๖๐

กงซุนสินซินแสว่าจะต้องเอาอย่างครั้งแผ่นดินสามก๊ก จูกัดเหลียงคือขงเบ้งเอาศิลามาตั้งค่ายกระบวนรบล่อให้ลกซุนเข้าไปแล้วออกไม่ได้ แต่กระบวนค่ายของเรานั้นต้องตั้งให้เป็นเหลี่ยมประจำอยู่ทั้งแปดทิศ แบ่งไพร่พลเป็นหกสิบสี่กอง จัดเอาคนที่มีฝีมือเข้มแข็งให้อยู่กลางค่าย แล้วจึงแยกกระบวนเสียใหม่ให้เป็นศีรษะสี่หางแปด ไพร่พลที่สองข้างซ้ายขวานั้นให้คอยระวังประตู ข้าพเจ้าจะอ่านมนต์ขึ้น ให้เกิดเมฆหมอกลมพายุพัดมีสัตว์ต่างๆ แม้เห็นนายโจรทั้งสามคุมไพร่พลตรงมา ก็ให้ทหารซ้ายขวาขยายออกพร้อมกัน เปิดทางให้พวกโจรเข้ามา แล้วคอยดูธงสัญญาณเจ็ดอย่าง ถ้าเห็นโบกไปโบกมาก็ให้ไพร่พลกลับกลายเป็นกระบวนค่ายงูล้อมไว้ ให้ไพร่พลไปขุดบ่อไว้แห่งหนึ่ง ให้ทหารที่ถือขอซุ่มคอยอยู่เกี่ยวเอาตัวนายโจรทั้งสามมา ซึ่งกระบวนค่ายรบดังนี้ จะเห็นประการใด

ซ้องกั๋งได้ยินก็ยินดีจึงสั่งพวกพ้องไพร่พลให้จัดกระบวนค่ายตามคำกงซุนสินซินแสทุกประการ แล้วให้อูเอียนเจียก จูตง ฮวยหยง มกหอง ซึงลิบ ซือจิน อึงซิน แปดนายนั้นรักษากระบวนค่าย ให้ ชาจิน ลือฮวง กวยเส็งสามนายช่วยระวังไพร่พล ตัวซ้องกั๋งกับโงวหยง กงซุนสินและตันตัดอยู่รักษาธง ให้จูบู๊กับพวกพ้องอีกห้าคนขึ้นไปอยู่บนเขาสูง ถ้าเห็นการในค่ายเป็นอย่างไรให้มาบอก จัดการเสร็จแล้วบรรดาพวกพ้องและไพร่พลก็ยกตรงไปยังหน้าเขามงตงซัวตั้งเป็นกระบวนค่ายรบตีม้าล่อและกลองอื้ออึงสนั่น

ฝ่ายฮวนสุย หังชอง ลีกุนแจ้งความว่า พวกซ้องกั๋งยกมาจะสู้รบก็แต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธคุมไพร่พลสามพัน ยกตรงมาถึงชายเขาก็ให้ตั้งกระบวน ตัวฮวนสุยขับม้าขึ้นหน้ามาดูกระบวนค่ายรบของซ้องกั๋ง ฮวนสุยนั้นชำนาญแต่ใช้มนต์ปิศาจ หารู้จักชั้นเชิงกระบวนค่ายรบไม่ ครั้นเห็นแล้วก็มีความยินดีจึงคิดว่า มาตั้งกระบวนค่ายรบไว้ดังนี้สมกันอุบายของเรา ก็สั่งหังชอง ลีกุนว่า ถ้าเห็นลมพายุพัดมาน้องทั้งสองจงคุมไพร่พลห้าร้อยบุกรุกฆ่าฟันเข้าไปในกระบวนค่าย

หังชอง ลีกุนก็เตรียมไพร่พลไว้พร้อม ฮวนสุยอยู่บนหลังม้ามือหนึ่งถือกระบองทองแดง มือหนึ่งถือกระบี่วิเศษ ชูกระบี่โปเกียมขึ้นอ่านมนต์บันดาลให้เมฆหมอกมืดคลุ้มเป็นพายุหอบเอากรวดทรายศิลามา หังชอง ลีกุนเห็นดังนั้นก็คุมไพร่พลห้าร้อยบุกรุกเข้าไป พวกซ้องกั๋งเห็นก็แยกออกเป็นทาง หังชอง ลีกุนพาไพร่พลตรงเข้าไปในค่าย ไพร่พลของซ้องกั๋งก็เอาเกาทัณฑ์ยิงระดมมา พวกโจรตกใจพากันหนีกลับไป ที่ตามหังชอง ลีกุนเข้ามาในค่ายประมาณห้าสิบคน ซ้องกั๋งก็ให้ตันตัดชูธงเจ็ดอย่างขึ้นโบกไปโบกมา หังชอง ลีกุนจะหนีไปก็ไม่มีทาง จูบู๊อยู่บนเขาสูงเห็นนายโจรทั้งสองวิ่งไปทางทิศไหนก็เอาธงชี้ไปทางทิศนั้น ไพร่พลกระบวนค่ายรบก็ป้องกันมิให้นายโจรทั้งสองออกได้

ขณะนั้น กงซุนสินยืนอยู่บนที่สูงพอเห็นพายุพัดมาก็ชูกระบี่ขึ้นอ่านมนต์คาถาบันดาลเป็นลมพายุหอบเอากรวดทรายศิลานั้นไปตกถูกนายโจรทั้งสองที่ในกระบวนค่ายมืดมัวไป นายโจรทั้งสองไม่เห็นไพร่พลที่กระบวนค่ายก็ตกใจ วิ่งวนเวียนจะออกจากค่ายก็ไม่ได้ กงซุนสินจึงอ่านมนต์บันดาลเป็นฟ้าร้อง นายโจรทั้งสองมีความตกใจยิ่งนักวิ่งไปตกบ่อลงทั้งสองนาย ไพร่พลของซ้องกั๋งที่ซุ่มอยู่ก็ตรูกันมาเอาขอเกี่ยวขึ้นจากบ่อจับมัดไว้ ซ้องกั๋งก็ให้ไพร่พลบุกรุกไล่ฆ่าฟันฝ่ากระบวนรบพวกโจรเข้าไป ฮวนสุยนายใหญ่เห็นทหารทั้งสองเสียที ไพร่พลล้มตายเป็นอันมากเหลือกำลังที่จะสู้รบ ก็คุมไพร่พลที่เหลือตายหนีกลับไปเขามงตงซัว ซ้องกั๋งจึงชวนพี่น้องทั้งปวงกลับมาค่าย

พอไพร่พลเอาตัวหังชอง ลีกุนมาส่ง ซ้องกั๋งก็เข้าแก้มัดออกแล้วจึงพูดว่า ท่านทั้งสองอย่าถือโทษเลยด้วยยกมาสู้รบกัน ข้าพเจ้าแจ้งว่าท่านทั้งสองชื่อเสียงปรากฏ หมายจะเชิญไปอยู่ด้วยปรึกษาการงานทั้งปวง หังชอง ลีกุนได้ฟังก็คุกเข่าคำนับแล้วพูดว่า ตัวท่านเป็นผู้สัตย์ซื่อสุจริต ข้าพเจ้าไม่รู้จักคนดีบังอาจมาสู้รบเหมือนกับขัดฟ้าและดิน บัดนี้ท่านจับมาได้ไม่ฆ่าเสียยังกลับต้อนรับ ข้าพเจ้าทั้งสองจะขอสนองคุณท่านไปกว่าจะหาชีวิตไม่ แต่ฮวนสุยนั้นข้าพเจ้าจะไปชักชวนมาสามิภักดิ์ท่านให้จงได้

ซ้องกั๋งได้ฟังก็ยินดี ว่าเชิญท่านทั้งสองกลับไปเถิด ข้าพเจ้าจะคอยฟังถ้อยคำของท่านในเวลาพรุ่งนี้ จึงสั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงนายโจรทั้งสองเสร็จแล้วก็เอาม้าและอาวุธมาคนให้ นายโจรทั้งสองคำนับลาออกจากค่ายเดินมาตามทาง คิดถึงบุญคุณซ้องกั๋งมิได้ขาด ครั้นถึงเขามงตงซัวเข้าไปหาฮวนสุยผู้เป็นใหญ่พูดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนขัดฟ้าและดินต้องตายเสียจึงจะควร ฮวนสุยว่าเหตุผลประการใดจึงพูดมาดังนี้

หังชอง ลีกุนว่า ซ้องกั๋งเป็นคนสัตย์ซื่อดีไม่มีผู้ใดเสมอ ชื่อเสียงก็ปรากฏทั้งแผ่นดิน จับตัวข้าพเจ้าทั้งสองไปก็ไม่ฆ่าฟันกลับต้อนรับด้วยความสุจริต แม้นไม่ตายคงจะคิดสนองคุณให้จงได้ ฮวนสุยว่าถ้าซ้องกั๋งสัตย์ซื่อดีมีจิตอารีรักพวกพ้อง เราจะขัดขืนฟ้าและดินไปทำไม จงจัดแจงไปสามิภักดิ์กับเขาเสียโดยดีมิดีกว่าหรือ หังชอง ลีกุนว่าน้องมาก็ปรารถนาจะชวนท่านไปหาซ้องกั๋งด้วย

ฮวนสุยได้ฟังก็ดีใจจัดที่ทางไว้ต้อนรับพร้อมแล้ว ครั้นรุ่งขึ้นเช้านายโจรทั้งสามก็ชวนกันออกจากเขามงตงซัว ตรงมาถึงหน้าค่ายซ้องกั๋งลงจากม้าคุกเข่าคำนับอยู่ทั้งสามคน ซ้องกั๋งก็ออกมาเชิญนายโจรทั้งสามเข้าไปในค่ายต้อนรับคำนับกันเป็นอันดี นายโจรทั้งสามก็เล่าความเดิมให้ซ้องกั๋งฟังทุกประการ แล้วเชิญซ้องกั๋งกับพวกพ้องทั้งหลายไปยังเขามงตงซัว ฆ่าโคกระบือหมูเป็ดไก่และสุรามาเลี้ยงซ้องกั๋งกับพวกพ้องเป็นที่รื่นเริง แล้วก็เอาเงินมารางวัลให้ไพร่พลตามสมควร ฮวนสุยนั้นจะขอเอากงซุนสินเป็นครู ซ้องกั๋งก็ให้กงซุนสินสอนความรู้ที่เรียกรามสูรป้องกันลมพายุทั้งปวงให้ ฮวนสุยจำมนต์คาถาได้ชำนิชำนาญก็มีความยินดี ซ้องกั๋งกับพวกพ้องไพร่พลค้างอยู่ที่เขามงตงซัวหลายวัน ซ้องกั๋งจะยกกองทัพกลับ ฮวนสุย หังชอง ลีกุนก็เก็บรวบรวมทรัพย์สิ่งของต่างๆ ทั้งเสบียงอาหารไพร่พลมาสมทบกับกองทัพซ้องกั๋งเสร็จแล้วเอาไฟเผาที่อยู่บนเขาเสีย ซ้องกั๋งกับฮวนสุย หังชอง ลีกุนและพี่น้องทั้งปวงก็ยกออกจากเขามงตงซัวกลับไปเขาเนียซัวเปาะ

ฝ่ายตวนเก็งจู๊ชาวเมืองตกจิว รูปร่างสูงใหญ่ ผมเหลือง หนวดแดง เรียกว่ากิมมอเกา เที่ยวเป็นโจรคอยลักม้าหัวเมืองข้างทิศเหนือมาซื้อขายเลี้ยงชีวิตอยู่เนืองๆ มาวันหนึ่งตวนเก็งจู๊เที่ยวไปถึงเมืองไตกิมก๊ก เห็นบุตรเจ้าเมืองขี่ม้าขาวสูงใหญ่ไม่มีขนดำแซมงดงามนัก วิ่งได้วันละพันลี้ ชื่อเจียวแมเง็กไชจือเบ้ ตวนเก๊งจู๊เห็นม้านั้นดีก็คิดอ่านพากเพียรอยู่หลายวัน ครั้นเวลากลางคืนวันหนึ่งตวนเก๊งจู๊ลอบเข้าไปลักม้าขาวได้ ก็หนีออกจากเมืองไตกิมก๊ก รีบมาในเวลากลางคืนจนถึงเขตแดนเมืองหลวง ตวนเก๊งจู๊จึงคิดว่า เรามาเป็นโจรเที่ยวลักม้าไปซื้อขายอยู่ดังนี้ก็ลำบากนักหนา ได้ยินข่าวลือถึงซ้องกั๋งว่าเป็นคนสัตย์ซื่อรักพี่น้องทั้งปวง ครั้นเราจะไปสามิภักดิ์ก็ไม่มีผู้ใดชักนำ ครั้งนี้เราได้ม้าดีจำจะเอาไปให้ซ้องกั๋งไว้สำหรับตัว เราจะได้อยู่เป็นสุขสืบไป คิดแล้วก็นำเอาม้านั้นมาจะให้ซ้องกั๋งรีบเดินมาทางเมืองเล่งจิว พบพวกแซ่จันห้านายอยู่ที่ตำบลบ้านจันเถาฉี แขวงเมืองเล่งจิวออกแย่งชิงเอาม้าไว้ ตวนเก๊งจู๊บอกพวกแซ่จันว่า ม้าของซ้องกั๋งที่ตำบลเขาเนียซัวเปาะ พวกแซ่จันทั้งห้าคนก็กลับว่าซ้องกั๋งต่างๆ แล้วจะเข้าทุบตีเอาตวนเก๊งจู๊ ตวนเก๊งจู๊เห็นว่าสู้ฝีมือไม่ได้ก็หนีตรงมายังเขาเนียซัวเปาะ ครั้นถึงริมฝั่งรู้ว่าซ้องกั๋งยกกองทัพกลับเกือบจะถึงอยู่แล้วตวนเก๊งจู๊ก็นั่งคอยอยู่

ฝ่ายซ้องกั๋งกับพี่น้องทั้งปวงยกกองทัพมาถึงเขาเนียซัวเปาะก็จะลงเรือ ตวนเก๊งจู๊เห็นจึงตรงเข้าไปคุกเข่าคำนับอยู่ตรงหน้า ซ้องกั๋งถามว่าท่านแซ่ไรชื่อใดชาวบ้านเมืองไหน ตวนเก๊งจู๊บอกว่า ข้าพเจ้าแซ่ตวน ชื่อเก๊งจู๊เป็นชาวเมืองตกจิว อีกนามหนึ่งเรียกว่ากิมมอเกา แล้วเล่าความซึ่งไปลักม้าตั้งแต่ต้นจนปลายให้ฟังทุกประการ ซ้องกั๋งเห็นรูปร่างลักษณะตวนเก๊งจู๊ควรจะเป็นทหารได้ก็มีความยินดีจึงพูดกับตวนเก๊งจู๊ว่า ถ้าการเป็นอย่างนั้นจริง เชิญท่านไปเขาเนียซัวเปาะด้วยกันก่อน จะได้ปรึกษาคิดอ่านต่อไป พูดแล้วก็ชวนตวนเก๊งจู๊ลงเรือกับพวกพ้องไพร่พลข้ามไป เตียวไก่กับพวกที่อยู่ก็มารับซ้องกั๋งไปถึงที่ชุมนุม ซ้องกั๋งจึงให้ฮวนสุย หังชอง ลีกุนและตวนเก๊งจู๊คำนับพูดจารู้จักกับพี่น้องทั้งปวงแล้วก็จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันตามสบาย

ตวนเก๊งจู๊จึงเล่าเรื่องม้าดีขึ้นอีก ซ้องกั๋งจึงใช้ให้ไตจงไปสืบดูที่ตำบลจันเถาฉี แขวงเมืองเล่งจิวจะเท็จจริงประการใด ไตจงรีบไปได้ห้าวันก็กลับมาแจ้งความกับซ้องกั๋งว่า ตำบลจันเถาฉีนั้นมีเรือนประมาณสามพันเศษ ในหมู่นั้นมีบ้านใหญ่อยู่แห่งหนึ่งเรียกว่าจันเกฮู้ แปลว่าบ้านแซ่จันเป็นเจ้าของตำบลจันเถาฉี ชื่อจันเซียง เจีย ชาวเมืองไตกิมก๊กมีบุตรชายห้าคนเรียกว่าโงวโฮ้ว แปลว่าเสือทั้งห้า คนใหญ่ชื่อจันโถว ที่สองชื่อจันมิด ที่สามชื่อจันซก ที่สี่ชื่อจันคุย ที่ห้าชื่อจันเซ็งฝีมือเข้มแข็ง มีครูอีกสองคนชื่อซือบุนเกียงคนหนึ่ง ชื่อโซวเถี้ยคนหนึ่ง ชักชวนกันตั้งเกลี้ยกล่อมไพร่พลซ่องสุมอยู่ที่ตำบลจันเถาฉีประมาณเจ็ดพันเศษ ม้าดีที่ตวนเก๊งจู๊เอามาให้ท่านนั้น ซือบุนเกียงที่เป็นครูขี่ขับอยู่ทุกเวลา สอนให้ชาวบ้านร้องเพลงใจความว่า “พวกแซ่จันมีบุตรชายห้าคน ฝีมือเข้มแข็งชื่อเสียงปรากฏทั้งแผ่นดินไพร่บ้านพลเมืองเกรงกลัวทั้งสิ้น บัดนี้จัดหาเกวียนสำหรับขังคนกับสิ่งของทั้งปวงไว้พร้อม จะยกกองทัพไปทำลายตำบลเขาเนียซัวเปาะให้ราบ จับตัวเตียวไก่ โงวหยง ซ้องกั๋งส่งไปเมืองหลวง” ข้าพเจ้าจึงรีบกลับมาแจ้งให้พี่น้องทั้งปวงทราบ

เตียวไก่ได้ฟังก็โกรธยิ่งนัก พูดว่าพวกแซ่จันบังอาจด่าว่าแล้วยังจะยกกองทัพมาจับพวกเราด้วย คงจะได้เห็นฝีมือกัน ข้าพเจ้าจะไปเอง ถ้าจับพวกแซ่จันห้าคนไม่ได้จะสาบานไว้ไม่ขอกลับมาเขาเนียซัวเปาะ ยกไปครั้งนี้ต้องใช้ไพร่พลสักห้าพัน พูดแล้วเตียวไก่ก็ให้ซ้องกั๋งอยู่รักษาตำบลตระเตรียมไพร่พลในขณะนั้น ให้ลิมชอง อูเอียนเจียก ซือเหล็ง มกหอง เตียหวย เอียหยง เจียสิว ซึงลิบ อึงซิน เอียนสุน เต็งฮุย อาวเผ็ง เอียหลิม เล่าตง อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิด แป๊ะสิน โตวเซียน ซองบาน รวมยี่สิบนายพร้อมไปด้วยเครื่องศัสตราวุธและเสบียงอาหารแล้วก็ยกกองทัพออกจากเขาเนียซัวเปาะ ซ้องกั๋ง โงวหยง กงซุนสินและพี่น้องเหล่านั้นก็ตามมาส่งถึงตำบลกิมซัวทัว เตียวไก่ก็ให้หยุดกองทัพจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยง บรรดาพวกพ้องนั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่พร้อมกัน

ขณะนั้นเผอิญเป็นลมพายุพัดเอาธงยี่ห้อของเตียวไก่ที่ทำขึ้นใหม่หักเป็นสองท่อน พี่น้องทั้งปวงเห็นก็ตกใจ โงวหยงซินแสจึงพูดกับเตียวไก่ว่า พี่จะยกกองทัพไปครั้งนี้เห็นเป็นอัศจรรย์นัก ท่านจงรออยู่ให้หลายวันแล้วจึงค่อยยกไป เตียวไก่ว่าซึ่งลมพายุพัดนั้นเกิดมาสำหรับฟ้าและดิน เทศกาลเป็นฤดูฝนจะว่าอัศจรรย์อย่างไร น้องอย่าทัดทานพี่เลยคงจะไปให้ได้ แล้วเตียวไก่ก็ยกกองทัพลงเรือข้ามฟาก รีบรอนแรมไปตามระยะทาง ซ้องกั๋งกับพวกเหล่านั้นกลับมายังที่ชุมนุม ก็มีความวิตกถึงเตียวไก่เป็นยิ่งนัก จึงใช้ให้ไตจงตามไปฟังข่าวคราว

ฝ่ายเตียวไก่คุมไพร่พลห้าพันยกตรงไปถึงหน้าตำบลจันเถาฉี ก็ตั้งค่ายมั่นลงไว้ ครั้นรุ่งเช้าก็ชวนพวกพ้องขึ้นม้าออกจากค่ายไปเที่ยวดูตำบลจันเถาฉีตามชั้นนอก

ฝ่ายพวกแซ่จันพี่น้องห้าคนกับครูทั้งสองแจ้งว่า พวกโจรเขาเนียซัวเปาะยกกองทัพมาตั้งค่ายอยู่หน้าตำบลจันคุย น้องที่สี่จึงพูดว่าข้าพเจ้าจะไปต่อสู้กับพวกโจรแต่ผู้เดียวก่อน ถ้าเหลือกำลังท่านจึงยกออกไปพร้อมกัน จันคุยก็แต่งตัวสวมใส่เกราะถืออาวุธขึ้นม้า คุมทหารแปดร้อยออกจากตำบลจันเถาฉีไป เห็นเตียวไก่กับพวกพ้องไพร่พลเที่ยวเดินอยู่ก็ร้องตวาดว่า พวกโจรเขาเนียซัวเปาะบังอาจนักหนา พากันเป็นกบฏแย่งชิงเอาสมบัติ เราคิดจะยกไปทำลายที่อยู่เสียจับตัวส่งเข้าไปเมืองหลวง บัดนี้เทพยดาดลใจชักนำให้มาเอง ถ้าแม้นกลัวตายก็มาให้เรามัดเสียแต่โดยดี

เตียวไก่ได้ฟังก็โกรธไม่ตอบประการใด ถามพวกพ้องว่าผู้ใดจะอาสาต่อสู้จับตัวจันคุยได้บ้าง ลิมชองรับอาสาขับม้าเข้าต่อสู้กับจันคุยได้ยี่สิบเพลง จันคุยสู้ฝีมือลิมชองไม่ได้ก็พาทหารหนีกลับไปตำบลจันเถาฉี เตียวไก่กลับมาค่าย ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเตียวไก่คุมไพร่พลห้าพันออกจากค่ายตรงไปถึงปากทางหน้าตำบลจันเถาฉี ก็ตั้งเป็นกระบวนท้าทายพวกแซ่จันออกต่อสู้อีก

ฝ่ายจันคุยคุมไพร่พลหนีกลับไปแจ้งความให้ครูทั้งสอง และพี่น้องฟังว่า พวกโจรฝีมือเข้มแข็งนัก เวลาพรุ่งนี้จงยกออกสู้รบให้พร้อมกัน ครูทั้งสองกับพี่น้องสี่คนก็เห็นชอบตระเตรียมทหารไว้ ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเจ็ดนายก็คุมทหารออกไป ซือบุนเกียง นับโซวเตี้ยผู้เป็นครูนั้นเดินหน้า พี่น้องห้าคนอยู่สองข้างซ้ายขวาขี่ม้าถืออาวุธครบมือ เกวียนสำหรับขังคนก็ให้ตามมาข้างหลัง ซือบุนเกียงถือเกาทัณฑ์ขี่ม้าเจียวแม้เง็กไซจือเบ๊ คุมทหารตรงมาถึงหน้าตำบลก็ตั้งเป็นกระบวนรบคอยรับ

จันโถวพี่ชายใหญ่ขับม้าขึ้นหน้าร้องตวาดว่า พวกโจรกบฏเห็นเกวียนสำหรับขังคนหรือไม่ ถ้าฆ่าฟันพวกเจ้าตายก็ไม่ใช่ฝีมือเข้มแข็ง จะจับเป็นให้ดู แล้วจะได้เอาตัวขังไว้ในเกวียนคุมเข้าไปส่ง ณ เมืองหลวง แม้นว่าเกรงกลัวก็สามิภักดิ์เสียแต่โดยดี

เตียวไก่ได้ฟังก็โกรธขับม้าถือทวนเข้าต่อสู้กับจันโถว พวกพ้องไพร่พลของเตียวไก่ก็เข้ามาฆ่าฟันขนาบไป พวกแซ่จันเจ็ดนายกับไพร่พลสู้พลางถอยหลังเข้าบ้าน ลิมชอง อูเอียนเจียกก็รุกไล่ไป เห็นทางสับสนนักจึงถอยกลับออกมาพอเวลาจวนเย็นทัพทั้งสองฝ่ายก็ไม่แพ้ชนะกัน แต่ไพร่พลนั้นล้มตายทั้งสองข้าง

เตียวไก่คุมพวกพ้องไพร่พลกลับมาถึงค่ายก็มีความวิตกว่า ยกมาสู้รบครั้งหนึ่งก็เอาชัยชนะไม่ได้ แล้วเสียไพร่พลนักหนา เป็นทั้งนี้ก็เพราะเตียวไก่จวนจะสิ้นอายุ พี่น้องทั้งหลายเห็นเตียวไก่ไม่สบายก็ชวนกันอ้อนวอนว่าท่านจะมาทุกข์ร้อนไปทำไม เมื่อครั้งซ้องกั๋งยกทัพไปสู้รบบางทีก็แพ้บางทีก็ชนะเอายุติไม่ได้ ครั้งนี้ท่านยกมาก็ยังไม่แพ้ชนะกัน เป็นแต่เสียไพร่พลบ้างเล็กน้อยจะวิตกทำไม คิดอ่านต่อสู้ต่อไปดีกว่า เตียวไก่ได้ฟังพี่น้องว่าก็ไม่พูดจาประการใด แต่ใจนั้นคิดครั่นคร้ามอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายพวกแซ่จันห้าคนกับครูทั้งสอง คุมไพร่พลกลับไปถึงที่อยู่แล้วก็ปรึกษากันว่า พวกโจรเขาเนียซัวเปาะเข้มแข็งนัก ถ้าจะออกสู้รบด้วยกำลังและฝีมือเห็นจะเอาชัยชนะไม่ได้ จำจะคิดอุบายล่อลวงให้พวกโจรยกเข้ามาในเขตแดนของเราในเวลากลางคืนก็คงจะจับตัวได้ ปรึกษาพร้อมกันแล้วก็ตระเตรียมการให้หลวงจีนทั้งสองที่เคยใช้มากระซิบสั่งความลับ หลวงจีนทั้งสองก็คำนับลาไปถึงหน้าค่าย เตียวไก่คุกเข่าคำนับไพร่พลก็เข้าไปแจ้งกับเตียวไก่ว่า มีหลวงจีนสองรูปมาคำนับอยู่ที่ประตู เตียวไก่จึงให้เชิญหลวงจีนเข้ามาในค่ายแล้วถามว่ามีธุระสิ่งใดหรือ หลวงจีนทั้งสองคุกเข่าคำนับแจ้งความว่า ข้าพเจ้าทั้งสองบวชเป็นหลวงจีนอยู่ ณ วัดบ้านจันเถาฉี พวกแซ่จันพี่น้องห้าคนไปรบกวนเอาเงินทองแล้วเข้าแย่งชิงเอาสิ่งของต่างๆ ไป จะขัดแข็งประการใดก็มิได้ พอรู้ว่าท่านยกกองทัพมาก็มีความยินดี ด้วยเหตุการณ์ในตำบลจันเถาฉีนี้ข้าพเจ้ารู้อยู่ทั้งสิ้น จะขอนำท่านเข้าไปตีบ้านจันเถาฉี ฆ่าพวกแซ่จันเสียแก้แค้นสักครั้งหนึ่ง

เตียวไก่ได้ฟังก็ยินดี เชิญหลวงจีนทั้งสองขึ้นนั่งเก้าอี้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงตามธรรมเนียม มิได้คิดเคลือบแคลงสงสัย ลิมชองจึงห้ามว่าท่านจะเชื่อฟังคำหลวงจีนนั้นไม่ควร จงตรึกตรองดูให้มากก่อน เตียวไก่ว่าหลวงจีนทั้งสองนี้เป็นผู้บวชเรียนจะมาพูดล่อลวงทำไม ด้วยพวกเราที่เขาเนียซัวเปาะนั้นสัตย์ซื่อสุจริตมิได้คิดเบียดเบียนราษฎร ประการหนึ่งหลวงจีนกับเราก็ไม่มีข้อขัดเคืองสิ่งใด พี่น้องทั้งปวงอย่าเคลือบแคลงสงสัยเลย เวลาค่ำวันนี้ตัวพี่จะคุมไพร่พลเข้าตีปล้นบ้านจันเถาฉี ลิมชองว่าพี่จงอยู่ที่ค่ายเถิด ข้าพเจ้าจะรับอาสาเข้าไปตีปล้นตำบลจันเถาฉีให้จงได้ เตียวไก่ว่าถ้าพี่ไม่ไปเองไพร่พลที่ไหนจะเข้มแข็ง

ลิมชองห้ามปรามเท่าไรก็ไม่ฟังเป็นอันจนใจนัก จึงถามเตียวไก่ว่าพี่จะให้ผู้ใดไปด้วย เตียวไก่ก็จัดเอาเล่าตง อูเอียนเจียก อวนเซียวยี อาวเผ็ง อวนเซียวเหงา เอียสุน อวนเซียวชิด โตวเซียน แป๊ะสิน ซองบาน สิบนายกับไพร่พลสองพันห้าร้อย นอกนั้นให้ลิมชองคุมไปคอยอยู่ที่ต้นทาง จัดการเสร็จแล้วเวลาเย็นจวนค่ำเตียวไก่ก็คุมพวกพ้องไพร่พลออกจากค่ายให้หลวงจีนทั้งสองนำตรงไปยังวัดใกล้บ้านจันเถาฉี ลิมชองก็คุมไพร่พลไปคอยอยู่ตามสั่ง

ฝ่ายหลวงจีนทั้งสองนำเตียวไก่กับพวกพ้องไพร่พลไปถึงวัดฮวบฮัวซีจึงบอกกับเตียวไก่ว่า เชิญท่านพักอยู่ที่นี่ก่อน คอยให้ดึกสงัดจึงจะนำเข้าไปในบ้านพวกแซ่จัน เตียวไก่ได้ฟังก็ลงจากม้าเดินเข้าไปในวัด เห็นร่วงโรยเหมือนวัดโบราณไม่มีผู้คนก็ถามหลวงจีนว่า ที่วัดนี้ทำไมจึงหามีหลวงจีนอยู่ไม่ หลวงจีนทั้งสองนั้นคิดอุบายบอกว่า เพราะพวกแซ่จันห้าคนมารบกวนแย่งชิงเอาทรัพย์สิ่งของจนหลวงจีนทั้งปวงอยู่ไม่ได้ชวนกันไปเสียสิ้น ยังแต่ข้าพเจ้ากับศิษย์สี่ห้าคนก็ต้องอาศัยในโบสถ์ เตียวไก่ถามหลวงจีนว่า หมู่บ้านพวกแซ่จันนั้นอยู่ตรงไหน หลวงจีนทั้งสองตอบว่า ในตำบลจันเถาฉีนี้มีหมู่บ้านอยู่สี่แห่ง แต่ข้างทิศเหนือพวกแซ่จันพี่น้องห้าคนตั้งซ่องสุมไพร่พลอยู่ที่นั่น ถ้าตีได้หมู่บ้านพวกแซ่จันแล้วอีกสามหมู่นั้นก็จะแตกยับไปเอง เตียวไก่ว่าจะยกไปยามไหนดี หลวงจีนตอบว่า บัดนี้เพิ่งจะตียามสองคอยให้ตียามสามจึงยกไป

ในขณะนั้นได้ยินพวกตำบลจันเถาฉี ตีทุ่มยามถูกต้องตามกันมิได้สับสน พอล่วงเข้ายามสามหลวงจีนทั้งสองบอกกับเตียวไก่ว่า เชิญท่านคุมไพร่พลเข้าไปเถิด คงสมความคิด เตียวไก่ได้ฟังก็ยินดีให้หลวงจีนทั้งสองนำหน้าออกจากวัดฮวบฮัวซี ล่วงเข้าไปในตำบลจันเถาฉี ประมาณทางห้าลี้ถึงป่าแห่งหนึ่งมีต้นไม้มืดครึ้ม ไม่ใคร่จะเห็นทาง

ฝ่ายหลวงจีนทั้งสอง ครั้นล่อลวงเตียวไก่กับพวกพ้องไพร่พลเข้ามาถึงที่สัญญาแล้วก็หลีกเลี่ยงหนีไป ไพร่พลของเตียวไก่เดินตามหลวงจีนมาถึงป่าที่มืด ไม่เห็นหลวงจีนก็ไม่อาจล่วงทางต่อไป ด้วยหนทางนั้นสับสนมาก จึงกลับมาแจ้งความกับเตียวไก่ว่าจะไปทางไหน บ้านช่องก็ไม่เห็นมี หลวงจีนทั้งสองก็หนีไปเสียแล้ว เตียวไก่ได้ฟังก็ตกใจ อูเอียนเจียกจึงสั่งให้พวกพ้องไพร่พลถอยกลับมาทางเก่าโดยเร็ว

ฝ่ายพวกแซ่จันห้าคนกับครูทั้งสอง ตระเตรียมไพร่พลซุ่มไว้พร้อม ครั้นเห็นเตียวไก่กับพวกพ้องยกล่วงเข้ามาในเขตแดนก็จุดประทัดสัญญาขึ้น ไพร่พลที่ซุ่มอยู่นั้นได้ยินก็กรูกันออกล้อมกองทัพเตียวไก่ไว้ เตียวไก่กับพวกพ้องเห็นดังนั้นก็ตกใจ รู้ว่าถูกอุบายพวกแซ่จันแล้วก็รีบพากันหนีออกมาตามทาง ไพร่พลของพวกแซ่จันก็เอาเกาทัณฑ์ระดมยิงมาดังห่าฝน ไพร่พลของเตียวไก่ล้มตายเป็นอันมาก เกาทัณฑ์ลูกหนึ่งถูกหน้าผากเตียวไก่ตกม้าลง อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิด เล่าตง แป๊ะสิน ห้านาย เห็นดังนั้นก็ไม่คิดแก่ชีวิตฝ่าฟันขนาบเข้าไป ช่วยเอาเตียวไก่ขึ้นม้าตีหักออกมาจากตำบลจันเถาฉีได้ ลิมชองกับพวกพ้องเข้าช่วยพยุงเตียวไก่กลับไปค่าย บ้างก็เข้าสู้รบกับพวกแซ่จันจนเวลาจวนสว่าง ไพร่พลของเตียวไก่หนีออกจากตำบลจันเถาฉีได้บ้างตายเสียก็มาก พวกแซ่จันได้ชัยชนะก็คุมทหารกลับ ลิมชอง อูเอียนเจียกกับพี่น้องทั้งปวงชวนกันมาดูเตียวไก่ เห็นเกาทัณฑ์ปักอยู่ที่หน้าผาก ด้วยลูกเกาทัณฑ์อาบยาพิษมียี่ห้อผู้ยิง ก็ช่วยกันชักลูกเกาทัณฑ์ออก ยาพิษนั้นได้กำเริบขึ้น เตียวไก่เจ็บปวดยิ่งนักร้องด้วยเสียงอันดังล้มลงสสบไป พี่น้องทั้งหลายก็ตกใจพยุงเตียวไก่ขึ้นบนเกวียนจัดให้เล่าตง อวนเซียวยี่ อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิด โตวเซียน ซองบาน หกนายกับไพร่พลพิทักษ์รักษาเตียวไก่กลับไปตำบลเขาเนียซัวเปาะก่อน แล้วจึงปรึกษากันว่า เตียวไก่ผู้เป็นใหญ่ยกกองทัพมาครั้งนี้ ก็เผอิญธงยี่ห้อหักบอกเหตุร้ายจึงได้เป็นอันตรายขึ้น พวกเราจะยกกองทัพกลับไปก็ไม่ควร จะต้องคอยฟังดูซ้องกั๋งสั่งประการใดจึงค่อยทำตาม

ฝ่ายพวกแซ่จันห้าคนกับครูทั้งสอง คุมไพร่พลกลับไปถึงกลางทางจึงปรึกษากันว่าพวกโจรเขาเนียซัวเปาะถูกอุบายไพร่พลล้มตายมาก เตียวไก่นายใหญ่ก็ถูกเกาทัณฑ์หนีกลับไปค่ายยังไม่ทันได้ตั้งตัว ถ้าเราตีหักค่ายซํ้าเติมเอาก็คงจับตัวนายโจรเหล่านั้นได้ ปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้ว พวกแซ่จันกับครูทั้งสองก็คุมไพร่พลออกจากตำบลจันเถาฉี ถือคบไฟตรงมายังค่ายเตียวไก่

ฝ่ายลิมชองกับพวกเหล่านั้นนั่งเป็นทุกข์อยู่ในค่าย ไพร่พลเข้าไปแจ้งว่าพวกตำบลจันเถาฉีคุมไพร่พลแยกมาเป็นหลายทางเกือบจะถึงค่ายอยู่แล้ว ลิมชองกับพวกพ้องได้ฟังก็ชวนกันขึ้นม้าออกดู เห็นพวกจันเถาฉียกมาเป็นอันมาก

ขณะนั้น พวกแซ่จันคุมไพร่พลมาถึงก็ตรงเข้าหักพังค่ายไล่ฆ่าฟัน ลิมชองกับไพร่พลก็ไม่สู้รบต้านทานทิ้งค่ายเสียหนีไป พวกแซ่จันก็รุกไล่ติดตามฆ่าฟันไพร่พลลิมชองล้มตายลงอีกหลายร้อยคน ลิมชองกับพวกพ้องสิบสามคนสู้พลางหนีพลางไปได้ประมาณทางหกสิบลี้ พวกแซ่จันเห็นว่าห่างไกลออกไปแล้วจะไล่ตามก็ไม่ทัน จึงชวนกันกลับมายังตำบลจันเถาฉี ลิมชองกับพวกพ้องไพร่พลหนีพ้นไปได้เห็นพวกแซ่จันกลับไปแล้วก็ตรวจดูไพร่ของตัวล้มตายลงอีกหกร้อยเศษ ก็ชวนกันหนีกลับไปถึงตำบลเขาเนียซัวเปาะพร้อมกับเตียวไก่ ซ้องกั๋งกับพวกพ้องรู้ก็เสียใจนัก ออกมารับเตียวไก่ไปยังที่ชุมนุมช่วยกันปฏิบัติรักษาหาหมอยามาแก้ไข

เตียวไก่นั้นถูกลูกเกาทัณฑ์ยาพิษสลบไปหลายครั้งแล้วก็กลับฟื้นขึ้นให้มึนซึมไปอย่างเดียวไม่พูดจา ซ้องกั๋งปฏิบัติรักษาอยู่มิได้ห่างไกล เฝ้าแต่ร้องไห้ร่ำไรไปต่างๆ พี่น้องทั้งหลายก็อยู่พร้อมกัน เวลาคืนวันนั้นดึกสามยามเศษ พิษยากำเริบ เตียวไก่ระส่ำระสาย ซ้องกั๋งกับพี่น้องทั้งปวงเห็นก็ตกใจชวนกันเข้าประคับประคอง เตียวไก่ลืมตาดูเห็นซ้องกั๋งจึงสั่งว่าตัวพี่นี้ไม่รอดแล้วน้องอย่าเสียใจเลย ถ้าพวกพ้องคนไหนจับตัวผู้ที่ยิงพี่มาแก้แค้นได้ ตำบลเขาเนียซัวเปาะนี้มอบให้ผู้นั้นเป็นเจ้าของว่ากล่าวแทนตัวพี่สืบไป สั่งเท่านั้นแล้วพิษยากำเริบมากขึ้นเตียวไก่ก็ขาดใจตาย ซ้องกั๋งและพี่น้องทั้งหลายพากันร้องไห้เศร้าโศกเป็นอันมาก โงวหยง กงซุนสินซินแสทั้งสองอ้อนวอนซ้องกั๋งว่า ท่านอย่าเศร้าโศกนักเลย เกิดมาแล้วก็ต้องตายเป็นธรรมดา เชิญทำการฝังศพเสียเถิดจะได้คิดอ่านกันต่อไป

ซ้องกั๋งได้ฟังก็ค่อยคลายความโศก สั่งให้จัดหีบมาใส่ศพเตียวไก่ไปฝังไว้ตรงหน้าที่ชุมนุม ทำการกงเต๊กและทำบุญตามอย่างธรรมเนียมไต้อ๋องผู้เป็นเจ้าของตำบล แล้วซ้องกั๋งกับพี่น้องทั้งปวงก็นุ่งขาวไว้ทุกข์ให้เตียวไก่ทั้งสิ้น จากนั้นซ้องกั๋งไม่สบายมิได้เอาใจใส่ว่ากล่าวการงานเฝ้าแต่ร้องไห้ร่ำไรไปทุกเวลา

ลิมชองกับโงวหยง กงซุนสินและพี่น้องทั้งปวงก็ปรึกษากันจะยกซ้องกั๋งขึ้นเป็นที่ไต๋อ่องเจ้าของตำบลเขาเนียซัวเปาะ ครั้นเห็นพร้อมกันแล้วรุ่งขึ้นเช้าก็จัดการจุดธูปเทียนไว้พร้อม ลิมชองกับพี่น้องทั้งปวงก็เชิญซ้องกั๋งมานั่งบนโต๊ะใหญ่ชั้นสูงที่ชุมนุมพร้อมกันจึงพูดขึ้นว่า ข้าพเจ้าจะพูดให้ท่านฟัง เมืองหลวงนั้นไม่มีกษัตริย์วันหนึ่งก็ไม่ควร ธรรมเนียมบ้านเรือนก็ต้องมีเจ้าของว่ากล่าวทุกเวลาจึงจะเรียบร้อย บัดนี้เตียวไก่ผู้เป็นไต้อ๋องก็ดับสูญเสียแล้ว การงานในตำบลเขาเนียซัวเปาะก็มาก ต้องให้มีไต้อ๋องเจ้าของตำบลว่ากล่าวจึงจะได้ ตัวท่านก็เป็นคนสัตย์สุจริตชื่อเสียงก็ปรากฏไปทั้งแผ่นดิน ไพร่บ้านพลเมืองก็ชวนกันสรรเสริญว่ามิได้คิดเบียดเบียนผู้ใด มีแต่จะช่วยคนยากให้พ้นทุกข์ วันนี้ก็เป็นวันดีแล้ว ขอเชิญท่านขึ้นเป็นไต้อ๋องเจ้าของตำบลว่ากล่าวการงาน พวกพี่น้องทั้งหลายยอมอยู่ในบังคับบัญชาท่านทั้งสิ้น

ซ้องกั๋งจึงว่า เมื่อเตียวไก่จะดับสูญสั่งไว้ว่า ถ้าผู้ใดจับตัวซือบุนเกียงครูของพวกแซ่จันที่ยิงเตียวไก่ได้ จะยกให้ผู้นั้นเป็นเจ้าของตำบลเขาเนียซัวเปาะ ถ้อยคำอันนี้พี่น้องทั้งปวงได้ยินด้วยกันทุกคน ครั้นจะขัดขืนก็ไม่ควร บัดนี้ยังไม่ได้แก้แค้นซือบุนเกียงจะมาว่ากล่าวแทนที่อย่างไรได้ โงวหยงซินแสจึงพูดว่า เตียวไก่สั่งไว้ก็จริง อย่างธรรมเนียมตำบลบ้านเรือนไม่มีเจ้าของว่ากล่าวจนวันหนึ่งก็ไม่ควร ถ้าท่านไม่ยอมเป็นไต้อ๋องแล้ว พี่น้องทั้งหลายผู้ใดจะอาจว่ากล่าวแทนที่ได้ เชิญท่านเป็นเจ้าของตำบลว่ากล่าวการงานเถิด ภายหลังจึงคิดอ่านสืบไป ซ้องกั๋งว่าท่านซินแสพูดจาถูกต้องข้าพเจ้าก็จะยอมว่ากล่าวแทนก่อน ถ้าสืบไปเบื้องหน้าผู้ใดจับตัวซือบุนเกียงแก้แค้นได้จะยกให้ผู้นั้นเป็นไต้อ๋องเจ้าของตำบล

ลีขุยยืนอยู่ตรงนั้นได้ฟังจึงว่า ทำไมจึงพูดเช่นนั้น ตัวท่านอย่าว่าแต่เป็นเจ้าของตำบลเขาเนียซัวเปาะนี้เลย ถึงจะเป็นกษัตริย์ครอบครองสมบัติในเมืองหลวงก็ได้ ซ้องกั๋งได้ฟังก็โกรธว่าทำไมเจ้าจึงมาพูดดังนี้ ถ้าทีหลังพูดอีกก็จะต้องตัดลิ้น ลีขุยตอบว่าข้าพเจ้าจะเชิญให้ท่านเป็นเจ้าแผ่นดินยังจะมาตัดลิ้นด้วยหรือ โงวหยงซินแสจึงพูดกับซ้องกั๋งว่า ลีขุยเป็นคนมุทะลุไม่รู้จักอะไร พี่น้องทั้งปวงไม่เหมือนลีขุยดอก จงจัดการงานของเราต่อไปเถิดอย่าโกรธเลย

ซ้องกั๋งได้ฟังโงวหยงว่าก็จุดธูปเทียนขึ้น ลิมชองกับโงวหยงซินแสก็เชิญซ้องกั๋งมานั่งเก้าอี้ชั้นต้นที่ไต้อ๋อง ถัดลงมาชั้นสองข้างซ้ายคือโงวหยงซินแส ข้างขวาคือกงซุนสินซินแส ถัดมาอีกคือลิมชองนั่งอยู่ข้างซ้าย อูเอียนเจียกอยู่ข้างขวา บรรดาพี่น้องทั้งปวงคำนับซ้องกั๋งแล้วก็นั่งเป็นชั้นถัดๆ กันลงมา

ซ้องกั๋งจึงพูดว่า วันนี้ข้าพเจ้าขึ้นแทนที่เตียวไก่ไต้อ๋องเป็นเจ้าของตำบลเขาเนียซัวเปาะ ก็เพราะพี่น้องทั้งปวงเห็นดีเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน ปรารถนาจะช่วยกันบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุข จะต้องจัดการเสียใหม่ให้เป็นหกค่าย ซึ่งจูงีเทียที่ชุมนุมนี้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เรียกว่า ‘ตงงิตึง’ แปลว่าที่ชุมนุมสัตย์ซื่อ ข้างหน้าข้างหลังและซ้ายขวานั้นให้ตั้งค่ายประจำอยู่ทั้งสี่ทิศ หลังเขาเนียซัวเปาะนั้นให้ตั้งค่ายเล็กไว้สองค่าย หน้าเขาให้ตั้งด่านไว้สามแห่ง ถัดเขาลงไปให้ตั้งค่ายอยู่ในน้ำแห่งหนึ่ง ที่ตำบลกิมซัวทัว กับตำบลอะซุยทัวเชิงเลนนั้นให้ตั้งค่ายเล็กๆ ไว้ทั้งสองตำบล หวังจะได้ป้องกันข้าศึกศัตรู ในตำบลตงงิตึงที่ชุมนุมใหญ่นั้น คือตัวซ้องกั๋งไต้อ๋องเจ้าของตำบลเป็นที่หนึ่ง โงวหยงซินแสที่สอง กงซุนสินที่สาม ฮวยหยงที่สี่ ฉินเหม็งที่ห้า ลือฮวงที่หก กวยเส็งที่เจ็ด รวมเป็นพวกอยู่ในตำบลตงงิตึง

ค่ายข้างซ้ายนั้นให้ ลิมชอง เล่าตง ซือจิน เอียหยง เจียสิว โตวเซียน ซองบาน รวมเจ็ดนายพวกหนึ่ง

ค่ายข้างขวานั้นให้ อูเอียนเจียก จูตง ไตจง มกหอง ลีขุย อาวเผ็ง มกชุน รวมเจ็ดนายพวกหนึ่ง

ค่ายข้างหน้านั้นให้ ลิเอง ซือเหล็ง หลวงจีนลูตีซิม บู๊สง เอียจี้ เบ๊หลิน ซิอิน รวมเจ็ดนายพวกหนึ่ง

ค่ายหลังเขานั้นให้ ชาจิน ซึงลิบ อึงซิน ฮั่นทอ เผ็งกี เต็งฮุย สิย้ง พวกหนึ่ง

ค่ายในน้ำนั้นให้ ลี้จุน อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิด เตียหวย เตียสุน ทองอุย ทองเม้ง แปดนายพวกหนึ่งหกแห่งด้วยกันเป็นตัวนายสี่สิบสามคน

ที่ด่านต้นนั้นจัดให้ลุยเหง ฮวนสุนอยู่รักษา ด่านที่สองนั้นเกยเตียน เกยโปอยู่รักษา ด่านที่สามนั้นหังชอง ลีกุนอยู่รักษาค่าย ที่ตำบลกิมซัวทัว ให้เอียสุน แต้เทียนชิว ขงเม่ง ขงเหลียง สี่นายอยู่รักษา ค่ายที่ตำบลอะซุยทัว ให้ลิตง จิวทอง โจวเอี๋ยน โจวยุนสี่นายอยู่รักษา ค่ายเล็กที่หลังเขาสองค่ายให้เฮงเอยโฮ้ว นางโอ้วซาเหนีย เชาเจ็งอยู่รักษา ให้จูบู๊ ตันตัด เอียชุนอยู่รักษาค่ายที่เชิงเลน

จัดการรักษาค่ายและด่านทางเสร็จแล้ว ก็จัดการในตำบลตงงิตึง ข้างซ้ายนั้นให้เซียวเหยียงเป็นผู้รับหนังสือ ปวยชวนให้ว่าฝ่ายผู้ใดทำผิดและชอบ ให้กิมไตเกียนเป็นพนักงานตีตราสำหรับประทับหนังสือไปมา ให้เจียเก๊งว่ากล่าวบัญชีเงินทองและเสบียงอาหาร ข้างขวานั้นให้เลงจิ้นจัดแจงการปืน ให้เม่งคงเป็นพนักงานต่อเรือรบเล็กใหญ่ ให้โฮ้วเกียนเป็นพนักงานเสื้อหมวก ให้ต้อจงอ๋องกับลิหุนเป็นพนักงานปลูกสร้างบ้านเรือนและกำแพง ให้ทึงหลงเป็นพนักงานช่างเหล็กสำหรับจะได้สร้างอาวุธต่างๆ จูบู๊นั้นให้เป็นพนักงานฝ่ายสุรา ซ้องเช็งนั้นเป็นพนักงานจัดหาเครื่องโต๊ะสิ่งของเบ็ดเสร็จทั้งปวงให้เป็นพนักงานของโตวเฮงกับแป๊ะสิน โรงขายสุราทั้งสี่ตำบลกับสืบข่าวคราวและคอยรับพวกพ้องที่จะมาเข้าสามิภักดิ์ทั้งนั้น ให้จูกุ้ย งักหัว ซิเซียน ลี้ลิบ ซึงซิน นางโกวตัวซอ เตียแช นางซึงยีเหนีย แปดคนรักษาดูแลสืบไป ให้เจียะย้ง ตวนเก็งจู๊ สำหรับไปซื้อม้าข้างทิศเหนือมาใช้สอย การงานก็เรียบร้อยปกติทุกตำแหน่ง บรรดาพี่น้องทั้งหลายก็ยินดีว่ากล่าวตามที่ของตัวเป็นใจเดียวกันอยู่ในบังคับบัญชาซ้องกั๋งทั้งสิ้น

ครั้นรุ่งขึ้นซ้องกั๋งจึงปรึกษาพี่น้องทั้งปวงว่า ซึ่งเราจะยกกองทัพไปปราบปรามบ้านจันเถาฉี แก้แค้นแทนเตียวไก่ในขณะนี้ก็ไม่ควร ด้วยเตียวไก่เพิ่งดับสูญลง คอยให้พ้นร้อยวันเสียก่อนจึงค่อยยกกองทัพไป ซ้องกั๋งก็จัดการนิมนต์หลวงจีนมาสวดกงเต๊กทำบุญให้เตียวไก่ผู้ตายอยู่ทุกเวลา

ยังมีหลวงจีนรูปหนึ่งเป็นเจ้าวัดเลงหัวยี อยู่ในปักเกียตำบลไต้เม่งฮู้เดินทางเที่ยวมาถึงเขาเนียซัวเปาะซ้องกั๋งก็นิมนต์หลวงจีนเจ้าวัดเมืองปักเกียไปสวดกงเต๊ก แล้วถามว่าชัยภูมิที่เมืองปักเกียนั้นหากินยากหรือง่าย คนที่มีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งมีบ้างหรือประการใด หลวงจีนเจ้าวัดบอกว่าท่านไม่ได้ข่าวเล่าลือบ้างหรือ ที่เมืองปักเกียมีชายผู้หนึ่งเรียกว่าเง็กขีหลินแปลว่าราชสีห์หยก

ซ้องกั๋งได้ฟังก็รำลึกขึ้นได้ จึงพูดกับหลวงจีนว่า เดิมผู้คนเล่าลือว่าที่ในเมืองปักเกียมีชายผู้หนึ่งชื่อโลวอวนเงยเศรษฐีชื่อหนึ่ง เรียกว่าโลวจุนหงี หรือเรียกว่า เง็กขีหลินอยู่ที่ฮ่อปัก ปู่เและบิดาเป็นชาวเมืองปักเกีย โลวจุนหงีนั้นฝีมือเข้มแข็งนัก ถ้าได้โลวจุนหงีมาอยู่ด้วยที่เขาเนียซัวเปาะก็จะมีความสุขสืบไป

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ