ยังมีชายผู้หนึ่งแซ่กอ ชื่อยี่เดิมเป็นบุตรเศรษฐีอยู่ในเมืองเปียนเหลียง ครั้นอยู่มาเศรษฐีบิดามารดากอยี่ตายญาติพี่น้องก็ไม่มี กอยี่ผู้นี้ได้เล่าเรียนวิชาความรู้ดีทุกอย่างแต่ฝีเท้าเตะตะกร้อนั้นไม่มีผู้ใดสู้ได้ ชาวเมืองเรียกกอยี่ว่ากอกิวเป็นคนคบเพื่อนมากเที่ยวประจบประแจงไป เห็นผู้คนเขาทำสิ่งใดก็เข้าช่วยทำได้ทุกอย่าง พอได้อาศัยเลี้ยงชีวิต แต่กอกิวนั้นไม่รู้จักว่าสัตย์ซื่อกตัญญูและผู้มีคุณประการใด จนชาวบ้านชาวเมืองออกระอาไม่มีผู้ใดให้อาศัย

ยังมีเศรษฐีคนหนึ่งแซ่เหง ชื่อมิได้ปรากฏ มีบุตรชายคนหนึ่งเที่ยวคบเพื่อนล้างผลาญเงินทองของบิดาเป็นอันมาก แล้วชักชวนเอากอกิวไปอยู่ด้วย เศรษฐีบิดาแจ้งว่าบุตรนั้นคบเพื่อนล้างผลาญเงินทองเสียมาก ก็ไปฟ้องต่อผู้รักษาเมืองไคฮงฮู้ ว่าบุตรของข้าพเจ้าไปคบเอากอกิวมาล้างผลาญเงินทองเสียเป็นอันมาก ผู้รักษาเมืองก็ไปจับเอาตัวบุตรเศรษฐีกับกอกิวมาเฆี่ยนยี่สิบที แล้วก็ให้บ่าวไพร่ขับไล่ออกจากเมืองไป กอกิวถูกเฆี่ยนและต้องขับไล่ได้รับความอัปยศหนักก็อุตส่าห์เดินไปเมืองลิมฮวยจิว เห็นมีโรงบ่อนแห่งหนึ่งเจ้าของโรงชื่อสิวซีก๋วน กอกิวเข้าไปอาศัยยอมตัวให้ใช้สอยอยู่ ลิวซีก๋วนเจ้าของโรงบ่อนนั้นก็ให้กอกิวอาศัยอยู่ด้วยเป็นอันดี

ฝ่ายพระเจ้าซ้องเตียดจงฮ่องเต้ ถึงปีก็บวงสรวงเทพยดา เห็นว่าบ้านเมืองมีความสุข จึงรับสั่งกับขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยว่า เดิมเราบวงสรวงเทพยดาไว้ บัดนี้บ้านเมืองก็มีความสบาย คนที่ต้องเวรจำอยู่ในเมืองหลวงและหัวเมืองทั้งหลายที่โทษเล็กน้อยไม่สำคัญก็ให้ปล่อยเสีย ขุนนางเจ้าพนักงานก็มีหนังสือรับสั่งไปถึงหัวเมืองทั้งปวงตามกระแสพระราชดำริ ให้ม้าใช้ถือแยกกันไปทุกๆ เมือง เจ้าเมืองทั้งหลายแจ้งความแล้วก็ทำตามหนังสือรับสั่งทุกประการ

ฝ่ายกอกิวนั้นอยู่กับลิวซีก๋วนได้สามปีแจ้งความว่าคนซึ่งต้องโทษบ้างเล็กน้อย โปรดปล่อยทุกๆ เมืองก็มีความยินดี จึงคิดว่า เดิมเรามีโทษ ต้องไล่ออกจากเขตแดนเมืองหลวง บัดนี้สิ้นโทษแล้ว จำเราจะเข้าไปเมืองหลวงเยี่ยมเพื่อนของเราดูให้รู้ว่าดีร้ายประการใด คิดแล้วกอกิวก็เข้าไปแจ้งแก่ลิวซีก๋วนว่า ข้าพเจ้าจะขอลาท่านกลับไปเมืองเปียนเหลียงเยี่ยมเยียนพวกพ้องเพื่อนฝูงจะอยู่ดีหรือประการใด ลิวซีก๋วนว่าเจ้าจะไปก็ดีแล้ว เราจะมีหนังสือไปถึงตังเจียงสือเพื่อนของเราตั้งโรงขายเครื่องยาอยู่ริมสะพานกิมเลียงเกี๋ยในเมืองหลวง เจ้าจงเอาหนังสือไปให้แล้วจะได้สำนักอาศัยอยู่กับเขา กอกิวก็ยินดี ลิวซีก๋วนจึงเขียนหนังสือมาส่งให้ กอกิวรับหนังสือคำนับลาตรงมายังตังเกียเมืองหลวง ครั้นไปถึงโรงขายเครื่องยาริมสะพานกิมเลียงเกี๋ยก็เอาหนังสือไปส่งให้ตังเจียงสือรับหนังสือฉีกผนึกออกอ่านมีความว่า หนังสือลิวซีก๋วนพวกพ้องมีมาให้ช่วยอุปถัมภ์กอกิวด้วย ตังเจียงสือจึงคิดว่ากอกิวนี้เป็นคนไม่มีกตัญญูจะอยู่กับเราเห็นจะไม่ได้ นานไปก็จะพาบุตรหลานเราเชือนแชเสียไป ครั้นจะไม่รับกอกิวไว้ก็เกรงใจลิวซีก๋วนจำจะต้องรับไว้แล้วจึงค่อยผ่อนผันต่อไป คิดแล้วก็เชิญกอกิวเข้าไปข้างใน จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันแล้ว กอกิวอยู่กับตังเจียงสือได้สิบวัน ตังเจียงสือก็คิดอุบายหยิบเอาเสื้อกางเกงใหม่ออกมาให้กอกิว แล้วพูดว่า เราก็หากินเล็กน้อยพอเลี้ยงบุตรภรรยา ซึ่งท่านจะมาอยู่กับเรานั้นไม่มีผลประโยชน์สิ่งใดเลย และตัวท่านก็ประกอบไปด้วยสติปัญญาและฝีมือควรจะทำราชการให้มีชื่อเสียงปรากฏไว้ในแผ่นดิน เรามีพวกพ้องเป็นขุนนางอยู่คนหนึ่ง จะเขียนหนังสือไปฝากฝังเจ้าไว้จะได้ทำราชการนานไปข้างหน้าชื่อเสียงจะได้ปรากฏกับเขาบ้าง เจ้าจะเห็นประการใด กอกิวได้ฟังก็ดีใจจึงว่าท่านสงเคราะห์ข้าพเจ้าดังนั้นแล้ว ถ้าข้าพเจ้าได้ดีมิได้ลืมพระคุณเลย ตังเจียงสือก็ส่งเสื้อกางเกงกับหนังสือให้กอกิวแล้วจัดคนใช้ไปส่ง กอกิวรับหนังสือ เสื้อกางเกง คำนับลาไปกับคนใช้ของตังเจียงสือ ครั้นถึงบ้านหักสือขุนนางฝ่ายบุ๋น คนใช้ก็พากอกิวเข้าไปคำนับ ส่งหนังสือให้หักสือแล้วคนใช้ก็กลับไป หักสือขุนนางฝ่ายบุ๋นรับหนังสือฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความว่าหนังสือของตังเจียงสือ มีมาฝากฝังให้ช่วยทำนุบำรุงกอกิว หักสือจึงคิดว่า กอกิวคนนี้ไม่มีหลักแหล่งเป็นแต่เที่ยวประจบประแจงพอได้เลี้ยงชีวิตเท่านั้น ซึ่งเราจะเลี้ยงทำนุบำรุงไว้ก็เห็นไม่มีประโยชน์สิ่งใดเลย ครั้นจะไม่รับไว้ก็คิดถึงตังเจียงสือด้วยเป็นคนรักใคร่ชอบอัชฌาสัยกันมาแต่ก่อน จะต้องรับไว้แล้วจึงค่อยผ่อนผันต่อไป คิดแล้วก็เรียกกอกิวเข้าไปข้างในจัดที่ให้พักอยู่พอสมควร ครั้นรุ่งขึ้นเช้าหักสือสั่งให้บ่าวไพร่หาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงกอกิวกินแล้ว หักสือจึงพูดกับกอกิวว่าเจ้าจะมาอยู่กับเรานี้ก็ไม่มีราชการสิ่งใด เรามีเพื่อนขุนนางอยู่คนหนึ่งพอจะพูดจาฝากฝังกันได้ เราจะมีหนังสือให้ถือไปถึงเฮงจินเค่งฮู่ม้า เป็นน้องเขยของพระเจ้าซ้องเตียดจงฮ่องเต้ คงจะชุบเลี้ยงให้เจ้ามียศศักดิ์สืบไป กอกิวก็ดีใจ หักสือเขียนหนังสือส่งให้กอกิวแล้วสั่งบ่าวว่าให้นำกอกิวไปหาเฮงจินเค่ง กอกิวรับหนังสือคำนับลาออกเดินไปกับคนใช้ของหักสือ ครั้นถึงบ้างเฮงจินเค่งก็นำกอกิวเข้าไปเอาหนังสือส่งให้เฮงจินเค่งคนใช้ของหักสือก็กลับมา เฮงจินเค่งรับหนังสือคลี่ออกอ่าจแจ้งความแล้วพิจารณาดูลักษณะกอกิวก็รักใคร่ เรียกกอกิวเข้าไปข้างใน สั่งบ่าวไพร่จัดที่ให้กอกิวอยู่ตามสมควร กอกิวก็ประจบประแจงให้เฮงจินเค่งใช้สอยอยู่ทุกเวลามิได้ขาด เฮงจินเค่งก็มีความเมตตารักใคร่กอกิวมากขึ้น

ครั้นถึงวันแซยิดก็จัดการทำบุญให้ทาน ขุนนางข้าราชการก็มาช่วย เฮงจินเค่งจัดการพร้อมแล้วก็ให้ขุนนางไปเชิญตวนอ๋องมากินโต๊ะ ตวนอ๋องนั้นเป็นราชบุตรที่สิบเอ็ดของพระเจ้าซ้องซินจงฮ่องเต้ และเป็นพระอนุชาของพระเจ้าซ้องเตียดจงฮ่องเต้ ตวนอ๋องนี้เป็นนักเลงรู้การเล่นทุกอย่าง ครั้นขุนนางไปเชิญตวนอ๋องก็มาที่บ้างเฮงจินเค่ง ๆ ออกไปรับเชิญเข้ามาพูดจาสนทนากันข้างในให้ยกโต๊ะและสุรามาเลี้ยงขุนนางที่มาช่วยการ ตวนอ๋องกับเฮงจินเค่งนั้นก็กินโต๊ะเสพสุราอยู่ด้วยกัน ครั้นกินโต๊ะแล้ว ตวนอ๋องเข้าไปในห้องหนังสือของเฮงจินเค่งเห็นสิงโตแกะด้วยหยกคู่หนึ่งสำหรับทับกระดาษเขียนหนังสืองดงามดีก็หยิบสิงโตขึ้นมาดูแล้วถามเฮงจินเค่งว่า สิงโตหยกนี้ช่างที่ไหนทำจึงได้งดงามหนักหนา เฮงจินเค่งได้ฟังก็คิดว่าตวนอ๋องอยากได้ จึงว่าสิงโตหยกนี้ของทำมาแต่โบราณ ยังมีของคู่กันอีกสิ่งหนึ่งเป็นหยกสำหรับพาดพู่กันงดงามดี ผู้ที่แกะสิงโตกับหยกพาดพู่กันนี้เป็นฝีมือเดียวกัน ถ้าท่านจะต้องประสงค์แล้ว เวลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะใช้คนเอาไปให้ที่วังท่าน ตวนอ๋องได้ฟังก็ยินดีพูดจากันแล้วตวนอ๋องกลับมาวัง ครั้นรุ่งเช้าเฮงจินเค่งก็เอาสิงโตหยกกับหยกพาดพู่กันมาใส่หีบลายทองเอาแพรมาห่อหุ้มดีแล้วก็ใช้กอกิวเอาไปให้ตวนอ๋อง กอกิวรับหีบใส่สิ่งของคำนับลาตรงมาถึง เห็นตวนอ๋องเตะตะกร้ออยู่ กอกิวก็เข้าไปยืนแอบดูอยู่ข้างหนึ่ง ตะกร้อนี้ก็จำเพาะตรงมาข้างกอกิวๆ ก็ทำท่าทางแล้วเตะตะกร้อไปตะกร้อก็ตรงไปหาตวนอ๋อง ๆ เห็นกอกิวเตะตะกร้อดีจึงถามว่าเจ้านี่มาแต่ข้างไหน กอกิวบอกว่าเฮงจินเค่งใช้ข้าพเจ้าเอาหยกสิงโตกับหยกพาดพู่กันมาให้ท่าน กอกิวส่งหีบลายทองให้ ตวนอ๋องก็รับไปส่งให้คนใช้เอาไปเก็บไว้แล้ว ตวนอ๋องถามว่าเจ้านี้ชื่อไร จึงได้เตะตะกร้อดี กอกิวบอกว่าข้าพเจ้าแซ่กอ ชื่อกิว แต่ก่อนก็ได้ฝึกหัดเล่นตะกร้ออยู่บ้าง ตวนอ๋องว่ามาเตะด้วยกัน เราขอชมดูสักหน่อย กอกิวว่าข้าพเจ้าไม่ควรเตะตะกร้อกับท่าน ตวนอ๋องว่าเราไม่ถือดอกมาเล่นด้วยกันเถิด กอกิวก็เข้าเตะตะกร้อด้วยตวนอ๋อง กอกิวนั้นชำนาญในการเตะตะกร้อไม่มีผู้เสมอ ยักย้ายเป็นกระบวนเตะต่างๆ ตวนอ๋องกับคนทั้งปวงเห็นก็พากันสรรเสริญว่า กอกิวเตะตะกร้อดีไม่มีผู้ใดสู้ได้ ตวนอ๋องชอบใจ เรียกกอกิวเข้าไปในบ้านให้นั่งที่สมควรแล้วพูดจาเกลี้ยกล่อมไว้ไม่ให้กลับไป กอกิวก็อยู่กับตวนอ๋องคืนหนึ่ง

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า ตวนอ๋องก็ให้คนใช้ไปเชิญเฮงจินเค่งมาจัดโต๊ะและสุราเลี้ยง เฮงจินเค่งกินเสร็จแล้วตวนอ๋องจึงพูดว่า กอกิวที่ท่านใช้ให้เอาของมาให้เรานั้น เรามีจิตรักใคร่อยากจะได้ไว้ใช้สอย จึงได้เชิญท่านมา เฮงจินเค่งตอบว่า ซึ่งท่านมีความเมตตาจะชุบเลี้ยงกอกิวนั้นข้าพเจ้ามีความยินดีนัก เฮงจินเค่งก็ให้กอกิวอยู่กับตวนอ๋อง เฮงจินเค่งก็ลากลับมา ตวนอ๋องนั้นมีใจรักใคร่ จะไปไหนก็เรียกเอากอกิวไปด้วย ถึงเวลาชวนกันมาเตะตะกร้ออยู่ทุกเวลามิได้ขาด

ฝ่ายพระเจ้าซ้องเตียดจงฮ่องเต้ครองราชสมบัติสืบมาหามีพระราชบุตรไม่ ทรงประชวรลงโรคกำเริบมากขึ้นก็เสด็จสู่สวรรคต พระราชวงศานุวงศ์กับขุนนางทั้งปวงประชุมพร้อมกันจัดหีบมาใส่พระศพแล้วก็ทำการฝังไว้ตามอย่างธรรมเนียมศพพระมหากษัตริย์เสร็จแล้วขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงปรึกษาเห็นพร้อมกันก็ยกตวนอ๋องขึ้นครองราชสมบัติทรงพระนาม พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ (พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้นั้นคือเง็กเช็งกาจูมุ้ยเปียวเตากุนเซียนจุติมาเกิด) ครั้นพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ได้ครองราชสมบัติแล้วก็ไม่มีเหตุการณ์สิ่งใด

อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้จึงตรัสกับกอกิวว่า จะตั้งแต่งให้เจ้าเป็นขุนนางความชอบสิ่งใดก็ยังไม่มี จะให้จดชื่อเจ้าไว้ในบัญชีก่อน ถ้ามีความชอบสิ่งไรจึ่งจะตั้งแต่งให้ ตรัสแล้วเสด็จเข้าข้างใน กอกิวก็กลับไปที่อยู่ของตัว ถ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้เสด็จไปไหนกอกิวเป็นคนรักษาพระองค์ตามเสด็จไปทุกครั้ง ครั้นอยู่มาประมาณครึ่งปีพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้จึงรับสั่งตั้งให้กอกิวเป็นที่เตียนสวยฮูไทอวยขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร ได้ว่ากล่าวบังคับบัญชาขุนนางนายทหารเป็นอันมาก

ครั้นถึงวันดี กอกิวซึ่งเป็นที่กอไทอวยก็เข้าในพระราชวัง ไปยังตำแหน่งที่ของตัว ตรวจตราขุนนางนายทหารและทหารเลว ซึ่งตัวได้บังคับบัญชานั้นทุกเวลามิได้ขาด เวลาวันหนึ่ง เงเจียง โต๊วกุน กำกุน เบเบี้ย โป๊ยเบีย ขุนนางในตำแหน่งก็พากันมาคำนับ กอไทอวยตรวจดูบัญชีเห็นขาดอยู่ชื่อหนึ่งซึ่งเป็นครูฝึกหัดทหารแปดสิบหมื่นนั้นไม่เห็นมา จึงถามขุนนางเหล่านั้นว่า เฮงจินครูทหารทำไมจึงไม่มา ขุนนางเหล่านั้นแจ้งว่า เมื่อวันก่อนเฮงจินมาบอกว่าป่วยไข้จึงไม่ได้มา กอไทอวยได้ฟังเช่นนั้นก็โกรธพูดว่า เหตุไฉนจึงไม่มาให้ตรวจตราถือดีอย่างไร แกล้งมาบอกป่วยเราหาเชื่อไม่ให้ทหารไปเอาตัวเฮงจินมา ทหารก็คำนับลารีบไปบ้านเฮงจิน

ฝ่ายเฮงจินครูทหารบุตรภรรยาไม่มี มีแต่มารดาอายุได้หกสิบปีเศษ เฮงจินนั้นป่วยอยู่ที่บ้าน พอทหารคนใช้ของกอกิวไปแจ้งความว่า ที่ไทอวยนั้นพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ตั้งให้กอกิวเป็นขึ้นใหม่แล้ว วันนี้ไทอวยไปตรวจตราบัญชี ขุนนางในตำแหน่งที่ไทอวยก็พากันไปพร้อมอยู่ที่สนามทุกคนเว้นแต่ท่านไม่ได้ไป ไทอวยตรวจไปถึงชื่อท่านเรียกหาตัวไม่ได้ ขุนนางทั้งหลายบอกว่าท่านป่วยมาไม่ได้ ไทอวยโกรธนักให้ข้าพเจ้ามาเอาตัวไป เชิญท่านไปหาเสียสักหน่อยเถิดถ้าไม่ไปข้าพเจ้าก็จะมีความผิด

เฮงจินได้ฟังก็อุตส่าห์เดินมาถึงบ้านกอไทอวย คุกเข่าคำนับแล้วก็ยืนอยู่ กอไทอวยจึงถามว่า เจ้านี้ชื่อเฮงจิน เป็นครูทหารหรือเป็นบุตรผู้ใด เฮงจินบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นบุตรเฮงเซง บิดาข้าพเจ้าเป็นครูทหาร เดี๋ยวนี้บิดาถึงแก่กรรมเสียแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้รับที่ต่อมา กอไทอวยแจ้งว่า เป็นบุตรเฮงเซง ก็นึกได้ว่าเฮงเซงคนนี้ เดิมได้ตีเอาเรา ๆ มีความแค้นเคืองอยู่ ครั้งนี้จะทำแก่เฮงจินผู้บุตรแก้แค้นแทนเฮงเซงที่ได้กระทำแก่เราให้ได้ จึงพูดว่าบิดาของตัวเดิมเป็นคนขายเครื่องยาอยู่แต่ก่อน เข้ามารับเป็นครูฝึกหัดเพลงอาวุธจะมีสติปัญญาสักเพียงใด ผู้ซึ่งนำเข้ามาถวายนั้นไม่พิจารณาดูให้ละเอียด จึงได้เอาคนเช่นนี้มาแต่งตั้งให้เป็นครูฝึกหัดทหารไม่ควรเลย ตัวเจ้าถือดีอย่างไรวันนี้จึงไม่มาให้เราตรวจตรา แกล้งบอกป่วยเสียนั้นมีโทษผิดมากสั่งให้ทหารจับตัวเฮงจินเฆี่ยนเสีย

เฮงจินได้ฟังก็ตกใจตะลึงนิ่งอยู่ พวกนายทหารที่เฮงจินได้ฝึกหัดสั่งสอนนั้น ก็อ้อนวอนกอไทอวยว่า ท่านอย่าเพิ่งเฆี่ยนตีเฮงจินครูข้าพเจ้าเลย ด้วยเป็นวันแรกออกตรวจตรา ถ้าเฆี่ยนตีกันเข้าแล้วก็จะเสียฤกษ์ไป กอไทอวยจึงว่า ถ้าดังนั้นวันนี้เราจะอดโทษไว้เวลาอื่นจึงจะชำระใหม่

เฮงจินได้ฟังก็ดีใจ เงยหน้าดูกอไทอวยก็จำได้จึงคิดว่า กอกิวนี้เป็นคนประจบประแจงอาศัยเขาอยู่กิน วันหนึ่งไปลองฝีมือกับบิดาเรา ๆ ก็ตีเอากอกิวเจ็บปวดอยู่นาน บัดนี้กอกิวมาเป็นขุนนางนายทหารใหญ่ได้ว่ากล่าวเราด้วย กอกิวจะแก้แค้นแทนบิดาเราเป็นแน่ คิดแล้วก็ลากลับบ้านแจ้งความให้มารดาฟังทุกประการแล้วก็ร้องไห้ มารดาว่าเขาอาฆาตมาดร้ายอยู่ดังนี้จะต้องหลบหลีกไปให้พ้นภัยก่อน เฮงจินตอบว่า มารดาพูดก็ควรแล้วแต่จะไปอยู่แห่งใดที่จะสำนักอาศัยก็ไม่มีจึงรำลึกได้ว่า เก็งเลียดเซียงก๋งอยู่ที่เมืองเอียนอันฮู้ ทหารของเก็งเลียดเซียงก๋งนั้นก็มาฝึกหัดเพลงอาวุธกับเรามิได้ขาด จำจะหนีไปอยู่กับเก็งเลียดเซียงก๋ง ณ เมืองเอียนอันฮู้มารดาจะเห็นเป็นประการใด มารดาก็เห็นชอบ จึงเก็บรวบรวมของพอสมควรแล้วก็คิดจะหนีไปในเวลากลางคืนวันนั้น

ฝ่ายกอไทอวยครั้นเฮงจินกลับไปแล้ว ก็ให้เตี้ยซา ลีสี ทหารคนใช้คอยตามไประวังสอดแนมอยู่ที่บ้านเฮงจิน กลัวว่าเฮงจินจะหลบหลีกไปเสีย พรุ่งนี้จะเอาตัวมาชำระไม่ได้ ทหารทั้งสองนายก็ตามมาคอยระวังดูอยู่ที่ริมประตูบ้านเฮงจิน

ฝ่ายมารดาเฮงจินเห็นจึงพูดกับเฮงจินผู้บุตรว่า มีทหารมาเฝ้าอยู่ดังนี้ทำไมจึงจะหนีออกจากบ้านไปได้ เฮงจินว่ามารดาอย่าตกใจข้าพเจ้าจะคิดแเก้ไขเอง ครั้นเวลาเย็น เฮงจินก็เรียกเตี้ยซาทหารที่กอไทอวยใช้มาระวังอยู่นั้นเข้าไปข้างในแล้วพูดว่า เรามีธุระอยู่สิ่งหนึ่งอยากจะใคร่พบเจ้าปรารถนาจะให้ช่วยสงเคราะห์ด้วย เดิมเราบนเจ้าตังงักเปียวที่ศาลประตูทิศตะวันออกไว้ บัดนี้เราค่อยคลายหายป่วยขึ้นจะไปแก้สินบน เจ้าจงไปบอกเฮียก๋งว่า เวลาพรุ่งนี้แต่เช้าเราจะไปไหว้เจ้า ให้เฮียก๋งเปิดประตูศาลเจ้าแต่เช้า แล้วเจ้าจงคอยเราอยู่ที่ศาลเจ้านั้นเถิด พรุ่งนี้เช้าจึงพบกัน เตี้ยซาได้ฟังก็จนใจ ครั้นจะไม่ไปก็ไม่ได้ด้วยเฮงจินเป็นครูฝึกหัดมาก่อน ก็คำนับลาไปคอยท่าอยู่ที่ศาลเจ้าประตูเมืองทิศตะวันออกตามคำสั่ง แล้วเฮงจินก็เรียกลีสีทหารอีกคนหนึ่งเข้าไปบอกว่า เดิมเราได้บนเจ้าไว้ เจ้าจงเอาเงินไปซื้อศีรษะสุกรและเป็ดไก่ จัดแจงให้สำเร็จแล้วเอาไปคอยท่าเราที่ศาลเจ้าตังงักเปียว ข้างประตูเมืองทิศตะวันออก เราจะไปไหว้เจ้าแก้สินบนแต่เช้า อย่าให้ทันชาวบ้านรู้ พูดแล้วก็ส่งเงินให้ ลีสีรับเงินคำนับลาไปจัดไว้คอยท่าตามสั่งทุกประการ เฮงจินล่อลวงทหารสองนายให้ไปเสียจากประตูบ้านได้สมคิดแล้วก็รวบรวมทรัพย์สิ่งของแล้วจัดม้ามาเตรียมไว้ พอเวลาค่ำดึกประมาณสามยามเศษ ก็เอาทรัพย์สิ่งของเงินทองผูกเข้ากับคอม้าแล้วให้มารดาขึ้นหลังม้า เฮงจินก็เดินตามหลังม้าพามารดาหนีออกจากบ้านมาทางประตูเมืองข้างทิศตะวันตกไปเมืองเอียนอันฮู้

ฝ่ายเตี้ยซา ลีสี ทหารสองนาย จัดสิ่งของไปคอยท่าเฮงจินอยู่ที่ศาลเจ้าแต่เวลาเย็นจนรุ่งเช้าก็ไม่เห็นเฮงจินมา เตี้ยซาสั่งให้ลีสีเฝ้าของไว้ เตี้ยซาก็ตรงมาที่บ้านไม่พบเฮงจิน มารดาเฮงจินก็หายไป เตี้ยซาสำคัญว่าไปข้างไหน ก็นั่งคอยท่าอยู่จนเวลาเย็น ลีสีไม่เห็นเตี้ยซากลับมาก็ทิ้งสิ่งของเสีย ตามมาพบเตี้ยซานั่งคอยอยู่ จึงถามเตี้ยซาว่าเฮงจินไปข้างไหน เตี้ยซาบอกว่าไม่รู้เลย มารดาของเฮงจินก็หายไปด้วยกัน ทหารสองนายนั่งคอยจนเวลาค่ำ ก็ไม่เห็นเฮงจินกับมารดากลับมา ไปเที่ยวถามตามบรรดาพวกพ้องของเฮงจิน ก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าไปข้างไหน เตี้ยซา ลีสี ก็ตกใจกลัวกอไทอวยจะทำโทษ คิดจะหนีไปก็มีความอาลัยถึงบุตรภรรยาญาติพี่น้องยิ่งนัก ก็ต้องกลับไปแจ้งความกับกอไทอวยว่า เฮงจินกับมารดาอพยพหนีไป ข้าพเจ้าเที่ยวติดตามอยู่วันหนึ่งก็ไม่พบหารู้ว่าจะไปแห่งใดไม่ กอไทอวยได้ฟังก็โกรธ จึงพูดว่าเฮงจินพามารดาหนีไปเราจะจับเอาตัวมาให้ได้ กอไทอวยก็เขียนหนังสือไปถึงหัวเมืองทั้งปวงว่า ถ้าพบปะเฮงจินกับมารดาเฮงจินให้จับตัวส่งเข้ามาเมืองหลวง เขียนหนังสือแล้วก็ให้ทหารถือแยกย้ายกันไปทุกๆ เมือง

ฝ่ายเฮงจินกับมารดาหนีพ้นจากตังเกียเมืองหลวงไปได้เดือนเศษ เฮงจินจึงพูดกับมารดาว่า เราออกจากบ้านมาก็นานแล้ว ถึงผู้ใดไล่ตามมาจับก็คงไม่พบ เราอย่ารีบเร่งเดินนักเลย

มารดาได้ฟังก็ยินดีและว่า เจ้าเห็นจะพ้นภัยแล้วก็ตามใจเถิด เวลาวันนั้นถึงที่สำนักก็ไม่ได้หยุด เดินเลยไปจนมืดคํ่าเห็นมีไฟสว่างอยู่ข้างหน้าก็พามารดาตรงเข้าไปเห็นบ้านเรือนเป็นแถวกัน เฮงจินตรงเข้าไปที่บ้านนั้นร้องถามเจ้าของบ้านว่า ข้าพเจ้าเดินเลยสำนักมาแล้วจะเดินต่อไปก็มืดค่ำ ข้าพเจ้าจะขออาศัยท่านสักคืนหนึ่ง เงินทองจะคิดให้พอเวลาเช้าก็จะลาท่านไป ผู้เฒ่าเจ้าของบ้านร้องบอกมาว่า จะอาศัยสักคืนหนึ่งก็ได้ จงเข้ามาเถิด เฮงจินจูงม้าเข้าไปผูกไว้ในบ้านเก็บข้าวของไว้ดีแล้ว ก็พามารดาเข้าไปคำนับผู้เฒ่า ๆ จึงถามว่าท่านพากันมาแต่ไหน แซ่ไร ชื่อใด เฮงจินแกล้งบอกว่าข้าพเจ้าแซ่เตี้ย ไปค้าขายอยู่ที่เมืองหลวงขาดทุน ไม่มีกำไร บัดนี้ข้าพเจ้ากับมารดาจะไปหาพี่น้องที่เมืองเอียนอันฮู้ เดินมาถึงนี่ก็มืดค่ำ จึงได้มาอาศัยท่าน ผู้เฒ่าว่าไม่เป็นไร สั่งบ่าวไพร่ให้จัดห้องให้นอน แล้วให้เอาม้าไปผูกไว้หลังบ้านคนใช้ก็จัดห้องให้เฮงจินกับมารดาหลับนอน แล้วก็เอาม้าไปผูกไว้ตามสั่ง มารดาเฮงจินเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย โรคเก่าที่เคยเป็นกำเริบขึ้นก็นอนคราง ครั้นรุ่งเช้าผู้เฒ่าเจ้าของบ้านเดินมาที่ห้อง ได้ยินเสียงคนนอนครางแต่ยังหลับอยู่ จึงปลุกให้ลุกขึ้นเปิดประตู เฮงจินตื่นออกมาผู้เฒ่าถามว่าเจ้าหรือนอนคราง เฮงจินบอกว่ามารดาข้าพเจ้าเดินทางมาเหนื่อย โรคเก่ากำเริบจึงได้นอนคราง ผู้เฒ่าเจ้าของบ้านว่า มารดาเจ้าป่วยอยู่ก็อย่าเพิ่งไปเลย หมอของเราที่นี่มีจะให้รักษาโรคหายแล้วจึงค่อยไปเถิด เฮงจินได้ฟังก็ยินดี พักอยู่ที่นั่นสี่ห้าวันรักษามารดาหายเป็นปกติแล้ว เฮงจินเดินไปที่หลังบ้านดูม้า เห็นหญ้าฟางมีกินบริบูรณ์อยู่ก็เดินกลับมาเห็นชายผู้หนึ่งอายุประมาณสิบแปดปีรำเพลงอาวุธอยู่ เฮงจินยืนดูแต่ไม่รู้ว่าผู้ใด เฮงจินจึงพูดว่า เพลงอาวุธท่านฝึกหัดมาก็ดีอยู่ แต่ยังสู้คนมีฝีมือเข้มแข็งไม่ได้ ถ้าข้าพเจ้าสั่งสอนแนะนำให้อีกก็คงจะดีขึ้นกว่านี้ ซือจินบุตรเจ้าของบ้านได้ฟังก็โกรธ จึงพูดว่าท่านนี้มาติเตียนเรา ตัวท่านจะมีฝีมือดีอย่างไร จงมาลองเพลงอาวุธกับเราดูเล่นสักหน่อย พูดแล้วก็ตรงเข้ามาจะเอากระบองตีเฮงจิน พอผู้เฒ่าบิดาเห็นก็ร้องห้ามว่าทำอะไรเช่นนั้น ซือจินผู้บุตรบอกว่าเฮงจินมาติเตียนข้าพเจ้าว่าไม่ดี ข้าพเจ้าอยากจะทดลองฝีมือ ผู้เฒ่าบิดาจึงถามเฮงจินว่า เจ้ารู้เพลงอาวุธอยู่หรือ เฮงจินบอกว่าข้าพเจ้ารู้อยู่บ้าง ผู้เฒ่านั้นจึงพูดกับบุตรว่า เจ้าเอาท่านผู้นี้เป็นครูเถิด ซือจินตอบว่าถ้าฝีมือเข้มแข็งกว่าข้าพเจ้าจึงจะเอาเป็นครู มาลองฝีมือกันก่อน ซือจินถือกระบองตรงเข้ามา เฮงจินเกรงผู้เฒ่าบิดาไม่อาจทดลอง ผู้เฒ่าพูดว่าเจ้าอย่าเกรงใจเลยจงทดลองกับดูเถิด ซือจินก็ตรงเข้ามาเอากระบองตี เฮงจินจับกระบองกระชากหลุดจากมือ ตัวซือจินเซไปจะล้มลง เฮงจินก็เข้าประคองไว้ ผู้เฒ่าบิดาเห็นก็ยินดีจึงเรียกซือจินบุตรมาคำนับยอมเอาเฮงจินเป็นครู ผู้เฒ่าจึงถามเฮงจินว่า เจ้าฝึกหัดเพลงอาวุธมาแต่ไหน จึงได้มีฝีมือเข้มแข็งนัก เฮงจินจึงบอกว้าข้าพเจ้าชื่อเฮงจิน เป็นครูทหารแปดสิบหมื่นในเมืองหลวง กอไทอวยคนใหม่มีใจเจ็บแค้นบิดาข้าพเจ้า จะเอาตัวข้าพเจ้าไปทำโทษจึงได้พามารดาหนีมาพบท่านและท่านได้มีพระคุณแก่เราเป็นที่สุด ข้าพเจ้าจะฝึกหัดให้บุตรท่านทดแทนคุณซึ่งมีแก่ข้าพเจ้ามาก ผู้เฒ่าได้ฟังว่าเป็นครูทหารหลวงก็ยินดีนัก พูดว่าตัวข้าพเจ้าชื่อซือไทก๋ง มาตั้งอยู่ที่ตำบลซือเกชึงช้านานแล้ว ที่ตำบลซือเกชึงตำบลนี้ขึ้นกับเมืองฮัวอิมกุ้ยเขาตรงนี้ไปชื่อเขาเซียวฮัวซัว ในตำบลนี้มีบ้านอยู่ห้าร้อยเศษ บุตรข้าพเจ้านี้อยากจะฝึกหัดแต่เพลงอาวุธ มารดาห้ามก็ไม่ฟังจนมารดาตรอมใจตาย ข้าพเจ้าก็ต้องตามใจให้ฝึกหัด ครั้งนี้มาพบท่านดีแล้ว ท่านจงช่วยฝึกหัดให้บุตรข้าพเจ้าเถิด ข้าพเจ้าจะทดแทนคุณท่าน เฮงจินว่าข้อนั้นไม่เป็นไรอย่าได้วิตกเลย ซือไทก๋งก็ดีใจสั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงเฮงจินกับมารดา แล้วเฮงจินก็ฝึกหัดเพลงอาวุธต่างๆ ให้ซือจินบุตรซือไทก๋งทุกเวลามิได้ขาด

ฝ่ายผู้รักษาเมืองฮัวอิมกุ้ย แจ้งว่าซือไทก๋งเป็นคนสัตย์ซื่อ ใจก็โอบอ้อมอารี จึงตั้งให้ซือไทก๋งเป็นที่นายอำเภอผู้ใหญ่บ้านที่ตำบลซือเกชึง ตั้งแต่นั้นมาราษฎรที่ตำบลซือเกชึงก็ทำมาหากินเป็นปกติ เฮงจินฝึกหัดเพลงอาวุธให้ซือจินครึ่งปี ซือจินชำนิชำนาญในการเพลงอาวุธต่างๆ แล้วเฮงจินจึงพูดกับซือจินว่า เราฝึกหัดสั่งสอนก็ชำนิชำนาญดีแล้ว เราจะลาเจ้าไปหาเก็งเลียดเซียงก๋งที่เมืองเอียนอันฮู้ก่อน ซือจินศิษย์จึงว่าท่านจงอยู่กับข้าพเจ้าก่อนเถิด ไว้ให้นานๆ จึงค่อยไป เฮงจินว่าไม่ได้ ถ้ารู้ไปถึงกอไทอวยก็จะพาท่านลำบากด้วย ซือจินจึงไปแจ้งกับบิดาว่า เฮงจินครูข้าพเจ้าจะไปเสียแล้ว ซือไทก๋งมาว่ากล่าวเฮงจินก็ไม่ฟัง ซือไทก๋งจึงเอาเงินมาให้เฮงจินร้อยตำลึงเป็นรางวัล เฮงจินไม่รับเงิน ซือไทก๋งพูดว่า ท่านมาสั่งสอนบุตรข้าพเจ้าจนชำนิชำนาญ ไม่มีสิ่งใดทดแทนสนองคุณท่าน จงเอาเงินนี้ไปซื้อกินตามทางเถิด ท่านจะไปทางยังไกลนัก เฮงจินเสียไม่ได้ก็รับเงินคำนับลา ซือไทก๋งก็ให้บ่าวตามไปส่งจนพ้นเขตแดนแล้ว เฮงจินกับมารดาก็เดินตรงไปหาเก็งเลียดเซียงก๋ง ณ เมืองเอียนอันฮู้

ฝ่ายซือจินนั้น ครั้นเฮงจินครูไปแล้วก็ซักซ้อมเพลงอาวุธต่างๆ อยู่ที่บ้านจนชำนิชำนาญคล่องแคล่วดี ครั้นอยู่นานมาซือไทก๋งบิดาป่วยหนักลง ซือจินหาหมอมารักษาโรคก็ไม่คลายหายขึ้น กลับทรุดหนักลงไปอีก ซือไทก๋งก็ถึงแก่ความตาย ซือจินจัดหีบมาใส่ศพทำกงเต๊กเซ่นไหว้แล้วก็เอาศพบิดาไปฝังตามยศศักดิ์นายอำเภอผู้ใหญ่บ้าน ตั้งแต่นั้นมาซือจินมิได้คาดคิดจะค้าขาย คิดแต่จะชักชวนพวกพ้องมาซักซ้อมฝีมืออยู่เป็นนิจ มาวันหนึ่งถึงฤดูร้อน ซือจินนั่งอยู่ในบ้านไม่สบายก็ยกเอาเก้าอี้ออกไปนั่งอยู่ที่ชายป่าหน้าบ้าน ลมพัดเย็นๆ ซือจินเห็นเหมือนกับคนแอบต้นไม้ก็ร้องตวาดว่าผู้ใด แล้วเดินไปดูเห็นลีกิดแอบอยู่ก็จำได้ว่า ลีกิดเป็นคนเที่ยวยิงสัตว์ต่างๆ ในป่ามาขายให้เรามิได้ขาด สองสามวันนี้ไม่เห็นลีกิดยิงสัตว์ป่ามาขาย ซือจินจึงถามลีกิดว่าเจ้าไปข้างไหนจึงได้มาแอบอยู่ที่นี่ ลีกิดว่าข้าพเจ้าจะมาหาคนในบ้าน ครั้นมาพบท่านอยู่ก็ไม่อาจจะเข้าไป ซือจินถามว่าสองสามเวลานี้ไม่เห็นยิงเนื้อมาขายหรือกลัวว่าเราจะไม่มีเงินซื้อ ลีกิดว่าเนื้อในป่าไม่มีเที่ยวยิงไม่ได้ จึงไม่ได้เอามาขายให้ท่าน ซือจินว่าในป่าตำบลนี้ก็กว้างใหญ่ สัตว์อื่นๆ ถมไปยิงไม่ได้เลยหรือ ลีกิดว่าท่านไม่รู้หรือว่า ที่เขาเซียวฮัวซัวนี้มีนายโจรอยู่สามคน ที่หนึ่งชื่อจูบู๊ที่สองชื่อตันตัด ที่สามชื่อเอียชุน สามนายนี้ตั้งเกลี้ยกล่อมซ่องสุมได้ไพร่พลไว้หลายร้อย คอยตีปล้นราษฎรอยู่เนืองๆ มิได้ขาด ผู้รักษาเมืองฮัวอิมกุ้ยจึงบ่นว่า ถ้าผู้ใดจับนายโจรได้จะให้เงินสามพันตำลึง ข้าพเจ้าจึงไม่อาจไปยิงเนื้อมาขายท่าน ซือจินว่าเราได้ยินข่าวเล่าลือมาช้านานแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดไปปราบปรามโจรได้จะทำประการใดดี แล้วสั่งลีกิดว่า ถ้าเวลาอื่นยิงได้เนื้อสิ่งใดจงเอามาขายให้เราเถิด ลีกิดก็คำนับลากลับมาบ้านของตัว

ซือจินกลับเข้าบ้านสั่งคนใช้ให้จัดโต๊ะไว้เป็นอันมาก แล้วให้ไปเชิญตามบรรดาพวกพ้องที่อยู่ตำบลซือเกชึงมากินโต๊ะพร้อมกัน ซือจินจึงพูดว่า พวกโจรมาตั้งอยู่ที่เขาเซียวฮัวซัวคอยตีปล้นราษฏรอยู่เป็นนิจ ตั้งแต่วันนี้ไปพวกเราทั้งหลายจงรู้ทั่วกัน ถ้าโจรมาตีพวกเราแล้วก็ให้ตีม้าล่อขึ้นเป็นสัญญา ถ้าได้ยินเสียงม้าล่อก็ให้ถือเครื่องศัสตราอาวุธมาให้พร้อมกันจับตัวโจรให้จงได้ คนทั้งหลายพูดว่า ข้าพเจ้าไม่รู้จักการงาน ถ้าท่านสั่งประการใดก็จะทำตามสั่งทั้งนั้น ชวนกันกินโต๊ะเสพสุราแล้วก็กลับมาบ้านเครื่องจัดศัสตราวุธได้พรักพร้อมทุกตัวคน ถ้าได้ยินม้าล่อก็จะได้ตรูกันไป

ฝ่ายจูบู๊นายโจรเป็นคนชาวเมืองเต็งเอียงกุ้ย อาวุธสำหรับมือถือกระบี่สองเล่ม ฝีมือไม่เข้มแข็งเพลงอาวุธก็ไม่ชำนาญ มีแต่สติปัญญาคิดอ่านตี ตันตัดนายโจรที่สองเป็นคนชาวเมืองเงียบเสียกุ้ยถือทวนเป็นอาวุธสำหรับมือ สติปัญญาไม่มี ฝีมือกำลังก็ไม่เข้มแข็ง เอียชุนนายโจรที่สามเป็นชาวเมืองโปวจิว อยู่ตำบลไฮ้เลียงกุ้ย ถือง้าวสำหรับมือ สามนายนั่งสนทนากันอยู่ จูบู๊จึงพูดว่า ได้ยินข่าวเล่าลือมาว่าเขาบนจับตัวเราสามคน ถ้าทหารหลวงยกกองทัพมาเราจะสู้รบต้านทานเขาได้หรือด้วยเสบียงอาหารก็ขัดสน เราจะคิดไปตีปล้นที่ตำบลไหนจะได้เอาไว้เป็นกำลังต่อไป ตันตัดจึงตอบว่า ท่านพูดก็ถูกดอกจะต้องไปยืมเสบียงอาหารที่เมืองฮัวอิมกุ้ยลองดูผู้รักษาเมืองจะคิดอ่านประการใด เอียชุนว่าที่เมืองฮัวอิมกุ้ยที่นั้นขัดสนเสบียงอาหารไม่บริบูรณ์ เราไปตีปล้นเมืองโปวเสียกุ้ยดีกว่า ไพร่พลทหารก็น้อยคงสมความปรารถนา ตันตัดจึงว่าเมืองโปวเสียกุ้ยผู้คนน้อย เสบียงอาหารเงินทองก็ขัดสน จะว่าดีอย่างไร สู้เมืองฮัวอิมกุ้ยไม่ได้ ผู้คนมั่งมีเสบียงอาหารเงินทองมาก เราเห็นดีกว่า เอียชุนว่าท่านไม่รู้หรือถ้าจะไปตีเมืองฮัวอิมกุ้ยก็ต้องไปทางตำบลบ้านซือเกชึง ที่ตำบลบ้านซือเกชึงนั้นมีซือจินคนหนึ่ง สติปัญญาดีฝีมือเข้มแข็งนัก ที่ไหนจะให้เราไปตีได้ ตันตัดได้ฟังก็โกรธ จึงพูดว่า แต่ซือจินคนเดียวก็เกรงกลัว ถ้าทหารหลวงยกมาจะต่อสู้เขาอย่างไรเล่า เอียชุนว่าท่านอย่าประมาท ซือจินคนเดียวไม่มีใครสู้ได้ จูบู๊ว่าเราได้ยินเขาเล่าลือมาว่า ซือจินสติปัญญาดีฝีมือเข้มแข็งนักอย่าไปเลย ตันตัดว่าท่านทั้งสองมากลัวซือจินหนักหนา มิใช่ซือจินสามหน้าหกมือถืออาวุธมากเราจะได้กลัว นี่ก็เป็นคนเหมือนกัน ท่านทั้งสองกลัวอย่าไปเลย เราจะไปตีปล้นตำบลบ้านซือเกชึงก่อน ทีหลังจึงค่อยยกไปตีเมืองฮัวอิมกุ้ย พูดแล้วก็เรียกไพร่พลทหารมาพร้อม ตันตัดขึ้นม้าคุมทหารออกจากเขาตรงไปตำบลบ้านซือเกชึง

ฝ่ายซือจินกับราษฎรชาวบ้านจัดหาเครื่องศัสตราวุธไว้พรักพร้อมแล้ว พอมีผู้มาบอกกับซือจินว่า นายโจรที่เขาเซียวฮัวซัวนั้น คุมไพร่พลเมืองตรงมาเกือบจะถึงตำบลบ้านเราอยู่แล้ว ซือจินได้ฟังก็สั่งให้ตีม้าล่อสัญญาขึ้น ราษฎรชาวบ้านซือเกชึงได้ยินเสียงม้าล่อต่างคนก็ถือเครื่องศัสตราวุธตรงมาประชุมพร้อมกันอยู่ที่บ้านซือจิน ๆ เห็นชาวบ้านมาพร้อมแล้ว ก็แต่งตัวขึ้นม้านำหน้าชาวบ้านออกมาคอยท่าพวกโจรอยู่ที่ต้นทางตำบลซือเกชึง ตันตัดนายโจรคุมไพร่พลประมาณร้อยเศษตรงมาถึง เห็นซือจินขี่ม้ายืนสกัดทางก็เข้ามาทำทีจะคำนับ ซือจินเห็นก็ร้องตวาดว่า พวกเจ้านี้มีแต่เที่ยวตีปล้นราษฎรให้ได้ความเดือดร้อนมีโทษเป็นอันมาก ตันตัดตอบว่าเราไม่มาทำอันตรายท่าน ที่เขาเราอยู่นั้นขัดสนด้วยเสบียงอาหารหมายว่าจะไปยืมที่เมืองฮัวอิมกุ้ย จะต้องอาศัยทางเดิน ถ้าเราไปยืมเสบียงอาหารมาได้ก็จะทดแทนคุณท่าน ซือจินว่า เจ้าอย่าพูดเลอะเทอะไปเลย เดิมบิดาเราก็เป็นนายอำเภอรับราชการได้เบี้ยหวัดเงินเดือนอยู่เสมอมิได้ขาด ต้องมีความกตัญญูซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน เจ้าจะมาล่อลวงเราไปกระทำข่มเหงราษฎรนั้นไม่ได้ เราคิดว่าจะไปจับตัวพวกเจ้ามาทำโทษ บัดนี้เจ้ามาถึงแล้วเราจะต้องจับตัวไว้ ถ้าแม้นปล่อยให้ไปราษฎรชาวบ้านก็จะได้ความเดือดร้อน ตันตัดว่าท่านพูดเช่นนั้นไม่ควร มิใช่เราจะมาเบียดเบียนทำร้ายท่านเมื่อไร จะขออาศัยทางเดินไปมาเท่านั้น ซือจินว่าแต่ตัวเราก็ยอมดอกแต่เพื่อนของเรามีอยู่คนหนึ่งเขาไม่ยอม ตันตัดถามว่าผู้ใดที่ไม่ยอม ซือจินว่าง้าวที่เราถืออยู่นี้และเขาไม่ยอม ตันตัดก็โกรธขับม้าเข้าใกล้ ซือจินเอาง้าวฟัน ตันตัดเอาอาวุธขึ้นปัดป้องไว้ สู้รบต้านทานประมาณครู่หนึ่งซือจินก็ทำล่าถอยออกมา ตันตัดก็ขับม้าถลำเข้าไป ซือจินเอาง้าวปัดทวนตันตัดหลุดจากมือ ซือจินขับม้าสะอึกเข้าไปจับตัวตันตัดได้ส่งให้ชาวบ้านมัดไว้ พวกโจรเห็นนายเสียทีก็ตกใจแตกหนีกระจายไป ซือจินเห็นพวกบริวารโจรหนีไปสิ้นแล้ว ก็เอาตัวตันตัดมาจำขังไว้ คิดว่าถ้าจับนายโจรสองคนได้พร้อมกัน จึงจะส่งตัวไปให้ผู้รักษาเมืองทำโทษ ราษฎรชาวบ้านเห็นซือจินจับตัวตันตัดนายโจรได้ก็ดีใจ สรรเสริญซือจินว่ามีฝีมือเข้มแข็งควรเป็นนายบ้านนายอำเภอได้

ฝ่ายจูบู๊ เอียชุน นายโจรทั้งสองห้ามตันตัดไม่ฟัง เห็นตันตัดคุมไพร่พลมาก็มีความวิตก จึงให้พวกโจรตามไปฟังข่าวดูว่าจะเป็นประการใด พอพวกโจรเดินมาตามทางพบโจรบริวาร โจรเหล่านั้นหนีมาบอกว่า ตันตัดเสียทีซือจินจับตัวไว้ได้ก็พากันกลับไปแจ้งความกับจูบู๊ เอียชุน จูบู๊จึงว่า เราห้ามก็ไม่ฟังจึ่งได้เป็นดังนี้ ไม่รู้ที่จะคิดประการใดเลย เอียชุนว่าเราทั้งสองไปสู้รบกับซือจินให้เต็มฝีมือ ถ้ามีชัยชนะก็คงช่วยตันตัดออกมาได้ จูบู๊ว่าซือจินสติปัญญาว่าดีฝีมือเข้มแข็ง เราสองคนจะไปช่วยกันก็เห็นจะไปสู้รบต้านทานซือจินไม่ได้ อย่าไปเลย คิดหาอุบายล่อลวงให้ชอบกลจึงจะแก้ไขช่วยตันตัดมาได้ เอียชุนจึงถามว่า อุบายประการใด จูบู๊กระซิบบอกว่า เราสองคนจงไปด้วยกันเถิด อย่าเพิ่งรู้ความคิดของเราเลย จูบู๊กับเอียชุนสองนาย ก็ชวนกันมาที่บ้านซือเกชึง ชาวบ้านเห็นนายโจรทั้งสองเดินมาก็ไปแจ้งกับซือจินว่านายโจรมาอีกแล้ว ซือจินก็ตีม้าล่อสัญญาพวกราษฎรชาวบ้านมาพร้อมกัน ซือจินก็ขึ้นม้านำหน้าตรงมาเห็นโจรทั้งสองไม่ได้ขี่ม้า ซือจินก็หยุดม้ายืนอยู่ จูบู๊กับเอียชุนเห็นซือจินนั่งอยู่บนหลังม้า สองนายโจรตรงเข้าไปคุกเข่าคำนับแล้วร้องไห้พูดว่า เดิมข้าพเจ้าสามคนได้สาบานกันไว้ว่า ถ้าตายเป็นประการใดก็ต้องตายด้วยกัน ข้าพเจ้านี้พวกขุนนางกดขี่ข่มเหงจนเหลือทน จึงได้หนีมาเป็นโจรอยู่ที่เขานี้ ท่านจับเอาตัวพวกข้าพเจ้ามาคนหนึ่งข้าพเจ้าทั้งสองก็ยอมตาย ซึ่งตัวข้าพเจ้าทั้งสามนี้ไม่เหมือนเล่าปี่กวนอูเตียวหุย แต่ใจก็คล้ายคลึงกัน ไหนๆ ท่านจับมาได้คนหนึ่งข้าพเจ้าทั้งสองก็ยอมตายด้วยกัน ท่านจงเอาข้าพเจ้าทั้งสามไปส่งเถิดคงได้รางวัลความชอบมาก ซือจินเห็นร้องไห้ดังนั้นจึงคิดว่า โจรสามคนนี้มีความสัตย์ซื่อกตัญญูต่อกัน ครั้นเราจะเอาไปส่ง คนทั้งหลายก็จะเลื่องลือว่าไม่ใช่ชายชาติทหาร เห็นแก่รางวัลและความชอบ เป็นคนมีฝีมือเข้มแข็งไม่ได้ คิดแล้วก็เรียกนายโจรทั้งสองเข้าไปในบ้านสั่งให้ราษฎรกลับไปที่อยู่ตามเดิม ซือจินก็พานายโจรทั้งสองเข้าไปข้างใน นายโจรทั้งสองก็คุกเข่าคำนับอยู่ตรงหน้าพูดว่า ท่านจงเอาตัวข้าพเจ้าทั้งสามคนส่งไป ณ เมืองฮัวอิมกุ้ยเถิด ซือจินจึงว่าเราเกิดมาเป็นชายชาติทหารก็รักผู้มีฝีมือและสติปัญญาด้วยกัน ครั้นจะเอาเจ้าทั้งสามไปส่ง ชื่อเสียงของเราก็จะไม่ปรากฏว่ามีฝีมือเข้มแข็ง เห็นแก่เงินทองและความชอบ ซึ่งเจ้าทั้งสามมีความกตัญญูต่อกัน เรามีความเมตตาจะปล่อยตัวให้ไปตามแต่สติปัญญาเจ้าเถิด

จูบู๊ว่าถ้าท่านปล่อยตัวข้าพเจ้าทั้งสามไป รู้ถึงท่านผู้ใหญ่เข้าตัวท่านจะมีความผิด ได้ความลำบากเพราะพวกข้าพเจ้า ขอท่านเอาตัวข้าพเจ้าทั้งสามไปส่งเสียเถิดจะได้พ้นภัย ความชอบและรางวัลของท่านก็จะมีเป็นอันมาก ซึ่งท่านจะมารับทุกข์ของข้าพเจ้านั้นไม่ควร ซือจินว่าข้อนั้นไม่เป็นไร เราจะปล่อยให้ไป ท่านอย่าพูดมากไปเลย ซือจินก็ให้ผู้คุมไปเอาตัวตันตัดมา ตันตัดมาถึงจึงคำนับซือจินตามธรรมเนียม ซือจินก็ให้จัดโต๊ะมาเลี้ยงนายโจรทั้งสามเสร็จแล้ว นายโจรทั้งสามก็ลากลับมาเขาเซียวฮัวซัวตามเดิม อุบายของจูบู๊นายโจรนี้ เรียกว่า โควเก่ย แปลว่า ทุกข์เสียก่อนจึงกลับได้สุข

ฝ่ายจูบู๊กับตันตัด เอียชุน กลับไปถึงเขาแล้ว จึงพูดกันว่า ถ้าเราไม่คิดอุบายอย่างนี้ที่ไหนตันตัดจะออกได้ ซือจินนั้นใจคอก็ดี จำเราจะหาสิ่งของไปตอบแทนคุณเขาจึงจะควร พูดกันแล้วต่างคนคิดหาของแต่สิ่งไรก็ไม่ได้ จึงปรึกษากันว่า เราไม่มีอะไรจะเอาไปตอบแทนคุณซือจินมีแต่ทองคำหนักสามสิบตำลึงจีน เอาไปให้พอเป็นทางไมตรีไว้ก่อนจะมิดีหรือ สามนายปรึกษาเห็นพร้อมกันก็เอาทองคำหนักสามสิบตำลึงนั้นมามอบให้คนใช้ลอบเอาไปให้ซือจินในเวลากลางคืน คนใช้รับทองคำคำนับลาตรงมาหาซือจิน แจ้งความว่านายโจรทั้งสามได้ให้ข้าพเจ้าเอาทองคำหนักสามสิบตำลึงมาตอบแทนบุญคุณท่าน แล้วหยิบเอาทองออกส่งให้ ซือจินจึงคิดว่าครั้นเราจะไม่รับไว้นายโจรทั้งสามคงระแวงว่าเราจะคิดอ่านประการใดจำจะรับไว้ดีกว่า คิดแล้วก็รับเอาทองคำไว้จัดโต๊ะมาเลี้ยงคนใช้แล้ว คนใช้ก็คำนับลามาแจ้งความกับนายโจรทั้งสามให้ฟังทุกประการ นายโจรก็มีความยินดี เที่ยวตีปล้นหากินอยู่เนืองๆ ครั้นอยู่มาประมาณยี่สิบวัน นายโจรทั้งสามเที่ยวตีปล้นได้พลอยอย่างดีเม็ดใหญ่ ก็ให้คนใช้เอามาให้ซือจิน ๆ รับไว้เลี้ยงดูคนใช้แล้วก็กลับไป ซือจินจึงคิดว่านายโจรมีใจเอาสิ่งของเงินทองมาให้เรามิได้ขาด จำจะหาของตอบแทนบ้างจึงจะควร คิดแล้วซือจินก็ไปเที่ยวซื้อแพรต่วนอย่างดี มาจ้างช่างตัดเสื้อสามตัวเสร็จแล้ว ครั้นเวลาค่ำก็ให้เฮงสีกับคนใช้เอาเสื้อแพรต่วน กับเนื้อแพะสามตัวมาต้มแกงให้ดีแบ่งปันเป็นสามส่วนเอาไปให้นายโจร เฮงสีกับคนใช้รับเสื้อกับของคำนับลามาในกลางคืน ครั้นไปถึงเขาก็เข้าไปหานายโจรทั้งสาม แจ้งความว่าซือจินใช้ให้เอาสิ่งของมาให้ท่าน นายโจรนั้นรับสิ่งของยินดียิ่งนัก สั่งให้จัดโต๊ะมาเลี้ยงคนใช้ของซือจิน แล้วคนใช้ก็ลากลับมาบ้าน ตั้งแต่นั้นมาซือจินกับนายโจรทั้งสามรักใคร่สนิทไปมาหากันอยู่ประมาณครึ่งปี

ฝ่ายซือจินครั้นจวนจะถึงเดือนแปดขึ้นสิบห้าค่ำเป็นสารทจีน ก็สั่งให้บ่าวไพร่จัดหาเครื่องโต๊ะและสุราอย่างดีไว้ แล้วเขียนหนังสือให้เฮงสีไปเชิญนายโจรทั้งสามนั้นมากินโต๊ะเสพสุราวันสารทจีน กลางคืนจะได้ชมเดือนสนทนากัน เฮงสีคำนับลาไปถึงเขาก็เอาหนังสือส่งให้ นายโจรรับหนังสือฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความ ก็สลักหลังหนังสือว่า ถ้าถึงวันสารทข้าพเจ้าทั้งสามจะไปคำนับท่าน สลักหลังหนังสือแล้วก็เอาเงินห้าตำลึงมาให้เป็นรางวัลกับเฮงสี จัดโต๊ะเลี้ยงดูเสร็จแล้ว เฮงสีรับหนังสือกับเงินคำนับลา เดินทางมาประมาณสิบลี้ เฮงสีเมาสุราเดินไม่ได้ เห็นใต้ต้นไม้ร่มก็แวะเข้านอนหลับไป ในเวลานั้นลีกิดซึ่งเป็นพรานเที่ยวยิงเนื้อยังไม่ได้ จึงไปพบเฮงสีนอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้ก็จำได้ เป็นคนอยู่บ้านซือเกชึง เผอิญเป็นกรรมของเฮงสีจะถึงที่ตาย ซือจินผู้นายจะต้องตกทุกข์ได้ยากพลัดพรากไปจากบ้าน เทพดาจึงดลใจให้ลีกิดเข้าพยุงตัวเฮงสีจะให้กลับไปบ้าน ก็พยุงขึ้นไม่ไหวลีกิดเห็นในไถ้ของเฮงสีมีเงินก็สงสัย จึงนึกว่าเฮงสีไปไหนมาจึงมีเงินมากจำจะแก้ออกดู เฮงสีเมาสุราไม่รู้ตัว ลีกิดแก้ไถ้ออกดู เห็นมีหนังสือก็หยิบมาอ่านใจความว่า ซือจินเขียนหนังสือไปเชิญ จูบู๊ ตันตัด เอียชุน นายโจรทั้งสามมากินโต๊ะวันกลางเดือนแปดสารทจีน ครั้นแจ้งความดั่งนั้นแล้ว จึงคิดว่า เมื่อเดิมเราให้หมอดูว่าจะดีร้ายประการใด หมอทายไว้ว่าเราจะได้เงินกับจะมีความชอบ เราจึงคิดว่าเป็นคนเที่ยวยิงเนื้อ จะได้เงินมีความชอบอย่างไรคิดไม่เห็นเลย ก็วันนี้เรามาพบของสำคัญ เห็นจะเหมือนหมอนั้นทายดอกกระมัง ผู้รักษาเมืองฮิวอิมกุ้ยบนไว้ว่า ถ้าผู้ใดจับนายโจรสามคนได้ จะให้เงินสามพันตำลึง ถ้าเราเอาหนังสือไปบอกความกับผู้รักษาเมืองฮัวอิมกุ้ยก็จะสมความปรารถนา คิดแล้วลีกิดจึงเอาเงินกับหนังสือนั้นมา ออกความกับผู้รักษาเมืองฮัวอิมกุ้ยทุกประการ

ฝ่ายเฮงสีครั้นสร่างเมาตื่นขึ้นมา ไม่เห็นเงินกับหนังสือก็ตกใจเที่ยวหาสำคัญว่าตกอยู่ตามทาง เดินกลับไปหาก็ไม่ได้ จึงคิดว่า ถ้าเรากลับไปบอกซือจินตามจริงก็คงจะขัดเคืองเรา จะต้องแก้ไขอย่าให้ซือจินโกรธได้ คิดแล้วกลับไปแจ้งความกับซือจินว่า ข้าพเจ้าเอาหนังสือไปให้นายโจรดีใจรับคำว่าจะมา เขาจะตอบหนังสือ ข้าพเจ้าตอบว่าหนทางก็ไกล ท่านอย่าตอบเลย ฉวยว่าตกลงตามทาง มีผู้เก็บได้ก็จะเกิดความ นายโจรทั้งสามจึงไม่ตอบหนังสือมา ซือจินได้ฟังก็ยินดี ครั้นถึงวันสารทก็จัดการที่จะเลี้ยงดูไว้พร้อม

ฝ่ายจูบู๊กับตันตัด เอียชุน ถึงกำหนดก็ชวนกันเดินมากับทหารประมาณสามสิบคน ถึงตำบลบ้านซือเกชึง ซือจินก็ออกมารับเชิญนายโจรทั้งสามเข้าไป ข้างใน สั่งให้ปิดประตูเสียไม่ให้ผู้ใดเห็น สี่นายก็ขึ้นไปนั่งบนเหลาสูง กินโต๊ะเสพสุราสนทนากันไปจนเวลากลางคืน

ฝ่ายผู้รักษาเมืองฮัวอิมกุ้ยนั้น ครั้นลีกิดเอาหนังสือไปออกความว่าซือจินคบกับพวกโจรเชิญมากินโต๊ะเสพสุราก็โกรธยิ่งนัก จึงสั่งนายทหารทั้งสองว่าให้จัดไพร่พลไว้ ให้ลีกิดนำไปล้อมบ้านซือจินจับนายโจรทั้งสามกับตัวซือจินมาในเวลาค่ำวันนี้ให้ได้ ทหารสองนายคำนับลามาจัดไพร่พลเครื่องศัสตราวุธไว้พร้อมเสร็จ ครั้นเวลาค่ำลีกิดก็นำนายทหารทั้งสองกับไพร่พลออกจากเมืองฮัวกิมกุ้ยตรงมาถึงตำบลซือเกชึง บ้านซือจิน นายทหารทั้งสองก็คุมไพร่พลเข้าล้อมบ้านซือจินไว้แน่นหนา

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ