๑๙

ฮอต๋อคำนับลามายังที่สำนักปรึกษากับพวกทหารว่า ผู้รักษาเมืองให้ไปจับโจรสามคนที่ตำบลเจี๊ยะเกียดชวนนั้น เราคิดอ่านอย่างไรจึงจะจับพวกโจรได้โดยง่าย นายทหารเหล่านั้นจึงพูดว่า ที่ตำบลเจี๊ยะเกียดชวนใกล้กันกับเขาเนียซัวเปาะ ทางบกก็ไปไม่ได้มีแต่ป่าพง ทางเรือเล่าห้วยคลองก็มาก ไม่แจ้งว่าจะเข้าออกทางไหน คนที่ตำบลนั้นดุร้ายกล้าหาญมีแต่จะตีปล้นเอาทรัพย์สิ่งของเงินทอง บัดนี้พวกโจรหกคนฝีมือเข้มแข็งหนีเข้าไปเป็นพวกพ้องอยู่ด้วยกันที่นั้นก็ยิ่งกล้าหาญแข็งแรงขึ้น กำลังเราอ่อนแอเห็นจะจับมิได้ ต้องมีเรือรบกับทหารฝีมือดีไปป้องกันอันตรายจึงจะคิดจับได้

ฮอต๋อได้ฟังก็สะดุ้งใจกลับไปแจ้งความกับผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ว่าซึ่งท่านบัญชาให้ไปจับพวกโจรสามคนที่ตำบลเจี๊ยะเกียดชวนนั้นใกล้กับตำบลเขาเนียซัวเปาะ ทางบกก็ไปไม่ได้ ทางเรือก็ลำบากห้วยคลองมีมากไม่รู้ว่าพวกโจรจะเข้าออกทางไหน บัดนี้พวกโจรที่ปล้นเพชรพลอยของชัวเกียไทซือพากันเข้าอาศัยอยู่ผู้คนก็มากขึ้นล้วนแต่ฝีมือเข้มแข็ง ถ้าแม้นแต่ลำพังพวกทหารที่ข้าพเจ้าว่ากล่าวไปจับเห็นจะเหลือกำลัง ผู้รักษาเมืองได้ฟังก็สั่งให้ซุนกันขุนนางฝ่ายทหารคุมทหารห้าร้อยเข้าสมทบกับทหารของฮอต๋อไปจับโจรที่ตำบลเจี๊ยะเกียดชวน ฮอต๋อกับซุนกันคำนับลามายังที่พัก ฮอต๋อบอกกับนายทหารของตัวว่าผู้รักษาเมืองให้ทหารมาอีกห้าร้อยคนพวกเราจะเห็นประการใด นายทหารเหล่านั้นว่าถ้าดังนั้นพอจะไปได้ ซุนกันจัดทหารได้ครบเข้าสมทบกับทหารฮอต๋อรวมเป็นทหารห้าร้อยห้าสิบคน ก็จัดเครื่องศัสตราวุธต่างๆ กับเสบียงอาหารพร้อมแล้ว ฮอต๋อกับซุนกันก็คุมทหารออกจากเมืองเจ๋จิวฮู้ตรงไปตำบลเจี๊ยะเกียดชวน

ฝ่ายชายแซ่อวนสามคนพี่น้องได้สิ่งของแบ่งปันแล้วช่วยกันรื้อเรือนถอยเข้าไปปลูกใหม่ในที่ลับ พอโงวหยงกับเล่าตงคุมหาบทรัพย์สิ่งของไปถึง ก็แจ้งความตามเหตุซึ่งเกิดขึ้นนั้นให้ชายแซ่อวนพี่น้องทั้งสามฟังทุกประการ พี่น้องสามคนได้ฟังก็ตกใจจัดที่ให้โงวหยงกับเล่าตงเอาทรัพย์สิ่งของเก็บไว้แล้ว อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดก็ชวนกันขึ้นมาคอยรับเตียวไก่อยู่ตามทาง

ฝ่ายเตียวไก่กับกงซุนสินคุมหาบเงินทองทรัพย์สิ่งของต่างๆ กับพวกพ้องประมาณสิบคนเดินตรงมาตำบลเจี๊ยะเกียดชวน ครั้นถึงเห็นชายแซ่อวนสามคนพี่น้องมาคอยรับอยู่ต้นทางเตียวไก่ก็ยินดี อวนเซียวยีพาเตียวไก่กับกงซุนสินและหาบทรัพย์สิ่งของตรงไปบ้านอวนเซียวเหงา ด้วยอวนเซียวเหงานั้นไม่มีบุตรภรรยา เตียวไก่กับพวกพี่น้องทั้งหลายก็พักอยู่พี่บ้านอวนเซียวเหงา เตียวไก่กับพี่น้องทั้งหกคนจึงปรึกษากันว่าจะไปพักอยู่ที่เขาเนียซัวเปาะหรือจะไปที่แห่งใดจึงจะพ้นภัย โงวหยงว่าที่ต้นทางจะไปเขาเนียซัวเปาะนั้นมีบ้านพวกแซ่ลี้อยู่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง จูกุ้ยพวกเขาเนียซัวเปาะไปตั้งโรงขายสุราอยู่ที่บ้านนั้น ถ้าผู้ใดฝีมือเข้มแข็งจะไปเข้าเป็นพวกเขาเนียซัวเปาะ ก็ไปที่โรงขายสุราหาจูกุ้ย ๆ ก็ชักนำเข้าไป ถ้าพวกเราจะไปก็จัดทรัพย์สิ่งของที่ดีมีราคาให้จูกุ้ยก็คงชักนำเข้าไปอยู่กับพวกเขาเนียซัวเปาะเห็นจะพ้นอันตราย กำลังพูดปรึกษากันดังนั้น พอพวกที่ไปจับปลาในแม่นํ้าไปที่บ้านอวนเซียวเหงา แจ้งความว่าทหารหลวงยกเดินทางมาหลายร้อยคนเกือบจะถึงตำบลเจี๊ยะเกียดชวนอยู่แล้ว

เตียวไก่ได้ฟังก็ลุกขึ้นยืนพูดว่า พวกทหารพากันมาจับพวกเราอย่าได้หนี สู้รบดูฝีมือกันเล่นสักครั้งหนึ่งก่อน อวนเซียวยีตอบว่า พี่น้องทั้งหลายอย่าต้องไปสู้รบให้ลำบากเลย ข้าพเจ้าคนเดียวจะฆ่าทหารหลวงเสียให้สิ้น กงซุนสินว่าพี่น้องทั้งปวงคอยดูสติปัญญาของข้าพเจ้าจะทำให้พวกทหารเหล่านั้นหนีไปให้จงได้ เตียวไก่จัดเงินทองสิ่งของทั้งปวงลงบรรทุกในเรือลำหนึ่ง อวนเซียวยีกับน้องสองคนก็รวบรวมสิ่งของ ๆ ตัวกับมารดาและบุตรภรรยาลงบรรทุกเรืออีกลำหนึ่งพร้อมแล้ว เตียวไก่ก็มอบเรือบรรทุกของตัวกับของอวนเซียวยีสามคนพี่น้องทั้งสองลำให้โงวหยงซินแสกับเล่าตงคุมไปคอยอยู่ริมโรงจูกุ้ยขายสุราที่ต้นทางจะไปเข้าเขาเนียซัวเปาะ โงวหยงกับเล่าตงก็คุมเรือสองลำรีบไป อวนเซียวยีจึงสั่งอวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดผู้น้องว่า เจ้าทั้งสองลงเรือคนละลำไปสกัดพวกทหารหลวงที่ยกมาแล้วล่อลวงหาอุบายเอาชัยชนะให้จงได้ อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดผู้น้องได้ฟังก็รู้ในทีลงเรือเล็กคนละลำแจวไป เตียวไก่กับกงซุนสินและอวนเซียวยีสามนายอยู่ที่บ้านก็คิดหาอุบายไว้คอยท่าต้านทานพวกทหารเมืองหลวง

ฝ่ายฮอต๋อกับซุนกันก็คุมทหารไปถึงบ้านที่ใกล้เคียงกับตำบลเจี๊ยะเกียดชวน เห็นราษฎรชาวบ้านมีเรือเล็กใหญ่ก็เก็บเอามาได้ประมาณร้อยลำ แบ่งให้ทหารลงเรือครึ่งหนึ่ง ตัวฮอต๋อกับซุนกันก็ขึ้นม้าคุมทหารเดินบกตรงไปล้อมบ้านอวนเซียวยี ซึ่งบ้านเดิมอวนเซียวยีนั้นทางบกก็ไปได้ ทางเรือก็ไปได้ อวนเซียวยีรื้อเรือนถอยเข้าไปปลูกข้างในแต่ก่อนแล้วทางบกก็ไปไม่ได้ ครั้นฮอต๋อกับซุนกันคุมทหารเดินทางไปถึงพร้อมกับทหารเรือ ก็เข้าล้อมบ้านอวนเซียวยีไว้แล้วหักพังเข้าไปไม่เห็นมีผู้คน ฮอต๋อให้ทหารไปจับตัวชายผู้หนึ่งเที่ยวหาปลาอยู่ใกล้บ้านอวนเซียวยีมาถามว่า ชายแซ่อวนสามคนพี่น้องไปอยู่ที่ไหน ชายผู้นั้นบอกว่าอวนเซียวยีถอยเข้าไปใกล้กับบ้านอวนเซียวเหงาผู้น้องทางบกนั้นเดินไม่ได้ต้องเอาเรือเข้าไปจึงจะถึงบ้านอวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดสามคนพี่น้องอยู่เคียงกัน

ฮอต๋อได้ฟังก็ปล่อยชายผู้นั้นแล้วจึงปรึกษากับซุนกันว่า ทางบกเดินไปไม่ได้จะต้องลงเรือไปด้วยกัน แต่ม้านั้นให้ทหารรักษาอยู่ที่บ้านนี้คนหนึ่ง ท่านกับข้าพเจ้าคุมทหารลงเรือไปด้วยกัน ประการหนึ่งคลองซึ่งจะเข้าไปบ้านอวนเซียวเหงานั้นมีหลายคลอง จะต้องให้ทหารเอาเรือเล็กล่วงหน้าไปสืบเสาะดูให้รู้จักทางเข้าออกแล้วพวกเราจึงยกตามไปท่านจะเห็นประการใด ซุนกันก็เห็นชอบด้วย ฮอต๋อจึงสั่งทหารเอาม้าเข้าผูกเลี้ยงอยู่ในบ้านร้างของอวนเซียวยีคนหนึ่ง ฮอต๋อกับซุนกันก็คุมทหารลงเรือออกจากท่าตรงไปทางบ้านอวนเซียวเหงา และตำบลที่แถวเจี๊ยะเกียดชวนนั้นมีแต่ป่าแขมน้ำท่วมทั้งสิ้น พอฮอต๋อคุมทหารแจวเรือไปได้ประมาณทางห้าหกลี้ ได้ยินเสียงชายผู้หนึ่งถ่อเรือเล็กออกมาจากป่าแขมร้องเพลงใจความว่า พวกหาปลาต้องเที่ยวอยู่ไนแม่น้ำทั้งตาปีที่ได้ทำไร่นาก็พอเลี้ยงชีวิตไป ซึ่งขุนนางที่ข่มเหงกดขี่ราษฎรเอาเงินทองนั้นหาซื่อตรงต่อแผ่นดินไม่ จงฆ่าฟันเสียอย่าให้เหลือเลย ด้วยกตัญญูสัตย์ซื่อช่วยบำรุงแผ่นดินต่อไป ร้องดังนั้นแล้วก็พายเรือออกมา ฮอต๋อกับพวกทหารได้ฟังเพลงก็สะดุ้งใจ พอเรือผู้นั้นเข้ามาใกล้พวกทหารเห็นจำได้ว่าอวนเซียวเหงา จึงบอกกับฮอต๋อว่าชายผู้ที่ถ่อเรือร้องเพลงมานั้นคือ ตัวอวนเซียวเหงาน้องอวนเซียวยี

ฮอต๋อได้ฟังร้องสั่งและโบกมือให้พวกทหารเข้าจับ พวกทหารทั้งปวงก็รีบเร่งแจวเรือเข้าไป อวนเซียวเหงาเห็นก็หัวเราะแล้วด่าว่าพวกเจ้าจะมาแกล้งฆ่าพวกโจรทั้งหลายให้ตายเสียหรือ ๆ เจ้าจะมาหาเราผู้เป็นขุนนางใหญ่ พอพูดดังนั้นพวกทหารก็เอาเกาทัณฑ์ระดมยิงไป อวนเซียวเหงาโดดลงน้ำคว้าเรือเล็กครอบศีรษะว่ายหนีเข้าคลองในป่า พวกทหารไล่ตามไปพักหนึ่งก็ไม่เห็นเรือกับคน ได้ยินแต่เสียงเป่าอุดอยู่ในป่าแขม

ฮอต๋อได้ฟังก็ตกใจสำคัญว่าพวกโจรซุ่มอยู่ในป่า จึงสั่งทหารให้เอาเรือเข้าเทียบกันเป็นปีกกา พอเห็นเรือลำหนึ่งออกมาจากป่า ชายผู้หนึ่งถือทวนยืนอยู่หัวเรือ คนหนึ่งพายท้าย คนที่ยืนอยู่หัวเรือร้องเพลงใจความว่า อยู่ที่ตำบลเจี๊ยะเกียดชวนเป็นขุนนางที่หลอเอี๋ยะตั้งแต่เล็กมานั้น อยากจะฆ่าคนเสียให้ตาย แต่จะฟันฮอต๋อกับซุนกันก่อน แล้วจะเอาศีรษะเข้าไปถวายเจ้าแผ่นดินเมืองหลวง ฮอต๋อกับซุนกันได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ พวกทหารเห็นจำได้บอกกับฮอต๋อว่า คนที่ร้องเพลงยืนอยู่หัวเรือคืออวนเซียวชิด ฮอต๋อก็สั่งให้ทหารระดมกันเข้าจับอวนเซียวชิดกับชายผู้หนึ่งพายเรือเข้าคลองเล็กในป่าแขมไป ฮอต๋อให้ทหารจอดเรือหยุดพักอยู่ริมตลิ่งพากันขึ้นไปดูเห็นมีแต่ป่าน้ำท่วมทั้งสิ้นทางบกไปไม่ได้ คลองใหญ่คลองเล็กก็หลายคลองไม่รู้แห่งจะไปทางไหน ฮอต๋อมีความวิตกนัก จึงให้ทหารแจวเรือเล็กไปสองลำเที่ยวสืบดู ทหารไปแต่เช้าจนเที่ยงก็ไม่เห็นกลับมา ฮอต๋อนั่งคอยอยู่ช้านานมีความสงสัยจึงพูดว่า ทหารที่ให้ไปสืบก็เป็นคนชำนิชำนาญทุกอย่างเหตุใดจึงได้ช้าอยู่ พูดดังนั้นก็ให้ทหารลงเรือไปตามสืบดูอีกสองลำ จนเวลาจวนจะค่ำก็ไม่เห็นมา ฮอต๋อคิดประหลาดใจนักเรียกทหารเจ็ดแปดคนลงเรือเล็กพายตามไปอีก ประมาณทางได้สี่ห้าลี้เห็นมีชายผู้หนึ่งถือจอบเดินมาตามตลิ่ง ฮอต๋อถามชายผู้นั้นว่าชื่อใดตำบลนี้เรียกว่าบ้านอะไร ชายผู้นั้นคืออวนเซียวยีบอกฮอต๋อว่าคลองนี้ชื่อคุดเถากังแปลว่าคลองตัน ฮอต๋อถามอีกว่าเห็นเรือสองลำมาทางนี้บ้างหรือไม่ อวนเซียวยีบอกว่าเห็นพวกเรือสองลำต่อสู้กันอยู่ข้างหน้าหาสู้ไกลไม่ขึ้นฝั่งดูก็เห็นดอก ฮอต๋อก็ให้ทหารสองคนเดินขึ้นไป อวนเซียวยีวิ่งเข้าไปเอาจอบฟันทหารสองคนนั้นตาย ฮอต๋อเห็นก็จะโดดขึ้นตลิ่งไปช่วยทหาร อวนเซียวชิดนั้นดำน้ำตามเรือฮอต๋อมา ครั้นเห็นฮอต๋อโดดขึ้นฝั่งก็จับขาลากลงน้ำ อวนเซียวยีอยู่บนฝั่งเห็นก็กระโดดลงเรือเอาจอบฟันทหารในเรือตายทั้งสิ้น อวนเซียวชิดก็เอาตัวฮอต๋อขึ้นบนตลิ่งมัดไว้แล้ว อวนเซียวยีกับอวนเซียวชิดก็ด่าว่าฮอต๋อว่า เราอยู่ที่ตำบลนี้มีแต่จะจับตัวผู้คนมาฆ่าเสีย เจ้าช่างบังอาจนักหนาคุมทหารมาจับพวกเรา ฮอต๋อตกใจกลัวคุกเข่าคำนับพูดว่า การอันนี้มิใช่ข้าพเจ้าคิดอ่านพาทหารมาจับท่านเมื่อไร ด้วยมีท้องตรามาวาง ผู้รักษาเมืองเป็นใหญ่บังคับให้ข้าพเจ้าคุมทหารมา ท่านจงได้เมตตาขอชีวิตไว้ครั้งหนึ่งจะได้เลี้ยงมารดาต่อไป มารดาข้าพเจ้าอายุได้เก้าสิบปีแล้วหามีพี่น้องจะเลี้ยงไม่ ท่านทั้งสองจงได้กรุณาแก่มารดาข้าพเจ้าเถิด อวนเซียวยี อวนเซียวชิดได้ฟังก็เอาตัวฮอต๋อลงเรือแล้วเป่าอุดขึ้น พวกพ้องของอวนเซียวยีที่หาปลาก็เอาเรือออกมาพร้อมกัน อวนเซียวยีให้คนเหล่านั้นคุมตัวฮอต๋อถอยเรือเข้าไปในคลอง อวนเซียวยี อวนเซียวชิดก็ลงเรือเล็กคนละลำพายออกไปที่เรือพวกทหาร

ฝ่ายซุนกันคอยฮอต๋ออยู่ที่นั่นจนมืดค่ำก็ไม่เห็นออกมา จึงพูดกับทหารเหล่านั้นว่า ฮอต๋อเป็นคนฉลาดหลักแหลมรู้การหนักเบาอยู่เอง เหตุไฉนไปจนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมาบอกให้เรารู้บ้าง

ขณะนั้นดึกประมาณยามเศษเดือนหงาย เกิดลมพายุใหญ่พัดกล้าบรรดาพวกทหารก็ตกใจ พอได้ยินเสียงอุดเป่าขึ้นบัดเดี๋ยวใจก็มีเรือเชื้อเพลิงติดสว่างตรงเข้าที่เรือพวกทหาร ซึ่งเรือเชื้อเพลิงนั้นคือกงซุนสินคิดอุบายเอาหญ้าฟางใส่ในเรือแล้วจุดไฟให้คนลงน้ำจูงเรือไป ลมพายุใหญ่พัดเอาเรือพวกทหารร้อยลำเข้าเทียบกับตลิ่งเป็นหมู่กัน เรือเชื้อเพลิงก็แทรกเข้ากลางไฟติดตลอดไปทุกลำ ซุนกันกับพวกทหารชวนกันโดดหนีเข้าฝั่ง ไฟลุกลามไปติดป่าแขมขึ้นซุนกันกับทหารจะหนีไปข้างไหนก็ไม่ได้พากันยืนอยู่ในเลนริมป่าแขม เห็นไฟติดใกล้เข้ามาก็พากันร้องไห้ พอมีเรือออกมาจากป่าชายคนหนึ่งถือกระบี่อยู่หัวเรือ ชายอีกคนหนึ่งพายท้ายแล้วร้องว่า อย่าให้หนีไปได้แต่สักคนหนึ่ง ซุนกันกับทหารห้าร้อยเศษที่หนีไฟไปยืนอยู่บนเลนได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งวิตกนัก แลไปเห็นคนเดินออกมาจากป่าข้างทิศตะวันออกสองคน กับพวกหาปลาอีกสี่คนถือเครื่องศัสตราวุธต่างๆ เดินมาตามตลิ่ง ครั้นถึงที่ซุนกันกับพวกทหารยืนอยู่ ก็ตรูกันเข้าฆ่าฟันซุนกันกับพวกทหารเหล่านั้นตายทั้งสิ้น ชายที่มาทางทิศตะวันออกสองคนนั้นคือเตียวไก่กับอวนเซียวเหงา ที่มาทางทิศตะวันตกนั้นคืออวนเซียวยีกับอวนเซียวชิด ในเรือนั้นคือกงซุนสิน ครั้นฆ่าพวกทหารตายสิ้นแล้ว ก็ชวนกันกลับเข้าไปยังเรือที่มัดฮอต๋อไว้ อวนเซียวชิดลงไปเอาตัวฮอต๋อขึ้นมาจากเรือแล้วว่า เราจะคิดฆ่าเจ้าเสียก็ไม่มีผู้ใดไปบอกข่าว จะปล่อยให้เจ้ากลับไปบอกกับผู้รักษาเมืองว่า ซึ่งพวกแซ่อวนสามคนพี่น้องกับเตียวไก่อยู่ตำบลเจี๊ยะเกียดชวนนี้ ที่จะให้จับไปได้โดยง่ายนั้นอย่านึกเลย ประการหนึ่งเราก็ไม่ได้ไปรบกวนในเขตแดนเมืองเจ๋จิวฮู้ เจ้าก็อย่ามาทำข่มเหงย่ำยีถึงตำบลเรา ถ้าทำดังนี้แล้ว อย่าว่าแต่ตัวเจ้าเมืองเล็กน้อยให้ตัวซัวเกียไทซือคุมทหารมาเองก็ไม่กลัว บัดนี้จะปล่อยให้ไปโดยดีก็กลัวผู้รักษาเมืองจะว่า เหลือแต่เจ้าคนเดียวไม่เป็นอันตรายคงจะมีความสงสัย พูดแล้วก็เอากระบี่ตัดหูฮอต๋อเสียทั้งสองข้าง เอาตัวลงเรือแจวไปส่งถึงตลิ่งต้นทาง แก้ออกจากมัดแล้วชี้บอกหนทางให้ ฮอต๋อเจ็บปวดนักก็รีบเดินตรงไปทางเมืองเจ๋จิวฮู้ เตียวไก่ กงซุนสินและชายแซ่อวนสามคนพี่น้องก็ชวนพวกที่หาปลาลงเรือมาด้วยกันประมาณสิบห้าคน ตรงไปตำบลบ้านแซ่ลี้ที่จูกุ้ยตั้งโรงสุราอยู่ พบโงวหยงกับเล่าตงคุมเรือทรัพย์สิ่งของมาคอยท่าอยู่ ณ ที่นั้นก็เข้าสมทบกัน โงวหยงจึงถามเตียวไก่ถึงเรื่องทหารที่มาจับนั้น เตียวไก่ก็เล่าความซึ่งคิดอุบายฆ่าพวกทหารตายแล้วปล่อยฮอต๋อกลับไปแต่ผู้เดียว โงวหยงกับเล่าตงก็มีความยินดีชวนกันเอาเรือทรัพย์สิ่งของตรงไปที่โรงขายสุรา ครั้นถึงจูกุ้ยก็ออกมารับเชิญพวกเตียวไก่ขึ้นไปจัดที่ให้นั่งสมควรแล้ว โงวหยงจึงเล่าความเดิมตั้งแต่ต้นจนปลายทุกประการให้ฟัง จูกุ้ยแจ้งว่ามาเข้าเป็นพวกพ้องก็ยินดีจัดโต๊ะและสุราเลี้ยงกันสำเร็จแล้วจูกุ้ยก็เอาเกาทัณฑ์สัญญายิงไป พวกที่เขาเนียซัวเปาะก็แจวเรือข้ามมา จูกุ้ยจึงเขียนหนังสือแจ้งเรื่องความกับแซ่และชื่อของพี่น้องทั้งเจ็ด แล้วมอบให้ผู้ที่แจวเรือมาถือกลับไปแจ้งแก่เฮงหลุนและพี่น้องทั้งนั้นให้รู้ก่อน ครั้นรุ่งขึ้นเช้าจูกุ้ยก็พาเตียวไก่กับพี่น้องหกคนลงเรือไปกับเรือบรรทุกทรัพย์สิ่งของ เตียวไก่ตรงไปเขาเนียซัวเปาะ ครั้นถึงฝั่งเตียวไก่สั่งพวกที่หาปลามากับอวนเซียวยีนั้นอยู่เฝ้าเรือ เตียวไก่กับพี่น้องเจ็ดคนเดินตามจูกุ้ยขึ้นไป เฮงหลุนนายใหญ่กับพี่น้องเหล่านั้นก็พากันออกมาเชิญเตียวไก่กับพวกหกคนเข้าไปข้างในจัดที่ให้นั่งพร้อมกัน เฮงหลุนจึงพูดกับเตียวไก่ว่า ข้าพเจ้าได้ยินชื่อเสียงท่านปรากฏอยู่เนืองๆ แต่ไม่รู้จักกัน วันนี้เป็นบุญหนักหนาดลใจให้ท่านมาจึงได้รู้จักกัน เตียวไก่ว่าข้าพเจ้าเป็นแต่คนเล็กน้อยมาเกิดความใหญ่ขึ้นไม่รู้ที่จะแก้ไขประการใด จึงได้พาพวกพ้องมาสามิภักดิ์อยู่กับท่าน ตามแต่จะเมตตาพวกพ้องข้าพเจ้าเถิด

เฮงหลุนได้ฟังก็ยินดี สั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาตั้ง เชิญเตียวไก่กับพวกพ้องนั่งเป็นลำดับกันทั้งเจ็ดคน เฮงหลุนกับพี่น้องก็นั่งกินโต๊ะเสพสุราพร้อมกัน เตียวไก่เล่าความซึ่งเกิดขึ้นนั้นตั้งแต่ต้นจนปลาย กับได้ร่ำเรียนฝึกหัดเพลงอาวุธต่างๆ ให้เฮงหลุนฟังทุกประการ เฮงหลุนได้ฟังก็สะดุ้งใจด้วยคิดอิจฉา กลัวเตียวไก่เข้ามาอยู่จะแย่งชิงเป็นใหญ่ก็มีความรังเกียจ ครั้นกินโต๊ะเสพสุราสำเร็จแล้ว เฮงหลุนให้คนใช้พาเตียวไก่กับพวกพี่น้องที่มาด้วยกันไปพักอยู่ที่โรงก็วน เตียวไก่จึงพูดกับพี่น้องทั้งหกว่า ครั้งนี้พวกเราทำให้ความใหญ่ขึ้น พากันหนีมาหาเฮงหลุนก็รับโดยดีไม่ผลักไส ถ้าหาไม่พวกเราคงไม่พ้นอันตราย ไปข้างหน้าจะตอบแทนบุญคุณให้จงมาก พี่น้องห้าคนว่าท่านพูดดังนี้ชอบแล้ว แต่โงวหยงนั้นรู้ใจเฮงหลุนดี ครั้นได้ฟังเตียวไก่พูดก็หัวเราะ เตียวไก่จึงถามโงวหยงซินแสว่าท่านหัวเราะด้วยเหตุอันใด โงวหยงพูดว่า ท่านเป็นคนใจซื่อตรงมิได้ระแวงสิ่งใด ท่านหมายว่าเฮงหลุนรับไว้ให้อยู่เป็นพวกพ้องแน่แล้วหรือ เมื่อขณะพูดกันอยู่ท่านไม่ดูสีหน้าและกิริยาเฮงหลุนว่าจะดีร้ายประการใด เตียวไก่ว่าข้าพเจ้าไม่ทันสังเกต ท่านเห็นอย่างไรจงบอกให้รู้บ้างจะได้ระวังรักษาตัว โงวหยงว่าเมื่อกินโต๊ะเสพสุราอยู่ด้วยกัน ท่านเล่าเรื่องซึ่งฆ่าพวกทหารหลวงตายเหลือไปแต่ฮอต๋อคนเดียว กับบอกว่าแซ่อวนสามคนพี่น้องมีฝีมือเข้มแข็ง และตัวท่านเดิมทำการสิ่งใดเล่าให้ฟังทุกประการ เฮงหลุนทำกิริยาสีหน้าผิดปกติ ใจคงคิดอิจฉาเราไม่ให้เข้าเป็นพวกพ้อง จึงจะจัดที่ให้อยู่ตามธรรมเนียม ครั้นกินโต๊ะแล้วจึงให้พวกเรามาพักที่โรงก๊วนข้างนอก ถ้าแม้นว่าเฮงหลุนมีใจจะให้เข้าเป็นพวกพ้อง ก็คงจัดที่ให้อยู่ข้างในตามสมควรหาให้มาอยู่ที่นี่ไม่ ซึ่งซองบานกับโตวเซียนเป็นคนหยาบไม่รู้จักธรรมเนียมที่จะรับแขกและพวกพ้องไปมา ลิมชองที่เป็นครูทหารอยู่เมืองหลวงนั้น เป็นคนเข้าใจรู้การงานทุกอย่าง แต่เป็นนายรองที่สี่หาได้ว่ากล่าวจัดแจงไม่ จะจัดการสิ่งใดสุดแต่เฮงหลุนทั้งสิ้น เมื่อเวลาวานนี้ท่านพูดถึงเรื่องความแต่ก่อนๆ ให้เฮงหลุนกับคนเหล่านั้นฟัง เฮงหลุนทำกิริยาไม่ดีลิมชองมีใจโกรธอยู่ ข้าพเจ้าดูชั้นเชิงก็รู้ว่าลิมชองรักใคร่พวกเรา ข้าพเจ้าพูดกับลิมชองแล้วก็คงจะวุ่นวายกันขึ้นเอง เตียวไก่ได้ฟังโงวหยงซินแสชี้แจงจึงรู้ว่าเฮงหลุนมีใจอิจฉา พูดว่าตามแต่ท่านซินแสจะคิดอ่านกับลิมชองเถิด พอเวลาจวนค่ำเตียวไก่กับพี่น้องทั้งหกก็พักนอนอยู่ที่โรงก๊วนข้างนอกคืนหนึ่ง

ครั้นรุ่งเช้าลิมชองไปหาเตียวไก่ที่โรงก๊วน โงวหยงเห็นลิมชองมาจึงพูดกับเตียวไก่ว่า ลิมชองมาหาข้าพเจ้าวันนี้สมกับข้าพเจ้าคิดการไว้ พูดแล้วเตียวไก่กับพี่น้องทั้งหกก็ออกไปรับลิมชอง เชิญเข้ามาข้างในจัดที่ให้นั่งตามสมควร โงวหยงจึงพูดว่า พวกข้าพเจ้าขอบใจนักหนา เวลาวานนี้ท่านต้อนรับเป็นอันดี ลิมชองว่าข้าพเจ้ามีใจรักใคร่อยากจะให้พวกท่านเข้ามาอยู่ด้วยกัน แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ว่ากล่าวการงานก็เป็นที่จนใจไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้ ท่านทั้งหลายอย่าถือโทษเลย เตียวไก่ลุกมาเชิญให้ลิมชองนั่งที่เสมอกัน ลิมชองไม่ขอนั่งคงนั่งอยู่ตามเดิม เตียวไก่จึงพูดว่า ข้าพเจ้าได้ยินข่าวเล่าลืออยู่เนืองๆ วันนี้ได้มาพบกันเป็นบุญนักหนา ลิมชองว่าเดิมข้าพเจ้าอยู่เมืองหลวงก็มิได้ทำการล่วงเกินกับท่านทั้งหลาย บัดนี้มาอยู่ที่ตำบลเขาเนียซัวเปาะ พวกท่านมาถึงข้าพเจ้ามีความเสียใจ ด้วยไม่ได้ต้อนรับตามธรรมเนียม ข้าพเจ้าจึงได้มาบอกความให้ทราบ เตียวไก่ว่าขอบใจท่านนักหนา การงานทั้งปวงข้าพเจ้าทราบอยู่แล้ว โงวหยงจึงถามลิมชองว่าเดิมท่านอยู่เมืองหลวงก็ไม่ได้ทำการล่วงเกินให้มีข้อผิดประการใด กอไทอวยคิดอุบายแกล้งทำโทษแล้วเนรเทศไปเมืองชองจิว เกิดไฟไหม้โรงฟางฉางถั่วขึ้นก็เพราะอุบายของกอไทอวย เหตุไฉนท่านจึงได้เข้ามาอยู่ตำบลเขาเนียซัวเปาะนี้เล่า มีผู้ใดชักนำเข้ามาหรือ ลิมชองจึงว่าท่านพูดถึงเรื่องกอไทอวย ข้าพเจ้าได้ยินเข้าแล้วก็มีความเคืองนักด้วยยังไม่ได้แก้แค้นทดแทนให้สาสม ซึ่งข้าพเจ้ามาอยู่ที่ตำบลนี้ก็เพราะชาจิน ที่ชาวบ้านเรียกว่าเซียวซวนฮองนั้นเป็นผู้พามา เตียวไก่ว่าชาจินคนนี้ชื่อเสียงปรากฏมาก คบหาพวกพ้องก็มีแต่ฝีมือเข้มแข็ง แล้วก็เป็นเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าชาซีจงฮ่องเต้สืบมา ถ้าแม้นว่าได้มาพบปะรู้จักกันสักครั้งหนึ่งก็เห็นจะดี โงวหยงจึงพูดกับลิมชองว่า ชาจินแจ้งว่าท่านมีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งจึงชักนำให้เข้ามา ข้าพเจ้าเห็นว่าควรท่านจะเป็นใหญ่แทนที่ของเฮงหลุน ยกให้ท่านว่ากล่าวต่อไปจึงจะสมควร คนในแผ่นดินก็จะเห็นด้วย แล้วก็ไม่เสียทีที่ชาจินชักนำมาอยู่ ลิมชองตอบว่าท่านยกยอข้าพเจ้านักหนา การอันนี้มิใช่ชาจินจะให้ข้าพเจ้ามาโดยสุจริตเมื่อไร แต่ความข้าพเจ้าสำคัญนัก จะอยู่กับชาจินต่อไปก็กลัวจะได้ความลำบาก เพราะข้าพเจ้าจึงได้ชักนำมาเข้าอยู่ที่นี่ก็ไม่สบายจะไปอยู่ที่อื่นก็ไม่มีที่พัก การทั้งนี้มิใช่ข้าพเจ้าจะคิดว่าน้อยกว่าเขามีความอับอายไม่ใช่ดอก เพราะเฮงหลุนนายใหญ่ไม่แน่นอนพูดจากลับกลอกว่ากล่าวสิ่งใดไม่เชื่อฟัง ซึ่งจะอยู่กับเฮงหลุนนั้นยากนัก โงวหยงพูดว่า เฮงหลุนนายใหญ่ก็รับรองพวกพ้องดี เหตุไฉนใจคอคับแคบเช่นนี้ ลิมชองว่าซึ่งท่านพากันมาเข้าเป็นพวกพ้องจะได้ช่วยบำรุงให้เป็นสุข เปรียบเทียบแพรหลินที่ไม่มีดอก ช่วยกันปักดอกดวงขึ้นก็ดูงาม ชอบแต่ต้อนรับกันให้ดี นี่พอเตียวไก่พูดถึงเรื่องที่ฆ่าทหารหลวงตาย เฮงหลุนอิจฉาว่าพวกท่านมีฝีมือเข้มแข็งกลัวจะแย่งชิงเป็นใหญ่ ทำทีจะไม่ให้อยู่ด้วยจึงได้มาพักอยู่ที่นี่ โงวหยงว่าถ้ากระนั้นก็อย่าต้องให้เขาออกปากไล่เลย เราพากันไปอยู่เสียที่อื่นเถิด ลิมชองว่าท่านอย่าเพิ่งทำใจเร็วไปก่อน เพราะข้าพเจ้าคิดกลัวว่าพวกท่านจะพากันไปเสียจึงได้มาบอกให้รู้ คอยดูว่าเฮงหลุนจะต้อนรับต่อไปประการใด ถ้าต้อนรับยอมให้พวกท่านอยู่โดยดีก็แล้วไป ถ้าไม่ยอมให้อยู่ตกพนักงานข้าพเจ้าจะจัดการเอง เตียวไก่ได้ฟังก็ยินดี พูดว่าท่านครูนี้มีใจรักพวกข้าพเจ้าขอบคุณนักหนา โงวหยงว่าท่านครูจะมาเห็นพวกที่มาใหม่ดีกว่าคนเก่านั้นคิดตรึกตรองดูก่อนเถิด ถ้ายอมโดยดีก็จะได้อยู่ถ้าหาไม่พวกข้าพเจ้าก็จะลากลับไป ลิมชองว่าท่านซินแสพูดไม่ถูก คำโบราณท่านย่อมว่าเกิดมาเป็นชายชาติทหารมีฝีมือเข้มแข็ง ก็รักใคร่ผู้มีฝีมือด้วยกัน เฮงหลุนนี้จะเป็นผู้หญิงก็ไม่ใช่ จะเป็นผู้ชายชาติทหารก็ไม่ได้ เชื้อสัตว์เดรัจฉานจะนับถือว่าพี่น้องพวกพ้องนั้นไม่ควร ท่านทั้งหลายคอยดูปัญญาเราเถิด พูดแล้วก็ลาเตียวไก่กับพวกเหล่านั้นกลับมาที่อยู่

ฝ่ายเฮงหลุนนายใหญ่ครั้นเวลาสายก็จัดโต๊ะสุราเตรียมไว้พร้อมให้คนไปเชิญเตียวไก่กับพวกทั้งหกมา คนใช้ก็ไปแจ้งกับเตียวไก่ว่าเฮงหลุนให้เชิญท่านทั้งหลายไปกินโต๊ะที่ซำหนำจุยแจ แปลว่าเก๋งริมนํ้าทิศใต้ เตียวไก่ว่าเจ้าไปบอกกับเฮงหลุนผู้นายเถิดว่าสักครู่หนึ่งพวกเราจะพากันไป คนใช้ก็กลับมา เตียวไก่จึงถามโงวหยงซินแสว่า เราพากันไปกินโต๊ะเสพสุราวันนี้ท่านจะเห็นอย่างไร โงวหยงว่าท่านอย่าวิตกเลยคงได้เป็นนายใหญ่ว่าการงานต่อไป ลิมชองคงฆ่าเฮงหลุนเสียได้ ถ้าแม้นลิมชองเกรงกลัวประการใด ข้าพเจ้าพูดขึ้นสักสองคำลิมชองก็คงฆ่าเฮงหลุน และพวกเราซึ่งจะไปกินโต๊ะนั้นเอาอาวุธสั้นซ่อนไปในมือเสื้อ ถ้าเห็นข้าพเจ้ายกมือขึ้นลูบหนวด พวกเราก็จงขยับอาวุธจะได้ช่วยลิมชองให้ทันท่วงที เตียวไก่ได้ฟังก็ยินดี พอเฮงหลุนให้คนใช้มาตามอีก เตียวไก่กับพวกหกคนก็แต่งตัวเอากระบี่เข้าเหน็บไว้ในมือเสื้อชวนกันเดินมา

ฝ่ายเฮงหลุนให้คนใช้ไปตามเตียวไก่แล้ว ให้ซองบานคุมเกี้ยวมาเจ็ดคันคอยรับพวกเตียวไก่อยู่ตามทาง พอเตียวไก่มาถึงซองบานก็เชิญเตียวไก่กับพวกพ้องทั้งหกขึ้นเกี้ยวตรงไปถึงเก๋งริมนํ้า เฮงหลุน โตวเซียน ลิมชอง จูกุ้ยออกมาเชิญเตียวไก่กับโงวหยง กงซุนสิน เล่าตง อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดเข้าไปข้างในจัดที่ให้เตียวไก่กับพวกหกคนนั่งแถวหนึ่ง เฮงหลุนกับพวกพ้องห้าคนนั่งแถวหนึ่ง เชิญให้กินโต๊ะเสพสุราพร้อมกัน เฮงหลุนซักเตียวไก่พูดไปถึงเรื่องอื่นๆ เรื่องที่จะเข้ามาเป็นพวกพ้องนั้นไม่พูดถึงเลย โงวหยงได้ฟังแลดูลิมชอง ๆ ก็รู้ในทีแล้วคอยเขม้นดูแต่เฮงหลุนไม่วางตา ครั้นกินโต๊ะเสพสุราจนตะวันบ่าย เฮงหลุนทั้งคนใช้เอาหีบสี่ใบที่ใส่เงินออกมาวางอยู่ตรงหน้าเตียวไก่ เฮงหลุนเอามือจับป้านสุรารินใส่ถ้วยของเตียวไก่แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าขอบใจพวกท่านนักหนาที่จะมาเข้าเป็นพวกพ้อง แต่ตำบลนี้เล็กน้อยที่ไหนพวกท่านจะอยู่ได้ เปรียบเหมือนน้ำบ่อน้อยมังกรตัวใหญ่จะอาศัยได้หรือ เงินทองของข้าพเจ้านี้ให้ท่านเป็นเสบียงไปหาที่พักอาศัยให้แน่นหนากว้างใหญ่จึงจะควร ถ้าท่านหาที่อยู่ได้พวกข้าพเจ้าจะพากันไปเข้าสามิภักดิ์เป็นพวกพ้องของท่านต่อภายหลัง

เตียวไก่จึงพูดว่า เดิมข้าพเจ้าได้ข่าวเล่าลือว่าท่านเป็นตัวนายเที่ยวเกลี้ยกล่อมคนที่มีฝีมือเข้มแข็งเข้าเป็นพวกพ้อง ข้าพเจ้าแจ้งความจึงได้ชักชวนพี่น้องตั้งใจสามิภักดิ์ ถ้าท่านไม่ยอมให้อยู่ด้วยแล้วก็จะลาไป ซึ่งท่านให้เงินทองนั้นพระคุณนักหนา แต่พวกข้าพเจ้ามีติดตัวมาพอซื้ออาหารเลี้ยงกันได้เชิญท่านเก็บไว้ใช้สอยเถิด ข้าพเจ้าจะลาท่านไปก่อนแล้ว เฮงหลุนว่าท่านโกรธข้าพเจ้าว่าแกล้งผลักไสเสียหรือ ไม่เป็นอย่างนั้นดอก อยากจะได้พวกท่านไว้ แต่เห็นว่าที่ตำบลนี้คับแคบไม่แน่นหนา เงินทองเสบียงอาหารก็น้อย นานไปข้างหน้าจะพาท่านและพวกพ้องลำบากด้วยจึงไม่อาจรับไว้ ลิมชองได้ฟังก็โกรธร้องตวาดเฮงหลุนว่า เมื่อแรกเราเข้ามาก็พูดจาทำกิริยาดังนี้เหมือนกัน บัดนี้เตียวไก่พาพวกพ้องจะมาอยู่ด้วยก็พูดว่าแต่เช่นนั้นเหตุผลประการใดหรือ โงวหยงจึงพูดกับลิมชองว่าท่านครูอย่าขึ้งโกรธเลย พวกข้าพเจ้าไม่รู้จักขนบธรรมเนียมจึงมากวนใจ ท่านเฮงหลุนนายใหญ่นั้นใจคอก็ดีดอก จัดหาเงินทองให้พวกข้าพเจ้านักหนาใช่จะไล่เสียเมื่อไรเล่า ท่านอย่าวุ่นวายเลยพวกข้าพเจ้าจะลาไปก่อนแล้ว ลิมชองจึงตอบว่า เฮงหลุนคนนี้ปากพูดดีแต่ในใจเหมือนซ่อนกระบี่ไว้ คิดทำร้ายแก่ผู้ซึ่งมีฝีมือและสติปัญญา คนชนิดนี้ผู้ใดจะคบค้าได้ เราไม่ฟังแล้วคงจะได้เห็นกัน เฮงหลุนได้ฟังก็โกรธร้องตวาดลิมชองว่า เจ้าก็เมาสุราดอก เหตุไฉนมาว่าเราผู้เป็นใหญ่ให้ได้ความอับอายดังนี้ ลิมชองว่าตัวท่านเดิมก็เป็นแต่คนเรียนหนังสือบ้างเล็กน้อย มิใช่จะรู้ลึกซึ้ง สติปัญญาและฝีมือก็ไม่มี ใจคอโหดร้ายจะเป็นนายเขาอย่างไรได้ โงวหยงเห็นวิวาทวุ่นวายก็ทำเป็นพูดกับเตียวไก่ว่า เราพากันมาทำให้ท่านเฮงหลุนผู้นายใหญ่ทะเลาะวิวาทได้ความอับอาย เราชวนกันกลับไปเสียโดยเร็วเถิด พูดแล้วลุกขึ้นจะไป เฮงหลุนห้ามเตียวไก่กับพวกหกคนไว้ว่า ท่านจงกินโต๊ะเสพสุราให้สบายเสียก่อนจึงค่อยไป ลิมชองได้ฟังก็โกรธยิ่งนัก ก็เอาเท้าถีบโต๊ะล้มคว่ำแล้วชักกระบี่ออกมาด่าเฮงหลุนด้วยคำหยาบช้าต่างๆ บรรดาคนพวกนั้นก็ชวนกันยืนขึ้นทั้งสิ้น โงวหยงเห็นลิมชองชักกระบี่ออกจะฆ่าเฮงหลุนจริงแล้ว ก็เอามือลูบหนวดตามสัญญาให้เตียวไก่กับพวกพ้องเห็นพร้อมกัน เตียวไก่กับเล่าตงก็ตรงเข้าไปที่เฮงหลุน ห้ามว่าท่านอย่าวิวาทกันเลย โงวหยงทำเป็นห้ามลิมชอง กงซุนสินเข้ากั้นกลางทำเป็นห้ามว่า ท่านอย่าวุ่นวายกันเลย อวนเซียวยีห้ามโตวเซียน อวนเซียวเหงาก็ห้ามซองบาน อวนเซียวชิดเข้าห้ามจูกุ้ย คอยดูท่วงทีเหมือนกำกับพวกเฮงหลุนไว้ทุกคน ลิมชองตรงเข้าไปจับเสื้อเฮงหลุนแล้วด่าว่าคนอะไรเช่นนี้เสียแรงที่โตวเซียนชักจูงเข้ามากับชาจินอุปถัมภ์ให้เงินทองเป็นอันมากไม่รู้จักบุญคุณ ชาจินให้เรามาอยู่ด้วยก็ไม่ยอม ทำให้ได้ความลำบากเป็นอันมาก บัดนี้พวกของเตียวไก่มาก็หารับไม่ ซึ่งตำบลเขาเนียซัวเปาะนี้ของเจ้าหรือ เห็นเขามีฝีมือและสติปัญญาจะมาอยู่ด้วยก็ขับไล่เสีย ทำเช่นนี้จะเป็นนายใหญ่อย่างไรได้ จะเอาไว้ทำไมฆ่าเสียเถิด เฮงหลุนเห็นลิมชองถือกระบี่อยู่ก็ตกใจคิดจะหนีไป เตียวไก่กับเล่าตงเข้ากลางกั้นกำกับอยู่ ลิมชองเอากระบี่แกว่งถูกอกเฮงหลุนล้มลงตายในที่นั้น พวกที่ชอบพอรักใคร่กับเฮงหลุนจะเข้าช่วยก็ไม่ได้ ด้วยพวกเตียวไก่ยืนขยับกำกับอยู่ เตียวไก่กับพวกพ้องทั้งหกก็ชักกระบี่ออกถือทุกคน ลิมชองตัดศีรษะเฮงหลุนชูขึ้นให้เห็นทั่วกัน โตวเซียน ซองบาน จูกุ้ยตกใจคุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าสามคนนี้ยอมอยู่ในบังคับบัญชาตามแต่ท่านจะใช้สอยเถิด เตียวไก่เห็นดังนั้นก็ฉุดลุกขึ้น โงวหยงยกเก้าอี้ที่สำหรับเฮงหลุนนั่งมาเชิญให้ลิมชองนั่งแล้วร้องประกาศว่า ถ้าผู้ใดไม่ยอมยกลิมชองขึ้นเป็นใหญ่ก็จะฆ่าเสียเดี๋ยวนี้ ลิมชองได้ฟังก็ร้องห้ามโงวหยงว่า ท่านพูดดังนั้นไม่ควรซึ่งข้าพเจ้าฆ่าเฮงหลุนครั้งนี้ เพราะกตัญญูสัตย์ซื่อต่อพี่น้องทั้งปวง มิใช่อยากจะเป็นใหญ่เมื่อไร ด้วยเฮงหลุนใจไม่ดีมีแต่อิจฉาจึงได้ฆ่าเสีย ท่านจะมายกข้าพเจ้าขึ้นเป็นใหญ่คนทั้งหลายก็จะพากันหัวเราะได้ ข้าพเจ้ามีความอยู่ข้อหนึ่งจะพูดให้ฟัง แต่ไม่แจ้งว่าท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด เตียวไก่กับคนเหล่านั้นว่า ถ้าท่านครูจะว่ากล่าวประการใดข้าพเจ้าทั้งหลายก็เชื่อฟังทั้งสิ้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ