๑๔

ลุยเหงจึงพูดกับทหารว่า เวลาวันนี้ก็ยังไม่สว่าง เราพากันไปหยุดพักที่นายอำเภอตำบลตังเคยชึงก่อนคอยให้สว่างดีจึงเอาตัวชายผู้นี้ไป พูดแล้วก็พากันเดินมาถึงตำบลตังเคยชึง

ฝ่ายเตียวไก่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลตังเคยชึง ตั้งแต่ปู่และบิดามาช้านาน เตียวไก่นี้ฝีมือเข้มแข็งใจโอบอ้อมอารีมั่งมีทรัพย์สินมาก ผู้ใดยากจนมาก็ให้เงินทองไปซื้อกินตามทาง บรรดาคนที่มีฝีมือเข้มแข็งเข้าสามิภักดิ์เป็นพวกพ้องของเตียวไก่ทั้งสิ้น ผู้รักษาเมืองตั้งให้เตียวไก่เป็นนายอำเภอใหญ่อยู่ในตำบลตังเคยชึง ซึ่งเตียวไก่นั้นไม่คิดหาภรรยา ถึงเวลาก็ซักซ้อมเพลงอาวุธอยู่เป็นนิจมิได้ขาด และที่ตำบลตังเคยชึงมีแม่น้ำตังเคยอยู่กลาง ฝั่งโน้นเรียกว่าตำบลไซเคยชึง คือบ้านฝั่งตะวันตก ฝั่งนี้เรียกว่าตำบลตังเคยชึง คือบ้านฝั่งตะวันออก ซึ่งตำบลไซเคยชึงนั้นเดิมปิศาจดุร้ายผู้คนเดินทางไปมาริมแม่น้ำ ปิศาจก็จับตัวโยนลงในแม่น้ำตายเสียเป็นอันมาก ราษฎรชาวบ้านไซเคยชึงมีความวิตกไม่รู้ที่จะแก้ไขประการใด มีหลวงจีนรูปหนึ่งไปบอกชาวบ้านไซเคยชึงว่า ให้เอาศิลาเขียวมาก่อเป็นพระปรางค์ไว้ริมฝั่งข้างนี้องค์หนึ่ง ซึ่งปิศาจที่ทำร้ายแก่ผู้คนก็หนีไปอยู่ข้างฝั่งตังเคยชึงทั้งสิ้น ชาวบ้านไซเคยชึงได้ฟังก็ยินดีจึงเอาศิลาเขียวก่อเป็นพระปรางค์ตั้งอยู่ริมฝั่งตามคำหลวงจีนว่า ปิศาจก็หนีข้ามฟากมาทำอันตรายแก่ชาวบ้านตังเคยชึงตายอยู่เนืองๆ เตียวไก่แจ้งความก็โกรธชาวบ้านไซเคยชึงยิ่งนัก จึงข้ามแม่น้ำไปยกเอาพระปรางค์ขึ้นบ่าแบกมาตั้งไว้ริมฝั่งตังเคยชึง ราษฎรชาวบ้านเห็นฝีมือเตียวไก่เข้มแข็งมีกำลังมากแบกพระปรางค์ข้ามฟากมาได้ ก็ตั้งชื่อเรียกเตียวไก่ว่าทกทะเทียนอ๋อง ตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงก็ปรากฏมีคนเกรงกลัวมากขึ้น

ในขณะนั้นเตียวไก่ยังนอนอยู่ พอเวลารุ่งสว่างลุยเหงกับพวกทหารมาหา เตียวไก่ได้ยินเสียงคนปลุกมาสั่งให้เปิดประตูรับลุยเหงเข้าไปในบ้าน พวกทหารจึงเอาตัวผู้ร้ายที่จับมานั้นมัดไว้กับเสาประตูบ้าน แล้วชวนกันเข้าไปในบ้าน เตียวไก่จัดที่ให้ลุยเหงนั่งสมควรแล้วถามว่าท่านมีธุระสิ่งใด จึงได้มาถึงบ้านข้าพเจ้าแต่เช้า ลุยเหงบอกว่าผู้รักษาเมืองหุนเสียกุ้ยให้มาตรวจตราจับพวกโจรที่เที่ยวตีปล้นราษฎร ครั้นข้าพเจ้าเดินมาเหน็ดเหนื่อยจึงได้มาอาศัยท่าน พอหายเหนื่อยก็จะพากันกลับไป เตียวไก่ว่าเชิญท่านมาเถิดหาเป็นไรไม่ สั่งให้บ่าวจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงลุยเหงกับพวกทหารสำเร็จแล้ว เตียวไก่จึงถามลุยเหงว่าท่านมาเที่ยวตรวจตราจับได้โจรบ้างหรือเปล่า ลุยเหงว่าข้าพเจ้าเดินมาถึงศาลเจ้าเห็นชายผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่เสพสุราเมานอนหลับอยู่ในศาลเจ้า ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ใช่คนดีทีจะเป็นพวกโจรมาอาศัย จึงให้ทหารจับตัวมามัดไว้ที่หน้าบ้านท่าน ครั้นจะเอาตัวไปส่งก็เห็นว่ายังเช้าอยู่ จึงแวะเข้ามาบอกให้ท่านรู้ด้วยแล้วจะเอาตัวไปส่ง เตียวไก่จึงนึกว่าผู้ใดหนอมานอนหลับให้เขาจับได้ จำเราจะคิดอุบายปล่อยเสียคิดแล้วก็พูดว่า ขอบใจท่านนักหนาอุตส่าห์มาบอกให้รู้ พูดดังนั้นก็สั่งให้จัดโต๊ะและสุราไว้ข้างในอีกโต๊ะหนึ่งจึงพูดกับลุยเหงว่า เชิญท่านไปกินโต๊ะเสพสุราที่ข้างในจะได้สนทนากันเล่นให้สบาย ลุยเหงเข้าไปกินโต๊ะเสพสุราได้ครู่หนึ่ง เตียวไก่จึงบอกกับลุยเหงว่า ข้าพเจ้าจะไปข้างนอกสักประเดี๋ยว เตียวไก่ก็ออกมาดูเห็นชายผู้นั้นต้องมัดอยู่ รูปร่างสูงใหญ่ที่แก้มมีไฝดำ เตียวไก่จึงถามว่าเจ้ามาแต่ไหนเราไม่เคยเห็นหน้าเลย ชายผู้นั้นบอกว่า ข้าพเจ้ามาหาพวกพ้อง พอเวลาค่ำก็เข้าไปอาศัยนอนในศาลเจ้า พวกทหารว่าข้าพเจ้าเป็นโจรจับเอาตัวมา เตียวไก่ถามว่า เจ้าจะมาหาพวกพ้องนั้นเขาชื่อไร ชายผู้นั้นว่า ข้าพเจ้าจะมาหาเตียวไก่ที่เป็นนายอำเภอบ้านตังเคยชึง เตียวไก่จึงถามว่า เจ้าจะมาหาเตียวไก่ด้วยธุระอันใด ชายผู้นั้นว่าเตียวไก่คนนี้ชื่อเสียงปรากฏทั้งแผ่นดิน คนที่มีฝีมือเข้มแข็งก็เข้าสามิภักดิ์อยู่ด้วยเป็นอันมาก ข้าพเจ้าหมายว่าจะมาบอกลาภกับความสุขให้ เตียวไก่นึกว่าชายนี้ตั้งใจจะมาหาเราเผอิญให้เขาจับได้ จำจะแก้ไขเอาออกจึงจะควร คิดแล้วบอกว่าเรานี้แหละคือเตียวไก่จะช่วยแก้เจ้าไว้ จึงสอนไว้ว่า ถ้าเราเดินออกมากับนายทหารเจ้าจงเรียกเราว่า อาช่วยด้วย ข้าพเจ้าจากไปหลายปีแล้ว ครั้นมาหาก็จำทางไม่ได้ เดินหลงไปจนมืดค่ำเห็นมีศาลเจ้าก็เข้าพักอาศัยนอน พวกทหารจับเอาตัวมามัดไว้ ชายนั้นได้ฟังก็ยินดีพูดว่าท่านช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ครั้งนี้ไม่ลืมพระคุณเลย เชิญท่านกลับไปเถิด เตียวไก่จึงมากินโต๊ะเสพสุรากับลุยเหงอยู่ประมาณครู่หนึ่ง ลุยเหงก็ลาเตียวไก่เดินออกมา เตียวไก่ตามมาส่งจนถึงประตู ลุยเหงชี้บอกว่าคนที่มัดไว้กับเสาข้าพเจ้าจับมา ชายผู้นั้นก็ทำร้องเรียกว่า อาช่วยด้วยเขาจับข้าพเจ้ามัดไว้แล้วก็แจ้งความตามคำเตียวไก่สอนทุกประการ เตียวไก่ได้ฟังก็เดินเข้าไปใกล้ทำเป็นจำได้ แล้วด่าว่าด้วยคำหยาบช้าต่างๆ จึงบอกกับลุยเหงนายทหารว่าคนนี้บุตรพี่ชายข้าพเจ้าเลี้ยงไว้แต่เล็กๆ ครั้นมารดาตายก็เที่ยวซัดเซไม่ได้กลับมาบ้านเป็นหลายปี บัดนี้จะมาหาข้าพเจ้าก็จำทางไม่ได้หลงไปนอนอยู่ในศาลเจ้า ท่านจึงจับเอาตัวมานี่ หากว่าข้าพเจ้ายังจำไฝที่แก้มได้ ลูกอะไรเช่นนี้เที่ยวเชือนแชไปช้านานว่ากล่าวไม่ได้ ลุยเหงกับพวกทหารเหล่านั้นก็ไม่อาจทำประการใดพากันยืนดูอยู่

เตียวไก่จึงร้องตวาดว่า เหตุไฉนเจ้าเที่ยวเป็นโจรให้ท่านลุยเหงจับมาได้ ชายนั้นร้องว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นโจรดอก เตียวไก่ก็ทำเป็นฉวยไม้กระบองตรงเข้าไปตี ชายนั้นว่า อาอย่าเพิ่งทุบตีเลยจะเล่าให้ฟัง ลุยเหงนายทหารก็ห้ามเตียวไก่ว่าช้าก่อน ฟังดูถ้อยคำของหลานท่านจะว่ากระไร ชายผู้นั้นจึงพูดว่า เมื่อข้าพเจ้าจากไปอายุได้สิบห้าปีข้าพเจ้าจากบ้านอากว่าสิบปีแล้ว ครั้นข้าพเจ้าจะมาหาอา เวลาคืนนี้กำลังเมาสุราจึงไปนอนอยู่ที่ศาลเจ้า พวกทหารไม่ถามไถ่จับเอาตัวมัดไว้ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นโจรผู้ร้ายเลย เตียวไก่ได้ฟังก็ทำเป็นโกรธเอากระบองตีอีกแล้วว่า มาจนถึงบ้านยังไม่เข้ามาหา ไปเที่ยวเสพสุราจนเมา ทำเช่นนี้ชอบแต่ตีเสียให้เกือบตาย ลุยเหงได้ฟังสำคัญว่าจริงจึงพูดกับเตียวไก่ว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบเลยว่าเป็นหลานท่าน คิดว่าคนร้ายก็ให้จับเอาตัวมา จึงสั่งให้ทหารแก้มัดเสียโดยเร็ว ทหารก็เข้าแก้ชายผู้นั้นออกแล้ว ลุยเหงจึงพูดกับเตียวไก่ว่าท่านอย่าถือโทษข้าพเจ้าเลยจะขอลาไปก่อนแล้ว เตียวไก่ว่าท่านอย่าเพิ่งไปเลย เตียวไก่จึงสั่งให้ชายผู้นั้นมาคำนับลุยเหง แล้วเตียวไก่ก็เอาเงินให้ลุยเหงสิบตำลึงกับทหารเหล่านั้นพอสมควร ลุยเหงกับทหารก็มีความยินดีลาเตียวไก่ออกจากบ้านไป เตียวไก่ก็เอาเสื้อกางเกงมาให้ชายผู้นั้นใส่ แล้วถามว่าเจ้าแซ่ไรชื่อใดอยู่บ้านเมืองไหน ชายผู้นั้นบอกว่า ข้าพเจ้าแซ่เล่าชื่อตง ปู่และบิดาข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองตังโลวจิว ข้าพเจ้ามีไฝอยู่ที่แก้ม คนทั้งหลายเรียกว่าเซียะมอกุ้ยแปลว่าปิศาจผมแดง ข้าพเจ้ามาครั้งนี้จะบอกลาภกับความสุขให้ท่าน ครั้นเมาสุราก็เข้าไปนอนในศาลเจ้าเขาจึงจับมา ท่านช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้คราวนี้พระคุณเป็นที่ยิ่ง เชิญท่านนั่งบนโต๊ะเถิด ข้าพเจ้าจะกราบไหว้ฉลองพระคุณท่าน เตียวไก่ว่าข้อนั้นไม่เป็นไรหรอก แต่เจ้าจะบอกลาภกับความสุขให้นั้นเหตุการณ์อย่างไร เล่าตงบอกว่าตัวข้าพเจ้านี้ตั้งแต่เล็กมาก็เที่ยวคบเพื่อนฝูงที่มีฝีมือเข้มแข็ง ได้ยินเขาเล่าลือชื่อเสียงท่านปรากฏไปทั่วทั้งแผ่นดิน คนมีฝีมือเข้มแข็งก็มาสามิภักดิ์เป็นพวกพ้องของท่านทั้งสิ้น ข้าพเจ้าจึงมาบอกลาภให้ ซึ่งเนียสิเกียดนั้นเป็นขุนนางอยู่ ณ เมืองปักเกีย ตำบลบ้านใต้เม่งฮู้ เนียสิเกียดจัดซื้อเพชรพลอยไว้ถึงสิบหมื่นเหรียญ จะเอาไปช่วยชัวเกียพ่อตาแซยิด ณ เมืองหลวง เดิมชัวเกียทำแซยิดครั้งหนึ่ง เนียสิเกียดจัดทรัพย์สิ่งของเงินทองเป็นอันมากเอาไปช่วยชัวเกีย ครั้นเดินทางไปมีผู้ร้ายมาแย่งชิงเอาเงินทองไปสิ้น จนเดี๋ยวนี้ก็ยังจับโจรผู้ร้ายไม่ได้ มาครั้งนี้เนียสิเกียดจะให้คนคุมเพชรพลอยเข้าไปอีก ข้าพเจ้าจึงได้มาแจ้งกับท่าน คนที่คุมเพชรพลอยไปนั้นมากสักเท่าไรข้าพเจ้าไม่กลัวเลย ช่วยกันชิงเอาให้จงได้ ด้วยเนียสิเกียดกับพ่อตาเป็นขุนนางกังฉิน เที่ยวข่มเหงกดขี่พวกราษฎรเอาเงินทองจึงได้มีทรัพย์สิ่งของมาก ถ้าท่านกับข้าพเจ้าไปแย่งชิงเอามาได้ ถึงเทพยดาฟ้าและดินแจ้งความก็ไม่เป็นไร สืบไปภายหน้าโทษทัณฑ์สิ่งใดก็ไม่มีดอก ท่านจะเห็นประการใด เตียวไก่ว่าชอบใจเจ้าหนักหนาแต่เราจะตรึกตรองดูก่อน ตัวเจ้าเหนื่อยมาจงพักผ่อนเสียให้สบาย แล้วสั่งให้คนใช้พาเล่าตงไปที่สำนักอาศัย แล้วเล่าตงจึงคิดว่าลุยเหงเอาเงินของเตียวไก่ไปมากเราจะตามไปทวงเอามา แล้วมองดูเห็นยังวันอยู่ฉวยได้กระบี่รีบตามไปใกล้จะทันจึงร้องเรียกว่า ลุยเหงนายทหาร ถ้าจะไปก็เอาเงินสิบตำลึงวางไว้แต่โดยดี แม้นไม่ให้ก็จะได้เห็นฝีมือกัน ลุยเหงเหลียวเห็นชายที่จับไว้นั้น จึงพูดว่าเงินทองของเจ้าที่ไหนอาเจ้าให้เราจึงได้เอามา นี่เราเห็นกับหน้าอาเจ้าจึงไม่เอาตัวไปส่ง ยังจะตามมาเอาเงินอีกหรือ เล่าตงว่าอาเราไม่เต็มใจให้ เจ้าแกล้งจับตัวเราไปทำให้อับอายเป็นหนักหนา ลุยเหงก็โกรธจับอาวุธตรงเข้าสู้รบเป็นหลายสิบเพลงก็ยังไม่แพ้ชนะ ต่างคนว่องไวดีมีฝีมือสันทัดกันทั้งสองฝ่าย

จะกล่าวถึงโงวหยงเป็นคนชาวบ้านตังเคยชึง เดิมไปเรียนหนังสือเป็นขุนนางที่ซิวจ่ายฝ่ายบุ๋น ครั้นอยู่มาเห็นว่าบ้านเมืองแปรปรวนจึงได้ฝึกหัดเพลงอาวุธต่างๆ ไว้สำหรับตัว คนทั้งหลายเห็นโงวหยงสติปัญญาดีฝีมือเข้มแข็งจึงตั้งชื่อเรียกว่าติโตแช เวลาวันนั้นโงวหยงยืนอยู่ในรั้วบ้านเห็นลุยเหงนายทหารสู้รบกับชายผู้หนึ่งดูรวดเร็วคล่องแคล่วด้วยกันทั้งสองฝ่าย โงวหยงก็ถือกระบองสั้นสองมือออกจากบ้านมาขวางหน้าลุยเหงกับชายผู้นั้นไว้ แล้วห้ามว่าท่านทั้งสองอย่าเพิ่งสู้รบกันเลย ฝีมือว่องไวดีทั้งสองฝ่าย เหตุใดจึงมาสู้รบกับท่านนายทหาร เล่าตงเห็นชายผู้นั้นรูปร่างดีมีหนวดยาว นุ่งห่มเหมือนคนเรียนหนังสือจึงตอบว่าไม่ใช่ธุระการของท่านดอก เขาจะสู้รบกันให้เห็นแพ้และชนะ ลุยเหงเห็นโงวหยงมาห้ามก็เล่าความซึ่งจับชายผู้นี้ได้แต่ต้นจนปลายทุกประการ แล้วว่าข้าพเจ้าเห็นเป็นหลานของเตียวไก่จึงจะยกโทษให้ ยังจะตามมาทวงเอาเงินที่เตียวไก่ให้ ข้าพเจ้าจึงได้สู้รบกัน โงวหยงได้ฟังจึงนึกว่าเตียวไก่กับเราตั้งแต่เล็กจนใหญ่ได้รักใคร่กันมาช้านาน ซึ่งคนในบ้านและพี่น้องของเตียวไก่เรารู้จักอยู่ทั้งสิ้น เหตุไฉนจึงว่าชายผู้นี้เป็นหลาน คงจะมีความลับสิ่งใดเป็นแน่ จำเราจะคิดอุบายห้ามปรามให้ลุยเหงไปเสียก่อนจึงค่อยไปถามเตียวไก่ดูคงจะรู้ความ คิดแล้วจึงพูดกับเล่าตงว่านี่หาควรจะตามมาทวงเงินกับลุยเหงไม่ เตียวไก่ให้เขาแล้วเจ้ามาทำดั่งนี้ไม่ขายหน้าอาเจ้าหรือ เล่าตงว่าท่านยังไม่เข้าใจ ข้าพเจ้านอนอยู่ในศาลเจ้าแกล้งจับเอาตัวมาว่าเป็นโจรผู้ร้าย ซึ่งเงินสิบตำลึงนี้อาไม่เต็มใจข้าพเจ้าจะเอาเงินให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่กลับไป ลุยเหงได้ฟังก็โกรธว่าเงินสิบตำลึงนี้เตียวไก่ให้เราต่างหาก ซึ่งเจ้าจะมาเอานั้นไม่ได้ แล้วโงวหยงห้ามเล่าตงเท่าไรก็ไม่ฟัง ลุยเหงกับเล่าตงจึงเข้าสู้รบกันอีกครึ่งวันก็หาแพ้ชนะกันไม่ ฝ่ายเตียวไก่แจ้งความจากคนมาบอกก็ตามไปถึงที่วิวาทกัน โงวหยงเห็นเตียวไก่ก็ร้องบอกว่าเราห้ามเท่าไรก็ไม่ฟังเลย เตียวไก่มาถึงก็ทำเป็นด่าว่าเล่าตงเป็นอันมาก เล่าตงเห็นเตียวไก่โกรธก็ไม่อาจสู้รบต่อไป ลุยเหงนายทหารจึงพูดกับเตียวไก่ว่าหลานท่านตามมาจะเอาเงินข้าพเจ้าไม่ให้จึงได้สู้รบกัน โงวหยงมาห้ามหลานท่านก็ไม่ฟัง ข้าพเจ้าว่าถ้าท่านมาเองจึงจะให้เงินคืน เตียวไก่ได้ฟังก็ทำโกรธว่าลูกเช่นนี้เห็นจะเลี้ยงไม่ได้ ข้าพเจ้าจะเอาตัวไปตีเสียให้แทบตายท่านอย่าถือโทษเลยเห็นแก่หน้าข้าพเจ้าเถิด ลุยเหงเห็นเตียวไก่โกรธจะเฆี่ยนตีก็ลากลับไป โงวหยงจึงพูดกับเตียวไก่ว่าท่านไม่มาเห็นจะเกิดความใหญ่ ซึ่งชายผู้นี้ฝีมือเข้มแข็งนัก ข้าพเจ้าเห็นว่าลุยเหงจะสู้ชายนี้ไม่ได้จึงออกมาห้ามไว้ ถ้าท่านมาช้าลุยเหงก็คงตาย ชายผู้นี้มาแต่ข้างไหนจึงเรียกท่านว่าอา เตียวไก่ว่าเดิมข้าพเจ้าจะให้คนมาเชิญท่านไปปรึกษาพูดจากัน ครั้นเดินออกมาเด็กบอกว่าเห็นชายผู้หนึ่งถือกระบี่วิ่งมาทางนี้ข้าพเจ้าจึงตามมาพบท่าน เชิญท่านไปบ้านข้าพเจ้าเถิดจะเล่าเรื่องให้ฟังแล้วปรึกษาการงานด้วย

โงวหยงได้ฟังก็กลับเข้าไปในบ้านบอกคนใช้ว่า ถ้าศิษย์ที่เรียนหนังสือมาจงบอกว่าซินแสมีธุระเวลาอื่นจึงมาเถิด สั่งแล้วเอากุญแจใส่ห้องเดินมากับเตียวไก่ด้วยกัน ครั้นถึงบ้านเตียวไก่ก็เชิญโงวหยงเข้าไปข้างในนั่งที่สมควรแล้ว เตียวไก่บอกว่า ชายผู้นี้ชื่อเล่าตงเป็นคนชาวเมืองตังโลวจิว ฝีมือเข้มแข็งจะมาบอกลาภให้ข้าพเจ้า ครั้นเมาสุราก็เข้าไปนอนในศาลเจ้าลุยเหงจับตัวมาได้เล่าแต่ต้นจนปลายให้ฟังทุกประการ ข้าพเจ้าคิดอุบายว่าเล่าตงมีใจสามิภักดิ์เป็นพวกพ้องจริงๆ แจ้งความว่าเนียสิเกียดอยู่ ณ เมืองปักเกียตำบลใต้เม่งฮู้ จัดซื้อเพชรพลอยเงินทองถึงสิบหมื่นเหรียญจะเอาไปช่วยซัวเกียพ่อตา ณ เมืองหลวงทำแซยิดวันเดือนหกขึ้นสิบห้าค่ำ ผู้ซึ่งจะคุมของเข้าไปต้องเดินทางมาทางนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเงินทองข้าวของอันนี้มิใช่เนียสิเกียดทำมาหากินซื้อขายโดยสุจริตเมื่อไร ไปเที่ยวข่มเหงกดขี่ราษฎรชาวบ้านเอาเงินทองจึงได้มีทรัพย์สมบัติมาก เราไปแย่งชิงมาเสียแล้วจะไปเอากับผู้ใด การอันนี้สมกับข้าพเจ้าฝันว่าดาวจระเข้หล่นตรงลงมาบนหลังคาเรือนข้าพเจ้า หางดาวจระเข้นั้นมีดาวเล็กอยู่ดวงหนึ่งแสงสว่างพุ่งขึ้นไปบนอากาศแล้วหายไป ซึ่งฝันว่าดาวหล่นลงมานั้นก็เห็นจะดี จึงได้เชิญท่านมาปรึกษาการเรื่องนี้ท่านจะเห็นประการใด โงวหยงว่าข้าพเจ้าเห็นชายนั้นมาก็คิดว่าคงจะมีเหตุสักสิ่งหนึ่งและการอันนี้ก็ควรจะคิดอ่านแต่คนที่จะต้องใช้นั้นมากก็ไม่ได้น้อยก็ไม่ได้ ในตำบลนี้ไม่เห็นมีผู้ใด ตัวท่านกับข้าพเจ้าและเล่าตงสามคนนี้ ฝีมือจะแข็งแรงสักเท่าไรก็เห็นจะไม่ได้ต้องแปดคนจึงจะสำเร็จการ เตียวไก่ถามโงวหยงว่า ซินแสดูท่าจะเอาตามดาวที่ข้าพเจ้าฝันหรือ โงวหยงว่าท่านฝันเห็นดาวจระเข้นี้ก็สำคัญ ดาวจระเข้นั้นจีนเรียกว่าปักเต๊า ปักแปลว่าทิศเหนือ เต๊าแปลว่าดาว ข้าพเจ้าเห็นว่าคนทิศเหนือจะมาช่วย พูดแล้วก็นิ่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งรำลึกได้ จึงบอกกับเตียวไก่ว่ามีอยู่สามคนเป็นพี่น้องกันฝีมือเข้มแข็งไม่กลัวตาย เห็นจะต้องไปบอกคนทั้งสามนี้มาช่วยจึงจะสมความปรารถนา

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ