๕๔

กงซุนสินจึงว่า อาจารย์ของเรานี้มีทหารเทพยดาอยู่กว่าพันสำหรับใช้การทั้งปวง ลีขุยได้ฟังก็ตกใจจึงพูดว่า เดิมมาก็ไม่บอกให้รู้ว่าเป็นผู้วิเศษ จนทำผิดไปแล้วจะทำอย่างไรได้ พูดพลางคุกเข่าลงกราบไหว้ฬ่อจินหยินเป็นอันดี ไตจงว่าข้าพเจ้ามาช้านานกลัวทหารเมืองกอตงจิวจะรบกวน ท่านจงเมตตาให้กงซุนสินไปช่วยข้าพเจ้ากำจัดกอเหลียมแล้วจะส่งมา ฬ่อจินหยินว่าเดิมเรานึกจะไม่ให้กงซุนสินไป ครั้นตรึกตรองดูก็เห็นว่าพวกเจ้าสาบานกันไว้จะต้องให้ไปช่วย พูดแล้วบอกกับกงซุนสินว่าเราจะสั่งสอนให้ เจ้าอย่าได้ลืม กงซุนสินคุกเข่าลงคำนับ ฬ่อจินหยินจึงบอกว่า มนต์ที่เจ้าเรียนไว้แต่เดิมนั้นอย่างเดียวกันกับของกอเหลียม เป็นแต่ใช้ปีศาจไม่ใช่ของวิเศษ ซึ่งจะปราบปรามกอเหลียมต้องมีคาถาเชิญรามสูรทั้งห้ามาทำให้ฟ้าผ่าจึงจะช่วยซ้องกั๋งได้ มารดาของเจ้านั้นไม่เป็นไร จะให้ผู้คนปฏิบัติรักษาอย่าวิตกเลย ตัวเจ้าก็เป็นพวกซ้องกั๋งจุติมาต้องไปช่วยเขาจึงจะได้ แต่การที่ไม่ดีเจ้าอย่าได้ทำ ด้วยตัวบวชเป็นเต้าหยินเล่าเรียนทางพระสละความชั่วเสียแล้ว ก็สอนคาถาเชิญรามสูรทั้งห้าให้

กงซุนสินเล่าบ่นคาถาของวิเศษท่องจำได้แน่นอนแล้ว ก็ชวนไตจง ลีขุยคำนับลาฬ่อจินหยินอาจารย์ออกจากวัดเขายิเซียนซัวตรงมายังบ้านเล่าความให้มารดาฟัง แล้วจัดกระบี่ของวิเศษที่สำหรับถือสิ่งของต่างๆ พร้อมเสร็จคำนับลามารดาออกจากบ้าน ไตจงกับลีขุยสะพายห่อผ้าเดินตามหลังมาถึงทางใหญ่ประมาณยี่สิบลี้ ไตจงบอกกับกงซุนซินแสว่าข้าพเจ้าจะรีบไปแจ้งความให้ซ้องกั๋งทราบก่อนแล้วจึงจะมารับท่าน กงซุนสินว่าดีแล้วจงรีบไปเถิด ไตจงสั่งลีขุยว่าน้องจงคอยระวังปฏิบัติอย่าให้ซินแสโกรธก็จะต้องลำบากอีก ลีขุยว่าข้าพเจ้าไม่อาจทำความชั่วดอก ไตจงก็ลากงซุนสินซินแส เอากะเบ๊ของวิเศษใส่ อ่านมนต์ขึ้นรีบไปโดยเร็ว

กงซุนสินกับลีขุยเดินพ้นเขายิเซียนซัวตำบลเกาเก็งกุ้ยมา เวลาเย็นค่ำเข้าสำนักอาศัย ลีขุยเกรงกลัวกงซุนสินซินแสเป็นอันมาก อุตส่าห์ปฏิบัติมิให้ขัดเคืองได้ รุ่งขึ้นเช้าก็เดินไปอีกสามเวลาถึงตำบลบูกังตินมีตลาด กงซุนสินจึงพูดกับลีขุยว่า เราเดินทางมาเหน็ดเหนื่อยซื้อขนมรับประทานเสียก่อนแล้วจึงค่อยไป ลีขุยก็ยินดีชวนกันเข้าไปที่โรงเตี๊ยม ถามเจ้าของว่าขนมทำด้วยถั่วงามีบ้างหรือไม่ เจ้าของโรงบอกว่า ข้าพเจ้าขายแต่ของสดคาว โรงเตี๊ยมท้ายตลาดมีขนมถมไปจงซื้อมารับประทานเถิด ลีขุยจึงบอกกับกงซุนสินว่า ท่านซินแสนั่งเสพสุราอยู่ที่นี่ก่อน ข้าพเจ้าจะไปซื้อขนมถั่วงามาให้ ก็หยิบเงินในห่อผ้าเดินออกจากโรงเตี๊ยมตรงไปท้ายตลาดซื้อขนมแล้วก็กลับมา เห็นผู้คนยืนเป็นหมู่ได้ยินเสียงร้องว่ากำลังมากจริงไม่มีผู้ใดเสมอ ลีขุยเดินเบียดเข้าไปดู เห็นชายผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ ถือกระบองเหล็กหนักประมาณสามสิบชั่งทุบก้อนศิลาป่นละเอียดเป็นผง แล้ววางกระบองไว้บนก้อนศิลา ลีขุยเห็นดังนั้นเหลือที่จะอดกลั้น ก็เอาขนมใส่ในเสื้อตรงเข้าไปจับกระบองดู

ทึงหลงร้องตวาดว่า เจ้านี้บังอาจนักหนามาจับกระบองของเรา ลีขุยว่าเพียงแต่ยกกระบองขึ้นทุบศิลาผู้คนสรรเสริญว่ามีกำลังเข้มแข็งเห็นว่ายังไม่สู้ดี เราจะร่ายรำท่าทางแล้วจะทุบศิลาให้คนทั้งปวงดูว่ากำลังผู้ใดจะเข้มแข็งกว่ากัน ทึงหลงว่าถ้ายกไม่ขึ้นก็ต้องให้เราตีด้วยกระบอง ลีขุยตรงเข้าจับกระบองขึ้นร่ายรำเหมือนกับจับไม้ซีกสีหน้าเป็นปกติอยู่ คนทั้งปวงชวนกันสรรเสริญว่ามีกำลังมากจริง ทึงหลงเห็นก็เกรงกลัวตรงเข้าไปคำนับถามว่าท่านแซ่ไร ชื่อใด ลีขุยก็ไม่บอกชื่อ จึงกลับถามชายเจ้าของกระบองว่าบ้านอยู่ไหน ทึงหลงบอกว่าบ้านข้าพเจ้าอยู่ที่ตรงนี้ เชิญท่านไปสนทนากันก่อนเถิด พูดแล้วก็พาลีขุยไปถึงบ้าน จัดที่ให้นั่งคำนับก่อนตามธรรมเนียม ลีขุยเห็นในเรือนเจ้าของกระบองมีแต่เครื่องเหล็กจึงคิดว่าจำจะพูดจาชักชวนไปเข้าเป็นพวกพ้องจะได้ทำเครื่องศัสตราวุธสืบไป จึงถามว่าท่านแซ่ใด ชื่อไร ทึงหลงว่าข้าพเจ้าแซ่ทึง ชื่อหลง เป็นชาวเมืองเอียนอันฮู้ ปู่และบิดาเป็นช่างตีเหล็ก ครั้นอยู่มาบิดาข้าพเจ้าเล่นเบี้ยเสียยับเยิน จึงเที่ยวมาอาศัยอยู่เมืองนี้ตีเหล็กหาเลี้ยงชีพ แต่ใจอยากฝึกหัดวิชาเพลงอาวุธต่างๆ คนทั้งปวงเรียกว่ากิมจิปา ตัวท่านมาแต่ข้างไหน แซ่ไร ชื่อใดจงบอกให้ข้าพเจ้าทราบบ้าง

ลีขุยว่าเราเป็นพวกเขาเนียซัวเปาะยี่ห้อเฮกซวนฮอง ชื่อลีขุย ทึงหลงว่าข้าพเจ้าได้ยินชื่อเสียงมาช้านาน วันนี้มาพบปะรู้จักท่านเป็นบุญนักหนา ลีขุยจึงว่าท่านไปอยู่เสียด้วยกันที่เขาเนียซัวเปาะก็จะมีความสุข ทึงหลงว่าท่านเมตตาชักนำไปอยู่ด้วยนั้นข้าพเจ้าขอเอาท่านเป็นที่พึ่ง พลางคุกเข่าลงคำนับลีขุยตามธรรมเนียมแล้วพูดว่า ตัวน้องนี้บุตรภรรยาครอบครัวก็ไม่มี จะพาพี่ไปซื้อสุรากินที่ตลาดสนทนากันแล้วจึงค่อยไป ลีขุยว่าซินแสมากับพี่คนหนึ่งที่โรงเตี๊ยม ใช้ให้ซื้อขนมจะอยู่ช้าไม่ได้ จงจัดสิ่งของไปด้วยกันทีเดียวเถิด ทึงหลงเข้าไปเก็บเงินทองของดีใส่ห่อผ้าและเครื่องศัสตราวุธต่างๆ ที่เคยใช้รวบรวมพร้อมแล้ว ลีขุยก็พาตรงไปถึงโรงเตี๊ยม เอาขนมให้กงซุนสินกิน กงซุนสินโกรธว่าเหตุใดจึงไปอยู่ช้า ถ้าแม้นว่านานอีกสักครู่หนึ่งเราก็จะกลับไปเสีย ลีขุยนิ่งอยู่ยังไม่อาจพูด จึงให้ทึงหลงเข้าไปคำนับกงซุนสินแล้วแจ้งความซึ่งพบปะกับทึงหลง ได้สาบานเป็นพี่น้องกันให้ฟังทุกประการ กงซุนสินแจ้งว่าทึงหลงเป็นช่างเหล็กก็มีความยินดี ชวนกันเสพสุรารับประทานขนม คิดเงินให้เจ้าของโรงแล้ว ก็พากันออกจากตำบลบูกังตินไป

ฝ่ายไตจงรีบมาถึงเมืองกอตงจิวก็ตรงไปค่าย บอกแก่ซ้องกั๋งว่ากงซุนสินซินแสมากับลีขุย ข้าพเจ้ารีบมาแจ้งความให้ท่านทราบก่อน ซ้องกั๋งก็ยินดียิ่งนัก สั่งไตจงกับพี่น้องเหล่านั้นให้จัดม้าไปคอยรับกงซุนสินซินแสที่ตามทาง

ฝ่ายกงซุนสินเดินมากับลีขุยและทึงหลงหลายเวลา ใกล้จะถึงเขตแดนเมืองกอตงจิวพบไตจงที่กลางทางก็ยินดี ถามว่าการสู้รบกันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ไตจงบอกว่าเดิมกอเหลียมถูกเกาทัณฑ์ไม่ได้ยกมาสู้รบสงบอยู่ช้านาน ครั้นกอเหลียมหายดีคุมทหารมาท้าชวนรบเมื่อสองเวลาก่อนนั้น ซ้องกั๋งไม่ให้ออกสู้รบ คอยให้ท่านซินแสไปถึงจึงจะคิดการต่อไป ลีขุยให้ทึงหลงคำนับไตจงแล้วสี่นายชวนกันเดินทางไปเมืองกอตงจิว

ครั้นใกล้จะถึงค่ายเห็นลือฮวง กวยเส็งคุมไพร่พลมาคอยรับกงซุนสินซินแสกับไตจง ลีขุย ทึงหลงขึ้นม้าตรงไปยังค่าย ซ้องกั๋งกับโงวหยงซินแสและพวกพ้องเหล่านั้นก็มีความยินดี ออกต้อนรับคำนับเชิญกงซุนสินเข้าไปข้างในจัดที่ให้นั่งตามสมควร แล้วลีขุยให้ทึงหลงคำนับซ้องกั๋งกับโงวหยงซินแสพี่น้องเหล่านั้นแจ้งความให้ฟังทุกประการ ซ้องกั๋งสั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันเป็นที่รื่นเริงแล้วจัดที่ให้พักอยู่เป็นอันดี

ครั้นรุ่งขึ้นเช้าซ้องกั๋งกับโงวหยง และกงซุนสินซินแสนั่งปรึกษาการที่จะสู้รบ กงซุนสินว่าท่านยกเข้าไปตั้งค่ายให้ใกล้เมืองดูกอเหลียมจะคิดประการใด ซ้องกั๋งกับโงวหยงซินแสก็เห็นชอบ จึงสั่งให้พวกพ้องและไพร่พลยกกองทัพเข้าไปตั้งค่ายประชิดเมืองกอตงจิวไว้ แล้วซ้องกั๋งกับโงวหยง กงซุนสินสามนายก็แต่งตัวถืออาวุธขึ้นม้าคุมไพร่พลออกจากค่ายตรงมายังหน้าเมือง

ฝ่ายกอเหลียมเจ้าเมืองกอตงจิวรักษาแผลที่ถูกเกาทัณฑ์หายดีแล้วก็ตรึกตรองการที่จะตีหักเอาค่ายซ้องกั๋ง พอทหารรักษาหน้าที่มาแจ้งว่าซ้องกั๋งยกไพร่พลมาถึงหน้าเมืองแล้ว กอเหลียมได้ฟังก็แต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถืออาวุธ คุมทหารเทียนซินเปียสามร้อยกับทหารเหล่านั้นเปิดประตูเมืองทอดสะพานข้ามคูเข้าไป สั่งให้ทหารแยกเป็นปีกซ้ายขวา ทหารสามร้อยนั้นอยู่ชั้นกลางตัวกอเหลียมยืนหน้า

ฝ่ายซ้องกั๋งยกมาถึงเห็นดังนั้น ก็สั่งไพร่พลให้ยืนเรียงรายกันอยู่ทั้งสองข้าง ซ้องกั๋งกับโงวหยง กงซุนสินอยู่กลาง ฮวยหยง ฉินเหม็ง เล่าตง อาวเผ็ง ลือฮวงเป็นปีกซ้าย ลิมชอง ซึงลิบ เต็งฮุย เบ๊หลิน กวยเส็ง เป็นปีกขวายกตรงมาปะทะกันเข้า

กอเหลียมร้องตวาดว่า พวกโจรเหล่านี้ยกมาแล้วต้องสู้รบให้เห็นแพ้และชนะ ถ้าผู้ใดหนีก่อนก็ไม่ใช่ชายชาติทหาร ซ้องกั๋งได้ฟังจึงถามพวกพ้องว่าใครจะอาสาจับกอเหลียมฆ่าเสียได้บ้าง ฮวยหยงว่าข้าพเจ้าจะรับอาสาเอง ก็ขับม้าตรงไป กอเหลียมเห็นก็โกรธ ร้องถามนายทหารว่าผู้ใดจะจับโจรมาให้เราได้ ซิง่วนฮุยก็รับอาสาขับม้าตรงเข้าสู้รบกับฮวยหยงหลายเพลง ฮวยหยงทำเป็นชักม้าหนี ซิง่วนฮุยสำคัญว่าฮวยหยงแพ้ก็ขับม้าไล่ตามไป ฮวยหยงได้ทีชักม้าหนีกลับ ยิงเกาทัณฑ์ไปถูกศีรษะซิง่วนฮุยตกม้าตาย กอเหลียมเห็นก็โกรธยิ่งนัก หยิบเอาโล่รูปสัตว์ต่างๆ ขึ้นชูแล้วอ่านมนต์บันดาลเป็นลมพายุพัดให้เมฆหมอกมืดคลุ้ม บัดเดี๋ยวใจก็เป็นสัตว์ต่างๆ วิ่งออกจากกระบวนรบของกอเหลียมจะตรงเข้าทำร้ายพวกกองทัพซ้องกั๋ง ไพร่พลเหล่านั้นเห็นก็ตกใจจะพากันหนีไป กงซุนสินร้องห้ามไว้แล้วเอากระบี่ของวิเศษชูขึ้นอ่านคาถาก็บันดาลเป็นสายฟ้าส่องสว่างแสงนั้นไปลบล้างลมพายุและเมฆหมอกสิ้น สัตว์ต่างๆ นั้นถูกสายฟ้าก็กลับเข้าไปที่กระบวนทหารของกอเหลียม กลายเป็นกระดาษเกลื่อนทั้งแผ่นดิน ซ้องกั๋งได้ทีก็ขับพวกพ้องไพร่พลรุกไล่ฆ่าฟันนายทหารและทหารของกอเหลียมล้มตายลงเป็นอันมาก กอเหลียมเห็นเหลือกำลังก็พาทหารสามร้อยที่เหลือตายหนีกลับเข้าเมือง ชักสะพานปิดประตูให้รักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ พวกซ้องกั๋งก็บุกรุกไล่เข้าไปจนกำแพงเมือง ทหารที่รักษาเชิงเทินก็ยิงเกาทัณฑ์พุ่งแหลนหลาวระดมลงมาดั่งห่าฝนเข้าใกล้ไม่ได้ ซ้องกั๋งก็คุมไพร่พลกลับมาค่าย ตรวจดูพวกพ้องและทหารอยู่พร้อมกัน ไม่มีผู้ใดเป็นอันตราย ก็ยินดีสรรเสริญกงซุนสินซินแสว่ามนต์คาถาไม่มีผู้เสมอ ให้เงินทองเป็นรางวัลแก่ไพร่พลทั้งปวงตามสมควร กงซุนสินพูดว่า กอเหลียมพ่ายแพ้เราพาทหารเทียนซินเปียสามร้อยหนีเข้าเมือง วันนี้คงจะคิดมาปล้นค่ายเราในเวลาค่ำเป็นมั่นคง ท่านจงถอยกองทัพไปพักเสียที่อื่นทิ้งไว้แต่ค่ายเปล่า จัดไพร่พลแยกย้ายไปซุ่มอยู่ ถ้าได้ยินเสียงฟ้าร้องเห็นแสงไฟสว่างขึ้นที่ค่ายก็ให้ตรูกันออกไล่ฆ่าฟันก็คงได้ชัยชนะ ซ้องกั๋งกับโงวหยงซินแสได้ฟังก็เห็นชอบ จึงเลิกไพร่พลกลับมายังค่าย จัดโต๊ะและสุราเลี้ยงกันเป็นอันดี พอเวลาค่ำซ้องกั๋งก็ให้ยกกองทัพไปพักอยู่ใกล้ชายเขาห่างค่ายประมาณทางสองลี้ แล้วสั่งพี่น้องให้คุมไพร่พลแยกกันไปซุ่มอยู่ริมค่ายตามคำกงซุนสินว่านั้นทุกประการ ตัวซ้องกั๋งกับซินแสทั้งสอง ฮวยหยง ฉุนเหม็ง ลือฮวง กวยเส็ง ก็ขึ้นคอยดูอยู่บนเนินสูง

ฝ่ายกอเหลียมกลับเข้าเมืองได้มีใจโกรธนัก คิดจะแก้แค้นให้จงได้ จึงใช้ทหารไปสอดแนมดูว่าซ้องกั๋งจะคิดอ่านประการใด ทหารก็ไปสืบแล้วกลับมาบอกว่า ซ้องกั๋งกำลังกินโต๊ะเสพสุรารื่นเริงอยู่ กอเหลียมแจ้งความจึงคิดว่า พวกซ้องกั๋งได้ชัยชนะพากันกำเริบยกมาตีเมืองอีก คงมีความประมาทมิได้ระวังรักษาค่าย เราคุมทหารเทียนซินเปียไปตีปล้นในเวลาค่ำวันนี้ก็คงสมความปรารถนา คิดแล้วจัดทหารเทียนซินเปียกับทหารม้าพันหนึ่ง มีเครื่องศัสตราวธต่างๆ พอเวลาดึกประมาณยามเศษ กอเหลียมก็แต่งตัวถืออาวุธขึ้นม้าเปิดประตูออกไป ครั้นใกล้จะถึงค่ายซ้องกั๋งเห็นเงียบสงัดก็ยินดี อ่านมนต์บันดาลให้มืดคลุ้มเป็นพายุพัดหอบเอากรวดทรายและศิลามาบนอากาศเสียงสนั่นหวั่นไหว กอเหลียมก็คุมทหารเทียนซินเปีย ถือคบตรูกันเข้าไปในค่าย ทหารม้านั้นถือเครื่องศัสตราวุธคอยอยู่นอกค่าย

ฝ่ายกงซุนสินกับซ้องกั๋งและพี่น้องยืนคอยดูอยู่บนเนิน ครั้นเห็นดังนั้นกงซุนสินก็เอากระบี่ของวิเศษชูขึ้น อ่านคาถาเชิญรามสูรทั้งห้าบันดาลให้ฟ้าร้องและมีแสงสว่าง พวกซ้องกั๋งที่ซุ่มอยู่ครั้นได้ยินเสียงฟ้าร้องและเห็นแสงไฟสว่างก็ตรูกันออกมาทั้งสี่ด้าน

ฝ่ายกอเหลียมกับทหารสามร้อยเข้าไปในค่ายไม่เห็นมีผู้คนและได้ยินเสียงฟ้าร้องก็พากันวิ่งหนีออกมา พอไพร่พลของซ้องกั๋งประดังเข้าล้อมไว้ ขณะนั้นฟ้าผ่าลงมาที่ค่ายถูกทหารเทียนซินเปียตายสิ้นทั้งสามร้อย กอเหลียมเห็นก็ตกใจ วิ่งออกจากค่ายได้พาทหารม้าหนีไป ไพร่พลของซ้องกั๋งบุกรุกฆ่าฟันทหารม้ากอเหลียมล้มตายอีกเป็นอันมาก ที่เหลือตายประมาณสามสิบหนีตามกอเหลียมไป ลิมชองก็คุมไพร่พลไล่ตามไปจนถึงประตูเมือง จับได้ทหารกับม้ายี่สิบ แต่ตัวกอเหลียมกับทหารสิบม้านั้นหนีเข้าเมืองได้ ปิดประตูลงเขื่อนขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง ลิมชองพาไพร่พลกับทหารม้าที่จับได้กลับมา ซ้องกั๋งและพวกพ้องเห็นกอเหลียมหนีไปแล้วก็ชวนกันกลับลงมาจากเนิน พอลิมชองกับพวกพ้องมาถึงพร้อมกัน ลิมชองเอาทหารกับม้าที่จับได้มาส่งซ้องกั๋ง ซ้องกั๋งสั่งให้ฆ่าทหารเหล่านั้นเสีย แล้วยกไพร่พลกลับมาค่ายในเวลากลางคืน ครั้นรุ่งเช้าซ้องกั๋งก็คุมไพร่พลล้อมเมืองกอตงจิวไว้ทั้งสี่ด้าน

ฝ่ายกอเหลียมหนีเข้าเมืองได้ก็คิดวิตกว่า เดิมเราได้ร่ำเรียนมนต์คาถาไว้สำหรับตัว มาครั้งนี้ก็สู้พวกโจรไม่ได้ จำจะต้องมีหนังสือไปถึงเมืองตังเชียง เมืองโควจิว ด้วยผู้รักษาเมืองนั้นกอกิวขุนนางใหญ่พี่ชายเราจัดตั้งแต่งไปให้รักษา ถ้าเจ้าเมืองทั้งสองรู้ก็คงยกมาช่วย คิดแล้วจึงเขียนหนังสือสองฉบับมอบให้ขุนนางกรมการเปิดประตูเมืองแยกกันไป

ผ่ายซ้องกั๋งคุมไพร่พลตั้งล้อมอยู่ ครั้นเห็นคนในเมืองลอบหนีออกมา ไพร่พลเหล่านั้นก็ไล่ตามไปจะจับ โงวหยงซินแสห้ามไว้แล้วว่าเราจะต้องตัดรอนกอเหลียมเสียก่อน ซ้องกั๋งถามว่า ท่านจะคิดอุบายประการใด โงวหยงว่า ในเมืองกอตงจิว ทหารก็เบาบางพากันเข็ดขยาดครั่นคร้ามไปทั้งสิ้น กอเหลียมจึงใช้คนแยกกันไปขอกองทัพหัวเมืองใกล้ ๆ ให้ยกมาช่วยโดยเร็ว เราให้ไพร่พลปลอมเป็นทหารหัวเมืองยกมาทำทีจะสู้รบกันเอง กอเหลียมเห็นก็จะเปิดประตูเมืองออกมาช่วยไพร่พลที่ปลอมนั้นให้ยกตรงไปเข้าเมืองคงจับตัวกอเหลียมได้

ซ้องกั๋งได้ฟังก็ดีใจ เรียกไตจงมาสั่งให้รีบไปเขาเนียซัวเปาะจัดไพร่พลปลอมเป็นทหารยกแยกย้ายกันมาตามอุบายโงวหยงซินแส ไตจงคำนับลาออกจากค่าย เอากะเบ๊ของวิเศษใส่ อ่านคาถาตรงไปยังเขาเนียซัวเปาะ ครั้นถึงก็เล่าความซึ่งรบกับศัตรูให้เตียวไก่ฟังแล้วจัดไพร่พลปลอมเป็นทหารหัวเมือง ยกออกจากเขาเนียซัวเปาะแยกกันไปเมืองกอตงจิว

ฝ่ายกอเหลียม ครั้นผู้ถือหนังสือไปแล้ว ก็ให้ทหารจัดฟืนและฟางมากองไว้ จะจุดให้กองทัพหัวเมืองที่ยกมาช่วยเห็นเป็นสำคัญว่าเป็นการร้อนจะได้รีบยกมาโดยเร็ว ครั้นจัดการเสร็จแล้วก็ให้จุดไฟขึ้นควันติดกรุ่นอยู่มิได้ขาด ตัวกอเหลียมไปคอยดูพวกทหารหัวเมืองอยู่บนกำแพงทุกเวลา

ฝ่ายซ้องกั๋งตั้งล้อมเมืองกอตงจิวไว้ ครั้นเห็นพวกทหารที่ปลอมยกมาก็จำได้ จึงสั่งพวกพ้องกับไพร่พลว่า ถ้าเห็นกองทัพยกใกล้เข้ามาแล้วก็ให้แตกหนีไป แยกกันรวมอยู่ตามชายเขาและทางลัด คอยสกัดจับกอเหลียมฆ่าเสียให้ได้ พอทหารทั้งสองทิศใกล้เข้ามา พวกซ้องกั๋งก็ทำเป็นตกใจ คุมไพร่พลถอยหนีไปซุ่มอยู่ตามคำสั่ง กอเหลียมขึ้นไปคอยอยู่บนกำแพง เห็นทหารที่ปลอมยกมาคนละทาง ก็สำคัญว่ากองทัพหัวเมืองทั้งสองมาช่วย มีความยินดีนัก แลไปดูไพร่พลของซ้องกั๋งที่ล้อมอยู่ต่างระส่ำระสายพากันหนี กอเหลียมเห็นได้ทีก็ลงจากกำแพงคุมทหารเปิดประตูเมืองออกมา ซ้องกั๋งกับฮวยหยง ฉินเหม็งยืนอยู่ในที่ล้อมพอเห็นดังนั้นก็ทำเป็นล่อ กอเหลียมก็คุมทหารไล่ตามไป

ฝ่ายไพร่พลที่ปลอมเป็นทหารยกมาช่วยนั้น ก็กรูกันเข้าไปในเมืองได้ ไล่ฆ่าฟันทหารที่รักษาประตูและเชิงเทินล้มตายแตกกระจัดกระจายไปสิ้น ชักธงยี่ห้อซ้องกั๋งขึ้น ช่วยกันรักษาประตูกำแพงไว้มั่นคง

ฝ่ายกอเหลียมไล่ตามซ้องกั๋งไปใกล้จะถึงชายเขา เหลียวหลังมาเห็นแต่ไพร่พลของซ้องกั๋งก็ตกใจยิ่งนักรีบคุมทหารกลับ พอพวกพ้องของซ้องกั๋งที่ซุ่มอยู่รายเขาซ้ายขวานั้นกรูกันออกมาเขาบุกรุกฆ่าฟันทหารกอเหลียมตายลงมาก ตัวกอเหลียมนั้นตรงไปจะเข้าเมือง เห็นบนกำแพงเป็นยี่ห้อของซ้องกั๋ง แลดูทหารก็เป็นไพร่พลพวกเขาเนียซัวเปาะทั้งสิ้นก็เสียใจ ขับม้าคุมทหารที่เหลือตายหนีลัดทางไป ไพร่พลของซ้องกั๋งซึ่งตั้งสกัดหน้าไว้นั้นร้องตวาดว่า กอเหลียมจะหนีไปทางไหนลงจากม้าให้เราจับแต่โดยดี กงซุนสินเห็นดังนั้นก็พาทหารกับไพร่พลที่ซุ่มอยู่ออกสกัดไว้ทั้งสองข้าง ตรงเข้าบุกรุกฆ่าฟันทหารกอเหลียมตายสิ้น กอเหลียมลงจากม้าวิ่งหนีขึ้นบนเขา พวกซ้องกั๋งไล่ติดตามไป กอเหลียมเห็นก็ตกใจจึงอ่านคาถาบันดาลเป็นเมฆหมอกหอบกอเหลียมลอยขึ้นบนอากาศ

ขณะนั้น กงซุนสินตามไปด้วยก็อ่านมนต์แล้วเอากระบี่ของวิเศษชี้ขึ้นไป บันดาลเป็นสายฟ้าฟาดถูกกอเหลียมตกลงมากลิ้งอยู่กลางดิน ลุยเหงตรงเข้าตัดเอาศีรษะกอเหลียมได้แล้วชวนกันลงจากเขากลับไปค่าย

ฝ่ายซ้องกั๋งกับฮวยหยง ฉินเหม็ง กลับมาถึงค่ายแจ้งความว่าพวกที่ปลอมมายกเข้าเมืองได้ก็ยินดี แต่ยังคอยพวกพ้องอยู่ จะจับกอเหลียมได้หรือประการใดยังไม่รู้ พอคิดดังนั้นกงซุนสินกับพวกพ้องมาถึง แจ้งความซึ่งฆ่ากอเหลียมตัดเอาศีรษะมานั้นให้ฟังทุกประการ ซ้องกั๋งก็ดีใจ ยกกองทัพเข้าไปในเมืองกอตงจิว กำชับสั่งไพร่พลมิให้กระทำข่มเหงราษฎรชาวเมือง ให้ตั้งทำมาหากินตามภูมิลำเนาเป็นปกติเรียบร้อยแล้ว ซ้องกั๋งกับพี่น้องก็ชวนกันไปหาชาจิน

ครั้นถึงคุกก็ไม่เห็นผู้ตรวจและผู้คุมพากันหนีไปสิ้น มีคนโทษที่ถึงตายสักหน้าไว้ประมาณห้าสิบคน มิได้จองจำ แต่ชาจินนั้นไม่เห็น ซ้องกั๋งมีความวิตกชวนกันเที่ยวค้นไปถึงคุกแห่งหนึ่ง พบญาติพี่น้องครอบครัวของชาฮงเสียต้องจำขังอยู่ อีกคุกหนึ่งนั้นบุตรภรรยาครอบครัวของชาจินที่อยู่ ณ เมืองชองจิว กอเหลียมให้ทหารไปจับเอาตัวจำขังคุกไว้คนละแห่ง โงวหยงซินแสให้เอาผู้คุมที่อยู่เฝ้าคุกมาไต่ถามว่ารู้เหตุการณ์บ้างหรือไม่

ยังมีชายผู้หนึ่งแจ้งว่า ข้าพเจ้าเป็นคนใช้ของเจียดคิบ เมื่อวันก่อนนั้นกอเหลียมผู้รักษาเมืองกำชับสั่งผู้คุมว่า ให้จำชาจินแน่นหนาขึ้นอีก ถ้าคนโทษมากก็จงทุบตีเสียให้ตาย เว้นได้สามวันกอเหลียมถามว่าชาจินตายแล้วหรือยัง พวกข้าพเจ้าเห็นว่าชาจินเป็นคนดีมีสกุลก็ไม่ทำอันตราย จึงแจ้งความกับกอเหลียมว่าชาจินนั้นเจ็บป่วยเจียนตายแล้วจะต้องฆ่าทำไม กอเหลียมไม่ไว้ใจกลัวชาจินจะหนี สั่งให้ผู้คุมเอาตัวชาจินลงไปขังในบ่อน้ำหลังบ้าน บัดนี้จะเป็นตายประการใดข้าพเจ้าไม่ทราบ

ซ้องกั๋งได้ฟังก็ตกใจให้ชายผู้นั้นพาไปถึงบ่อน้ำ แลดูเห็นมืดมัวอยู่ ไม่แจ้งว่าตื้นลึกสักเพียงใด ซ้องกั๋งเสียใจนักพูดว่า ถ้าแม้นชาจินตายตัวเราก็คงตายเหมือนกัน โงวหยงซินแสว่าท่านต้องให้คนลงไปดูก่อน ก็ถามพวกพ้องว่า ผู้ใดจะลงไปในบ่อน้ำได้บ้าง ลีขุยว่าข้าพเจ้าจะลงไปเอง ซ้องกั๋งว่าจะลงไปดูชาจินก็ดีแล้ว การอันนี้เกิดขึ้นก็เพราะน้อง จึงเอาเข่งมาผูกเชือกแน่นหนา ลีขุยก็ถือขวานสองมือนั่งในเข่งหย่อนเชือกลงไปมืดมัวเหมือนกลางคืน ไม่เห็นสิ่งใด ลีขุยเอามือคลำพบแต่กระดูกเป็นนักหนา เที่ยวคลำไปอีก พบคนนั่งพิงอยู่ข้างบ่อ ลีขุยร้องถามว่าชาตัวกัวหนังหรือ

ฝ่ายชาจินทนลำบากอดอยากอยู่ในบ่อหลายเวลาเจ็บป่วยพูดจาไม่ออก ครั้นได้ยินเสียงร้องเรียกก็เอามือคลำพบลีขุย ก็พูดอึกอักอยู่ในคอหวังจะบอกว่าอยู่นี่ ลีขุยได้ยินก็รู้ว่าชาจินยังไม่ตาย มีความยินดีนัก อุ้มเอาชาจินใส่เข่งกระตุกสายเชือกลูกกระพรวน พวกข้างบนก็ชักเข่งขึ้นมา ซ้องกั๋งกับพวกพ้องก็ดีใจ เข้าพยุงชาจินออกจากเข่ง เห็นศีรษะและขาแตกยับเยินทั้งตัว จึงให้คนใช้หาหมอรักษา ช่วยกันพยุงชาจินมายังที่สำนัก ซ้องกั๋งก็ให้ไปถอดเอาบุตรภรรยาครอบครัวของชาฮงเสียและชาจินมาช่วยกันพยาบาล ชาจินค่อยคลายหายป่วยขึ้น ซ้องกั๋งให้จัดเกวียนมาบรรทุกชาจินกับทรัพย์สิ่งของเงินทองและบุตรภรรยาญาติของชาจินกับชาฮงเสีย แล้วให้ลีขุยกับลุยเหงคุมไปเขาเนียซัวเปาะก่อน สั่งให้จับบุตรภรรยาครอบครัวของกอเหลียมไปฆ่าเสียทั้งสิ้น เก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของเงินทองและเสบียงอาหารขึ้นบรรทุกเกวียนพร้อมแล้ว ซ้องกั๋งก็เลิกกองทัพออกจากเมืองกอตงจิว เดินทางรอนแรมไปหลายวัน จนกระทั่งถึงตำบลเขาเนียซัวเปาะ เตียวไก่กับพวกพ้องมาต้อนรับเข้าไปในที่ชุมนุม ซ้องกั๋งจึงเล่าความซึ่งได้สู้รบกับกอเหลียมให้ฟังตั้งแต่ต้นจนปลาย เตียวไก่กับพวกพ้องเหล่านั้นก็มีความยินดี หาหมอมารักษาพยาบาลชาจิน แล้วจัดที่อยู่ให้ภรรยาญาติครอบครัวชาฮงเสียกับชาจินอยู่ด้วยกัน พอชาจินหายป่วยแล้ว เตียวไก่ ซ้องกั๋งนั่งให้จัดโต๊ะเสพสุรามาเลี้ยงกันเป็นอันดี ชาจินคิดถึงคุณเตียวไก่ ซ้องกั๋งและพวกพ้องเหล่านั้น ก็คุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าขอบคุณท่านทั้งปวงนักหนา ถ้าไม่ยกไปช่วยข้าพเจ้าก็คงตาย เตียวไก่ ซ้องกั๋งและพวกพ้องก็คุกเข่าลงพร้อมกันพูดว่า ซึ่งท่านมีคุณกับพวกข้าพเจ้านั้นหาที่เปรียบมิได้ การทั้งปวงก็สำเร็จแล้วเชิญท่านอยู่ด้วยกันที่นี่เถิด ก็พยุงชาจินขึ้นนั่งกินโต๊ะเสพสุราพูดจากันตามสบายแล้วต่างคนก็ไปที่อยู่ ตั้งแต่นั้นตำบลเขาเนียซัวเปาะก็รุ่งเรืองเจริญมั่นคงขึ้นกว่าแต่ก่อน

ฝ่ายผู้รักษาเมืองตังเชียงกับเมืองโควจิว แจ้งความในหนังสือของกอเหลียมแล้วก็จัดทหารพร้อมจะยกกองทัพมา พอได้ข่าวว่าเมืองกอตงจิวแตก จึงทำหนังสือบอกข้อความให้ขุนนางถือเข้าไปเมืองหลวง

ขณะนั้นขุนนางที่เมืองกอตงจิวหนีไปถึงตังเกียเมืองหลวงพร้อมกันก็เข้าไปแจ้งแก่กอกิวทุกประการ กอกิวแจ้งความซึ่งขุนนางเมืองกอตงจิวและหนังสือบอกหัวเมืองทั้งสองแล้วก็โกรธยิ่งนัก คิดจะยกไปปราบปรามพวกโจรตำบลเขาเนียซัวเปาะทดแทนกอเหลียมผู้น้องให้จงได้ ครั้นเวลารุ่งเช้า กอกิวก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงกราบทูลว่า บัดนี้เกิดโจรขึ้นที่ตำบลเขาเนียซัวเปาะในเขตแดนเมืองเจ๋จิวฮู้พวกหนึ่ง ตัวนายโจรนั้นชื่อเตียวไก่ ซ้องกั๋ง ซ่องสุมไพร่พลเที่ยวปล้นราษฎรชาวบ้านอยู่เนืองๆ และยกไปตีบ้านบออุนกุย ฆ่าเจ้าของตำบลตาย เอาไฟเผาบ้านเรือนเสียแล้วฆ่าฟันผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ตาย ครั้งนี้พวกโจรยกไปตีปล้นเมืองกอตงจิว ฆ่าผู้รักษาเมืองและขุนนางล้มตายลงเป็นอันมากเก็บเอาทรัพย์สิ่งของเสบียงอาหารไปสิ้น โจรพวกนั้นกำเริบมากขึ้นทุกที ขอพระองค์จงโปรดให้ยกกองทัพไปปราบปรามเสียโดยเร็ว จึงจะไม่เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินสืบต่อไป

พระเจ้าซ้องฮุยจงได้ทรงฟังก็ตกพระทัย จึงรับสั่งให้กอกิวจัดเลือกทหารที่มีฝีมือเข้มแข็งยกไปปราบพวกโจรตำบลเขาเนียซัวเปาะเสีย อย่าให้ตั้งซ่องสุมขึ้นได้ กอกิวกราบทูลว่า ซึ่งพวกโจรเล็กน้อยเท่านี้ไม่ควรจะยกกองทัพใหญ่ไปให้ป่วยการ ทแกล้วทหารข้าพเจ้าทราบว่า อูเอียนเจียกลูกอูเอียนจั่นซึ่งเป็นทหารเอกของพระเจ้าไทโจฮ่องเต้ครั้งแผ่นดินปักซ้อง บัดนี้เป็นขุนนางอยู่ที่เมืองยือเล่งกุ๋นซึ่งขึ้นกับเมืองฮ่อตง มีฝีมือเข้มแข็ง ขอพระองค์มีรับสั่งให้หาอูเอียนเจียกมาตั้งเป็นแม่ทัพคุมทหารยกไปก็คงได้ชัยชนะ

พระเจ้าซ้องฮุยจงจึงตรัสว่า ถ้าท่านเห็นดีจงมีตราไปหาอูเอียนเจียกเข้ามา จะได้ยกไปปราบปรามเสียโดยเร็ว กอกิวก็ถวายบังคมลากลับมาบ้านแต่งหนังสือรับสั่งมอบให้ขุนนางถือไปเมืองยือเล่งกุ๋น

ฝ่ายอูเอียนเจียกเป็นขุนนางตำแหน่งที่ทองจี้ แจ้งว่ามีผู้เชิญท้องตรามาใกล้จะถึงก็แต่งตัวไว้คอยรับพร้อมด้วยผู้รักษาเมืองกรมการ พอขุนนางนำท้องตราไปถึงก็เชิญเข้าไปข้างในคำนับตามธรรมเนียม ฉีกผนึกออกอ่านมีความว่า “รับสั่งให้หาอูเอียนเจียกเข้าไปเฝ้าโดยเร็ว จะให้เป็นแม่ทัพไปปราบปรามพวกโจรตำบลเขาเนียซัวเปาะ” อูเอียนเจียกก็จัดโต๊ะและสุราเลี้ยงขุนนางผู้เชิญท้องตราสำเร็จแล้ว แต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธสำหรับมือเรียกบ่าวไพร่ขึ้นม้าห้าสิบคน ออกจากเมืองยือเล่งกุ๋นไปหลายวัน ครั้นถึงตังเกียเมืองหลวงขุนนางผู้นำท้องตราก็พาอูเอียนเจียกไปหากอกิว ๆ ก็พูดจาไต่ถามกันตามธรรมเนียม อูเอียนเจียกค้างอยู่ที่บ้านกอกิวคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นเช้ากอกิวก็นำอูเอียนเจียกเข้าไปเฝ้าพระเจ้าซ้องฮุยจง กราบทูลว่าอูเอียนเจียกมาถึงแล้ว

พระเจ้าซ้องฮุยจงทอดพระเนตรเห็นอูเอียนเจียกมีลักษณะดีควรจะเป็นแม่ทัพได้ ก็พระราชทานม้ามีเครื่องอานพร้อมให้อูเอียนเจียก ม้านั้นดำทั้งตัว สี่เท้าด่าง ชื่อโอจุยเบ๊ เดินทางได้วันละพันลี้ จึงตรัสสั่งกอไทอวยว่าท่านจงไปจัดทหารและเครื่องศัสตราวุธให้อูเอียนเจียกจะได้ยกกองทัพกำจัดโจร กอกิวกับอูเอียนเจียกก็ถวายบังคมลากลับมาบ้านปรึกษาการที่จะยกกองทัพไป อูเอียนเจียกว่า ซึ่งโจรเขาเนียซัวเปาะนั้นมีพวกพ้องไพร่พลมากฝีมือเข้มแข็ง เสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ไม่เหมือนโจรที่ตำบลอื่น จะหมิ่นประมาทนั้นไม่ได้ ข้าพเจ้าเห็นมีชายอยู่สองคนถ้าได้มาเป็นนายททารยกไปคงได้ชัยชนะ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ