๑๐๔

อยู่มาวันหนึ่งอองเข่งจึงให้ประชุมนายทหารทั้งปวงพร้อมกันแล้วปรึกษาว่าในตำบลเขาอังท่อซัวมีเขตแดนน้อยนัก เรือกสวนไร่นาไม่พอที่จะทำมาหากิน เราคิดจะยกกองทัพตีหัวเมืองรายทางเข้าไปถึงเมืองฮ่วยไซถ้าสำเร็จความปรารถนาเราจึงเอาเมืองฮ่วยไซเป็นที่มั่นขยายอาณาเขตแดนออกไปให้กว้างขวางจะได้ทำมาหากินเป็นสุขสบายถ้วนหน้าท่านทั้งหลายจะเห็นประการใด เลียวลิบตอบว่าท่านคิดอ่านจะมีที่อาศัยได้ความสุขนั้นชอบแล้ว ข้าพเจ้าทั้งปวงขออาสาทำการศึกกว่าจะสำเร็จ อองเข่งได้ฟังมีความยินดีจึงเตรียมกองทัพตามตำรับพิชัยสงครามเสร็จ ถึงวันฤกษ์ดีก็ยกออกจากเขาอังท่อซัว ตีหัวเมืองรายทางเข้าไปจนถึงเมืองฮ่วยไซตั้งล้อมอยู่สามเดือนจึงตีเมืองฮ่วยไซแตก เจ้าเมืองกรมการเมืองฮ่วยไซพาหนีไปได้บ้าง โจรฆ่าฟันล้มตายเป็นอันมาก อองเข่งก็ยกไพร่พลเข้าเมืองฮ่วยไซได้ให้ทหารป่าวร้องราษฎรชายหญิงที่แตกหนีไปนั้นให้เข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนาบ้านเมืองก็เรียบร้อย เลียวลิบจึงชุมนุมนายทหารปรึกษากันว่า อองเข่งมีอำนาจวาสนาสมควรจะเป็นใหญ่ในประเทศทิศตะวันตกควรเราจะยกอองเข่งขึ้นเป็นซินอ๋อง ยกนางต้วนชาเหนียเป็นเหนียเนี้ย เปลี่ยนนามเมืองฮ่วยไซว่าเมืองเฮกก๊ก ปรึกษากันแล้วจึงแต่งการทั้งปวงพร้อม ครั้นถึงวันฤกษ์ดีก็พากันเข้าไปเชิญอองเข่ง นางต้วนชาเหนียขึ้นนั่งเมืองรับนามตามธรรมเนียม ตั้งขุนนางครบตำแหน่งบรรดาศักดิ์เมืองประเทศราช แล้วจดนายทหารที่มีฝีมือและวิชาความรู้เข้มแข็งไปรักษาหัวเมืองซึ่งตีได้สิบตำบลกับด่านทางและเมืองทั้งปวงในแขวงฮ่วยไซไว้มั่นคง ด้วยหมายว่ากองทัพเมืองตังเกียยกมาจะได้สู้รบป้องกันอาณาเขตไว้ไม่ให้ล่วงแดนเข้ามาได้ อองเข่งก็ตั้งอยู่ในสัตย์สุจริตบังคับการงานโดยยุติธรรม ราษฎรแขวงเมืองฮ่วยไซมีความสุข หัวเมืองที่เขตแดนติดต่อกับเมืองฮ่วยไซนั้นกลัวอำนาจอองเข่งมิได้คิดอ่านยกกองทัพไปรบจึงมีหนังสือบอกเข้าไปในเมืองตังเกีย

ฝ่ายกอกิว ซัวเกีย ท่องกวนปรึกษากันแล้ว ครั้นเวลารุ่งเช้าก็เข้าเฝ้า พอพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้เสด็จออกว่าราชการตรัสปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ซ้องกั๋งยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองทิศเหนือได้ชัยชนะมีความชอบในแผ่นดินมาก เราจะตั้งให้ซ้องกั๋งเป็นขุนนางตำแหน่งไหนดีจึงจะสมแก่ความชอบ ซัวเกียกราบทูลว่าพระองค์จะพระราชทานบำเหน็จแก่ซ้องกั๋งนั้นควรแล้ว แต่การซึ่งจะตั้งแต่งให้มียศศักดิ์ใหญ่นั้นขอให้งดไว้ก่อนด้วยหัวเมืองทิศใต้มีหนังสือบอกเข้ามาว่า อองเข่งคนโทษที่เนรเทศไปอยู่เมืองลีจิวนั้นหนีไปซ่องสุมไพร่พลตั้งกองโจรอยู่เขาอังท่อซัว บัดนี้เข้าตีเมืองฮ่วยไซและหัวเมืองขึ้นได้ทั้งสิ้น อองเข่งตั้งตัวเป็นอ๋องอยู่เมืองฮ่วยไซคิดอ่านเกลี้ยกล่อมหัวเมืองจะให้อ่อนน้อมอยู่ในอำนาจ แล้วก็จะเข้ามารบเอาเมืองหลวง ขอให้ซ้องกั๋งยกกองทัพออกไปปราบปรามอองเข่งเสียให้สิ้นเสี้ยนหนามในแผ่นดิน ถ้าเสร็จราชการกลับมาจึงค่อยเลื่อนยศศักดิ์ซ้องกั๋งขึ้นตามพระราชดำริ

พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ได้ฟังเห็นชอบด้วย จงทรงพระอักษรให้ขุนนางไปพระราชทานซ้องกั๋งมีความว่า “ให้ซ้องกั๋งยกกองทัพไปปราบปรามอองเข่งณเมืองฮ่วยไซให้สำเร็จจงได้ อนึ่งกองลำเลียงเสบียงอาหารนั้นให้เกณฑ์ผู้ว่าราชการหัวเมืองรายทาง” ขุนนางคำนับรับพระอักษรแล้วรีบมายังกงก๊วน เชิญหนังสือรับสั่งส่งให้ซ้องกั๋งถวายบังคมรับมาอ่านแจ้งความแล้วจึงถามโงวหยงว่าหนทางเมืองฮ่วยไซนั้นท่าทางคับขันเป็นประการใดบ้าง โงวหยงตอบว่าในแขวงจังหวัดเหล่านี้ ต้องไต่ถามพัวเส็งด้วยเป็นชาวเมืองฮ่วยไซ ซ้องกั๋งจงหาตัวพัวเส็งมาถาม พัวเส็งจึงทำแผนที่วางระยะทางบกและเรือชี้แจงให้ทราบ ซ้องกั๋งพิเคราะห์ดูแผนที่เข้าใจจะแจ้งจึงจัดทหารให้โลวจุนหงีเป็นแม่ทัพหน้า เคียวเตาเช็งเป็นกุนซือที่ปรึกษาคุมทหารเอกยี่สิบสี่ ทหารโทตรีสามสิบห้าและพลสิบเจ็ดหมื่น ซ้องกั๋งเป็นแม่ทัพใหญ่ โงวหยงเป็นที่ปรึกษาคุมทหารเอกยี่สิบแปดนาย ทหารโทสามสิบสอง พลสิบหมื่น ให้กิมไต้เกียน เซียวเหยียง งักหัว จูบู๊ จูกุ้ย ซัวเค่ง ชัวฮก ลิหุน ลี้ลิบ เจียวเทงกุ้ย เจียะย้ง เฮงเต็งลัก เตียเจียวท้อ คุมทหารห้าหมื่นเป็นกองหลังและทัพเรือนั้น ให้ลี้จุน อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิด เตียสุน เตียหวย ทองอุย ทองเม้ง คุมทหารเรือเจ็ดหมื่น ครั้นถึงวันฤกษ์ดีก็ยกกองทัพออกจากเมืองตังเกีย เดินทัพไปทางเซียงเอี้ยงเอียะล่วงเข้าในแดนเมืองฮ่วยไซถึงเนินปวยอี้ป๊อจึงให้ทหารตั้งค่ายพักอยู่ชายเนิน

ฝ่ายลูเส็ง เล่าเมี้ยนผู้รักษาด่านลื่อเหนียก๊วนแจ้งว่าซ้องกั๋งยกกองทัพล่วงแดนเข้ามาตั้งค่ายทัพอยู่ชายเนินปวยอี้ป๊อ ลูเส็งจึงปรึกษาเล่าเมี้ยนว่าซ้องกั๋งยกกองทัพล่วงแดนเข้ามาตั้งค่าย เราจะคุมไพร่พลไปกำจัดเสียท่านจะเห็นประการใด เล่าเมี้ยนตอบว่าซ้องกั๋งยกทหารมาเป็นกระบวนทัพใหญ่หลายหมวดหลายกอง ไพร่พลเราน้อยกว่าสักยี่สิบเท่าจะสู้เขาได้หรือ จำจะมีหนังสือบอกแจ้งความไปถึงซินอ๋อง ขอกองทัพมาช่วยรักษาด่านไว้อย่าให้ซ้องกั๋งยกล่วงด่านเข้ามาได้ ประการหนึ่งเราเห็นว่าพวกกองทัพเมืองตังเกียยกมาครั้งนี้จะมีเสบียงอาหารก็ไม่มากนัก ถ้าเราตั้งมั่นรับไว้แข็งแรงแล้วเสบียงก็จะเปลืองสิ้นไปทุกวัน จะตั้งรบกับเรานั้นอย่างช้าในสามเดือนเมื่อสิ้นเสบียงแล้วก็จะล่าถอยกลับไป ลูเส็งตอบว่าท่านคิดการศึกหน่วงช้าเช่นนี้ไม่ถูกต้องตามธรรมเนียม วิสัยชายชาติทหารถ้าได้ข้าศึกแล้วเปรียบเหมือนเสือได้กลิ่นโค ย่อมคิดมุ่งหมายทำลายชีวิตมาเป็นอาหาร ประการหนึ่งเรายังไม่รู้กำลังฝีมือข้าศึกจะมีบอกเข้าไปขอกองทัพนั้น จะเอาความข้อใดว่าไปในหนังสือเล่า ซินอ๋องก็จะติเตียนว่าเป็นคนขลาดและเกียจคร้าน ถ้าท่านไม่สมัครจงไปอยู่รักษาด่าน เราจะคุมไพร่พลออกไปรบกับซ้องกั๋งสักครั้งหนึ่ง

พูดแล้วก็จัดกระบวนทัพยกออกจากด่านข้ามเนินไปท้ารบถึงหน้าค่าย ซึงอานจึงให้อื้อเถียขับม้าเข้ารบกับลูเส็งได้ประมาณสิบเพลง ลูเส็งทานกำลังมิได้ก็ขับม้าพาทหารหนีขึ้นไปบนเนิน อื้อเถียขับม้าไล่ตาม ลูเส็งเห็นจะหนีไม่พ้นก็ชักม้าหนีกลับเข้าต่อสู้ ซึงอานเห็นดังนั้นจึงขับทหารหนุนขึ้นไปอื้อเถียเอาง้าวฟันถูกลูเส็งคอขาดตกจากม้า เมื่ออื้อเถียขับม้าไล่ตามลูเส็งไปนั้น เล่าเมี้ยนขึ้นดูอยู่บนหอรบเห็นจึงลงจากหอรบขึ้นม้าพาไพร่พลเปิดประตูด่านออกไปหวังจะช่วยหาทันไม่ เห็นทหารซ้องกั๋งฆ่าลูเส็งตาย จึงชักม้าพาไพร่พลจะกลับเข้าในด่าน ซึงอานจึงขับทหารเข้ารบสกัดไว้ เล่าเมี้ยนจะหนีเข้าในด่านหาได้ไม่ก็ขับม้าพาไพร่พลหนีเลยไปเมืองเจียคีเสีย ซึงอาน อื้อเถียก็พาทหารเข้าพักอยู่ในด่านจึงให้ทหารม้าใช้มาแจ้งความแม่ทัพใหญ่ ซ้องกั๋งได้แจ้งมีความยินดียกทหารออกจากค่ายเข้าตั้งอยู่ในด่าน ฝ่ายเล่าเมี้ยนหนีมาถึงเมืองเจียคีเสีย เข้าไปแจ้งความแก่เจี้ยเอ็ง กิวเอี๋ยง อึ้งซิวจุ่นนายทหารทั้งสามซึ่งอยู่รักษาเมือง นายทหารทั้งสามได้แจ้งจึงยกไพร่พลออกมาตั้งค่ายอยู่หน้าเมือง

ฝ่ายซ้องกั๋งหยุดพักทหารอยู่ในด่านลือเหนียก๊วนสามวัน จึงสั่งโลวจุนหงีให้เดินทัพหน้า แล้วซ้องกั๋งก็ยกตามไป ครั้นมาถึงเมืองเจียคีเสียเห็นพวกโจรออกมาตั้งค่ายอยู่หน้าเมือง โลวจุนหงีหยุดกองทัพลงไว้ให้ทหารตั้งค่ายประชิดห่างกันประมาณสิบลี้ แล้วให้ม้าใช้ถือหนังสือไปนัดรบ อึ้งซิวจุ่น กิวเอี๋ยง เจี้ยเอ็งจึงสลักหนังสือตอบมาว่า “ซึ่งแม่ทัพแผ่นดินซ้องมีหนังสือมานัดรบนั้นพวกเรามีความยินดีเป็นอันมาก เวลาพรุ่งนี้จงเตรียมทหารยกมาที่สนามรบเถิด” เขียนแล้วส่งให้ทหารม้าใช้คำนับรับหนังสือกลับมาแจ้งความแก่โลวจุนหงีให้ทราบ

ครั้นเวลารุ่งเช้าอึ้งซิวจุ่น กิวเอี๋ยง เจี้ยเอ็ง เล่าเมี้ยนจึงจัดไพร่พลเป็นขบวนยกออกจากค่ายมาตั้งอยู่ที่สนามรบจุดประทัดขึ้นเป็นสำคัญ ซ้องกั๋งและโลวจุนหงีก็ขึ้นม้าพาทหารออกไปตั้งกระบวนคอยท่วงทีอยู่ อึ้งซิวจุ่นก็ขับม้ามาร้องว่าให้แม่ทัพจัดทหารที่มีฝีมือมารบกันเถิด ซ้องกั๋งจึงสั่งให้ซึงอานเข้ารบกับอึ้งซิวจุ่นได้สามสิบเพลง อึ้งซิวจุ่นอ่อนกำลังสู้ไม่ได้ขับม้าหนี ซึงอานขับม้าไล่ตาม เจี้ยเอ็งขับม้าถลันเข้าสกัด ซึงอานก็ขับม้าเข้ารบกับเจี้ยเอ็งประมาณยี่สิบเพลงยังมิได้แพ้ชนะกัน ขณะนั้นเล่าเมี้ยนเห็นเจี้ยเอ็งยังฆ่าทหารซ้องกั๋งมิได้นึกขัดใจจึงขับม้าตรงเข้ามาจะรุมรบ ยิ่มก๊วงขับม้าตรงสกัดมิให้เล่าเมี้ยนเข้าช่วยเจี้ยเอ็งได้ แต่เล่าเมี้ยนกับยิ่มก๊วงรบกันได้สิบเพลง ยิ่มก๊วงเสียที เล่าเมี้ยนเอาทวนแทงถูช่องหูยิ่มก๊วงตกม้าตาย ซึงอานเห็นยิ่มก๊วงเสียทีมีความโกรธ จึงขับม้ารุกไล่เจี้ยเอ็งกระชั้นเข้ามา พอเจี้ยเอ็งพลั้งท่า ซึงอานยกง้าวฟันถูกกลางตัว ตัวขาดสองท่อนตกม้าตาย ซ้องกั๋ง โลวจุนหงีก็พาทหารรุกไล่ฆ่าฟันไพร่พลเมืองเจียคีเสียล้มตายเป็นอันมาก อึ้งซิวจุ่น กิวเอี๋ยง เล่าเมี้ยนเห็นจะต่อสู้มิได้จึงพาไพร่พลหนีเข้าเมือง ให้ทหารปิดประตูรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ ซ้องกั๋ง โลวจุนหงีก็ยกทหารเข้าตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน แต่งทหารเข้าปีนปล้นหลายครั้ง ไพร่พลในเมืองซึ่งรักษาหน้าที่ต่อรบเข้มแข็ง ทหารซ้องกั๋งเข้าเมืองหาได้ไม่

ซ้องกั๋งจึงชุมนุมนายทหารปรึกษาว่า อึ้งซิวจุ่น กิวเอี๋ยงแต่งการป้องกันรักษาเมืองแข็งแรงนัก เราตีหลายครั้งเข้าเมืองไม่ได้ท่านทั้งปวงจะเห็นอุบายประการใดจึงจะตีเมืองเจียคีเสียแตก กงซุนสินตอบว่าข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูกำแพงเมืองด้านตะวันออกที่กองทัพโลวจุนหงีตั้งล้อมอยู่นั้นต่ำกว่าทุกด้าน ท่านจงสั่งโลวจุนหงีให้เตรียมการไว้พร้อมเวลากลางคืนดึกสองยามข้าพเจ้าจะอ่านมนต์เรียกลมและเมฆให้มืดทั้งอากาศ จึงให้ทหารในกองทัพโลวจุนหงีเอาบันไดพาดปีนกำแพงขึ้นไปแล้วเอาเพลิงเผาหอรบและป้อมขึ้น ไพร่พลรักษาหน้าที่ไม่ทันรู้ตัวก็พากันแตกตื่นไปดับเพลิง เราจึงให้ทหารปีนกำแพงขึ้นไปทั้งสี่ด้านก็สามารถตีหักเอาเมืองได้ ซ้องกั๋งได้ฟังเห็นชอบให้กงซุนสินไปบอกโลวจุนหงีตามอุบาย และประกาศแก่ทหารที่ตั้งล้อมให้รู้ทั่วกันว่าเวลาสองยามวันนี้จงเตรียมบันไดหกไว้ ถ้าเห็นแสงเพลิงสว่างข้างด้านตะวันออกแล้ว จงพากันเอาบันไดพาดปีนกำแพงเมืองขึ้นไปให้จงได้ นายทัพนายกองทั้งปวงทราบความตามประกาศแล้วพากันตระเตรียมไว้พร้อม ครั้นเวลากลางดึกสองยาม กงซุนสินจึงชูกระบี่ขึ้นแล้วอ่านมนต์ตามอุปเทห์บันดาลให้ลมพายุใหญ่หวนมาแต่ทิศทั้งสี่ เมฆตั้งมืดมัวไปทั้งอากาศ ทหารในกองทัพโลวจุนหงีเอาบันไดพาดปีนกำแพงขึ้นไปประมาณร้อยเศษ ไพร่พลรักษาหน้าที่ก็มิได้เห็นด้วยเป็นเวลามืด ทหารซ้องกั๋งก็เอาเชื้อเพลิงจุดหอรบโรงเตี๊ยมราษฎรขึ้นหลายแห่ง ลมพายุพัดหนักขึ้นเพลิงไหม้บ้านเรือนราษฎรต่อไปเป็นอันมาก ไพร่พลบนหน้าที่ก็พากันไปช่วยดับเพลิง ทหารซ้องกั๋งที่ตั้งล้อมเห็นแสงสว่างข้างด้านตะวันออกตามสัญญา จึงเอาบันไดพาดปีนกำแพงเมืองขึ้นไปได้พร้อมกันไล่ฟันผู้คนเป็นอลหม่าน อึ้งซิวจุ่น กิวเอี๋ยง เล่าเมี้ยนเห็นเพลิงไหม้ข้างทิศตะวันออกจึงขึ้นม้าจะมาช่วยดับเพลิงพอพบโลวจุนหงีคุมทหารรุกไล่เข้ามาอึ้งซิวจุ่นตกใจไม่อาจต่อสู้ขับม้าหนีไปตะวันตก แต่กิวเอี๋ยง เล่าเมี้ยนหนีหาทันไม่ พอปกซิ่น อ้วนยิ่มมุ้ยขับม้าเคียงเข้ามาใกล้ เล่าเมี้ยนก็รำทวนเข้ารบกับปกซิ่น กิวเอี๋ยงขับม้าเข้ารบกับอ้วนยิ่มมุ้ย นายทหารทั้งสี่รบกันได้ประมาณสิบเพลง ปกซิ่นเอาทวนแทงถูกรักแร้เล่าเมี้ยนตกม้าตาย อ้วนยิ่มมุ้ยเอาทวนตีถูกกิวเอี๋ยงตกม้าให้ทหารจับมัดไว้ได้

ฝ่ายอึ้งซิวจุ่นขับม้าหนีมาทางด้านตะวันตก พออูอ๋องขับม้ารำทวนสกัดหน้าไว้ อึ้งซิวจุ่นเห็นการจวนตัวจึงเอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูกระหว่างคิ้วอูอ๋องตกม้าตาย งักชวนตงเห็นเพื่อนเป็นอันตรายจึงขับม้ารุกไล่เข้ารบกับอึ้งซิวจุ่นได้สิบเพลง อึ้งซิวจุ่นต้านทานกำลังมิได้ชักม้าหนี งักชวนตงขับม้าตามทันเอาง้าวฟันอึ้งซิวจุ่นตกม้าตายอยู่กับที่ ไพร่พลทั้งปวงที่เหลือตายก็มิได้คิดจะต่อสู้พากันเข้าไปคำนับโลวจุนหงีทั้งสิ้น โลวจุนหงีจึงสั่งกงซุนสินดับเพลิง กงซุนสินอ่านมนต์บันดาลให้ฝนตก เพลิงที่ไหม้เรือนราษฎรนั้นก็ดับสิ้น ครั้นเวลารุ่งสว่างซ้องกั๋งจึงพาทหารเข้าเมืองสั่งเซียวเหยียง เขียนหนังสือประกาศราษฎรให้รู้ทั่วกันว่า “เมืองฮ่วยไซเป็นเมืองเอก มีเมืองขึ้นถึงสิบเจ็ดเมือง ราชอาณาเขตของพระเจ้าแผ่นดินซ้อง บัดนี้อองเข่งนายโจรเขาอังท่อซัวเป็นกบฏยกกองทัพมาตีเอาเมืองฮ่วยไซได้ตั้งตัวเป็นอ๋อง จึงโปรดให้เราผู้มีอำนาจเป็นแม่ทัพคุมทหารมากำจัดอองเข่งตีเอาราชอาณาเขตคืนมาขึ้นแก่เมืองตามเดิม บัดนี้เราตีเมืองเจียคีเสียได้แล้วอาณาประชาราษฎรเหล่านี้ก็คงเป็นข้าขอบขัณฑสีมาในพระเจ้าแผ่นดินอ๋อง ห้ามอย่าให้ราษฎรพาครอบครัวอพยพไปเข้าพวกกบฏเป็นอันขาด ให้ตั้งทำมาหากินอยู่ตามภูมิลำเนาเป็นปกติ ถ้าผู้ใดมิกระทำตามคำประกาศและพากันหนีไปเข้าก๊กกบฏจับได้จะเอาเพลิงคลอกเสียทั้งโคตร” เขียนแล้วให้ไปปิดในหนทาง ราษฎรได้ทราบความตามคำประกาศก็ไม่อาจพากันหลบหนีไป ซ้องกั๋งจึงให้เตียเจียวท้ออยู่รักษาเมืองเจียคีเสียแล้วจัดกองทัพเป็นกระบวนให้โลวจุนหงียกล่วงหน้าไปทัพใหญ่และทัพหนุนจึงยกตามไปเป็นอันดับ ครั้นมาถึงด่านงั่นสินป๊อแขวงเมืองเนี้ยจิ๋วก็หยุดทหารตั้งค่ายอยู่ห่างด่านประมาณห้าลี้

ฝ่ายผู้รักษาด่านแจ้งความว่า ซ้องกั๋งตีเมืองเจียคีเสียได้แล้วยกกองทัพเข้าตั้งค่ายประชิดอยู่หน้าด่าน จึงปรึกษานายทหารทั้งปวงว่าพวกซ้องกั๋งยกกองทัพมาครั้งนี้มีทหารกว่าสิบหมื่น เรามีไพร่พลแต่เจ็ดแปดพันจะตั้งมั่นรบสู้ไม่ได้ คิดจะพาครอบครัวหนีไปเมืองเนี้ยจิ๋วท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด นายทหารตอบว่าท่านคิดนี้ชอบแล้ว ผู้รักษาด่านจึงให้ต้อนครอบครัวเปิดประตูหลังด่านหนีไปเมืองเนี้ยจิ๋ว แจ้งความแก่เซียงกวนหงีผู้รักษาเมืองให้ทราบ ทหารสอดแนมก็ไปแจ้งแก่ซ้องกั๋งว่า พวกด่านพากันอพยพหนีไปสิ้นแล้วซ้องกั๋งจึงยกกองทัพเข้าตั้งมั่นอยู่ในด่าน

ฝ่ายเซียงกวนหงีผู้ว่าราชการเมืองเนี้ยจิ๋วปรึกษานายทหารทั้งปวงว่า ซ้องกั๋งยกกองทัพมาตั้งอยู่ด่านงั่นสิบป๊อ ถ้าเรานิ่งไว้ซ้องกั๋งก็จะยกกองทัพเข้ามาตั้งประชิดล้อมเมือง การศึกจะติดพันกันยืดยาวเราคิดจะคุมไพร่พลไปตีเสียให้แตก ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด โง่วเอียมว่าข้าพเจ้าตรึกตรองเห็นว่าไพร่พลเสบียงอาหารในเมืองเราก็มั่งคั่งบริบูรณ์ ควรจะตั้งมั่นรับข้าศึกอยู่กับเมือง ถึงซ้องกั๋งจะยกเข้ามาตั้งล้อมก็ไม่วิตก เรารักษาเมืองไว้ได้สักเดือนหนึ่งเสบียงอาหารในกองทัพซ้องกั๋งก็จะสิ้นไปทุกวันคงล่าถอยกลับไป ถ้าเห็นว่าทหารซ้องกั๋งยังมีกำลังแข็งแรงจึงมีหนังสือบอกขอกองทัพซินอ๋องมาช่วยตีกระหนาบเป็นสองกำลังเห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย ซึ่งท่านจะยกกองทัพไปรบถึงด่านนั้นเห็นจะได้ความลำบากถ้าเสียท่วงทีเป็นประการใดจะหาที่มั่นที่อาศัยยาก เซียงกวนหงีตอบว่าด่านเหลือเหนียก๊วนและเมืองเจียคีเสียเสบียงอาหารก็มั่งคั่งบริบูรณ์ ซ้องกั๋งตีแตกได้เสบียงไว้เป็นกำลังพอจะเลี้ยงดูทหารได้ ซึ่งจะรอคอยกองทัพซ้องกั๋งให้ขัดเสบียงนั้นการจะยืดยาว ประการหนึ่งเราก็เป็นชายชาติทหาร มีค้อนเหล็กหนักแปดสิบชั่งเป็นอาวุธจะมารอคอยให้ข้าศึกขัดเสบียงจึงจะออกไปนั้นไม่ต้องการ ถึงจะได้ชัยชนะก็ไม่มีเกียรติยศ เปรียบเหมือนต่อสู้กับคนโซซึ่งอดอาหาร การที่จะต่อสู้ให้รู้ฝีมือและกำลังนั้นต้องรบกับคนที่พ่วงพี มีกำลังจึงจะได้เห็นฝีมือว่าดีหรือชั่ว การซึ่งท่านคิดนั้นเหมือนคนรู้มากเอาเปรียบปราศจากผู้สรรเสริญ โง่วเอียมมิได้ตอบประการใด เซียงกวนหงีจึงจัดให้หลีตัง เตียซิว คุมไพร่พลนายละสามพันเป็นปีกซ้ายขวา เซียงกวนหงีคุมไพร่พลหมื่นเป็นทัพใหญ่ ให้โง่วเอียมอยู่รักษาเมือง เซียงกวนหงียกทัพมาห่างเมืองประมาณยี่สิบลี้แลเห็นกองทัพโลวจุนหงีและซ้องกั๋งมาเป็นลำดับ พอกองทัพปะทะกันกลางทาง โลวจุนหงีจึงให้โง่วเต๊กจินขับม้าขึ้นไปหน้าทหาร เตียซิวก็ขับม้าตรงเข้ารบ หลีตังขับม้าเข้ามาหมายจะช่วย จูหงวนขับม้าตรงเข้ารบกับหลีตังเป็นสามารถ เซียงกวนหงีเห็นทหารของตัวฆ่าทหารซ้องกั๋งไม่ได้ก็มีความโกรธ จึงขับม้าถือค้อนเหล็กตรงมา โลวจุนหงีจึงให้กังโตวเข้ารบ กังโตวขับม้ารำง้าวเข้าต่อสู้ เซียงกวนหงีได้ประมาณสิบเพลง กังโตวทานกำลังมิได้ชักม้ารายห่างออกมาหมายจะหนี เซียงกวนหงีเห็นได้ทีจึงเอาค้อนเหล็กตีถูกศีรษะกังโตวตกจากม้าตาย โง่วเต๊กจินเห็นเพื่อนเป็นอันตรายก็ผินหน้ามาดู เตียซิวได้ทีจึงเอาทวนแทงถูกอกโง่วเต๊กจินตกม้าตาย แต่จูหงวนนั้นต่อสู้กับหลีตังได้ประมาณสิบเพลง จูหงวนทานกำลังมิได้ขับม้ารีบหนีเข้าในกองทัพ โลวจุนหงี หลีตังก็ไม่ไล่ติดตาม เซียงกวนหงีมีชัยชนะฆ่าทหารซ้องกั๋งได้ให้นึกเหิมใจหมายว่าพวกซ้องกั๋งพ่ายแพ้ จึงปรึกษานายทหารทั้งปวงว่าเวลาก็จวนเย็นควรจะยกกองทัพกลับเข้าเมืองผ่อนทหารให้มีกำลัง ต่อเวลาพรุ่งนี้จึงยกกองทัพออกมาตีเสียให้แตกจงได้ นายทหารทั้งปวงก็เห็นชอบ เซียงกวนหงีจึงให้ตีม้าเลิกทัพกลับเข้าเมือง สั่งไพร่พลให้รักษาหน้าที่เชิงเทินแลตรวจตราตระเวนเข้มแข็ง

เมื่อกองทัพเซียงกวนหงีกลับเข้าเมืองแล้ว โลวจุนหงีจึงให้ทหารม้าใช้ไปแจ้งความแก่ซ้องกั๋งตามซึ่งเสียทหารและคิดอ่านจะยกเข้าล้อมเมืองในเวลากลางคืนนั้นให้ทราบทุกประการ ซ้องกั๋งได้แจ้งจึงสั่งทหารให้เตรียมตัวพร้อม ครั้นเวลาค่ำโลวจุนหงีและซ้องกั๋งก็ยกกองทัพเข้าไปตั้งค่ายห่างเมืองประมาณสิบลี้ พอเวลารุ่งสว่าง โลวจุนหงีจึงให้ทั่งเปียน เซียงซิเส็ง ฮูเอี๋ยน อือเถีย เอี้ยวขี เอียวเอียะขับม้าไปท้ารบถึงหน้าเมือง ทหารรักษาหน้าก็ไปแจ้งความแก่เซียงกวนหงีให้ทราบ เซียงกวนหงีได้ฟังจึงสั่งให้เซียวอึนหวง เซียวอึนหงคุมไพร่พลสามพันยกออกไป

ทั่งเปียนจึงพูดว่าเรามาคอยอยู่แต่เช้าเพิ่งเห็นพวกในเมืองยกออกมา เชิญท่านทั้งสองมาลองฝีมือกันให้ทหารทั้งปวงดูเล่น เซียวอึนหวงมิได้ตอบประการใดขับม้าเข้ารบกับทั่งเปียน เซียวอึนหงเห็นดังนั้นจึงขับม้าตรงเข้ามา เซียงซิเส็งขับม้าแซงขึ้นไปรบปะทะไว้ได้สิบเพลง เซียงซิเส็งทำอุบายชักม้าหนี เซียวอึนหงขับม้าตามไปจนใกล้ เชียงซิเส็งเห็นได้ทีชักม้ากลับหน้ามาแล้วเอาด้ามง้าวตีถูกเซียวอึนหงตกม้าจับตัวไว้ได้ เซียวอึนหวงเห็นพี่ชายเสียทีก็ชักม้าออกมาหวังจะเข้าแก้ ทั่งเปียนขับม้าไล่ตามเข้ามาใกล้จับง้าวฟาดไปถูกม้าขาหลังขาด ม้านั้นล้มลง เซียวอึนหวงตกจากหลังม้า ทั่งเปียนโดดลงจับตัวได้มัดส่งให้ทหารคุมตัวไว้แล้วไล่ฆ่าฟันไพร่พลเมืองเนี้ยจิ๋วตายประมาณสองพันที่เหลืออยู่นั้นหนีไปสิ้น ทั่งเปียน เซียงซิเส็งก็โบกธงสัญญาพาทหารกลับมาค่าย คุมตัวเซียวอึนหวง เซียวอึนหงมาให้ซ้องกั๋งและโลวจุนหงีแม่ทัพทั้งสองมีความยินดี

ซ้องกั๋งถามเซียวอึนหง เซียวอึนหวงว่าท่านทั้งสองเป็นข้าศึก เราจับได้จะคิดอ่านประการใด เซียวอึนหง เซียวอึนหงตอบว่าข้าพเจ้าเป็นข้าศึก ท่านจับได้จะประหารชีวิตก็จะก้มหน้าตาย ถ้าท่านมีความเมตตาไม่ฆ่าข้าพเจ้าก็จะยอมอยู่ช่วยราชการสนองคุณกว่าจะหาชีวิตไม่ ซ้องกั๋งสั่งให้ทหารแก้มัด เซียวอึนหง เซียวอึนหวงคุกเข่าคำนับแล้วกระทำสัตย์สาบานให้ เซียวอึนหง เซียวอึนหวงก็อยู่ในกองทัพ ซ้องกั๋งจึงสั่งทหารให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้สามด้าน กองตระเวนเมืองเนี้ยจิ๋วจึงไปแจ้งความแก่เซียงกวนหงีตามซึ่งพวกซ้องกั๋งยกเข้าตั้งค่ายล้อมและจับเซียวอึนหง เซียวอึนหวงไปนั้นให้ทราบทุกประการ เซียงกวนหงีได้แจ้งมีความโกรธนักว่า ซ้องกั๋งถือตัวว่ามีทหารมากจึงดูถูกยกมาตั้งค่ายล้อมเมืองเราไว้ เราจะคุมไพร่พลยกออกไปตีให้แตกในเวลานี้ให้จงได้

โง่วเอียมพูดว่า ข้าพเจ้าได้มีหนังสือแจ้งความไปถึงผู้ว่าราชการเมืองซินจิว เมืองเอียวเอี๋ยงให้ยกกองทัพมาช่วยตีกระหนาบ ท่านจงรอคอยกองทัพสองเมืองยกมาถึงพร้อมแล้วจึงยกออกไปตีเสียให้แตกคราวเดียว เซียงกวนหงีตอบว่าโดยกำลังปัญญาฝีมือของเราก็พอจะกำจัดกองทัพซ้องกั๋งให้แตกได้ จะไปขอแรงกำลังปัญญาผู้อื่นมาช่วยไม่ต้องการ เซียงกวนหงีสั่งให้เตรียมไพร่พลพร้อมแล้วยกกองทัพเปิดประตูเมืองออกมาที่ในสนามรบ ซ้องกั๋งจึงจัดทหารเป็นกระบวนยกออกไปอยู่หน้าค่าย เซียงกวนหงีก็ขับม้าตรงมา ซ้องกั๋งจึงให้เอี้ยวขีเข้ารบได้สามสิบเพลง เอี้ยวขีอ่อนกำลังป้องปัดอาวุธไม่ใคร่ทัน เอียวเอียะเห็นดังนั้นจึงขับม้ตรงเข้าช่วยรบต่อสู้เป็นสามารถ เอี้ยวขี เอียวเอียะต้านทานกำลังมิได้ชักม้าหันกลับจะหนี เซียงกวนหงีเอาค้อนเหล็กตีเอี้ยวขี เอียวเอียะตกม้าตาย โลวจุนหงีเห็นดังนั้นจึงให้บุนตงหยง ซุยเอียะ มิเกียงขับม้าเข้ารุมรบ เซียงกวนหงีต่อสู้อยู่สามสิบเพลงเหลือกำลังจึงชักม้าพาไพร่พลหนีกลับเข้าเมือง ทหารซ้องกั๋งทั้งสามก็ไล่ติดตามเข้าไปริมเชิงกำแพง ไพร่พลบนหน้าที่ทิ้งก้อนศิลาและยิงเกาทัณฑ์ลงมาเป็นอันมาก นายทหารซ้องกั๋งไม่อาจรอเข้าใกล้จึงพากันกลับมาค่าย

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ