระองค์บอกมาว่า เธอทูลลาออกมาเฝ้าฝ่าพระบาทที่ปีนังในวันที่ ๒๘ คือวันออกวรรษานั้นเอง กลับวันที่ ๓ พฤศจิกายน คือวันแรกกฐินเสด็จพระราชดำเนิน เป็นอันไม่มีขัดข้องอะไรในการที่เกล้ากระหม่อมจะไปทอดกฐินพระราชทานทีหลังกฐินเสด็จพระราชดำเนิน

วันที่ ๒๒ ตุลาคม เวลาเพล เกล้ากระหม่อมเลี้ยงพระวัดเบญจมบพิตร ๑๐ รูป ที่บ้านปลายเนิน เวลาค่ำมีเทศน์กัณฑ์หนึ่ง นิมนต์พระธรรมโกษาจารย์วัดเบญจมบพิตรมาแสดงธรรมอุทิศกุศลถวาย พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ในวันสวรรคต ที่หลบมาทำเสียวันนี้ก็เพื่อจะหลบไม่ให้ไปซ้ำเข้ากับงานหลวง นับอย่างไทยก็เป็นสวรรคตได้เหมือนกัน รุ่งขึ้นวันที่ ๒๓ เวลาเย็นจึงไปพร้อมด้วยครอบครัว ถวายเครื่องสักการะและถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า แล้วตัวก็เข้าไปในงานหลวงที่พระที่นั่งจักรี การดำเนินไปอย่างหมายกำหนดการตามที่ถวายมาแล้ว สุดท้ายของการพระราชกุศลได้ทอดผ้าไตรส่วนของพระบรมวงศานุวงศ์ถวายตามเคย ขอถวายพระกุศลในการที่ได้ทำทั้งหมดนั้น

วันที่ ๒๔ หม่อมเจิมไปหา บอกลาจะออกมาปีนังกับเจ้าพระชายดิศ แต่กำหนดวันนั้นเลื่อนเป็นจะออกมาวันที่ ๑ กลับวันที่ ๗ พฤศจิกายน ส่วนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านก็จะไปทอดกฐินที่เมืองชล กลับวันที่ ๗ เหมือนกัน ท่านเรียกชายงั่วไปส่ง ให้เกล้ากระหม่อมไปทอดกฐินพระราชทานที่วัดเทพศิรินทร์ วันที่ ๘ พฤศจิกายนก็เป็นอันได้กัน

หนังสือซึ่งพระพรหมมุนี (อ้วน) แต่งขึ้น ๒ เรื่อง ตามที่ต้องพระประสงค์นั้น เกล้ากระหม่อมให้ไปขอท่าน ได้มาแต่เรื่องทำเนียบสมณศักดิ์เพราะได้ตีพิมพ์แต่เรื่องเดียว ส่วนเรื่องลาดท่านว่าได้ส่งให้หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ไป ไม่ได้ตีพิมพ์ เกล้ากระหม่อมจึงขอสำเนาไปที่หลวงบริบาล เขาก็ส่งต้นสำเนามาให้ ได้คัดออกแล้ว ในการที่ให้ไปขอหนังสือแด่พระพรหมมุนีนั้น ท่านให้หนังสือนอกเรื่องมาด้วยอีก ๒ เล่ม ชื่อเรื่องผดุงชาติศาสนา สั่งเจาะจงมาว่าให้เกล้ากระหม่อมเล่มหนึ่ง ให้ส่งมาถวายเล่มหนึ่ง เพราะฉะนั้นเกล้ากระหม่อมจึงจัดการส่งมาถวาย ส่วนหนังสือตีพิมพ์เรื่องทำเนียบสมณศักดิ์ กับเรื่องผดุงชาติศาสนานั้นได้จัดแยกส่งมาโดยทางไปรษณีย์วัตถุ ส่วนสำเนาเรื่องลาดนั้นได้จัดส่งมาในซองเดียวกันกับหนังสือเวร

ในหนังสือทำเนียบสมณศักดิ์นั้น มีวิจารณ์ของพระพรหมมุนีอยู่ที่คำลาวกาวทำให้สะดุดใจ คำนั้นฝ่าพระบาทเคยสงสัยพระทัยว่าจะเป็นลาวแกว โปรดให้เกล้ากระหม่อมค้นทางภาษาเขมร ค้นก็ไม่ได้เรื่อง พระพรหมมุนีท่านคิดเห็นว่าเป็นลาวเก่า ด้วยเทียบมาแต่ชื่อตำบลในเมืองขุขันธ์ซึ่งเรียกว่า ลาวเดิม ก็เป็นความอย่างเดียวกันกับ ลาวเก่า ทั้งชื่อเมืองขุขันธ์ท่านก็คิดว่าจะเป็นคูขัณฑ์ เพราะเมืองนั้นมีคูล้อม เกล้ากระหม่อมเห็นเข้าทีมาก ยังนึกเหยียดหนักไปอีกว่าจะเป็นคูคั่นเสียดอกกระมัง คำ ขณฺฑ หรือ ขนฺธ ในคัมภีร์จิลเดอรส์ดูจะเอามาเข้าความกับคูหาได้ไม่

อนึ่งเมื่อวันที่ ๒๗ ได้ทราบด้วยความสลดใจว่า พระสาธุศีลสังวรณ์ถึงมรณภาพเสียแต่วันที่ ๒ ตุลาคมแล้ว เมื่อเข้าวรรษาเกล้ากระหม่อมก็ไปหาท่านเห็นยังดีอยู่ แต่ท่านบอกว่าท่านอาพาธมาก่อนหลายเดือน ไม่นึกเลยว่าจะถึงแก่มรณภาพ ในข่าวนี้ ฝ่าพระบาทก็คงสลดพระทัยเหมือนกัน

ลายพระหัตถ์

ลายพระหัตถ์เวรลงวันที่ ๑๘ ตุลาคม ได้รับประทานแล้ว คลาดช้าไปเมล์หนึ่งตามเคย ไม่มีรอยตัด มีแต่ตราประทับผ่านการตรวจกองที่ ๓ ซึ่งผิดกองกับฉบับก่อน ๆ มา แต่กองที่เท่าไรต่อเท่าไรก็เห็นจะรวมอยู่แห่งเดียวกัน และรวมผู้บัญชาอันเดียวกัน หนังสือเวรจึงได้อยู่ในตำแหน่งปาปมุตโดยมาก เพราะได้สั่งให้เข้าใจกันไว้แล้ว

ข้อความในลายพระหัตถ์มีตรัสบอกการแปลคำ เช่น สามเสน เป็น สามแสน เป็นต้นนั้น ว่าเป็นคติอินเดีย ทำให้ได้สติรู้สึกขึ้น ว่าอะไร ๆ เราก็เอาอย่างอินเดียทั้งนั้น เหมือนหนึ่งนิทานกษัตริย์ลูกนาค เกิดสงสัยที่มีเรื่องเหมือนกันอยู่ในบ้านเมืองที่ใกล้เคียงกันด้วย ครั้นไต่สวนเข้าก็ได้ความว่าเป็นนิทานที่มาแต่อินเดีย ยังนิทานเรื่องอื่นพวกเดียวกัน เช่นเรื่องพระสี่เสา (ตรงกับจตุสดมภ์) และเรื่องพระยาแกรก พระยาโคตรบองอะไรเหล่านั้น อ่านหนังสือทางเขมรพบเข้าเขาก็มีเหมือนกัน ให้นึกประหลาดใจ ถ้าไต่สวนเข้าก็คงเป็นนิทานมาจากอินเดียเหมือนกัน จนกระทั่งตำนานอะไรต่างๆ ซึ่งกล่าวอ้างว่าพระพุทธเจ้าเสด็จไปสู่ที่นั่น แล้วตรัสทำนายว่าต่อไปจะเป็นอะไรต่ออะไรนั้น ก็ไปพบเรื่องพระเจ้าเสด็จไปในที่อันไม่ควรเสด็จไป แล้วตรัสทำนายอะไรแหลกเหลวเข้าในคัมภีร์จุลวยูหะ ดังได้เคยกราบทูลมาแล้ว ตกเป็นไม่ว่าอะไร เราเอาอย่างอินเดียมาทั้งนั้น

เรื่อง ก้อง ตามที่ทรงพระอุตสาหะค้นหนังสือต่างๆ แล้วทรงเรียงความประทานไปให้ทราบเรื่องนั้น เป็นพระเดชพระคุณอย่างล้นเกล้า ได้ความเข้าใจรู้แจ้งไปถึงการเก่าดีเต็มที เห็นได้ว่าการเริ่มไปก้องเมืองจีนนั้น ในชั้นต้นการรักษาบ้านเมืองทำให้กระทำไป ชั้นหลังการค้าสำเภาเมืองจีนนำให้กระทำไป ที่สุดการค้าสำเภากับเมืองจีนก็ไม่มีแล้วควรจะเลิกก้องได้ แต่มามีการทวงก้องขึ้นก็คงเป็นด้วยคนผู้น้อยซึ่งเคยได้ประโยชน์ในการที่เราให้ไปก้อง จะทวงมาด้วยพลการตนเอง ไม่ใช่เป็นคำสั่งมาจากเมืองหลวง

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ