ฝ่ายหลวงจีนลูตีซิมนั้นมาแอบต้นไม้คอยจะช่วยลิมชองอยู่ ครั้นเห็นตังเทียว สิปาจะทำร้ายลิมชอง ก็วิ่งเข้ามาป้องกันไว้ แล้วร้องตวาดว่าแกล้งพาเอาน้องของเรามาฆ่าดังนี้ ชีวิตเจ้าทั้งสองไม่ได้กลับคืนแล้ว ตังเทียว สิปา เห็นหลวงจีนออกมาป้องกันไว้ แล้วร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง ก็ตกตะลึงยืนงันอยู่ทั้งสองคนไม่อาจทำร้ายลงได้ หลวงจีนลูตีซิมเงื้อกระบองขึ้นจะตีตังเทียว สิปา พอลิมชองลืมตาเห็นหลวงจีนลูตีซิมก็จำได้ร้องห้ามไปว่า พี่อย่าเพิ่งทำเขาก่อนน้องจะเล่าให้ฟัง หลวงจีนลูตีซิมได้ฟังลิมชองว่าก็ลดไม้เท้าเหล็กลงถือไว้ ตังเทียว สิปาตกใจยืนดูอยู่ ลิมชองจึงพูดว่าพี่จะมาทุบตีสองคนนี้ไม่ถูก การอันนี้กอไทอวยใช้เล็กเคียมมาสั่งผู้คุมทั้งสองให้ฆ่าน้องเสีย ถ้าเขาไม่ทำตามคำกอไทอวยก็ไม่ได้จึงต้องทำตามคำสั่ง ถ้าพี่ฆ่าฟันสองคนนี้ก็ไม่เป็นสัจเป็นธรรม หลวงจีนลูตีซิมได้ฟังก็เข้าแก้โซ่ที่มือและเท้าออกแล้วพยุงลุกขึ้นนั่งเล่าให้ลิมชองฟังว่า วันเมื่อน้องซื้อกระบี่แล้วจากกันมาได้ยินข่าวว่าต้องโทษไม่รู้ที่จะแก้ไขประการใดได้ ครั้นแจ้งว่าเขาจะเนรเทศไปเมืองชองจิวก็ไปเที่ยวหาน้องที่ไคฮองฮู้ก็ไม่พบ ได้ข่าวว่าน้องอยู่ในคุกพี่ก็เที่ยวสืบข่าวไป เห็นชายที่ขายสุราไปเรียกผู้คุมสองคนนี้มาที่โรงขายสุราว่าขุนนางผู้หนึ่งให้หาผู้คุมทั้งสองนี้มาที่โรงขายสุรา พี่มีความวิตกถึงน้องกลัวเขาจะคิดอุบายฆ่าเสียจึงได้ไปแอบฟังที่โรงเตี๊ยม ได้ยินเสียงขุนนางผู้นั้นกับผู้คุมสองคนคิดอ่านกันจะฆ่าน้องให้ตายเสียตามทาง ในขณะนั้นพี่คิดจะฆ่าผู้คุมสองคนนี้เสีย เห็นผู้คนมากกลัวจะเกิดความจึงได้ไม่ทำสู้อดใจไว้ จะช่วยน้องในขณะนั้นไม่ได้ ครั้นแจ้งความถี่ถ้วนแล้วพี่ออกมาจากโรงเตี๊ยมรีบมาคอยท่าช่วยน้องกับจะฆ่าผู้คุมสองคนเสีย ซึ่งผู้คุมทั้งสองพาน้องมาถึงป่าจะฆ่า พี่จึงออกมาช่วยไว้ เราฆ่าสองคนนี้เสียเถิดหรือ ลิมชองว่าพี่มาช่วยน้องไว้พระคุณเป็นที่ยิ่ง ซึ่งผู้คุมสองคนนี้พี่อย่าฆ่าเลย มิใช่เขาคิดร้ายเราเพราะนายใช้ก็ต้องทำตามสั่ง

หลวงจีนลูตีซิมได้ฟังก็โกรธผู้คุมสองคนยิ่งนัก จึงร้องตวาดว่าเราจะฆ่าเจ้าสองคนเสีย ลิมชองน้องเราห้ามไว้จึงไม่ได้ฆ่า เจ้าจงพยุงลิมชองเดินตามเรามาโดยเร็ว พูดแล้วก็จับไม้เท้าเดินไป ผู้คุมทั้งสองได้ฟังก็ไม่รู้ที่จะคิดประการใด ต้องเข้าพยุงลิมชองเดินตามหลวงจีนลูตีซิมออกจากป่ามาประมาณทางห้าลี้เห็นมีโรงขายสุรา หลวงจีนลูตีซิมเข้าไปซื้อสุราและของต่างๆ ให้ลิมชองกิน ตังเทียว สิปาผู้คุมทั้งสองจึงคิดว่าหลวงจีนรูปนี้มาแต่ข้างไหนเราไม่รู้จักมาแก้ลิมชองไว้ เราจะฆ่าลิมชองก็ไม่ได้ ถ้าแม้นเรากลับไปจะบอกกับกอไทอวยประการใดดี จำจะถามชื่อดูให้รู้จัก จะได้เอาข้อความไปบอกได้ คิดแล้วผู้คุมทั้งสองก็ถามหลวงจีนลูตีซิมว่า ท่านมาแต่ข้างไหนชื่อไร ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นหน้าท่านเลย หลวงจีนลูตีซิมว่าเจ้าจะมาถามชื่อเราทำไม ซึ่งกอไทอวยนั้นมีคนกลัวมากเราหากลัวไม่ ถ้าแม้เราได้พบปะกอไทอวยที่ไหนจะทุบเสียให้ตาย ให้สมกับทำข่มเหงน้องเรา ถึงตัวเจ้าทั้งสองก็ทำให้ดี ถ้าทีหลังทำกับน้องเราอีก ชีวิตเจ้าทั้งสองก็ไม่พ้นมือเรา ตังเทียว สิปาได้ฟังก็ตกใจ ครั้นจะซักถามให้รู้จักชื่อ เห็นหลวงจีนลูตีซิมพูดเลยไปก็กลัวไม่อาจจะถามนั่งนิ่งอยู่ หลวงจีนลูตีซิมกับลิมชองเสพสุราเสร็จแล้วก็ชวนกันออกจากโรงขายสุราเดินไป ลิมชองถามหลวงจีนลูตีซิมว่าพี่จะไปไหนด้วยหรือ หลวงจีนลูตีซิมว่า ฆ่าคนก็ต้องให้เห็นโลหิต คิดจะช่วยกันก็ช่วยให้ตลอด พี่มาช่วยน้องแล้วจะต้องไปส่งให้ถึงเมืองชองจิว

ลิมชองได้ฟังก็ยินดีไม่ตอบประการใด ตังเทียว สิปาได้ฟังสะดุ้งใจจึงคิดว่า หลวงจีนรูปนี้จะตามไปส่งถึงเมืองชองจิว ครั้นเราจะฆ่าลิมชองก็กลัวหลวงจีนจะทำอันตราย ถ้าจะสู้รบก็สู้กำลังและฝีมือหลวงจีนนั้นไม่ได้ต้องเดินตามไปได้อีกสองวันก็เข้าพักอาศัย หลวงจีนลูตีซิมใช้ให้ตังเทียว สิปาจัดหาอาหารกินทุกเวลามิได้ขาด ตังเทียว สิปาก็ไม่อาจขัดขืนอุตส่าห์หาเลี้ยงด้วยความเกรงกลัว ครั้นรุ่งเช้าจึงชวนกันเดินไป สิปาพูดกับตังเทียวว่า เมื่อเราอยู่บ้านได้ยินข่าวเล่าลือมาว่ามีหลวงจีนรูปหนึ่งมาอยู่ที่วัดใต้เซียงก๊กยี่มีฝีมือเข้มแข็งนักเห็นจะเป็นหลวงจีนรูปนี้ดอกกระมัง ถ้าแม้นเราทำร้ายแก่ลิมชองไม่ได้ กลับไปแล้วก็ต้องเอาข้อความไปแจ้งกับกอไทอวยว่า เราพาลิมชองไปถึงป่าที่เปลี่ยวมัดลิมชองไว้จะฆ่า หลวงจีนที่มาอยู่วัดใต้เซียงก๊กยี่ติดตามไปช่วยแก้ไขไว้แล้วตามไปส่งจนถึงเมืองชองจิว เราจึงทำอันตรายลิมชองไม่ได้ ให้กอไทอวยไปว่ากล่าวกับหลวงจีนเถิดก็สิ้นธุระเรา ตังเทียวได้ฟังเห็นชอบด้วย ชวนกันเดินตามหลวงจีนลูตีซิมกับลิมชองไปได้สิบเจ็ดวันใกล้จะถึงเมืองชองจิว หลวงจีนลูตีซิมสืบข่าวดูรู้ว่าตามทางที่จะไปเมืองชองจิวนั้นมีบ้านช่องตลอดไป จนถึงเมืองชองจิวหามีที่ป่าเปลี่ยวไม่ ก็ชวนลิมชองกับผู้คุมสองคนเข้าหยุดพักใต้ต้นไม้แล้วพูดกับลิมชองว่า หนทางซึ่งจะไปเมืองชองจิวนั้นไม่ไกลอีกสองวันก็จะถึง ทางที่น้องจะเดินแต่นี้ไปก็จะมีแต่บ้านเรือนราษฎรทำมาหากินอยู่ทั้งสิ้นไม่มีที่เปลี่ยวเหมือนแต่ก่อนแล้ว พี่จะลาน้องกลับไปก่อน ลิมชองว่าซึ่งพี่มาช่วยชีวิตน้องไว้ครั้งนี้พระคุณเป็นที่สุด ถึงตัวน้องตายก็หาลืมพระคุณไม่ ถ้าพี่กลับไปจงบอกกับบิดาภรรยาด้วยเถิดว่าพี่มาช่วยชีวิตน้องไว้จนถึงเมืองชองจิว หลวงจีนลูตีซิมหยิบเอาเงินออกมาให้ว่าจงเอาเงินสิบตำลึงนี้ไปซื้อกินตามทางเถิด ลิมชองรับเอาเงินสิบตำลึงไว้หลวงจีนลูตีซิมจึงเอาเงินสามตำลึงส่งให้ตังเทียว สิปาแล้วพูดว่า เราคิดจะฆ่าเจ้าสองคนเสีย เพราะลิมชองน้องเราอ้อนวอนขอไว้ชีวิตเจ้าทั้งสองจึงได้รอดมา ถ้าเราไปแล้วเจ้าอย่าได้คิดร้ายกับน้องเราต่อไป จงพากันไปเมืองชองจิวแต่โดยดี ถ้าเจ้าไม่ฟังขืนจะทำร้ายกับน้องเรา เราแจ้งความแล้วคงจะติดตามไปฆ่าเจ้าสองคนเสียให้ได้ เจ้าสองคนนี้ยังหารู้จักฝีมือเราไม่ พูดแล้วก็จับไม้เท้าลุกขึ้นเดินเข้าไปใต้ต้นไม้ใหญ่ พูดว่าถ้าเจ้าจะทำอันตรายกับน้องเรา ตัวเจ้าสองคนนี้ก็คงเหมือนต้นไม้นี้ หลวงจีนลูตีซิมเอาไม้เท้าหวดเข้าที่ต้นไม้ใหญ่ขาดสองท่อนเหมือนกับมีดฟันต้นไม้ใหญ่ก็ล้มลง ตังเทียว สิปาเห็นก็กลัวจึงคิดว่า หลวงจีนลูตีซิมรูปนี้มีฝีมือเข้มแข็งนัก ถ้าเราจะทำอันตรายกับลิมชองตัวเราก็คงตายตั้งแต่นี้ไปเราอย่าคิดร้ายกับลิมชองเลย หลวงจีนลูตีซิมสำแดงฝีมือให้ผู้คุมเห็นแล้วร้องบอกกับลิมชองว่าพี่จะลาน้องแล้วก็ถือไม้เท้าเหล็กเดินกลับไป ตังเทียว สิปาจึงพูดว่า หลวงจีนรูปนี้มีฝีมือและกำลังมากหามีผู้ใดเสมอเหมือนไม่ ลิมชองได้ฟังจึงตอบว่า เวลาวันนั้นอยู่ที่สวนผักมีต้นไม้ใหญ่อยู่ที่ริมนั้นต้นหนึ่งโตกว่านี้มากยังถอนขึ้นได้ ท่านเห็นแต่เท่านี้ก็มาชมว่ามีกำลัง ถ้าเห็นครั้งก่อนนั้นก็จะมีความยินดีมาก

ตังเทียว สิปาได้ฟังก็ยิ่งกลัวหลวงจีนลูตีซิมมากขึ้น พูดแล้วก็ชวนกันออกจากใต้ต้นไม้เดินตรงไปเมืองชองจิว ครั้นเดินทางไปได้วันหนึ่งถึงตลาดไม่แจ้งว่าตำบลใดแต่ใกล้จะถึงเมืองชองจิว เห็นมีโรงขายสุราก็ชวนกันเข้าไปในโรงจะซื้อสุรากิน ลิมชองเห็นเจ้าของขายสุราจัดแจงสิ่งของอยู่ไม่มาไต่ถามว่าจะซื้อสิ่งใดก็โกรธ ตบโต๊ะแล้วถามเจ้าของขายสุราว่า เราจะมาซื้อสุรากินท่านนิ่งเสีย หรือกลัวพวกเราจะไม่มีเงินให้ เจ้าของร้านสุราจึงตอบว่าท่านไม่รู้เหตุการณ์ ที่ตำบลบ้านนี้มีชายผู้หนึ่งแซ่ชาชื่อจิน คนในตำบลนี้เรียกว่าชาตัวกัวหนัง แต่ยี่ห้อของชาจินนั้นเรียกว่าเซียวชวนฮอง เป็นเทือกเถาเหล่าพระเจ้าชาซิจงฮ่องเต้ครั้งหงอโต้วแผ่นดินอ้าวจิวนั้น ครั้นพระเจ้าเตี้ยคังเอี๋ยนได้ครองราชสมบัติจึงโปรดพระราชทานถิขวน เปรียบเหมือนอาญาสิทธิ์ให้แก่บุตรและหลานของพระเจ้าชาซิจงถิขวน อาญาสิทธิ์นั้นตกมาอยู่กับชาจิน ๆ คนนี้มั่งมีทรัพย์สินฝีมือเข้มแข็งใจโอบอ้อมอารี แจ้งว่าผู้ใดมีฝีมือก็ไปคบมาเป็นเพื่อนฝูง ชักชวนมาเป็นพวกพ้องอยู่ที่บ้านเป็นอันมาก ถ้าผู้ใดต้องโทษเดินมาทางนี้ ชาจินก็ให้เงินทองไปซื้อกินตามทางทุกๆ คน ชาจินมาสั่งกับข้าพเจ้าว่า ถ้าผู้ใดต้องโทษเดินมาสำนักที่โรงก็ให้ข้าพเจ้าพาไปหา ซึ่งจะเอาสุรามาขายท่านนั้นไม่ได้ ชาจินก็จะโกรธไม่ให้ยืมเงินทองอีก ท่านอย่าเสพสุราไปหาชาจินเสียก่อนเถิด ลิมชองจึงพูดกับตังเทียว สิปาว่า เมื่อเราเป็นครูทหารอยู่ที่เมืองหลวงได้ยินข่าวเล่าลือว่า ชาจินใจคอโอบอ้อมดีคบแต่คนมีฝีมือและสติปัญญา ถ้าผู้ใดต้องโทษมาไปหาก็ให้เงินซื้อกินตามทาง ซึ่งเราจะเดินไปอีกเงินทองก็เบาบาง เราไปหาชาจินด้วยกันท่านจะเห็นประการใด ตังเทียว สิปา เห็นชอบด้วย ลิมชองจึงถามเจ้าของโรงเตี๊ยมว่า ชาจินอยู่ที่ไหน จะพากันไปหาท่าน เจ้าของโรงเตี๊ยมบอกว่าอยู่ตรงนี้ เดินไปอีกสามลี้มีสะพานศิลาอยู่ริมบ้าน ๆ นั้นงดงามกว้างใหญ่ไม่มีบ้านผู้ใดเสมอเหมือนคือบ้านชาจิน

ลิมชองได้ฟังก็ลาเจ้าของโรงที่ขายสุราชวนกันออกมาเดินทางไปได้สามลี้ ถึงสะพานศิลาก็พากันข้ามสะพานไปเห็นบ้านใหญ่งดงามดี มีต้นไม้ใหญ่เรียงรายอยู่หน้าบ้าน ลิมชองกับผู้คุมก็เข้าไปที่ประตูบ้าน เห็นคนนั่งอยู่ใต้ต้นไม้หลายคน ลิมชองจึงเข้าไปหาพวกเหล่านั้นแล้วพูดว่าข้าพเจ้าต้องโทษเนรเทศไปเมืองชองจิว แจ้งว่าชาตัวกัวหนังใจโอบอ้อมอารีมีเมตตาแก่คนโทษและคนยากข้าพเจ้าจึงได้มาหา ท่านทั้งหลายจงได้สงเคราะห์กับข้าพเจ้าด้วยช่วยไปแจ้งกับนายท่านทีเถิดว่า ข้าพเจ้าชื่อลิมชองมา พวกเหล่านั้นได้ฟังจึงตอบว่า ท่านนี้เคราะห์ร้ายมาก็ไม่พบนายเรา ถ้าพบนายเราแล้วเงินทองสิ่งต่างๆ ก็คงได้ จำเพาะมาวันนี้นายเราไม่อยู่ไปเที่ยวยิงเนื้อในป่า ลิมชองถามว่าจะกลับมาเวลาใด ก็บอกว่าไม่ทราบ ลิมชองว่าเคราะห์ข้าพเจ้าร้ายนักมาก็ไม่พบนายท่าน ครั้นจะคอยอยู่ก็ไม่แจ้งว่าเวลาไรจะกลับมา ข้าพเจ้าลาท่านทั้งหลายไปก่อน แล้วลิมชองก็ชวนผู้คุมทั้งสองเดินกลับไปใจคอไม่สบาย เดินไปประมาณทางสามลี้ เห็นมีไพร่พลออกมาจากป่า มีชายผู้หนึ่งขี่ม้าเดินมาระหว่างกลางอายุประมาณสามสิบเศษ รูปร่างสูงใหญ่งดงามนุ่งผ้าสมตัวมือถือเกาทัณฑ์รีบขับม้ามา ลิมชองเห็นดังนั้นจึงคิดว่าเห็นจะเป็นชาจินที่เรียกว่าชาตัวกัวหนังคนนี้ดอกกระมัง คิดแล้วก็ยืนดูอยู่

ชาจินออกจากป่าเห็นคนใส่คาเดินมากับผู้คุม ก็ขับม้าเข้าไปใกล้ร้องถามว่า ท่านที่ต้องโทษเนรเทศมาจะไปเมืองไหนแซ่ใดชื่อไร ลิมชองบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นครูทหารที่ตังเกียเมืองหลวง แซ่ลิมชื่อชอง กอไทอวยว่าข้าพเจ้าถือกระบี่เข้าไปที่แปะโฮวตึง จึงเอาตัวมาทำโทษ ต้องเนรเทศไปเมืองชองจิว ข้าพเจ้ามาถึงตำบลนี้ได้ยินข่าวว่า ชาตัวกัวหนังใจโอบอ้อมอารีมีจิตเมตตาแก่คนโทษ ข้าพเจ้าจึงไปหาที่บ้านก็ไม่พบท่านจึงได้กลับมา ชาจินได้ฟังก็ลงจากม้าเข้าไปใกล้ แจ้งกับลิมชองว่าข้าพเจ้าชื่อชาจิน เชิญท่านไปบ้านด้วย ชาจินก็จูงมือลิมชองเดินไป ลิมชองว่าข้าพเจ้าเป็นคนโทษหาควรจะเดินกับท่านไม่ เชิญท่านขึ้นม้าไปเถิดข้าพเจ้าจะเดินตามไปต่อภายหลัง ชาจินว่าท่านพูดเช่นนั้นไม่ควร เรารักใคร่อย่าพูดเช่นนั้นเลย แล้วก็จูงมือกันเดินไปใกล้จะถึงบ้าน พวกบ่าวของชาจินเห็นนายจูงมือคนต้องโทษเดินมาก็เปิดประตูใหญ่ออกรับ ชาจินพาลิมชองกับผู้คุมทั้งสองเข้าไปในบ้านจัดที่ให้นั่งสมควรแล้ว ชาจินจึงพูดว่า ข้าพเจ้าได้ข่าวเล่าลือมาว่าท่านเป็นครูทหารอยู่ที่ตังเกียเมืองหลวง อยากจะใคร่พบปะกับท่านวันนี้เป็นบุญหนักหนาท่านจึงได้มาจนถึงบ้าน ข้าพเจ้ามีความยินดีนัก ลิมชองว่าข้าพเจ้าได้ยินข่าวเล่าลือว่าท่านมีจิตเมตตาแก่คนยากจน จะคบหาเพื่อนฝูงพวกพ้องก็ที่มีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็ง ข้าพเจ้าก็มีใจใคร่พบกับท่านมานานแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าต้องโทษเนรเทศมาก็เป็นบุญของข้าพเจ้าสมกับที่คิดไว้ ชาจินได้ฟังก็ยินดี สั่งให้คนใช้ไปจัดหาสุราและสิ่งของมาเลี้ยงลิมชองกับผู้คุมทั้งสอง คนใช้ก็ไปจัดหาสุราและสิ่งของเล็กน้อยกับข้าวสารถังหนึ่ง เบี้ยอีแปะสองหมื่น จะเอามาให้ลิมชองเหมือนกับคนที่ต้องโทษเคยมาหาชาจินแต่ก่อนนั้น ครั้นจัดหาพร้อมแล้วยกมาให้ลิมชอง ชาจินเห็นก็โกรธคนใช้ยิ่งนัก จึงตวาดว่าเจ้าจัดหามาเช่นนี้สมควรหรือ เห็นว่าท่านครูต้องโทษเจ้าก็ประมาทได้ หาเหมือนกับคนที่มาแต่ก่อนๆ ไม่จงเอากลับไปเสีย ไปจัดโต๊ะและสุรามาโดยเร็ว คนใช้ก็เอาสิ่งของนั้นกลับไป จัดหาโต๊ะและสุราพร้อมแล้วก็ยกมา ชาจินเชิญลิมชองกับผู้คุมทั้งสองกินโต๊ะเสพสุราสนทนากัน คนใช้ก็เข้าไปบอกกับชาจินว่าอังกาซือครูเพลงอาวุธที่อยู่กับท่านนั้นไปเที่ยวเล่นกลับมาแล้ว ชาจินให้เชิญอังกาซือเข้ามาข้างใน ให้จัดโต๊ะและสุรามาให้กินอีกโต๊ะหนึ่ง อังกาซือก็นั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่ที่นั้นด้วย ลิมชองเห็นอังกาซือเดินเข้าไปนั่งกินโต๊ะ ทำท่าทางเป็นคนมีฝีมือเข้มแข็งนัก จึงคิดว่าอังกาซือคนนี้เห็นจะเป็นครูของชาจิน จำเราจะลุกไปคำนับ คิดแล้วก็ลุกขึ้นประสานมือพูดว่า ข้าพเจ้าชื่อลิมชองขอคำนับท่าน อังกาซือนั้นถือตัวว่ามีฝีมือเข้มแข็ง เห็นลิมชองต้องโทษก็ดูถูกไม่รับคำนับ ลิมชองเห็นอังกาซือนิ่งเสียก็ถอยออกมานั่งที่ของตัว ชาจินเห็นดังนั้นจึงบอกกับอังกาซือว่าท่านที่ต้องโทษนั้นเป็นครูทหารถึงแปดสิบหมื่น อยู่ที่ตังเกียเมืองหลวงมีฝีมือเข้มแข็งนัก ชื่อลิมชองท่านจงสนทนารู้จักกันไว้เถิด ลิมชองได้ฟังชาจินพูดดังนั้นก็ลุกขึ้นคำนับอังกาซืออีก อังกาซือได้ฟังชาจินว่า และเห็นลิมชองมาคำนับอีกก็ไม่คำนับตอบ พูดว่าอย่าคำนับเราเลยลุกขึ้นเสียเถิด ลิมชองก็ลุกขึ้นนั่งที่ของตัว ชาจินเห็นอังกาซือทำกิริยาดังนั้นก็โกรธอยู่ในใจ ลิมชองลุกจากที่นั่งแล้วพูดว่า เชิญท่านอังกาซือมาเสพสุราโต๊ะเดียวกันเถิด อังกาซือก็ลุกไปนั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่ด้วยกันแล้วจึงพูดกับชาจินว่า ท่านจัดหาโต๊ะและสุราเป็นอันดีมาคำนับเลี้ยงดูคนต้องโทษดังนี้เหตุผลประการใด ชาจินได้ฟังก็โกรธจึงพูดว่าท่านนี้ไม่รู้จักอะไรเลย ลิมชองไม่เหมือนคนทั้งหลาย เขาเป็นครูทหารใหญ่ จึงได้คำนับเลี้ยงดูกันตามธรรมเนียม อังกาซือว่าเพราะท่านอยากจะใคร่รู้จักเพลงอาวุธต่างๆ มีคนต้องโทษมาพูดล่อลวงว่า เป็นครูทหารรู้จักเพลงอาวุธท่านก็เชื่อฟัง จัดหาสิ่งของมาเลี้ยงดูแล้วให้เงินทองไป ซึ่งเพลงอาวุธนี้มิใช่รู้จักฝีมือเข้มแข็งทุกคนเมื่อไร มาพูดล่อลวงท่านแต่พอได้เงินไปใช้สอยแล้วก็จะไปท่านอย่าได้เชื่อเลย ลิมชองได้ฟังอังกาซือพูดจาว่ากล่าวก็ไม่โต้ตอบประการใด ชาจินนั้นในใจไม่สบาย คิดแค้นอังกาซือยิ่งนักจึงพูดว่า คนทุกวันนี้จนแล้วกลับมั่งมีทรัพย์สินก็ถมไป เกิดมาเป็นชายอย่าได้หมิ่นชาย ท่านเห็นลิมชองเป็นคนโทษก็มาดูถูกหาควรไม่ อังกาซือลุกขึ้นพูดว่า ถ้าลิมชองมาทดลองฝีมือกับเราชนะเราจึงจะไม่ดูถูก ลิมชองถามชาจินว่าท่านจะให้ข้าพเจ้าทดลองฝีมือหรือ ข้าพเจ้านี้เกรงใจว่าเป็นครูของท่านจึงไม่อาจจะทดลอง อังกาซือได้ฟังว่าไม่อาจทดลอง สำคัญว่าลิมชองไม่รู้จักเพลงอาวุธก็ท้าทายชวนเร่งให้ทดลองฝีมือกัน ชาจินนั้นในใจอยากจะใคร่ดูฝีมือลิมชองจะเข้มแข็งสักเพียงไร แล้วอยากจะให้ชนะอังกาซือด้วย ครั้นลิมชองถามดังนั้น ชาจินจึงตอบว่าท่านจะทดลองฝีมือก็ดีแล้ว แต่คอยอีกสักครู่หนึ่งแสงเดือนงามแจ่มสว่างจึงค่อยทดลองเพลงอาวุธ พูดแล้วก็ชวนกันกินโต๊ะเสพสุราต่อไป ประเดี๋ยวใจเดือนก็ขึ้นมาสูงแจ่ม อังกาซือลุกขึ้นจับกระบองชวนลิมชองว่ามาลองดูสักสองเพลงเถิด ลิมชองลุกขึ้นถือกระบองของผู้คุมแล้วคิดว่า อังกาซือนี้เป็นครูของชาจิน ถ้าเราทุบตีล้มลงหรือถูกเจ็บป่วยประการใดชาจินจะโกรธเราดอกกระมัง คิดดังนั้นแล้วก็เหลียวไปดูชาจิน ๆ เห็นก็แจ้งว่าลิมชองเกรงใจ จึงพูดกับลิมชองว่า อังกาซือคนนี้เพิ่งจะเข้ามาอยู่กับข้าพเจ้าดอกท่านอย่าเกรงใจ คนในตำบลบ้านนี้ไม่มีผู้ใดสู้ได้อังกาซือจึงมีใจกำเริบ อยากจะดูฝีมือท่านเชิญลองฝีมือกันเถิด อย่าเป็นกังวลถึงข้าพเจ้าเลย ลิมชองได้ฟังก็จับกระบองออกไปลองฝีมือกับอังกาซือได้สี่ห้าเพลง ลิมชองโดดออกมาร้องว่าอย่าเพิ่งก่อน ข้าพเจ้าแพ้อังกาซือแล้วสู้ฝีมือท่านไม่ได้ ชาจินถามว่าโดดออกมาทำไม ยังไม่ทันเท่าไรกันก็บอกว่าแพ้ข้าพเจ้าไม่เชื่อ ลิมชองว่าข้าพเจ้าใส่คาอยู่เช่นนี้ต้องแพ้อยู่เอง ชาจินว่าข้าพเจ้าลืมไปไม่ทันคิด พูดแล้วก็หยิบเอาเงินสิบตำลึงมาพูดกับผู้คุมว่าเวลาค่ำวันนี้ข้าพเจ้าจะขอชมฝีมือลิมชองสักหน่อย ท่านจงไขคาออกจากคอลิมชองสักครู่หนึ่ง ถ้าลิมชองหลบหลีกหนีไปประการใดท่านจงเอากับข้าพเจ้าเถิด ซึ่งเงินสิบตำลึงนี้ให้ท่านทั้งสองเป็นรางวัล พูดแล้วก็ส่งเงินสิบตำลึงให้ ผู้คุมทั้งสองเห็นชาจินมั่งมีทรัพย์สินบ้านช่องโตใหญ่ กับชาจินเป็นคนดีมีคนนับถือชื่อเสียงก็ปรากฏ จึงไม่คิดกลัวรับเงินสิบตำลึงมาเก็บไว้ เอาลูกกุญแจไขคาที่ใส่คอลิมชองออกแล้ว ชาจินจึงพูดว่า ท่านครูทั้งสองจงทดลองให้เต็มฝีมือให้ข้าพเจ้าดูสักครั้ง อังกาซือนั้นสำคัญว่าลิมชองสู้ไม่ได้โดดออกมา ครั้นถอดคาลิมชองแล้ว อังกาซือก็ถือกระบองมาท้าลิมชองว่า เรามาทดลองให้แพ้และชนะกัน ชาจินว่าช้าก่อน ก็เอาเงินยี่สิบห้าตำลึงมาวางไว้บนโต๊ะแล้วพูดว่า ถ้าผู้ใดมีชัยชนะก็เอาเงินยี่สิบห้าตำลึงนี้ไป คนแพ้ก็ไม่ได้ ลิมชองได้ฟังก็แจ้งว่า ชาจินจะให้เราสู้รบให้เต็มฝีมือจะได้ชนะอังกาซือ ลิมชองก็จับกระบองเข้าสู้รบกับอังกาซือไม่ทันถึงเพลง ลิมชองเอากระบองตีถูกขาอังกาซือล้มลง คนทั้งหลายที่นั่งดูอยู่นั้นก็หัวเราะเยาะอังกาซือแล้วสรรเสริญว่าลิมชองฝีมือเข้มแข็งนัก ชาจินเห็นฝีมือลิมชองก็ยินดีสั่งให้พยุงอังกาซือลุกขึ้น อังกาซือล้มลงด้วยความอับอาย ครั้นคนพยุงลุกขึ้นได้แล้วก็ก้มหน้าเดินออกจากบ้านชาจินไป ชาจินให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงลิมชองกับผู้คุมทั้งสองแล้วก็พูดจาหน่วงเหนี่ยวลิมชองไว้ยังไม่ให้ไป ลิมชองกับผู้คุมนั้นอยู่ที่บ้านชาจินเจ็ดวัน ผู้คุมทั้งสองก็รบกวนชาจินว่าอยู่ช้าไม่ได้ ชาจินว่าพรุ่งนี้ค่อยไปเถิด ครั้นเวลาค่ำชาจินกับลิมชองกินโต๊ะเสพสุราพูดจาจนสว่าง

ครั้นรุ่งขึ้นชาจินก็เขียนหนังสือสองฉบับ ไปถึงผู้รักษาเมืองฉบับหนึ่ง ถึงขุนนางผู้กำกับคุกฉบับหนึ่ง ใจความที่จะฝากฝังให้ช่วยดูแลเอาใจใส่ลิมชองด้วย ครั้นเขียนหนังสือแล้ว ชาจินเอาเงินยี่สิบห้าตำลึงกับหนังสือมาบอกกับลิมชองว่า ถ้าท่านไปถึงเมืองชองจิวแล้ว จงเอาหนังสือนี้ไปให้ผู้รักษาเมืองฉบับหนึ่ง ให้ผู้กำกับคุกฉบับหนึ่ง ซึ่งคนทั้งสองนั้นชอบพอรักใคร่กันกับข้าพเจ้ามาก ถ้าเอาหนังสือไปให้แล้ว มีธุระสิ่งอันใดก็คงอุปถัมภ์ท่าน ลิมชองรับเงินกับหนังสือไว้ ชาจินเอาเงินห้าตำลึงให้กับผู้คุมทั้งสอง แล้วชาจินพูดว่าจงพากันไปเถิดไม่สู้ไกลดอกอีกครึ่งวันก็จะถึง ผู้คุมทั้งสองรับเงินไว้เอาคาใส่ลิมชองตามเดิม ลิมชองกับผู้คุมก็ลาชาจินออกจากบ้านเดินทางไป ชาจินตามส่งลิมชองจนพ้นเขตบ้านแล้วก็กลับมา ลิมชองกับตังเทียว สิปาเดินทางไปได้ครึ่งวันถึงเมืองชองจิวแวะเข้าไปซื้อสุราและของกินแล้ว ตังเทียว สิปาก็คุมตัวลิมชองกับหนังสือของฮูอินตุลาการฉบับหนึ่งไปมอบให้ผู้รักษาเมืองชองจิว ผู้รักษาเมืองรับหนังสือฉีกผนึกออกอ่าน แจ้งความซึ่งลิมชองต้องโทษเนรเทศมาทุกประการก็รับเอาตัวลิมชองไว้ เขียนหนังสือตอบไปถึงฮูอินตุลาการว่าได้รับลิมชองจำขังไว้ แล้วมอบหนังสือให้ตังเทียว สิปาถือกลับไป ตังเทียว สิปารับหนังสือคำนับลากลับไปตังเกียเมืองหลวง ผู้รักษาเมืองชองจิวสั่งให้เอาตัวลิมชองไปส่งไว้ ณ คุก ผู้คุมรองก็รับตัวลิมชองไว้ให้อยู่นอกคุกคอยฟังโทษจะหนักเบาประการใด จึงจะได้ทำตามโทษ

ฝ่ายคนโทษในคุกแจ้งว่ามีคนโทษมาคนหนึ่งก็ชวนกันออกมาดู เห็นลิมชองมีลักษณะดีจึงบอกกับลิมชองว่า ท่านตกมาอยู่ที่นี่เห็นจะเหลือทน ซึ่งผู้กำกับคุกกับผู้คุมใหญ่ใจคอดุร้ายจะเอาแต่เงินทองอย่างเดียว ถ้ามีเงินทองให้ก็ดี ถ้าไม่มีเงินให้ก็พาลทุบตีเอาตัวไปจำขังไว้ในหลุมใต้ดินไม่มีผู้ใดทนได้ ลิมชองได้ฟังก็สะดุ้งใจ จึงถามคนโทษเหล่านั้นว่า ถ้าจะใช้สอยเงินทองจะให้กับผู้ใดคนละมากน้อยเท่าไร คนโทษบอกว่าถ้าท่านจะใช้สอยเงินทองต้องให้กับท่านผู้กำกับคุกห้าตำลึง ผู้คุมใหญ่ห้าตำลึง ตัวท่านจึงจะสบาย ถ้าไม่ได้เงินผู้กำกับมาถึงก็ให้เฆี่ยนร้อยหนึ่งก่อนแล้วจึงจะเอาตัวไปขังไว้ในหลุม ลิมชองได้ฟังก็นิ่งอยู่ในใจ พอผู้คุมใหญ่ไปถึงคุกก็ถามว่า คนที่ต้องโทษส่งมานั้นเอาตัวไว้ที่ไหน ลิมชองได้ฟังก็แจ้งว่าเป็นผู้คุมใหญ่ จึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อลิมชองอยู่ที่นี่ ผู้คุมใหญ่ตรงไปที่ลิมชอง ไม่เห็นลิมชองเอาเงินออกให้ก็ด่าว่าด้วยคำหยาบช้าเป็นอันมาก แล้วพูดว่าชีวิตของเจ้าคงอยู่ในเงื้อมมือเราดอก พวกคนโทษเหล่านั้นได้ฟังผู้คุมด่าลิมชองก็ชวนกันกลับเข้าไปในคุก ลิมชองเห็นผู้คุมโกรธ คนโทษไปหมดแล้ว ลิมชองหยิบเงินห้าตำลึงเข้าไปส่งให้ผู้คุมแล้วพูดว่า ท่านอย่าโกรธข้าพเจ้าเลยจงเอาเงินห้าตำลึงนี้ไว้เป็นค่าธรรมเนียมของท่าน ผู้คุมนั้นเห็นเงินก็มีความยินดี จึงถามลิมชองว่าเงินซึ่งจะให้ท่านผู้กำกับอยู่ในเงินนี้ด้วยหรือ ลิมชองว่าเงินห้าตำลึงนี้เป็นส่วนของท่าน ส่วนของผู้กำกับนั้นข้าพเจ้าจะให้อีก ผู้คุมก็ยินดีรับเงินห้าตำลึงมาใส่กระเป๋าไว้ แล้วพูดว่าเราได้ยินข่าวเล่าลือมาว่าท่านเป็นครูทหารมีฝีมือเข้มแข็งสัตย์ซื่อดีมีผู้สรรเสริญอยู่เนืองๆ ซึ่งความเรื่องนี้เพราะกอไทอวยข่มเหงกดขี่เอาตัวท่านทำโทษเนรเทศมา เราเห็นว่าท่านมีลักษณะดี โทษทัณฑ์เท่านี้เห็นไม่เป็นไร นานไปข้างหน้าท่านจะได้เป็นขุนนาง ชื่อเสียงคงได้ปรากฏท่านอย่าได้วิตกเลย โทษของท่านเราจะช่วยสงเคราะห์ให้ ลิมชองจึงพูดว่าท่านจงเมตตาแก่ข้าพเจ้าเถิดหาลืมพระคุณของท่านไม่ พูดแล้วก็หยิบเอาเงินสิบตำลึงกับหนังสือฉบับหนึ่งออกมาและพูดว่า ท่านจงเอาหนังสือกับเงินสิบตำลึงของข้าพเจ้าไปให้กับท่านผู้กำกับสักทีเถิด ลิมชองก็ส่งหนังสือกับเงินให้ ผู้คุมรับเงินกับหนังสือไปดูก็แจ้งว่าหนังสือของชาจิน จึงพูดว่าหนังสือของชาตัวกัวหนังมีมาตีราคาเท่าทองคำแท่งหนึ่งท่านอย่าวิตกเลย เราจะเอาไปให้ท่านผู้กำกับเอง ซึ่งธรรมเนียมที่คุกนี้คนโทษมาใหม่ต้องเฆี่ยนร้อยหนึ่งจึงเอาตัวเข้าคุก ถ้าท่านผู้กำกับว่าจะเฆี่ยนท่านร้อยหนึ่ง ท่านจงพูดแก้ไขว่าป่วยมาแต่ตามทางแล้วท่านจงได้เอ็นดูเถิด ท่านพูดดังนั้นแล้วเราจะช่วยพูดกับผู้กำกับเอง ครั้นผู้กำกับไม่ทำเช่นนั้น คนทั้งปวงก็สงสัยว่าได้เงินทองจึงไม่ทำตามธรรมเนียม ลิมชองตอบว่าท่านสั่งสอนข้าพเจ้าบุญคุณนักหนาแล้ว ท่านจงนั่งอยู่ที่นี่ก่อน เราจะเอาหนังสือกับเงินไปให้ผู้กำกับ พูดแล้วก็เดินไป ลิมชองจึงคิดว่า คนทุกวันนี้มีทรัพย์ก็ไม่ตาย ถ้าไม่มีเงินให้ชีวิตก็คงตายในคุกนี้เอง

ฝ่ายผู้คุมเดินไปเกือบจะถึงบ้านผู้กำกับ ก็เอาเงินสิบตำลึงนั้นออกมานับไว้เป็นของตัวเสียห้าตำลึงมิให้ผู้กำกับรู้แล้วพูดว่า ลิมชองคนโทษที่มาใหม่ ข้าพเจ้าเห็นเป็นคนสัตย์ซื่อฝีมือเข้มแข็ง กอไทอวยแกล้งข่มเหงกดขี่ทำโทษเนรเทศมา กับชาตัวกัวหนังมีหนังสือมาฝากฝังท่าน โทษทัณฑ์สิ่งใดของลิมชองก็ไม่มีท่านจะโปรดประการใด ผู้กำกับรับเงินมีความยินดี จึงพูดว่าชาตัวกัวหนังมีหนังสือมาฝากฝังต้องลดหย่อนผ่อนให้ พูดแล้วก็ให้คนไปเอาตัวลิมชองมา แล้วผู้กำกับจึงพูดว่า เมื่อเตี้ยคังเอี๋ยนครองราชสมบัติก็มีธรรมเนียมมานานแล้ว ถ้าคนโทษเข้ามาใหม่ต้องเฆี่ยนร้อยหนึ่งจึงส่งเข้าคุก ผู้คุมเอาตัวลิมชองเฆี่ยนเสียร้อยหนึ่งจึงส่งไปตามที่ ลิมชองได้ฟังก็ตกใจเข้าไปคำนับ แล้วพูดว่าข้าพเจ้าป่วยมาแต่ตามทางยังไม่หายดี ท่านจงเมตตาแก่ข้าพเจ้าเถิด ผู้คุมว่าลิมชองนี้ป่วยจริงยังไม่หายท่านจงงดไว้ก่อน ผู้กำกับนั้นรู้กันกับผู้คุม จึงพูดว่าลิมชองป่วยจริงก็งดไว้ ให้หายดีแล้วจึงค่อยเฆี่ยนตามธรรมเนียม บัดนี้ก็ป่วยอยู่เอาไปไว้คุกก่อน ผู้คุมจึงว่าคนโทษที่รักษาศาลเจ้าสำหรับคุกนั้นก็ไปเสียแล้ว บัดนี้ไม่มีผู้ใดรักษาศาลเจ้า ขอให้ลิมชองไปรักษาศาลเจ้าจะได้จุดธูปเช้าเย็นเป็นธรรมเนียมมาแต่เดิม ผู้กำกับได้ฟังก็ยอมให้ลิมชองไปรักษาศาลเจ้า ผู้คุมกับลิมชองก็คำนับลาผู้กำกับมา แล้วผู้คุมจึงพูดกับลิมชองว่าท่านรู้หรือไม่ว่าเราช่วยสงเคราะห์ท่าน การงานที่ศาลเจ้านั้นไม่มีสิ่งใด ถึงเวลาก็จุดธูปไหว้เจ้าแล้วกวาดศาลเจ้าเท่านั้นเอง ท่านดูผู้อื่นเถิดทำงานวันยังคํ่าซํ้ากลางคืนต้องขังคุกไว้ งานในคุกนี้ถ้าผู้ใดได้ไปรักษาศาลเจ้าก็จัดเป็นสบาย ถึงท่านเสียเงินให้เราก็มีความสุขมากกว่าคนทั้งปวง ลิมชองว่าท่านช่วยข้าพเจ้าครั้งนี้ บุญคุณนักหนาถ้าสืบไปภายหน้ามีโอกาสข้าพเจ้าจะสนองคุณท่าน

ผู้คุมได้ฟังก็ยินดี สั่งให้ลิมชองจัดสิ่งของพร้อมพาลิมชองไปอยู่ที่ศาล ครั้นไปถึงศาลเจ้าลิมชองจึงหยิบเอาเงินมาอีกสามตำลึงส่งให้ผู้คุมแล้วพูดว่า ท่านสงเคราะห์ข้าพเจ้าให้ตลอดเถิด คาติดอยู่ที่คอเช่นนี้เป็นที่ลำบากนัก ท่านจงถอดเสียอย่าใส่ไว้เลยข้าพเจ้าไม่หลบหนีท่าน ผู้คุมรับเงินพูดว่าจะคิดอ่านให้ ก็วิ่งไปแจ้งกับผู้กำกับแล้วกลับมาถอดคาให้ลิมชอง ๆ ค่อยมีความสบายกว่าแต่ก่อน ผู้คุมกลับมาบ้าน รุ่งเช้าลิมชองจุดธูปเทียนไหว้เจ้าแล้วกวาดหน้าศาลเจ้า การงานสิ่งใดก็ไม่มีไปเที่ยวที่ไหนก็ไปได้ ผู้กำกับและผู้คุมมิได้คิดสงสัยว่าลิมชองจะหนี ลิมชองมีความสุขอยู่ที่ศาลได้ห้าสิบวัน ครั้นถึงฤดูหนาวชาตัวกัวหนังก็ฝากเสื้อกางเกงมาให้ลิมชองมิได้ขาด อยู่มาวันหนึ่งลิมชองจุดธูปไหว้เจ้ากวาดศาลแล้วก็เดินเที่ยวเล่นที่หน้าศาลเจ้า ได้ยินเสียงคนมาร้องถามว่า ท่านลิมชองครูทหารจะไปข้างไหนจึงได้มาเดินเที่ยวอยู่ดังนี้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ