๒๘

เตียแชว่าซึ่งจะให้แก้ผู้คุมทั้งสองฟื้นขึ้นนั้น ท่านจะต้องไปทนเวทนาอยู่อีก ถ้าฆ่าผู้คุมเสียแล้ว ข้าพเจ้าจะพาไปซ่อนอยู่กับหลวงจีนลูตีซิม ณ วัดเขายี่เล่งซัวมิสบายหรือ บู๊สงว่าขอบใจนักหนาแต่ผู้คุมทั้งสองนี้ก็มิได้ทำสิ่งใดให้เราเจ็บแค้น ครั้นจะฆ่าเสียคนทั้งปวงก็จะเลื่องลือว่าไม่ใช่ชายชาติทหาร เราจะสู้ทนทุกข์ไปให้สิ้นโทษ ท่านจงเมตตาแก้ไขผู้คุมทั้งสองให้ฟื้นขึ้นเถิด เตียแชเห็นบู๊สงไม่ยอมให้ฆ่าก็ให้นางซึงยีเหนียกับคนใช้หามผู้คุมสองคนออกมาจากห้องแล้วเอายากรอกเข้าไป พอยาตกล่วงลำคอผู้คุมทั้งสองก็ฟื้นขึ้นพูดว่าสุรานี้ดีจริงดื่มเพียงเล็กน้อยก็เมาจนสิ้นสติ ช่วยกันจำไว้กลับมาจะได้ซื้อดื่มอีก เตียแชกับบู๊สงและนางซึงยีเหนียก็หัวเราะ เตียแชให้จัดโต๊ะและสุรามาเชิญให้บู๊สงกับผู้คุมทั้งสองกินโต๊ะเสพสุราอยู่จนเวลาค่ำ ครั้นรุ่งเช้าบู๊สงก็ลาจะไป เตียแชกับนางซึงยีเหนียหน่วงเหนี่ยวไว้อีกสามสี่วัน บู๊สงเห็นเตียแชกับนางซึงยีเหนียมีใจรักใคร่ก็สาบานเป็นพี่น้องกัน เตียแชแก่กว่าสาบานเป็นพี่บู๊สงเป็นน้อง รุ่งขึ้นบู๊สงเข้ามาลาจะไปเมืองเม่งจิว นางซึงยีเหนียเอาห่อทรัพย์สิ่งของมาคืนให้ เตียแชเอาเงินให้บู๊สงสิบตำลึงกับผู้คุมทั้งสองคนละเล็กละน้อย บู๊สงเอาคาใส่เข้าตามเดิม ลาเตียแชกับนางซึงยีเหนียออกจากโรงไป เตียแชกับนางซึงยีเหนียตามมาส่งมาจนพ้นตำบลบ้านนั้นแล้วก็กลับไป ผู้คุมทั้งสองออกจากตำบลสิบยีปิ เดินทางตรงไปถึงเมืองเมงจิวก็พาตัวบู๊สงกับหนังสือไปส่งให้ผู้รักษาเมือง ๆ นำมาฉีกออกอ่านแจ้งข้อความแล้วให้เอาตัวบู๊สงไปจำขังไว้ ณ คุก แล้วเขียนหนังสือตอบให้ผู้คุมทั้งสองถือกลับมาเมืองตงเพ็งฮู้ คนใช้พาเอาตัวบู๊สงไปถึงหน้าตะรางคอยนายใหญ่ยังไม่มา ตามบรรดาคนโทษที่ติดอยู่ก่อนเห็นก็ออกไปดู แล้วบอกว่าผู้คุมที่นี่ดุร้ายนัก ท่านจงจัดค่าธรรมเนียมไว้คอยท่าพอมาถึงก็ให้เสียก่อน บู๊สงว่าเงินก็ติดมาเล็กน้อยพอใช้บ้าง ถ้าผู้คุมมาพูดโดยดีก็จะให้ แม้นว่าดุร้ายข่มเหงเอาโดยอาญาเราก็ไม่กลัว เมื่อจะเป็นอย่างไรก็ตามเถิด พอผู้คุมมาถึงคนโทษเหล่านั้นก็หลีกเลี่ยงไป แต่บู๊สงนั่งอยู่หน้าคุก ผู้คุมร้องถามด้วยเสียงอันดังว่า บู๊สงที่ต้องโทษมาใหม่อยู่ที่ไหนทำไมจึงไม่จัดแจงค่าธรรมเนียมมาให้เรา

บู๊สงได้ฟังจึงตอบว่า เงินค่าธรรมเนียมนั้นหามีไม่ มีติดตัวมาเล็กน้อยก็ซื้อรับประทานเสียหมดแล้ว ยังเหลืออยู่แต่มือสองข้างเท่านั้น ผู้คุมได้ฟังก็โกรธด่าด้วยคำหยาบต่างๆ แล้วก็ลุกขึ้นเดินไปหานายคุกใหญ่ คนโทษเหล่านั้นเห็นผู้คุมไปแล้วจึงพูดกับบู๊สงว่า ท่านมาแข็งขัดเช่นนี้เห็นทีจะไม่พ้นความตาย เวลาค่ำวันนี้ผู้คุมคงจะคิดอันตรายต่างๆ จงพูดจาอ่อนน้อมยอมเอาเงินค่าธรรมเนียมให้เสียเถิด บู๊สงว่าเงินค่าธรรมเนียมนั้นเราไม่ให้ เกิดมาเป็นชายชาติทหารจะกลัวความตายทำไม ผู้คุมคิดอย่างไรจึงจะให้เราตายได้ คนโทษเหล่านั้นบอกว่าพอเวลาค่ำก็เอาตัวเข้าไปในคุกจำครบแล้วผูกเท้าแขวนห้อยศีรษะลงมาบัดเดี๋ยวนี้ก็ขาดใจตาย อีกอย่างหนึ่งเอากระสอบใส่ทรายทับหน้าอกไว้ไม่ทันถึงยามก็สิ้นชีวิต อาญาสองอย่างนี้สำคัญนักท่านอย่าได้ขัดขืนเลย บู๊สงว่าเราไม่กลัวจะทำประการใดก็ให้ทำเถิด พอพูดดังนั้นคนใช้ทั้งสี่ก็มาเรียกตัวบู๊สงไป นายคุกใหญ่เห็นบู๊สงจึงร้องตวาดว่า ไม่รู้จักธรรมเนียมหรือ ซึ่งคนต้องโทษเนรเทศมาถึงเมืองนี้ให้เฆี่ยนร้อยหนึ่ง จึงเอาตัวจำคุกไว้ สั่งให้ทหารช่วยกันจับบู๊สงเฆี่ยนเสีย บู๊สงว่าเราไม่กลัวดอกจะนอนให้เฆี่ยนโดยดี ถ้าร้องจนคำหนึ่งก็มิใช่ชาติทหาร ซิอินซึ่งเป็นผู้ช่วยราชการฝ่ายคุกแจ้งว่าบู๊สงมีฝีมือเข้มแข็งใจกล้าหาญคิดจะเอาเป็นพวกพ้อง

ครั้นได้ฟังบู๊สงพูดดังนั้นก็เข้าไปกระซิบห้ามไว้ ผู้สำเร็จราชการนายคุกใหญ่รู้ทีก็ถามบู๊สงว่าเจ้าเดินทางมาเจ็บป่วยสิ่งใดบ้าง บู๊สงว่าไม่ได้เจ็บป่วยดอกจะเฆี่ยนตีประการใดก็จงกระทำเถิด ผู้สำเร็จราชการได้ฟังก็หัวเราะร้องสั่งทหารว่า บู๊สงนี้เดินทางมาคงจะถูกสิ่งใดกระทำเอาจึงพูดจากล้าหาญนัก จงเอาตัวไปขังเสียก่อนเถิด หายดีแล้วจึงทำโทษ ทหารเอาตัวบู๊สงมาที่ห้องประตูคุก ผู้คุมโกรธแค้นบู๊สงยิ่งนักคิดจะทำอันตรายก็ไม่สมความคิด ด้วยนายใหญ่ขัดไว้ไม่รู้ที่จะทำประการใดก็นิ่งอยู่ คนโทษเหล่านั้นถามบู๊สงว่า เห็นผู้ใดจะมีหนังสือมาฝากฝังท่านเป็นแน่ ผู้สำเร็จราชการจึงแกล้งพูดว่าท่านเจ็บป่วยมาแต่ตามทาง ท่านก็ยังว่าเปล่า กลับท้าทายให้เฆี่ยน บู๊สงว่าไม่มีผู้ใดฝากหนังสือมาถึงเลย คนโทษเหล่านั้นว่าถ้าไม่มีจริงแล้วเห็นจะคิดอุบายสิ่งใด เย็นค่ำก็คงได้เห็นดอก ท่านจงอ่อนน้อมยอมเสียโดยดีก็จะมีความสบาย บู๊สงว่าซึ่งท่านทั้งหลายปรานีเราขอบใจนักหนา แต่ใจเราไม่นึกกลัวเลย จะเป็นจะตายประการใดก็ตามแต่บุญแต่กรรมเถิด

ขณะนั้นมีคนเอาสิ่งของมาให้ในห้องบอกบู๊สงว่า ผู้ช่วยราชการฝ่ายคุกเอามาให้ท่านรับประทาน บู๊สงจึงคิดว่าจะเป็นอุบายอย่างไรก็ไม่รู้ แต่เห็นสิ่งของที่เอามานั้นไม่เหมือนกับคนโทษบอกไว้ จำเราจะรับประทานให้อิ่มเสียก่อน เมื่อจะทำประการใดเราก็มิได้เกรงกลัว บู๊สงก็รับประทานสิ่งของและสุราซึ่งเอามานั้นเสร็จแล้ว ครั้นเวลาจวนค่ำนั่งคอยดูว่าจะมีผู้ใดมาทำดังคนโทษบอกบ้าง เห็นชายผู้นั้นหาบน้ำกับที่นอนมาบอกว่า ผู้ช่วยราชการให้เอามาแล้วชายผู้นั้นจัดปูที่นอนกางมุ้งให้เสร็จก็กลับไป บู๊สงอาบน้ำชำระกายเข้านอนคอยดูว่าจะมีผู้ใดมาทำเหมือนคำคนโทษบอกไว้ก็ไม่เห็นมี จนเวลาดึกเลยหลับไป ครั้นรุ่งขึ้นเช้าชายผู้นั้นมาจัดโต๊ะและสุราให้อีก บู๊สงมีความสงสัยนัก จึงถามว่าผู้ใดสั่งให้มาปฏิบัติเราดังนี้ จงบอกให้ทราบเถิด ชายผู้นั้นบอกว่าผู้ช่วยราชการให้ข้าพเจ้ามาปฏิบัติรักษาท่าน บู๊สงว่าเราหารู้จักไม่ ชายผู้นั้นบอกว่าเป็นบุตรผู้สำเร็จราชการฝ่ายคุก เมื่อท่านมาถึงจะเอาออกเฆี่ยน คนผู้นั้นสะกิดห้ามไว้ได้ยินบ่นว่ามีข้อความอยู่สิ่งหนึ่งจะเป็นการสิ่งใดไม่ทราบ ให้ข้าพเจ้ามาปฏิบัติ ครบสามเดือนจึงจะพูดกับท่าน บู๊สงว่าเวลานั้นเราไปถึงผู้คุมว่าจะเฆี่ยน เห็นมีชายผู้หนึ่งโพกศีรษะด้วยผ้าขาวเข้าไปยืนพูดกระซิบอยู่ข้างหลังผู้สำเร็จราชการช่วยป้องกันเราดอกกระมัง คือคนนั้นหรือ ชื่อใดแซ่ไรไม่เคยได้พบพูดจากับเราเลย ชายนั้นบอกว่า แซ่ซิ ชื่ออิน อยากฝึกหัดเพลงอาวุธต่างๆ ฝีมือเข้มแข็งเรียกว่ากิมงั้นปิว แปลว่าเสือ ซึ่งการอันนี้ซิอินสั่งข้าพเจ้าไว้อย่าได้พูดจาให้ท่านรู้ บู๊สงว่าขอบใจนักหนา จงไปบอกกับนายท่านว่ามีข้อความสิ่งใดก็เชิญมา ถ้าแม้นไม่มาเราก็ไม่ขอรับประทานสิ่งของๆ ท่าน จงรีบไปบอกให้รู้เถิด ชายผู้นั้นก็มาแจ้งกับซิอินว่า บู๊สงให้เชิญท่านไปสนทนากัน

ซิอินได้ฟังก็ยินดีรีบตรงมายังคุก เห็นบู๊สงนั่งอยู่ก็เข้าไปคำนับ บู๊สงลุกขึ้นรับคำนับพูดว่า ท่านช่วยชีวิตไม่เป็นอันตรายแล้วให้คนมาปฏิบัติทุกเวลาพระคุณเป็นที่ยิ่ง ถ้าไม่ตายก็จะขอทดแทนคุณท่านไม่เสียดายชีวิตเลย ซิอินว่าขอบใจนักหนา เดิมข้าพเจ้าได้ยินชื่อเสียงของท่านอยู่มิได้ขาด คิดจะไปคำนับก็จนใจด้วยอยู่ไกล ครั้นท่านมาถึงจึงได้ใช้ให้คนมาปฏิบัติอยู่แล้ว จึงจะมาหาโอกาสสนทนาด้วย ท่านให้ไปบอกมาพบกันวันนี้ก็เป็นบุญของข้าพเจ้าหนักหนา บู๊สงว่าท่านให้มาอุปถัมภ์ดังนี้ ใจข้าพเจ้าไม่สบายจึงถามคนใช้เล่าให้ฟังว่า ท่านมีข้อความอยู่ไม่แจ้งว่ามีสิ่งใด ข้าพเจ้าร้อนใจจึงเชิญมา ซิอินได้ฟังก็โกรธคนใช้ว่าไม่ควรจะมาบอก ข้าพเจ้าคิดว่าท่านเดินทางมาไกลยังเหน็ดเหนื่อยอยู่ ให้หยุดพักเสียให้สบายสักครึ่งปีมีกำลังแล้วจึงจะเล่าให้ฟัง บู๊สงว่าข้าพเจ้าไม่เหนื่อย กำลังก็มีเหมือนแต่ก่อน ถ้าท่านไม่เชื่อก็ไปยกศิลาที่หน้าศาลเจ้าเทียนฮองตงดูด้วยกัน ซิอินมิใคร่จะให้บู๊สงไป บู๊สงก็ไม่ฟังชวนกันเดินมาถึงหน้าศาลเจ้าใกล้คุก เห็นมีศิลาเขียวแผ่นหนึ่งหนักประมาณห้าร้อยชั่ง บู๊สงว่าข้าพเจ้าจะยกศิลาแผ่นนี้ลองดู ซิอินว่าเห็นจะยกไม่ไหว บู๊สงว่าท่านจงถอยห่างออกไป ก็ตรงเข้าไปยกแผ่นศิลาขึ้นแล้วทิ้งลง ศิลานั้นจมดินอยู่ครึ่งแผ่น บู๊สงเข้ายกเอาแผ่นศิลาโยนขึ้นไปสูงได้เจ็ดศอกก็เอามือรับมาวางไว้ตามเดิม คนทั้งปวงที่ยืนดูเห็นบู๊สงยกศิลาหน้าตาปกติดี ก็พากันเข้ามาคุกเข่าคำนับแล้วสรรเสริญว่าไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนท่าน ซิอินเห็นก็ดีใจยิ่งนักพูดว่า ท่านนี้เปรียบเหมือนเทพยดา จึงโยนแผ่นศิลาขึ้นได้ แล้วชวนบู๊สงกลับมาที่อยู่ บู๊สงว่าท่านได้เห็นเรี่ยวแรงที่ข้าพเจ้าแล้ว จงบอกเสียตามจริงจะขออาสาไปแทนคุณท่านโดยเร็ว ซิอินว่าให้บิดาข้าพเจ้าออกมาเถิดจึงจะเล่าให้ฟัง บู๊สงว่าทำไมท่านมาเป็นดังนี้ มีถ้อยความสิ่งใดก็บอกเล่าให้รู้จะมาคอยคนนั้นคนนี้ไม่ควรเลย ซิอินได้ฟังบู๊สงว่ากล่าวนักก็เล่าว่า

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ