๕๖

ทึงหลงจึงพูดขึ้นว่า ข้าพเจ้านี้เป็นเทือกเถาเหล่าช่างเหล็ก ตีเครื่องศัสตราวุธสืบๆ มา ได้ยินปู่เและบิดาพูดว่า ถ้าจะทำลายทหารเลียนฮวนเบ๊ต้องเอาเกาเลียนเชียทวนขอ ซึ่งรูปเกาเลียนเชียนี้มีมาแต่โบราณ ข้าพเจ้าได้เห็นถึงจะตีทวนขอก็ได้แต่ใช้ไม่เป็น พี่ชายข้าพเจ้าได้ฝึกหัดมาจึงจะทำลายเลียนฮวนเบ๊ได้

ลิมชองจึงถามทึงหลงว่า พี่ของน้องนั้นที่เป็นครูทวนอยู่ตังเกียเมืองหลวงชื่อซือเหล็งที่เรียกว่ากิมเชียปันนั้นหรือ ทึงหลงว่า คนนั้นแหละคือพี่ชายของข้าพเจ้า ลิมชองว่าถ้าไม่พูดขึ้นพี่ก็คงลืมเสียเป็นแน่ ซือเหล็งนี้ฝีมือทวนและทวนขอดี ชื่อเสียงก็ปรากฏ เคยพูดจาถึงเรื่องเพลงอาวุธชอบพอรักใคร่กันมาช้านาน ทำอย่างไรจึงจะได้ซือเหล็งมา

ทึงหลงว่า ซือเหล็งมีเกราะวิเศษอยู่สิ่งหนึ่งสืบมาหลายชั่วคน เมื่อครั้งบิดายังไม่ตายพาข้าพเจ้าไปหาพี่ที่เมืองหลวง จึงได้เห็นเสื้อเกราะวิเศษเรียกว่างันเหล็ง พวนกิมกะ ถ้าสวมใส่เข้าแล้วเครื่องศัสตราวุธทั้งปวงฟันแทงหรือยิงด้วยเกาทัณท์ก็ไม่เป็นอันตราย บรรดาคนทั้งหลายอยากจะใคร่ดูก็ไม่มีผู้ใดเห็น เปรียบเหมือนชีวิตของซือเหล็งใส่หีบหนังแขวนไว้ในเรือน แม้นได้เสื้อเกราะของวิเศษนั้นแล้วซือเหล็งก็คงมา

โงวหยงซินแสว่า การที่จะลักเอาเสื้อเกราะมานั้นง่ายดอก ต้องให้ซิเซียนไปจึงจะได้ พูดแล้วก็เรียกเอียหลิมมาสั่งให้ไปรับบุตรภรรยาครอบครัวของเผ็งกีที่เมืองไนจิว สิย้งนั้นให้ไปรับบุตรภรรยาของเลงจิ้น ให้ลิหุนไปซื้อเครื่องใช้ในการปืนที่เมืองหลวงกับทึงหลง สั่งให้ซิเซียนไปเมืองหลวงก่อน ซิเซียนจัดสิ่งของและเครื่องมือพร้อมก็ออกจากตำบลเขาเนียซัวเปาะไป ซ้องกั๋งให้ทึงหลงตีทวนขอไว้เป็นตัวอย่าง ทึงหลงก็จัดการตีทวนขอเกาเลียนเชียไว้ ให้ลุยเหงตีทวนขอสืบไป ซ้องกั๋งให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันเสร็จแล้ว ทึงหลงจึงจัดสิ่งของชวนเอียหลิม สิย้ง ลิหุน สามนายคำนับลาซ้องกั๋งออกจากเขาเนียซัวเปาะรอนแรมไปตามระยะทาง ซ้องกั๋งสั่งไตจงให้ไปฟังข่าวคราวทั้งปวงด้วย

ฝ่ายซิเซียนเดินทางไปหลายเวลา ถึงเมืองหลวงก็เที่ยวถามถึงบ้านซือเหล็งซึ่งเป็นครูทวน คนเหล่านั้นบอกให้ถ้วนถี่แล้ว ซิเซียนไปถึงก็รู้แน่ว่าบ้านซือเหล็งจึงเที่ยวดูจนทั่ว ถามคนที่นั่นว่า ท่านครูอยู่หรือไปข้างไหน คนในบ้านบอกว่าท่านครูไปรับราชการในวังต่อเวลาเย็นจึงกลับ ซิเซียนแจ้งความก็เดินมายังที่สำนักโรงเตี๊ยม ครั้นรุ่งขึ้นเช้าซิเซียนก็เอาเครื่องมือซ่อนไว้ สั่งเจ้าของโรงเตี๊ยมว่า เวลาค่ำวันนี้ เรามีธุระจะได้กลับมาหรือประการใดก็ยังไม่รู้ แต่สิ่งของที่ในห้องจงระวังไว้ด้วยเถิด เจ้าของโรงว่า ท่านอย่าวิตกที่นี่ไม่เหมือนกับที่อื่น ซิเซียนได้ฟังก็ยินดีเดินตรงเข้าไปในเมือง ถึงบ้านซือเหล็งแล้วเที่ยวหาที่ซุ่มซ่อนตัว พอเวลาจวนค่ำมีต้นใม้ใหญ่อยู่หลังศาลเจ้าข้างบ้านซือเหล็ง ก็ขึ้นไปนั่งคอยดูประมาณครู่หนึ่ง เห็นซือเหล็งกลับมาเปิดประตูเข้าในบ้าน มีชายสองคนถือโคมออกมาปิดประตูใส่กุญแจแล้วก็กลับไป

ขณะนั้นเป็นเทศกาลหนาวหมอกลงมาก ไม่มีผู้คนเดินไปมา ซิเซียนลงจากต้นไม้เดินไปที่ประตูปีนกำแพงเข้าไปในบ้าน มีแสงไฟบนเหลาส่องลงมา ตัวซือเหล็งกับภรรยานั่งผิงไฟอยู่ ซิเซียนมองดูขึ้นไปที่อกไก่เห็นหีบหนังใบหนึ่งผูกแขวนไว้ก็มีความยินดี คิดจะลักเอาให้ได้

ฝ่ายซือเหล็งผิงไฟอยู่กับภรรยา สั่งว่าพรุ่งนี้พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จต้องไปแต่เช้ามืด พอเวลาดึกประมาณสองยามซือเหล็งกับภรรยาก็พากันเข้าห้อง ซิเซียนแอบอยู่ข้างล่างได้ฟังดังนั้น จึงคิดวิตกว่าในเวลาดึกนี้ถ้าเราทำการฉวยว่าอื้ออึงขึ้นจะหนีออกนอกเมืองไม่ได้ ต้องรอไว้ลงมือเมื่อจวนจะสว่างคงสมความปรารถนา

พอได้ยินเสียงสาวใช้สองคนจัดแจงทำกับข้าวแล้วกลับไปนอน ซิเซียนคะเนดูเห็นว่าซือเหล็งกับภรรยาและสาวใช้หลับสนิทแล้วก็ค่อยๆ ย่องขึ้นไปบนเหลา ดับตะเกียงที่โต๊ะเสีย แล้วเที่ยวดูทางหนีทีไล่พิจารณาทั่วทุกแห่ง จึงลงจากเหลามาแอบอยู่ใต้ตู้ พอตีสามซือเหล็งก็ตื่นออกมาเรียกสาวใช้จัดอาหารรับประทานเสร็จแล้ว แต่งตัวถือเครื่องมือเรียกหาบ่าวไพร่เปิดประตู สาวใช้ก็ถือโคมออกไปส่งจนนอกบ้าน ซิเซียนเห็นดังนั้นก็ค่อยย่องปีนฝาขึ้นไปแอบอยู่ที่อกไก่ สาวใช้ทั้งสองที่ถือโคมไปส่งซือเหล็งเดินพ้นไปแล้ว ก็กลับเข้าบ้านปิดประตูใส่กลอนขึ้นไปนอนที่ห้อง ซิเซียนคอยอยู่เห็นว่าสาวใช้หลับสนิทก็ตัดเชือกที่แขวนหีบหนังหย่อนลงมา เสียงบนหลังคาที่อกไก่ลั่นดัง ภรรยาซือเหล็งตื่นได้ยินก็ร้องถามสาวใช้ว่าสิ่งใดดังอยู่บนหลังคา ซิเซียนแกล้งทำเป็นเสียงหนูวิ่งไล่ สาวใช้บอกว่าหนูกัดกันบนหลังคาท่านไม่ได้ยินหรือ ภรรยาซือเหล็งสำคัญว่าจริงก็นอนหลับไป ซิเซียนเห็นเงียบสงัดก็ไต่ฝาลงมา เอาหีบเสื้อเกราะวิเศษขึ้นบ่าลงจากเหลาออกจากบ้านไป

ขณะนั้นยังไม่สว่าง แต่ประตูเมืองเปิดเช้ามืด ด้วยเจ้าแผ่นดินจะเสด็จ พวกทหารเดินไปตระเตรียมการ ซิเซียนปลอมเข้าไปในหมู่คนแบกหีบหนังเดินตามไปจนออกนอกประตูเมืองก็ไม่มีผู้ใดสงสัย ตรงไปยังโรงเตี๊ยมที่สำนัก เรียกเจ้าของโรงเปิดประตูรับเข้าไปข้างในคิดค่าเช่าให้ เก็บสิ่งของใส่ห่อผ้าแบกหีบออกจากโรง รีบเดินตรงไปข้างทิศตะวันออกประมาณทางได้สี่สิบลี้ มีโรงเตี๊ยมก็เข้าซื้ออาหารรับประทาน พอแลเห็นไตจงรีบเดินมาถึงก็ยินดี

ไตจงบอกแก่ซิเซียนว่า พี่จะเอาแต่เสื้อเกราะกลับไปก่อน พูดแล้วช่วยกันไขกุญแจหีบหยิบเสื้อเกราะวิเศษออกมาห่อผ้า เอากะเบ๊วิเศษสวมใส่เท้าอ่านคาถาพารีบกลับไปตำบลเขาเนียซัวเปาะ ซิเซียนก็หาบแต่หีบหนังเปล่าออกจากโรงเตี๊ยมไปประมาณทางได้ยี่สิบลี้ พอดีพบทึงหลงจึงชวนกันเข้าสำนักที่โรงเตี๊ยม

ทึงหลงว่าน้องหาบแต่หีบเปล่าค่อย ๆ เดิน ถ้าเห็นโรงเตี๊ยมที่หน้าประตูโรงเขียนวงขาวไว้แล้ว จงเข้าสำนักอยู่ที่นั้นเอาหีบหนังวางล่อไว้ พี่จะไปจัดการล่อลวงซือเหล็งมาเอง ซิเซียนก็หาบหีบหนังออกจากโรงแกล้งทำเป็นคนขาหักค่อยๆ เดินไป ทึงหลงซื้อสุราเสพแล้วก็ออกจากโรงตรงไปเมืองหลวง

ฝ่ายภรรยาซือเหล็ง ครั้นสว่างตื่นขึ้นร้องเรียกสาวใช้ให้จัดหาอาหาร สาวใช้ทั้งสองออกจากห้องมาเห็นประตูเหลาเปิดอยู่ก็ตกใจ ลงไปดูเห็นประตูใหญ่ที่หน้าบ้านก็ปิดดีไม่เห็นสิ่งใดหาย จึงขึ้นไปบนเรือนบอกกับภรรยาซือเหล็งว่า เวลาคืนนี้เห็นจะมีผู้ร้ายเข้ามา ประตูเหลาก็เปิดแต่สิ่งของทั้งปวงนั้นอยู่ครบ ภรรยาซือเหล็งว่า เวลาใกล้สว่างได้ยินเสียงดังที่อกไก่ ได้ร้องถามเจ้าบอกว่าหนูไล่กัดกันแล้วก็นอนหลับไป เห็นจะเป็นผู้ร้ายเข้ามา เจ้าจงไปดูหีบหนังแขวนไว้ที่อกไก่อยู่หรือไม่ สาวใช้ไปดูไม่เห็นหีบหนังก็ตกใจร้องบอกว่าไม่มี ภรรยาซือเหล็งแจ้งดังนั้นก็เสียใจ ใช้บ่าวไปตามซือเหล็งมาโดยเร็ว คนเหล่านั้นบอกว่าคอยให้เวลาเสด็จกลับ สามีท่านสิ้นธุระก็จะมาเองจึงคิดอ่านต่อไป ภรรยาซือเหล็งได้ฟังไม่รู้ที่จะทำประการใดก็ต้องคอยอยู่ด้วยความกระวนกระวาย

ฝ่ายซือเหล็งเฝ้าอยู่จนเวลาจวนค่ำเสด็จขึ้น ก็ถอดเครื่องแต่งตัวออกส่งให้บ่าวเก็บไว้ แล้วออกจากวังมายังประตูชั้นนอก มีผู้บอกว่าผู้ร้ายมาลักของที่บ้านไป ซือเหล็งแจ้งความก็ตกใจรีบกลับมาบ้าน พอถึงประตูสาวใช้ก็แจ้งเรื่องซึ่งมีผู้ร้ายลักเอาหีบหนังไปเมื่อเวลาใกล้สว่างให้ฟังทุกประการ ซือเหล็งก็ไม่อาจจะอื้ออึง ด้วยของสิ่งนี้มีผู้มาขอดูก็ไม่ได้เห็น กลัวผู้คนจะว่าได้ก็ต้องนิ่งไว้เดินตรงเข้าห้องภรรยา ซือเหล็งพูดว่า ผู้ร้ายนี้เห็นจะเข้ามาแอบอยู่ในบ้านหลายวันจึงเอาของไปได้ ซือเหล็งจึงว่าถ้าของอื่นหายก็ไม่วิตก มีจำเพาะเอาเสื้อเกราะของวิเศษไป เสื้อเกราะนี้สืบๆ มาหลายชั่วคนก็ไม่เป็นอันตราย เดิมเฮงไทอวยจะให้เงินสามหมื่นเหรียญก็ยังไม่ขาย อุตส่าห์รักษาไว้ช้านาน มาครั้งนี้ผู้ร้ายลักเอาไปได้น่าน้อยใจนัก ภรรยาของซือเหล็งว่าผู้ร้ายที่มาลักเอาเสื้อเกราะไปเห็นจะเป็นคนที่มาขอซื้อ เห็นว่าไม่ขายให้แล้วก็หาคนฝีมือดีมาลัก ต้องสืบสวนดูเสียก่อน ครั้นจะฟ้องร้องว่ากล่าวก็กลัวจะอื้ออึง ท่านจงตรึกตรองให้ดีเถิด ซือเหล็งได้ฟังก็ไม่รู้ที่จะคิดอ่านประการใด นอนไม่หลับจนสว่าง ออกมานั่งตรึกตรองอยู่ที่โต๊ะ

ฝ่ายทึงหลงรีบเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วก็ตรงไปที่บ้านซือเหล็งบอกกับคนเหล่านั้นว่า เราชื่อทึงหลงเป็นบุตรทึงคีแจ้ขุนนางในเมืองเอียนอันฮู้ อยากจะใคร่พบกับท่านครูทวนสักหน่อยหนึ่ง คนเหล่านั้นก็ไปแจ้งกับซือเหล็งทุกประการ ซือเหล็งจึงให้คนมาเชิญทึงหลงเข้าไปข้างในจัดที่ให้นั่งตามสมควร

ทึงหลงคำนับแล้วถามว่า พี่มีความสุขสบายอยู่หรือ น้องไม่ได้มาเยี่ยมเยือนเสียเป็นเวลาช้านาน ซือเหล็งว่า ตั้งแต่อาตายแล้วพี่ก็ติดราชการอยู่ ไม่ได้ข่าวคราวว่าจะดีหรือร้าย ด้วยหนทางจะไปมาหากันก็ไกลจึงไม่ได้มาเยี่ยมเยือน บัดนี้น้องไปอยู่ที่ไหนทำมาหากินบริบูรณ์อยู่หรืออย่างไร

ทึงหลงว่า ตั้งแต่บิดาตายแล้วน้องก็เที่ยวไปไม่ได้อยู่บ้าน ครั้งนี้มาแต่เมืองซัวตังหมายจะมาเยี่ยมเยือนพี่ว่าอยู่เป็นสุขสบายหรือมีทุกข์ร้อนสิ่งใดบ้าง ซือเหล็งก็สั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงทึงหลง ๆ หยิบทองคำในห่อผ้าสองแท่งออกส่งให้ซือเหล็งแล้วบอกว่า ทองคำสองแท่งนี้หนักยี่สิบตำลึงบิดาสั่งไว้ให้กับพี่ ครั้นจะฝากผู้อื่นมาก็ไม่ไว้ใจน้องจึงได้มาเอง

ซือเหล็งว่าขอบใจอานักหนา พี่ไม่มีของสิ่งใดตอบแทนคุณจะรับไว้อย่างไร ทึงหลงว่าเมื่อขณะบิดายังอยู่มีความวิตกถึงว่าพี่มีความรู้ต่างๆ ฝีมือก็เข้มแข็ง ไม่ได้พบปะสนทนากันครั้นเมื่อใกล้จะตาย จึงสั่งไว้ว่าทองคำนี้จงให้กับพี่จะได้เอาไว้ดูต่างหน้าต่อไป ซือเหล็งขัดไม่ได้ก็รับทองนั้นไว้เชิญทึงหลงกินโต๊ะเสพสุราด้วยกัน ทึงหลงเห็นกิริยาซือเหล็งไม่ปกติก็รู้ในที จึงแกล้งถามว่า ข้าพเจ้าเห็นสีหน้าพี่ไม่สบายเป็นทุกข์ร้อนด้วยเหตุสิ่งใดหรือ

ซือเหล็งถอนใจใหญ่แล้วพูดว่า น้องยังไม่รู้ เวลาคืนนี้มีผู้ร้ายมาลักเอาของสำคัญไป ทึงหลงก็ทำเป็นถามว่า สิ่งของมากน้อยสักเท่าไร ซือเหล็งว่าลักเอาแต่งันเหลงพวนกิมกะ คือเสื้อเกราะของวิเศษไปอย่างเดียว ของวิเศษสิ่งนี้สืบมาหลายชั่วแล้วจึงได้มีความเสียดายนัก ทึงหลงทำเป็นตกใจแล้วพูดว่า เสื้อเกราะนี้เป็นของวิเศษจึงหาที่เปรียบมิได้ พี่เอาไว้ที่ไหนผู้ร้ายจึงลักเอาไป รูปพรรณสีสันอย่างไรบ้าง ซือเหล็งบอกว่าแขวนไว้ที่อกไก่บนหลังคา หีบหนังทำด้วยหนังแพะสีแดง หลังหีบเอาไหมปักเป็นรูปสัตว์และดอกดวงต่างๆ

ทึงหลงแกล้งเอามือตบลงที่โต๊ะแล้วถามว่า หีบหนังแดงที่เอาไหมขาวปักหลังเป็นรูปเมฆหมอกตรงกลางปักเป็นรูปสิงโตคูหนึ่ง หีบใบนั้นใช่หรือไม่ ซือเหล็งว่านั่นแหละน้องพบที่ไหน ทึงหลงว่าเวลาคืนนี้ข้าพเจ้ามาหยุดที่โรงเตี๊ยมห่างเมืองทางประมาณสิบลี้ เห็นชายผู้หนึ่งรูปร่างดำตาแดงแบกหีบหนังออกจากโรงแต่ไม่แจ้งว่ามีสิ่งใดอยู่ในหีบ น้องสงสัยถามว่าในหีบหนังมีสิ่งของอะไร ชายนั้นตอบว่ามีเสื้อเกราะสิ่งเดียวแล้วก็เดินเลยไป ดูชายผู้นั้นเหมือนกับเสียขาค่อยๆ เดินไม่รวดเร็ว ถ้าไล่ตามไปก็คงทัน ข้าพเจ้าจะไปเป็นเพื่อนด้วยจงรีบไปโดยเร็วเถิด

ซือเหล็งได้ฟังก็ดีใจ ว่าถ้าตามทันก็เหมือนกับเทพยดาชักนำ พูดแล้วถือกระบี่เล่มหนึ่งออกจากบ้านกับทึงหลงสองคนด้วยกัน ตรงมาทางประตูข้างทิศตะวันออก รีบเดินไปประมาณครู่หนึ่ง เห็นโรงเตี๊ยมขายสุรามีวงขาวอยู่บนหน้าประตูโรงตามสัญญา แต่ซิเซียนนั้นเห็นจะเดินต่อๆ ไปจึงได้ทำสำคัญไว้ตามเราสั่ง ทึงหลงก็ทำเป็นบอกกับซือเหล็งว่าเข้าไปซื้อสุราเสพก่อนจึงค่อยไปเถิด พูดแล้วก็เข้าไปในโรงนั้น

ทึงหลงถามเจ้าของสุราว่า ท่านเห็นชายผู้หนึ่ง รูปร่างดำตาแดงแบกหีบหนังสีแดงเดินไปทางนี้บ้างหรือไม่ เจ้าของสุราซึ่งตั้งอยู่นั้นซิเซียนได้ให้เงินทองสั่งไว้ตามอุบายของทึงหลงทุกแห่งแล้ว ครั้นมีผู้มาถามขึ้นก็บอกว่า เวลาเย็นวานนี้มีชายผู้หนึ่งรูปร่างเหมือนกับท่านพูด แบกหีบหนังสีแดงค่อยๆ เดินไปไม่รวดเร็วนัก ทึงหลงว่าเห็นจะเป็นคนผู้นั้นรีบตามไปเถิด ซือเหล็งไม่อาจพูดให้อื้ออึง ชวนกันเสพสุราและรับประทานสิ่งของเสร็จแล้วก็ออกจากโรงเดินไปโดยเร็ว ครั้นไปอีกพักหนึ่งเห็นมีโรงเตี๊ยมมีวงขาวบนหน้าประตู

ทึงหลงบอกกับซือเหล็งว่า น้องเดินไปไม่ได้แล้ว เมื่อยล้าเต็มทีเข้าสำนักที่โรงนี้สักคืนหนึ่งรุ่งเช้าจึงค่อยตามไป ซือเหล็งว่าพี่เป็นขุนนางทำราชการไม่ได้ขาด แม้นมีรับสั่งให้หามิเกิดความขึ้นหรือ ทึงหลงว่าข้อนี้อย่าวิตก ภรรยาของพี่คงจัดแจงให้ผู้คนไปแทนตัว พูดแล้วก็ชวนเข้าไปที่โรงเตี๊ยม ถามเจ้าของโรงว่า ชายผู้ที่แบกหีบหนังมาทางนี้หรือไม่ เจ้าของโรงบอกว่าชายผู้นั้นรูปร่างเหมือนกับท่านพูด แบกหีบหนังมาสำนักที่โรงข้าพเจ้าคืนหนึ่งตื่นจนกลางวัน ซื้ออาหารกินแล้วถามถึงทางจะไปเมืองซัวตัง ข้าพเจ้าก็บอกให้ ชายผู้นั้นเพิ่งไปเสียเมื่อเวลาบ่ายวันนี้เอง ทึงหลงว่าใกล้เข้ามาทุกทีเราเร่งไปก็คงทันดอก

พอเวลาค่ำ ซือเหล็งกับทึงหลงค้างอยู่ที่โรงเตี๊ยม รุ่งขึ้นเช้าซื้ออาหารกินแล้วก็รีบติดตามไป ทึงหลงเห็นมีโรงเตี๊ยมเขียนวงขาวไว้ตามสัญญา ก็ทำเป็นเข้าไปซื้อสุราดื่มแล้วถามถึงชายผู้นั้นทุกๆ โรง เจ้าของโรงก็บอกถูกต้องทุกแห่งเป็นลำดับกัน เหมือนกับจะไล่ตามทัน ซือเหล็งไม่รู้อุบายของทึงหลงจึงอุตส่าห์ตามไป ด้วยอยากจะได้เสื้อเกราะวิเศษนั้นกลับคืนมา

ฝ่ายซิเซียนแกล้งทำเป็นคนขาหัก เดินไปถึงโรงเตี๊ยมตำบลใดก็ทำตามอุบายทึงหลงสั่ง เวลาวันนั้นถึงกำหนดนัด ซิเซียนไปเห็นศาลเจ้าริมทางมีต้นไม้อยู่หน้าศาลเจ้าก็เข้าไปพัก วางหีบหนังล่อไว้ ตัวซิเซียนนั้นนั่งคอยอยู่ที่ใต้ต้นไม้ ทึงหลงกับซือเหล็งไล่ตามไป ในขณะนั้นเวลาเย็นจวนค่ำ เห็นหีบหนังวางไว้ริมทาง ทึงหลงร้องว่าได้การแล้ว ที่ใต้ต้นไม้ข้างหน้านั้นไม่ใช่หีบหนังหรือ ซือเหล็งเห็นก็วิ่งตรงเข้าไปจับมือซิเซียนไว้ร้องตวาดว่า เจ้านี่บังอาจลักเอาเสื้อเกราะของเรามาได้ ซิเซียนแกล้งพูดว่า นิ่งๆ เถิดอย่าอื้ออึงไปเลย เราลักเอาเสื้อเกราะมาจริงท่านจะทำไมกับเรา ซือเหล็งได้ฟังก็โกรธแล้วว่า ยังจะกลับมาท้าทายอีกเล่า ซิเซียนว่าท่านเปิดดูในหีบก่อนจะมีเสื้อเกราะหรือไม่ ทึงหลงแกล้งทำเป็นไม่รู้จักกับซิเซียนก็เปิดหีบหนังเห็นแต่หีบเปล่าไม่มีสิ่งใด ซือเหล็งถามซิเซียนว่าเจ้าเอาเสื้อเกราะของเราไปไหนเสีย ซิเซียนว่าข้าพเจ้าแซ่เตียฝีมือย่องเบาดีไม่มีผู้เสมอเป็นชาวเมืองไทอันจิว มีเศรษฐีอยู่ที่เมืองนั้นรู้จักกันกับเล่าชอง เก็งเลียด เซียงเก๋งแจ้งว่า ท่านมีเสื้อเกราะของวิเศษจะซื้อท่านก็ไม่ขาย จึงจ้างให้ข้าพเจ้ากับลิซามาลักเสื้อเกราะไปจะให้เงินหมื่นตำลึง ตัวข้าพเจ้าตกลงมาจากอกไก่เสียเท้าข้างหนึ่งเดินไม่ถนัด จึงเอาเสื้อเกราะนั้นให้ลิซาไปก่อนข้าพเจ้าเอาแต่หีบเปล่าไว้ ท่านมาพูดจาดุดันดังนี้ข้าพเจ้ามิได้กลัว ถึงจะฟ้องร้องว่ากล่าวข้าพเจ้าก็คงไม่รับตายเสียก็แล้วไป ถ้าท่านเชื่อฟังข้าพเจ้าก็จะพาไปเอาเสื้อเกราะกลับคืนให้

ซือเหล็งได้ฟังก็ไม่รู้ที่จะคิดประการใด ทึงหลงว่าพี่จะมากลัวทำไม ถึงจะมีปีกบินได้ก็ไม่ทันเราติดตามไปเอาเสื้อเกราะให้ได้ ถ้าแม้นบิดพลิ้วไปก็ฟ้องร้องว่ากล่าวเอาที่ผู้รักษาเมือง ซือเหล็งว่าน้องพูดก็ถูกจึงคุมตัวซิเซียนไปพักที่โรงเตี๊ยม ทึงหลงก็ทำเป็นช่วยกันระวังกลัวซิเซียนจะหนี ซือเหล็งไม่รู้อุบายสำคัญว่าซิเซียนขาหักจริง แล้วเห็นทึงหลงเอาใจใส่ช่วยระวังก็คลายความวิตก สามนายค้างอยู่ที่โรงเตี๊ยมคืนหนี่ง รุ่งขึ้นเช้าก็คุมตัวซิเซียนเดินไป ซิเซียนเห็นมีโรงสุราอยู่ที่ตำบลไหน ก็เข้าแวะซื้อเลี้ยงซือเหล็งกับทึงหลงแล้วเดินทางต่อไป

ฝ่ายไตจงรับเอาเสื้อเกราะของวิเศษจากซิเซียนแล้วเร่งรีบไปถึงเขาเนียซัวเปาะจึงเอาเสื้อเกราะไปให้ซ้องกั๋งดู ซ้องกั๋งเห็นก็ยินดีจึงว่าทึงหลงไปล่อลวงซือเหล็งมาใกล้จะถึงอยู่แล้ว จึงเรียกงักหัวมากระซิบบอกอุบายให้ งักหัวก็คำนับลามาจัดไพร่พลกับเกวียนเล่มหนึ่ง ทำตัวเป็นพ่อค้าออกจากเขาเนียซัวเปาะไปคอยอยู่ตามทาง ฝ่ายทึงหลงกับซิเซียนล่อลวงเอาซือเหล็งเดินทางมาใกล้เขตแดนเขาเนียซัวเปาะ ซือเหล็งจึงคิดว่า ถ้าไปถึงแล้วจะได้เสื้อเกราะกลับคืนหรืออย่างไรก็ไม่รู้ แต่เดินทางมาหลายวันก็ยังไม่ถึง มีความวิตกสู้อุตส่าห์แข็งใจเดินต่อไป

ฝ่ายงักหัวกับไพร่พลคุมเกวียนมาหยุดอยู่ตามทาง ครั้นแลเห็นทึงหลงกับซิเซียนพาซือเหล็งมางักหัวก็ตรงเข้าไปคำนับ ทึงหลงแกล้งถามพ่อค้าว่าเหตุใดจึงได้มาทางนี้ งักหัวว่าข้าพเจ้าไปค้าขาย ณ เมืองเตงจิว บัดนี้จะกลับไปเมืองไทอันจิว ทึงหลงว่าดีแล้วเราสามคนจะขออาศัยเกวียนไปเมืองไทอันจิวด้วยจะได้หรือไม่ งักหัวว่าเชิญท่านทั้งสามขึ้นเกวียนเถิดข้าพเจ้าจะพาไป ทึงหลงทำเป็นดีใจบอกให้งักหัวพ่อค้านั้นรู้จักกันกับซือเหล็ง งักหัวก็คำนับซือเหล็งเป็นอันดี

ซือเหล็งก็คำนับรับแล้วถามทึงหลงว่า พ่อค้าคนนี้ชื่อไรหรือ ทึงหลงกล่าวคำล่อลวงบอกว่าแซ่ลี้ชื่อหยง เดิมข้าพเจ้าไปเมืองไทอันจิวพบปะรู้จักกับลี้หยง สาบานเป็นพี่น้องกัน ลี้หยงซื่อตรงมีผู้คนนับถือเกรงกลัวมาก ซือเหล็งได้ฟังจึงว่า ครั้งนี้ไม่กลัวเตียอิดหนีเลย พูดแล้วก็ขึ้นเกวียนด้วยกันเดินทางไป ซือเหล็งจึงพูดกับซิเซียนว่า จงบอกกับเราตามจริงเถิดเศรษฐีที่ใช้ให้มาลักเสื้อเกราะนั้นแซ่ใดชื่อไร ซิเซียนทำทีไม่ใคร่จะบอก ซือเหล็งถามถึงสามครั้ง ซิเซียนก็ทำเป็นอิดเอื้อนแล้วบอกว่า เศรษฐที่ใช้ให้มาลักเสื้อเกราะของท่าน แซ่กวยชาวเมืองไทอันจิวเรียกว่า กวยตัวกัวหนัง มั่งมีทรัพย์สินมากคบแต่พวกขุนนางไปมาอยู่ไม่ขาด

ซือเหล็งได้ฟังจึงคิดว่า ถ้ามีตัวเศรษฐีเหมือนกับเตียอิดบอกของเราก็คงไม่สูญ ขณะนั้นงักหัวพูดขึ้นถึงเครื่องศัสตราวุธให้ซือเหล็งเพลิดเพลินไป พอล่วงเขตแดนเขาเนียซัวเปาะเข้ามาแล้ว งักหัวก็เรียกบ่าวให้ไปซื้อสุรามาเสพบนเกวียน บ่าวไพร่เหล่านั้นแจ้งในอุบายก็ไปซื้อสุราเอายาเบื่อใส่มาให้ งักหัวรินสุราส่งให้ซือเหล็งก่อน ซือเหล็งกำลังหิวมิได้สงสัยก็รับเอามาแล้วงักหัวส่งป้านให้ไปซื้อสุราอีก

พอพูดดังนั้นซือเหล็งกระสับกระส่ายพิษยาเบื่อก็นอนกลิ้งอยู่ในเกวียน งักหัว ทึงหลง ซิเซียนสามนายก็เร่งรีบเกวียนตรงไปยังโรงจูกุ้ยแล้วแก้พิษยาเบื่อที่ซือเหล็งเสีย เอาซือเหล็งลงเรือข้ามฟากไป ซ้องกั๋งแจ้งว่าซือเหล็งมาก็ชวนกันออกไปคอยรับ

ฝ่ายซือเหล็งถูกยาเบื่อมึนเมาไม่รู้ตัว จนเรือข้ามฟากไปถึงฝั่ง ซือเหล็งหายเมาลืมตาขึ้นดู เห็นผู้คนมายืนคอยรับอยู่เป็นอันมากก็ตกใจจึงถามทึงหลงว่าเหตุไฉนน้องจึงเอาพี่มาถึงที่นี่

ทึงหลงว่า ข้าพเจ้าจะพูดให้ท่านฟัง เดิมทีได้ยินชื่อเสียงซ้องกั๋งปรากฏไปทั้งแผ่นดิน บรรดาคนที่มีฝีมือก็ชวนกันเข้าเป็นพวกพ้องทั้งสิ้น ขณะนั้นน้องเที่ยวอยู่ที่ตำบลบู๊กังติน พบกับลีขุยได้สาบานเป็นพี่น้องกัน ลีขุยพามาเข้าอยู่กับซ้องกั๋งที่เขาเนียซัวเปาะ น้องจึงบอกกระบวนทวนขอของพี่ให้ซ้องกั๋งฟัง จึงคิดอุบายใช้ให้ซิเซียนไปลักเอาเสื้อเกราะปรารถนาจะเชิญมาอยู่ด้วยกัน

ซือเหล็งได้ฟังก็รู้ว่าถูกอุบายก็เสียใจ จึงพูดว่าไม่ควรล่อลวงเอาพี่มาเลย ซ้องกั๋งก็จับถ้วยสุรามาคำนับซือเหล็งแล้วว่า ข้าพเจ้าซ้องกั๋งชักชวนพี่น้องทั้งปวงมาอาศัยอยู่ที่เกาะในนํ้า คอยท่าพระเจ้าซ้องฮุยจงจะต้องประสงค์ใช้สอยเมื่อไร จะได้เข้ามาสามิภักดิ์ทำราชการบำรุงแผ่นดินโดยสัตย์สุจริต มิได้เห็นแก่ลาภสักการะทั้งปวง กำจัดแต่คนร้ายที่ไม่ซื่อตรง ขอเชิญท่านอยู่ด้วยกันจะได้คิดอ่านช่วยปราบปรามเสี้ยนหนามแผ่นดินสืบไป

ซือเหล็งก็ไม่พูดจาสิ่งไร ลิมชองจับถ้วยสุรามาคำนับซือเหล็งแล้วพูดว่า ท่านกับข้าพเจ้าก็ชอบพอรักใคร่กันมาช้านานแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้ามาเข้าเป็นพวกพ้องของซ้องกั๋ง เชิญท่านอยู่เสียด้วยกันเถิดอย่าได้ถือโทษเลย ซือเหล็งได้ฟังก็ไม่รู้ที่จะคิดประการใด ต้องจำใจยอมอยู่ด้วยจึงพูดกับทึงหลงว่า บุตรภรรยาครอบครัวของพี่มิพากันต้องโทษทั้งสิ้นหรือ ซ้องกั๋งว่าข้อนั้นตกพนักงานข้าพเจ้าเอง จะจัดให้ไปรับมาในเร็วๆ นี้ เตียวไก่ โงวหยง กงซุนสินก็มาพูดจากับซือเหล็งแล้วจัดโต๊ะและสุราเลี้ยงกัน ซ้องกั๋งจัดให้ไตจงกับทึงหลงรีบไปคิดอุบายรับบุตรภรรยาครอบครัวของซือเหล็งที่เมืองหลวงมาโดยเร็ว ไตจงกับทึงหลงคำนับลาคุมไพร่พลไป แล้วซ้องกั๋งก็สั่งให้ตระเตรียมทหารและสนามไว้จะได้ฝึกหัดเพลงทวนขอ พอเอียหลิมไปรับบุตรภรรยาครอบครัวของเผ็งกีที่เมืองไนจิวกลับมา สิย้งรับบุตรภรรยาครอบครัวของเลงจิ้นที่เมืองหลวง ลิหุนไปซื้อสิ่งของที่จะใช้ในการปืนมาถึงพร้อมกัน เตียวไก่ ซ้องกั๋งก็มีความยินดี จัดที่ให้บุตรภรรยาครอบครัวของเผ็งกีกับเลงจิ้นอยู่ตามสบาย พอไตจงกับทึงหลงไปรับบุตรภรรยาครอบครัวของซือเหล็งมาถึงพร้อมกัน ภรรยาซือเหล็งบอกว่า ท่านออกจากบ้านมาก็มีราชการ ข้าพเจ้าเอาเงินไปเดินเหินเสียว่าท่านป่วยไปไม่ได้ ครั้นอยู่มาหลายวันยังไม่เห็นท่านกลับไปข้าพเจ้ามีความวิตก รุ่งขึ้นวันหนึ่งทึงหลงน้องของท่านนั้นเอาเสื้อเกราะนั้นไปที่บ้าน บอกว่าเสื้อเกราะได้กลับคืนมาแล้ว แต่ตัวท่านป่วยอยู่ที่โรงเตี๊ยมจะเป็นจะตายเท่ากันให้รีบไปรักษาพยาบาลโดยเร็ว ข้าพเจ้าตกใจขึ้นเกวียนมากับเขาถึงที่นี่ ซือเหล็งก็ไม่รู้ที่จะว่ากล่าวอย่างไร จึงพูดกับทึงหลงว่าบัดนี้ก็มาด้วยกันทั้งสิ้น เสื้อเกราะนั้นมิทิ้งอยู่ที่บ้านหรือ

ทึงหลงได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า พอจัดให้พี่สะใภ้ขึ้นเกวียนมาตัวน้องก็กลับไปบ้านอีกล่อลวงเอาเสื้อเกราะแล้วให้สาวใช้เก็บรวบรวมทรัพย์สิ่งของออกจากบ้าน เมื่อกลับมาน้องเอาเสื้อเกราะของพี่สวมใส่เข้าแล้วถือกระบี่ออกแย่งชิงพวกที่เข้าไปเมืองหลวง บอกแซ่และชื่อของพี่ด้วยว่ามาเป็นโจรคอยตีปล้นอยู่ตามทาง พวกเหล่านั้นได้ฟังออกชื่อพี่ก็วิ่งหนีเอาตัวรอดไปสิ้น น้องยังได้ทรัพย์สิ่งของมาเป็นอันมาก ข่าวคราวนั้นเล่าลือเข้าไปถึงเมืองหลวง ก็คงจะกะเกณฑ์ทหารกองทัพจับพี่ไปในเร็วๆ นี้

ซือเหล็งได้ฟังก็ตกใจสำคัญว่าจริง ชิงพูดว่าไปล่อลวงเอาพี่มาแล้ว มิหนำซ้ำซํ้ายังทำให้เสียชื่อด้วย เตียวไก่ ซ้องกั๋งก็เข้าพูดว่า ถ้าไม่คิดดังนั้นที่ไหนท่านจะยอมอยู่ด้วยกัน พูดแล้วก็จัดที่ให้บุตรภรรยาครอบครัวของซือเหล็งอยู่ตามสบาย

ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเตียวไก่ ซ้องกั๋งกับพี่น้องทั้งปวงพร้อมกันปรึกษาการจะทำลายล้างทหารเลียนฮวนเบ๊ ในขณะนั้นลุยเหงควบคุมไพร่พลตีทวนขอเกาเลียนเชียได้เป็นอันมาก พอใช้ในการที่จะสู้รบแล้ว ซ้องกั๋งเชิญซือเหล็งฝึกหัดเพลงทวนขอให้ไพร่พล

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ