๑๑๐

ขณะนั้นใกล้จะถึงกันเจียอ๊วยชิดอิดเป็นวันตรุษจีนขึ้นปีใหม่ บรรดาขุนนางผู้น้อยผู้ใหญ่ก็เตรียมการจะเข้าเฝ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ถวายพรให้เจริญพระชันษายืนนานชั่วหมื่นปีตามพระราชประเพณีมาแต่ก่อน ซัวเกียขุนนางผู้ใหญ่นั้นมีความอิจฉาซ้องกั๋งกับพวกพ้องยิ่งนัก จึงนึกในใจว่าถ้าซ้องกั๋งนำพวกเข้ามาเฝ้าก็คงโปรดปรานมาก จำจะคิดตัดรอนพวกทหารของซ้องกั๋งเสียอย่าให้เข้าเฝ้าได้ ให้แต่ซ้องกั๋งกับโลวจุนหงีสองคนเข้าเฝ้าการงานทั้งหลายก็จะอ่อนลง

คิดดังนั้นก็กราบทูลพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ว่า บัดนี้ใกล้จะถึงวันขึ้นปีใหม่ ขุนนางทั้งหลายเตรียมพร้อมจะเข้าเฝ้ากราบถวายบังคม ข้าพเจ้าเห็นว่านายทหารของซ้องกั๋งมากไม่แจ้งว่าพวกเหล่านั้นจะคิดประการใด ขอพระองค์จงรับสั่งให้แต่ซ้องกั๋งกับโลวจุนหงีเข้ามาเฝ้า นอกจากนั้นอย่าให้เข้ามาเลย พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็โปรดตามซัวเกียทูล จึงสั่งเจ้าพนักงานตามคำของซัวเกียแล้วเสด็จเข้าข้างในซัวเกียก็กลับมาบ้าน

ครั้นถึงวันขึ้นหนึ่งค่ำปีใหม่ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็เข้าเฝ้าพร้อมกัน ซ้องกั๋งกับโลวจุนหงีจะนำพวกเข้าไปเฝ้า เจ้าพนักงานห้ามทหารทั้งปวงไว้ซ้องกั๋งกับโลวจุนหงีก็เข้าไปเฝ้าฟังข่าวก่อน พอพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้เสด็จออกขุนนางทั้งปวงเฝ้าอยู่ตามตำแหน่งคุกเข่าถวายบังคมพร้อมกันถวายพรตามธรรมเนียมแล้ว พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็พระราชทานสุราให้ขุนนางทั้งปวงถ้วนทุกตัวคน ตั้งแต่เวลาเช้าจนกลางวันก็เสด็จขึ้น ขุนนางทั้งหลายกลับมาบ้าน ซ้องกั๋งกับโลวจุนหงีก็กลับไปค่ายมีความโทมนัสน้อยใจนัก ด้วยพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้มิได้ตรัสประการใด พวกพ้องทั้งหลายก็ไม่รับสั่งให้เข้าเฝ้า พอทหารทั้งปวงชวนกันมาคำนับยืนเรียงรายอยู่สองข้างซ้ายขวา โงวหยงจึงถามซ้องกั๋งว่าเวลานี้ท่านเข้าไปเฝ้ากลับมาเหตุใดจึงไม่สบายใจ ซ้องกั๋งถอนใจใหญ่แล้วพูดว่า เราอุตส่าห์พากเพียรทำการศึกลำบากมาช้านาน พี่น้องทั้งปวงก็เหน็ดเหนื่อยถึงสาหัสยังไม่มีความชอบสักนิดหนึ่ง โงวหยงว่าพี่อย่าวิตก ซึ่งวาสนานั้นสุดแล้วแต่จะเป็นไปจะโทมนัสน้อยใจไม่ต้องการ

ลีขุยได้ฟังจึงพูดว่า เดิมทีเราอยู่เขาเนียซัวเปาะเปรียบเหมือนราชสีห์มิได้เกรงกลัวผู้ใด ครั้นเข้ามาทำราชการก็หมายว่าจะมีความสุขกลับได้รับความคับแค้นเศร้าหมอง พวกเราพี่น้องชวนกันไปอยู่เขาเนียซัวเปาะตามเดิมก็จะสบาย ซ้องกั๋งได้ฟังลีขุยพูดก็โกรธจึงตวาดว่า เจ้านี้เปรียบเหมือนสัตว์พูดจาสิ่งใดก็ไม่ถูกธรรมเนียม บัดนี้ก็เข้าทำราชการเป็นขุนนางแล้วจะกลับกลอกไปอย่างไรได้ ลีขุยตอบว่าถ้าพี่ไม่เชื่อสืบไปยิ่งจะเศร้าโศกทุกข์ร้อนอีก บรรดาพี่น้องทั้งปวงได้ฟังก็หัวเราะ

ขณะนั้นเป็นวันขึ้นปีใหม่ ต่างคนก็ชวนกันจัดโต๊ะและสุรามาคำนับซ้องกั๋งผู้เป็นใหญ่อวยพรให้เจริญสุขยืดยาวนาน เสร็จการแล้วก็ชวนกันไปที่อยู่ของตัว ครั้นรุ่งขึ้นเช้าซ้องกั๋งชวนพี่น้องสิบนายขึ้นม้าออกจากค่าย เข้าในเมืองตังเกียไปที่บ้านซกไทอวย เตียวคูมิด เตียเจียวท้อเยี่ยมเยือนสนทนาด้วยข้อราชการแล้วก็กลับมาค่าย มีผู้ไปแจ้งแก่ซัวเกียว่าซ้องกั๋งพาพวกทหารเข้ามาในเมือง ซัวเกียได้ฟังก็เขียนหนังสือไปปิดไว้ที่ประตูใจความว่า “มีรับสั่งมิให้พวกทหารของซ้องกั๋งเข้ามาเที่ยวในเมืองหลวง ให้รอคอยฟังข่าวรับสั่งอยู่แต่นอกเมืองก่อน ถ้าผู้ใดขัดขืนไม่ฟังจะทำโทษ” มีผู้มาบอกความให้ซ้องกั๋งทราบ ซ้องกั๋งได้ฟังก็วิตกยิ่งนัก บรรดาพี่น้องของซ้องกั๋งได้แจ้งก็โกรธแค้นอยู่ในใจ ลีขุย เตียสุนกับพวกที่ชำนาญทางน้ำมาเชิญโงวหยงซินแสไปที่ค่ายเรือต้อนรับกันตามธรรมเนียมแล้ว ลีขุย เตียสุนกับพวกเหล่านั้นจึงปรึกษากับโงวหยงว่า พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้เดิมทีได้ตรัสไว้เห็นจะไม่เหมือนตรัสกระมัง การทั้งนี้ก็เพราะขุนนางกังฉินคอยยุยงทูลตัดรอนอยู่เสมอ พวกเรามีความชอบต่อแผ่นดินมากเหตุใดจึงไม่เลื่อนยศศักดิ์ให้ก็ยกไว้ ยังกลับห้ามมิให้พวกเราเข้าเฝ้าและไม่ให้เข้าไปในเมืองหลวง การทั้งนี้ไม่ควรจะห้ามปรามเลย น้องจึงเชิญพี่มาปรึกษา เราคิดจะเข้าไปจับพวกกังฉินฆ่าเสีย แล้วยกกองทัพกลับไปอยู่เขาเนียซัวเปาะตามเดิมก็จะปราศจากทุกข์ทั้งปวงมีสุขสืบไป

โงวหยงจึงตอบว่าน้องทั้งหลายพูดก็ควรแต่ซ้องกั๋งนั้นไม่ยอมด้วยอุตส่าห์พากเพียรทำความชอบมาก็มากเห็นจะหันไปไม่ได้ ใจของพี่นี้เห็นดีด้วยมิได้ขัดขืนธรรมเนียมมีมาแต่โบราณ เปรียบเหมือนสัตว์ลำตัวยาวจะไปสารทิศใดต้องเอาศีรษะไปก่อน เราพี่น้องทั้งปวงเปรียบเหมือนท่อนหาง ถ้าศีรษะไปแล้วก็ต้องตามไป

ลีขุยกับพวกพ้องทั้งหลายได้ฟังก็แจ้งว่า โงวหยงไม่ยอมต่างก็พากันโกรธอยู่ในใจ โงวหยงก็พาพี่น้องทั้งหลายกลับมาค่ายคำนับซ้องกั๋งแล้วพูดว่าเดิมทีจะมีทรัพย์สินเงินทองไร่นาก็เพราะพี่น้องทั้งปวงช่วยทำนุบำรุง แต่บัดนี้เข้าทำราชการเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลวงอุตส่าห์พากเพียรบำรุงบ้านเมืองให้เป็นสุขยังไม่มีความชอบสักนิดหนึ่งกลับมาตกต่ำอยู่ในบังคับ พี่น้องทั้งปวงต่างไม่สมัครใจพากันโทมนัสน้อยใจนัก ซ้องกั๋งได้ฟังก็ตกใจจึงถามโงวหยงว่าผู้ใดมาพูดกับน้องอย่างไรหรือ โงวหยงตอบว่าธรรมดาคนทั้งปวงก็อยากจะมียศและทรัพย์สินเงินทองด้วยกันทั้งสิ้น ความยากจนเข็ญใจนั้นก็พากันเกลียดชัง วิสัยคนทั้งปวงถ้ามีทุกข์สุขประการใดดูแต่สีหน้าก็รู้ในน้ำใจ ซ้องกั๋งว่าพี่น้องทั้งปวงจิตใจแปรปรวนไปต่างๆ พี่ก็จะสู้ตายไม่เสียดายแก่ชีวิต มาตรว่าตายไปแต่ใจยังคิดสัตย์ซื่ออยู่นั่นเองที่จะคิดแปรปรวนไปอย่างอื่นนั้นไม่ได้

พูดอย่างนั้นแล้วก็ประชุมตามบรรดาพี่น้องทั้งปวงมาพร้อมกัน ซ้องกั๋งจึงพูดว่าตัวพี่นี้เป็นชาวเมืองหุนเสียกุ้ยเป็นแต่ขุนนางเล็กน้อย ครั้นอยู่มาต้องโทษ ภายหลังพี่น้องทั้งปวงยอมยกขึ้นเป็นใหญ่ บัดนี้ได้มาเป็นขุนนางทำราชการอยู่ก็เป็นบุญของเรานักหนา ซึ่งพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้มีรับสั่งให้ปิดหนังสือห้ามพวกเราไม่ให้เข้าไปในเมืองการนั้นก็ควรดอก ด้วยพวกพ้องเรามากถ้าเข้าไปเที่ยวเกิดความขึ้น คงถูกจับตัวไปทำโทษ พวกเราก็จะพากันเสียเกียรติยศ บัดนี้ท่านห้ามปรามไม่ให้เข้าไปในเมืองก็ดีแล้วจะไม่ได้เกิดความ แต่พี่น้องทั้งปวงคิดแปรปรวนไปต่างๆ ก็จงตัดศีรษะพี่เสียก่อน ภายหลังจึงค่อยคิดการต่อไปตามใจพี่น้องทั้งหลายเถิด บรรดาพี่น้องทั้งปวงได้ฟังก็พากันร้องไห้สาบานไม่แปรปรวนแล้วกลับไปที่อยู่ของตัว ตั้งแต่นั้นพวกพ้องของซ้องกั๋งก็มิได้เข้าเมืองอยู่แต่ค่าย

ขณะนั้นใกล้จะถึงวันง่วนเซียว คือสารทกลางเดือนขึ้นปีใหม่ขุนนางและราษฎรในเมืองตังเกียเคยทำโคมและดอกไม้ไฟจุดฉลองบ้านเมืองในเวลากลางคืนขึ้นสิบห้าค่ำตามอย่างธรรมเนียมมาแต่ก่อน เอียนเช็งกับงักหัวปรึกษากันว่าทุกครั้งทุกปีถึงวันง่วนเซียวเราเคยไปดูดอกไม้และโคมไฟ บัดนี้ถึงกำหนดเวลากลางคืน จะจุดโคมฉลองบ้านเมืองสนุกนักหนา แต่มีรับสั่งห้ามมิให้พวกเราเข้าไปในเมือง เราสองคนลอบเข้าไปแอบดูโคมและดอกไม้แล้วก็รีบกลับมาเสีย

ลีขุยได้ยินเอียนเช็งกับงักหัวปรึกษากันจึงพูดว่า พี่จะพากันไปดูดอกไม้จงให้น้องไปด้วย เอียนเช็งตอบว่าพี่ให้ไปไม่ได้ด้วยเจ้าเป็นคนโทโสมาก ถ้าเกิดความขึ้นขุนนางกังฉินก็คอยพาลหาความใส่พวกเราจะอัปยศมาก น้องอย่าไปเลย ลีขุยว่าตั้งแต่นี้ไปจะไม่ทำให้เกิดความจงให้น้องไปด้วย เอียนเช็งเสียอ้อนวอนไม่ได้ก็ยอมให้ไปลีขุยก็ดีใจ ครั้นรุ่งเช้าพากันเอาเสื้อหมวกมาใส่ปลอมเป็นชาวเมือง งักหัวกับซิเซียนออกจากค่ายล่วงไปก่อน เอียนเช็งกับลีขุยก็เดินตามหลังไปถึงสะพานตังเกียเห็นผู้คนมากก็ไม่อาจข้ามสะพาน ชวนลีขุยอ้อมไปทางประตูฮงตูหมึงเข้าในเมืองถึงตลาด เที่ยวชมดอกไม้และโคมต่างๆ ตามถนน ลีขุยได้ยินเสียงม้าล่อมีผู้คนอยู่มากก็จะเบียดเข้าไป เอียนเช็งห้ามไว้และจูงมือลีขุยเดินเลยไปทางอื่น พบทหารผู้หนึ่งถืออิฐและกระเบื้องทองเงินจะเข้าทุบตีพวกชาวบ้าน ลีขุยเห็นก็โกรธจะเข้าช่วยชาวบ้านตีทหารผู้นั้นให้จงได้ เอียนเช็งก็กอดลีขุยไว้ไม่ให้ทุบตี

ทหารผู้นั้นจึงพูดว่าชายหน้าดำคนนี้บังอาจนักหนา หารู้จักคนไม่เรานี้คือทหารของเตียเจียวท้อจะยกกองทัพไปปราบแขวงเมืองกังหนำทิศใต้ไม่รู้หรือ เมื่อจะทุบตีเราก็ไม่กลัว ถ้าตีเราเข้าก็คงตายเป็นแน่ ลีขุยตอบว่าจะไปปราบปรามแขวงกังหนำทิศใต้ต้องมาข่มเหงชาวบ้านด้วยหรือ เอียนเช็งก็จูงมือลีขุยเดินพ้นที่นั้นมาถึงโรงขายน้ำชาแห่งหนึ่งก็ชวนลีขุยเข้าไปซื้อน้ำชากิน เห็นผู้เฒ่านั่งอยู่คนหนึ่ง เอียนเช็งจึงถามผู้เฒ่าว่า ข้าพเจ้าเดินมาได้ยินทหารผู้นั้นว่าจะไปปราบแขวงเมืองกังหนำกับเตียเจียวท้อนั้นจริงหรือ เหตุผลเป็นประการใด ผู้เฒ่าก็แจ้งความว่า บัดนี้ฮองละนายโจรแขวงเมืองกังหนำคิดกบฏตีได้เมืองเล็กจิวตลอดมาจนถึงเมืองยุนจิวรวมยี่สิบห้าเมือง บัดนี้ฮองละยกเข้าตีเมืองเอียงจิวอยู่ ผู้รักษาเมืองบอกเข้ามากราบทูลพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้จึงรับสั่งให้เตียเจียวท้อยกกองทัพหลวงไปกำจัดฮองละนายโจรท่านไม่รู้หรือ เอียนเช็ง ลีขุยได้ฟังก็นิ่งอยู่เอาเบี้ยอีแปะให้ค่าน้ำชาแล้วออกจากเมืองมายังค่ายพร้อมกันทั้งสี่นาย เอียนเช็งก็แจ้งความให้ซ้องกั๋งฟังทุกประการ

ซ้องกั๋งจึงพูดว่าพวกพี่น้องเราก็ว่างอยู่ บัดนี้ฮองละนายโจรแขวงเมืองกังหนำคิดกบฏ พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้รับสั่งให้เตียเจียวท้อยกกองทัพไปปราบปราม เราจะต้องไปหาซกไทอวยให้กราบทูลว่าจะขออาสาไปกำจัดฮองละเอง แต่ไม่แจ้งว่าท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด จึงให้หานายทหารทั้งปวงมาประชุมปรึกษาด้วยการศึกก็เห็นดีพร้อมกัน

รุ่งขึ้นเช้าซ้องกั๋งแต่งตัวเป็นชาวเมืองชวนเอียนเช็งออกจากค่ายตรงเข้าในเมืองไปหาซกไทอวยที่บ้าน ซกไทอวยก็เชิญซ้องกั๋งเข้าไปข้างในจัดที่ให้นั่งสมควร คำนับกันตามธรรมเนียม ซกไทอวยเห็นซ้องกั๋งนุ่งห่มไม่เหมือนก่อนก็ถามว่า เหตุใดท่านจึงนุ่งห่มเช่นนี้มีธุระสิ่งใดหรือ ซ้องกั๋งบอกว่าเจ้าพนักงานปิดหนังสือว่ามีรับสั่งมิให้พวกข้าพเจ้าเข้ามาในเมือง บัดนี้มีการอยู่สิ่งหนึ่งข้าพเจ้าจึงแปลงตัวเป็นชาวเมืองลอบเข้ามาหาท่าน ด้วยแขวงเมืองกังหนำนั้น ฮองละนายโจรคิดกบฏตีได้บ้านเมืองเป็นอันมาก บัดนี้ฮองละยกกองทัพข้ามแม่น้ำมา พวกข้าพเจ้าก็ไม่มีการสิ่งใดนั่งนอนอยู่ที่ค่ายเปล่า ๆ ครั้นแจ้งข่าวก็ปรึกษาพร้อมกันจะขออาสายกกองทัพไปปราบฮองละให้ราบคาบฉลองพระเดชพระคุณบำรุงบ้านเมืองให้เป็นสุขสืบไป ขอท่านจงช่วยกราบทูลให้ทรงทราบด้วย

ซกไทอวยได้ฟังก็ยินดีจึงพูดว่า ท่านสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินจริงมีแต่จะบำรุงบ้านเมืองให้อาณาประชาราษฎรเป็นสุข ข้าพเจ้าจะกราบทูลให้ทรงทราบ เชิญท่านกลับไปก่อนเถิดการทั้งปวงตกพนักงานข้าพเจ้าเอง ซ้องกั๋งกับเอียนเช็งก็ลาซกไทอวยออกจากเมืองกลับมาค่าย

ครั้นรุ่งขึ้นเช้า พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้เสด็จออกขุนนางทั้งปวงมาเฝ้าพร้อม ตรัสปรึกษาการด้วยฮองละคิดกบฏ ครั้นจะให้เตียเจียวท้อกับเล่ากองสียกกองทัพไปปราบก็ยังไม่เห็นฝีมือ

ซกไทอวยจึงกราบทูลว่า ฮองละคิดกำเริบใหญ่โตตีบ้านเมืองไว้มาก ซึ่งพระองค์จะให้เตียเจียวท้อกับเล่ากองสียกทัพไปนั้นต้องให้ซ้องกั๋งเป็นกองหน้าจึงจะปราบปรามราบคาบสำเร็จโดยเร็ว พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังก็รับสั่งให้หาซ้องกั๋งกับโลวจุนหงีเข้ามาเฝ้าตรัสว่า บัดนี้ฮองละนายโจรแขวงเมืองกังหนำมีใจกำเริบตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ มิได้กลัวเกรงเราตีเอาบ้านเมืองไว้เป็นอันมาก ท่านจงยกกองทัพไปปราบปรามฮองละอีกสักครั้งหนึ่ง ซ้องกั๋งกับโลวจุนหงีก็ถวายบังคมรับคำสั่ง พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้จึงตั้งให้ซ้องกั๋งเป็นที่โตวจงก้วนแม่ทัพใหญ่ ให้โลวจุนหงีเป็นที่เปียเบ๊โตวจงก้วนแม่ทัพรอง พระราชทานสายรัดเอวทองคำคนละสายเสื้อเกราะทองคำคนละสำรับ ม้าฝีเท้าดีคนละม้า แพรต่างสีคนละยี่สิบห้าพับ พวกทหารทั้งปวงนั้นก็พระราชทานเงินทองและแพรสีต่างๆ ไปให้ทั่วกันทุกนายตามสมควร แล้วตรัสว่าถ้าสำเร็จศึกมาจึงจะรวบรวมความชอบเดิมเข้าสมทบกันจะเลื่อนยศให้ท่านทั้งหลายเป็นใหญ่ยิ่งขึ้นไป ซ้องกั๋งกับโลวจุนหงีรับที่ตั้งกับของพระราชทานแล้วกราบถวายบังคมลาจะกลับมาค่าย พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ทรงระลึกได้จึงตรัสถามซ้องกั๋งว่าได้ยินข่าวเล่าลือว่าท่านได้กิมไต้เกียนช่างแกะตราหยกและตราศิลา กับฮองโพวตวนหมอรักษาม้าชื่อเสียงปรากฏมากฝีมือดีนัก เราอยากจะได้คนทั้งสองไว้อยู่ทำราชการในเมืองตังเกียก่อน เมื่อท่านจะมีธุระใช้สอยจึงจะให้ไป ซ้องกั๋งกับโลวจุนหงีได้ฟังรับสั่งก็ทราบถวายบังคมลาออกจากพระราชวัง เดินมาตามถนนเห็นชายผู้หนึ่งถือเครื่องเล่นกลถ้าชักเชือกเข้าของสิ่งนั้นก็ร้องเสียงดัง ซ้องกั๋งจึงถามชายผู้นั้นว่าซึ่งของอย่างนี้เรียกว่าอะไร ชายผู้นั้นบอกว่าเรียกฮูเคียว ถ้าชักเชือกเข้าก็ดังข้าพเจ้าได้พึ่งของสิ่งนี้หาเลี้ยงชีวิตอยู่เสมอ ซ้องกั๋งก็ให้ชายนั้นทำให้ดูแล้วพูดว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็น จึงเอาเงินรางวัลให้เจ้าของฮูเคียว ชายนั้นรับเงินคำนับลาไป ซ้องกั๋งแต่งเป็นคำโคลงลงใจความว่า “ซึ่งฮูเคียวนั้นช่างทำไม่มีเชือกชักก็ไม่ดัง เปรียบเหมือนคนทั้งปวงถ้าไม่มีผู้อุปถัมภ์ชื่อเสียงก็ไม่ปรากฏ” โลวจุนหงีตอบว่าพี่พูดไม่ถูก เราเถิดมาเป็นชายชาติทหารเรียนรู้วิชาการต่างๆ ถึงโดยไม่มีผู้ใดอุปถัมภ์ นานไปชื่อเสียงก็คงปรากฏเอง ซ้องกั๋งจึงว่าน้องพูดไม่ถูกดูเอาแต่พวกเรานี้เถิด ถ้าซกไทอวยไม่ช่วยกราบทูลพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็คงลืม ที่ไหนจะโปรดปรานชุบเลี้ยง ซึ่งการครั้งนี้ก็เพราะซกไทอวยช่วยอุปถัมภ์จะลืมคุณของท่านอย่างไรได้ โลวจุนหงีว่าจริงอยู่ ซกไทอวยมีคุณต่อเรามาก

พูดดังนั้นก็กลับไปยังค่ายแจ้งความให้พวกพ้องเหล่านั้นฟัง ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเจ้าพนักงานคุมสิ่งของพระราชทานมาแจกจ่ายให้ทหารทั้งปวงแล้ว ซ้องกั๋งก็มอบกิมไต้เกียนกับฮองโพวตวนให้เจ้าพนักงานนำเข้าไปถวาย

ฝ่ายซัวเกียไทซือกับเหงโตอวยขุนนางผู้ใหญ่แจ้งความว่า พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ขอเอาช่างแกะตรากับหมอรักษาม้าของซ้องกั๋งไว้ ซัวเกียก็ใช้ให้ขุนนางมาขอเซียวเหยียงช่างเขียนหนังสือ เฮงโตอวยให้มาของักหัวช่างขับร้อง ขุนนางผู้นั้นก็คำนับลาตรงมาค่ายแจ้งกับซ้องกั๋งว่า ซัวเกียกับเฮงโตอวยให้มาขอเซียวเหยียงกับงักหัวไว้ใช้สอยในเมืองตังเกีย ถ้าท่านจะต้องการใช้จึงจะให้ไป ซ้องกั๋งได้ฟังก็เป็นที่จนใจจะขัดขืนก็ไม่ได้ จึงมอบเซียวเหยียงกับงักหัวให้ขุนนางผู้นั้นไป แล้วก็สั่งนายทหารให้เตรียมกองทัพและทัพเรือไว้พร้อม แม้นถึงวันฤกษ์ดีก็จะได้ยกไป บัดนี้จะกล่าวความเดิมของฮองละก่อน เดิมฮองละนั้นเป็นบุตรชาวบ้านซัวตังแขวงเมืองมุ้ยจิวทิศใต้ บิดามารดาหากินด้วยการตัดฟันขายเลี้ยงชีวิต อยู่มาวันหนึ่งฮองละกับพวกพากันไปตัดฟืนในป่ากลับมาถึงแม่น้ำจึงวางหาบฟืนลงไว้ริมฝั่งลงไปกอบน้ำดื่ม

ขณะนั้นคนที่ยืนอยู่ริมฝั่งแลเห็นเงากายฮองละอยู่ในน้ำมีเครื่องนุ่งห่มคล้ายกษัตริย์ จึงร้องบอกฮองละว่า เหตุใดเงากายของเจ้าผิดประหลาด ฮองละได้ฟังก็ตกใจจึงมองเงาของตัวที่ในน้ำเห็นจริงก็รีบขึ้นมาเสียโดยเร็ว ยกหาบฟืนขึ้นบ่ากลับมาบ้าน คิดถึงนิมิตมีความวิตกเป็นอันมากจึงเข้าไปหาผู้เฒ่าซึ่งเป็นใหญ่อยู่หมู่บ้านนั้น คำนับตามธรรมเนิยมแล้วเล่านิมิตให้ฟังทุกประการ แล้วถามว่าจะดีร้ายประการใดท่านจงช่วยทำนายให้แจ้ง

ผู้เฒ่าได้ฟังฮองละเล่านิมิตเป็นการอัศจรรย์มีความยินดีจึงว่าเราเห็นรูปร่างลักษณะเจ้าแต่ยังเยาว์ก็นึกทำนายอยู่ในใจว่าเป็นคนมีวาสนา บัดนี้เจ้ามีอายุเจริญขึ้นบุญจวนจะมาถึงจึงนิมิตอันเป็นมงคลบังเกิดให้ปรากฏแก่คนทั้งปวง เจ้าจงละการที่เคยหากินนั้นเสีย คิดอ่านการที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งจึงจะได้เป็นใหญ่

ฮองละได้ฟังผู้เฒ่าทำนายมีความยินดีคำนับลากลับมาบ้าน ตั้งแต่นั้นมาฮองละก็ไม่ไปเที่ยวตัดฟืนขายเหมือนแต่ก่อน มีใจฮึกเหิมตรึกตรองแต่ที่จะตั้งตัวเป็นใหญ่ จึงชักชวนญาติพี่น้องและชาวบ้านทั้งปวงตั้งเป็นก๊กขึ้นประมาณสองพัน คนทั้งปวงพากันนับถือฮองละว่ามีกำลังและฝีมือเข้มแข็ง ถ้าคนเหล่านั้นมีคดีเกี่ยวข้องเป็นถ้อยความวิวาทกันก็มาฟ้องแก่ฮองละ ฮองละให้ไปหาตัวจำเลยมาไต่ถามตามคำหาของโจทก์ถ้าได้เท็จจริงประการใดก็ตัดสินไปโดยสุจริตมิได้คิดลำเอียงเข้าแก่ผู้ใด ความก็สำเร็จแก่กันมิได้ไปฟ้องร้องต่อเจ้าเมืองอีก

แต่ฮองละตั้งตัวประพฤติการสุจริตอยู่สองปีเศษ คนในประเทศกังหนำทิศใต้พากันมาเข้าเกลี้ยกล่อมอยู่ด้วยประมาณสามสิบหมื่น ฮองละจึงปรึกษาพวกพ้องว่า เราท่านทั้งปวงมามั่วสุมกันอยู่เช่นนี้ดูไม่สมควรเปรียบเหมือนคนอนาถาหาบ้านเรือนมิได้ คิดจะสร้างเมืองขึ้นในแขวงเมืองมกจิวเป็นที่มั่นพวกเราจะได้อาศัยอยู่เป็นสุข ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใด คนที่เป็นผู้ใหญ่มีสติปัญญาจึงตอบว่าทุกวันนี้ตัวท่านก็มีอำนาจวาสนาสมควรแล้วจะเป็นใหญ่อยู่ในประเทศแผ่นดินฝ่ายใต้ ซึ่งท่านคิดจะสร้างบ้านเมืองให้เป็นเกียรติยศปรากฏไปนั้นควรแล้วพวกข้าพเจ้าขออาสาทำให้สำเร็จในปีเดียว ฮองละเห็นคนเหล่านั้นพร้อมใจกันจึงให้ปลูกศาลบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ด้วยเครื่องเซ่น ให้แผ้วถางทุบปราบดินให้ราบเสมอ เกณฑ์กันปันหน้าที่ขุดคูก่อกำแพงวางระยะประตูและเชิงเทินป้อมหอรบเสร็จให้ชื่อเมืองเซ็งเกยกุ้ย แล้วให้สร้างเก๋งใหญ่น้อยและที่พักตึกแถวหลายสิบหลัง ข้างในนั้นมีสวนดอกไม้ต่างๆ จัดหาเครื่องใช้สอยและสิ่งของประดับบ้านเมืองเหมือนกับเมืองหลวงดูตระการตา ครั้นการเสร็จแล้วคนที่เป็นผู้ใหญ่ก็แต่งการตามประเพณี เชิญฮองละขึ้นเป็นไต้อ๋องครองเมืองรับนามตามธรรมเนียมกับทั้งตั้งขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ครบที่เต็มตำแหน่งเหมือนเจ้าประเทศราช ฮองละไต้อ๋องก็ตั้งอยู่ในสัตย์สุจริตมิได้เรียกเอาเงินค่านาภาษีอากรค่าที่และส่วยแก่ราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน ราษฎรก็พากันอาศัยทำกินตั้งบ้านเรือนเป็นปึกแผ่นอยู่ในเมืองเป็นอันมาก ฮองละให้เลือกสรรชายฉกรรจ์มาฝึกหัดเพลงอาวุธต่างๆ ให้ชำนิชำนาญ บรรดานายทหารและไพร่พลเหล่านั้นก็แจกเบี้ยหวัดเงินเดือนตามสมควร แล้วจัดคนที่มีกำลังเข้มแข็งเป็นทหารคู่ใจสามพัน

แต่ฝึกหัดทหารไพร่พลอยู่ประมาณเจ็ดเดือน ฮองละเห็นทหารและไพร่พลของตัวชำนาญในเชิงกระบวนรบจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่าอย่างธรรมเนียมบ้านเมืองอื่นนั้น ผู้ครองเมืองคิดอ่านตั้งแต่งข้าหลวงไปเรียกเงินค่านาอากรสมพัตสรค่าที่ ตั้งเจ้าภาษีเรียกสิ่งของต่างๆ เอาเงินเหล่านี้มาจับจ่ายใช้สอยในราชการแผ่นดิน และแจกเบี้ยหวัดเงินเดือนแก่พวกทหารรับราชการตามสมควรทุกๆ เมือง และในเมืองเราทุกวันนี้ให้ยกเลิกภาษีอากรและส่วยเสียนั้นเงินก็ไม่มีจะแจกจ่ายให้ขุนนางและนายทหารไพร่พล เงินเก่าที่มีสำหรับคลังบ้างก็เอาออกจับจ่ายเสียสิ้น ครั้นเราจะกลับให้เรียกภาษีอากรเหมือนอย่างเมืองอื่น ราษฎรที่ไม่เคยเสียก็จะชวนกันครหาติเตียนเราต่างๆ เราคิดจะยกไพร่พลไปตีบ้านเมืองซึ่งมีเขตแดนติดต่อกันเอาทรัพย์สมบัติมาแจกจ่ายให้แก่ข้าราชการทหารไพร่พลท่านจะเห็นประการใด

ขุนนางทั้งปวงตอบว่า ไต้อ๋องมีเมตตาแก่อาณาประชาราษฎรซึ่งเข้ามาอาศัยพึ่งบารมีอยู่ในเขตแดน ไม่คิดเบียดเบียนเอาทรัพย์ของคนซึ่งอยู่ในบังคับมาเป็นประโยชน์นั้น สมควรแก่ผู้ที่จะตั้งตัวเป็นใหญ่ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ประการหนึ่งไต้อ๋องคิดจะยกไพร่พลไปตีเมืองในแขวงกังหนำนั้น ถ้าสำเร็จความปรารถนาก็จะได้แผ่อาณาเขตออกไปให้กว้างขวาง พวกข้าพเจ้าขออาสาทำศึกมิได้เสียดายชีวิต

ฮองละเห็นขุนนางนายทหารทั้งปวงเต็มใจอาสาก็มีความยินดีนัก จึงให้ตระเตรียมไพร่พลเป็นกระบวนพร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธเสบียงอาหารถึงวันฤกษ์ดีก็ยกออกจากเมือง เมื่อฮองละเดินกองทัพมาประมาณห้าลี้ได้ยินอากาศคำรณกระหึ่มอยู่ข้างหลังถึงแปดครั้ง เป็นนิมิตบอกเหตุที่จะมีชัย ครั้นยกทัพเข้าตีเมืองไหนก็ได้ชัยชนะเมืองนั้น ถ้าทหารหรือผู้ว่าราชการเมืองๆ ใดมีฝีมือและกำลังแกล้วกล้าต่อรบเข้มแข็ง ฮองละก็คิดอ่านผ่อนผันเพทุบายล่อลวงฆ่าผู้ว่าราชการได้บ้านเมืองสมความปรารถนา

แต่ฮองละยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองในแขวงกังหนำได้เมืองเอกแปดเมือง คือเมืองฮิวจิว เมืองมกจิว เมืองฮั่งจิว เมืองโซวจิว เมืองเซียงจิว เมืองโอวจิว เมืองยุ่นจิว เมืองชวนจิวผับเมืองโทยี่สิบห้าเมือง รวมสามสิบสามหัวเมืองให้เก็บริบเอาทรัพย์สมบัติเครื่องศัสตราวุธเสบียงอาหารส่งมาก่อน แล้วตั้งนายทหารที่มีฝีมือและวิชาความรู้ต่างๆ อยู่รักษาเมืองด่านทางทุกตำบล ฮองละก็ยกกองทัพกลับมาเมืองเซ็งเกยกุ้ยปูนบำเหน็จรางวัลแก่นายทหารและไพร่พลโดยสมควรแก่ความชอบ ฮองละก็ครอบครองสมบัติเป็นสุขสบายอาณาประชาราษฎรได้ทำมาหากินเป็นปกติ ลูกค้าพาณิชย์ในประเทศอื่นก็ไปมาค้าขายมิได้ขาด ทรัพย์สมบัติเสบียงอาหารในบ้านเมืองเซ็งเกยกุ้ยก็มั่งคั่งบริบูรณ์ขึ้น

ฝ่ายซ้องกั๋ง โลวจุนหงีเตรียมกองทัพคอยวันฤกษ์ดี พอพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ให้ซกไทอวย เตียเจียวท้อนำสิ่งของมาพระราชทาน ซ้องกั๋งจึงเอาของนั้นแจกจ่ายให้แก่ทหารทั่วทุกคนแล้วสั่งให้กองทัพเรือยกไปทางลำน้ำซือจุนคอยรอบรรจบกัน ณ เมืองเอี้ยงจิว นายกองทัพเรือก็ลายกไปตามสั่ง ซ้องกั๋งจึงจัดกองทัพบกเป็นห้ากองพร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธและเสบียงอาหารเสร็จ ยกกองทัพออกจากเมืองตังเกียรีบไปถึงเมืองคุยอานกุ้ยซึ่งขึ้นแก่เมืองเอี้ยงจิว ผู้ว่าราชการเมืองออกมาต้อนรับคำนับเชิญเข้าไปในเมืองแต่งโต๊ะเลี้ยงซ้องกั๋งและโลวจุนหงีเสร็จแล้ว ซ้องกั๋งจึงถามผู้รักษาเมืองว่าซึ่งเราจะยกไปปราบปรามฮองละครั้งนี้เดินทัพไปทางไหนจึงจะไม่ลำบาก

ผู้รักษาเมืองแจ้งความว่า ฮองละมีฝีมือเข้มแข็งเป็นใหญ่อยู่ในแขวงกังหนำ นายทหารที่มีฝีมือและวิชาความรู้มากอยู่รักษาด่านและเมืองมั่นคง ถ้าจะยกไปปราบฮองละแล้วต้องไปข้ามท่าหน้าเมืองเอี้ยงจิว และลำน้ำซือจุนนั้นกว้างถึงสามพันสามร้อยลี้ ที่กลางน้ำนั้นมีเกาะเยื้องกันอยู่สองเกาะ เกาะข้างเหนือนั้นเรียกว่าลิ่มซัวจี ที่เชิงเกาะนั้นมีวัดล้อมรายไปโดยรอบเป็นแขวงเมืองเอียงจิว เกาะข้างใต้นั้นเรียกว่าเจียวซัวจี มีวัดอยู่ในระหว่างเกาะเป็นแขวงเมืองยุ่นจิว และเมืองยุ่นจิวนั้นฮองละให้ลิซือเสียงกับทหารเอกสิบสองนายอยู่รักษา ถ้ายกข้ามไปตีเมืองยุ่นจิวได้ไว้เป็นที่มั่นแล้วจึงจะคิดอ่านตีเมืองเหล่านั้นสำเร็จได้ ถ้าตีเมืองยุ่นจิวไม่แตกท่านจะคิดอ่านอย่างไรก็ไม่ตลอด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ