๖๒

เตียสุนดำไปกอดโลวจุนหงีพาเข้าไปริมฝั่ง พวกที่ตลิ่งก็จุดคบคอยท่ารับเอาโลวจุนหงีขึ้นฝั่งช่วยกันล้อมไว้ บ้างเข้าแก้เอาเครื่องศัสตราวุธออกจากตัวโลวจุนหงีแล้วก็จะมัด พอไตจงวิ่งมาถึงร้องบอกพวกเหล่านั้นว่าซ้องกั๋งเป็นผู้ใหญ่สั่งมิให้ผู้ใดถูกต้องตัวท่านเศรษฐี จึงเอาเสื้อกางเกงปักด้วยไหมทองอย่างดีมาผลัดให้โลวจุนหงีใส่ แล้วอีกพวกหนึ่งก็เอาเกี้ยวมาเชิญโลวจุนหงีขึ้นเกี้ยวหามไป ซ้องกั๋งกับโงวหยง กงซุนสินและพวกพ้องเหล่านั้นให้ไพร่พลจัดโคมและเครื่องแห่มาคอยรับโลวจุนหงีที่ตามทาง พอเห็นไพร่พลหามโลวจุนหงีเดินไป ซ้องกั๋งกับพวกพ้องก็ลงจากม้า โลวจุนหงีเห็นดังนั้นก็ลงจากเกี้ยว ซ้องกั๋งคุกเข่าคำนับอยู่ข้างหน้า บรรดาพี่น้องก็คุกเข่าคำนับข้างหลังเป็นลำดับไป โลวจุนหงีคุกเข่าคำนับอยู่กับแผ่นดินแล้วพูดว่า ท่านจับข้าพเจ้ามาขอให้ฆ่าเสียโดยเร็วเถิด

ซ้องกั๋งได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า เชิญท่านเศรษฐีไปพูดจากันที่บ้านเถิด โลวจุนหงีก็ขึ้นเกี้ยว ซ้องกั๋งกับพวกพ้องขึ้นม้าห้อมล้อมโลวจุนหงีไปถึงตงงิตึงที่ชุมนุม เชิญโลวจุนหงีนั่งที่สมควร แล้วซ้องกั๋งก็เข้าไปคำนับแจ้งความว่า ข้าพเจ้าได้ยินชื่อท่านเศรษฐีปรากฏมาช้านานวันนี้ได้พบท่าน บรรดาพี่น้องซึ่งได้ผิดพลั้งกระทำแก่ท่านนั้น ข้าพเจ้าขออภัยเสียเถิด

โงวหยงซินแสก็เข้าไปคำนับโลวจุนหงีแล้วพูดว่า ซ้องกั๋งผู้เป็นใหญ่ใช้ให้ข้าพเจ้าแปลงเป็นหมอไปล่อลวงท่านมา ปรารถนาจะได้เป็นพวกเดียวกันช่วยบำรุงแผ่นดินต่อไป โลวจุนหงีหัวเราะแล้วพูดว่า เมื่อข้าพเจ้าอยู่บ้านโทษถึงตายก็ไม่มี วันนี้ตกมาอยู่ที่นี่ เมื่อจะฆ่าฟันประการใดก็เอาไปทำเถิด อย่ามาพูดจาเกลี้ยกล่อมเราเลย

ซ้องกั๋งว่า ข้าพเจ้าตั้งใจไปเชิญท่านมานี้ ปรารถนาจะให้เป็นเจ้าของตำบล โลวจุนหงีว่า ถึงตัวข้าพเจ้าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ที่จะให้ยอมเป็นพวกพ้องนั้นไม่ได้ โงวหยงซินแสว่า เวลาอื่นจึงค่อยพูดกัน แล้วก็สั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยง โลวจุนหงีไม่รู้ที่จะคิดประการใด ต้องจำใจกินโต๊ะเสพสุราบ้างเล็กน้อย ซ้องกั๋งก็สั่งให้จัดห้องที่อยู่ให้โลวจุนหงีนอน ครั้นรุ่งขึ้นเช้า ซ้องกั๋งจัดหาโต๊ะและสุราไว้พร้อม แล้วจึงเชิญโลวจุนหงีออกมานั่งที่ใหญ่ ซ้องกั๋งก็รินสุราใส่ถ้วยคำนับโลวจุนหงีแล้วพูดว่า ท่านอย่าโกรธพวกข้าพเจ้าเลย ซึ่งตำบลเขาเนียซัวเปาะนี้ ท่านเห็นว่าเล็กน้อยไม่ควรจะสำนักอาศัย ก็เห็นแก่ความสัตย์ซื่อของข้าพเจ้าเถิด ยอมยกที่ไต้อ๋องเจ้าของตำบลให้ท่านว่ากล่าวสืบไป

โลวจุนหงีจึงว่า ท่านพูดดังนั้นไม่ถูก ซึ่งตัวข้าพเจ้านี้เกิดที่เมืองหลวง ทรัพย์สินก็บริบูรณ์ ถึงจะเป็นตายประการใดก็ต้องกลับไป ตั้งแต่วันนี้ไปท่านอย่าพูดถึงความสัตย์ซื่อเลย ข้าพเจ้าก็ยังจะนั่งเสพสุรากันได้ ถ้าแม้นจะให้ยอมอยู่ด้วยก็จะตายเสียดีกว่า โงวหยงซินแสว่า ถ้าท่านเศรษฐีไม่ยอมก็เป็นที่จนใจ ด้วยพี่น้องทั้งหลายเห็นว่ากว่าจะเชิญมาได้เป็นที่ลำบากนัก จงเที่ยวเล่นอยู่ที่นี่อีกสักสี่ห้าเวลาก่อนแล้วจึงจะไปส่ง โลวจุนหงีว่าซึ่งท่านทั้งปวงจะให้เที่ยวเล่นก่อนก็ได้ แต่ข้าพเจ้าวิตกถึงที่บ้านบุตรภรรยาจะไม่รู้เหตุการณ์ โงวหยงตอบว่า การข้อนั้นง่ายนัก ให้ลีกูกับบ่าวไพร่คุมเกวียนกลับไปบ้านก่อน โลวจุนหงีจึงถามว่า สิ่งของในเกวียนอยู่ถ้วนหรือเป็นอันตรายบ้าง ลีกูว่าสิ่งของในเกวียนก็บริบูรณ์มิได้เป็นอันตรายสิ่งใด ซ้องกั๋งจึงเอาเงินเหรียญใหญ่ให้ลีกูสองเหรียญ บ่าวไพร่เหล่านั้นคนละสิบตำลึง ลีกูกับคนเหล่านั้นก็มีความยินดีคำนับรับเงินจะลาไป โลวจุนหงีไม่รู้ที่จะทำอย่างไร ก็สั่งลีกูว่าการงานสิ่งใดเจ้าก็ย่อมรู้อยู่ทั้งสิ้น ไปถึงบ้านแล้วจงเล่าให้ภรรยาเราฟังอย่าให้วิตกเลย ถ้าไม่ตายก็คงจะกลับไปบ้าน ลีกูจึงพูดว่า ท่านผู้เป็นใหญ่ในตำบลนี้รักใคร่อยากจะได้ไว้ ท่านจงอยู่สักเดือนเถิดไม่เป็นไรดอก พูดแล้วลีกูก็ลาไป โงวหยงซินแสก็ขึ้นม้าตรงไปยังตำบลกิมซัวทัวนั่งคอยลีกูอยู่ที่นั้น

ฝ่ายลีกูกับบ่าวเหล่านั้น คุมเกวียนออกจากเขาเนียซัวเปาะไปถึงตำบลกิมซัวทัว โงวหยงเห็นก็เรียกลีกูมาที่ใต้ต้นไม้พูดว่า พวกเรายกให้นายเจ้านั่งเก้าอี้ที่สองเป็นไต้อ๋องรองซ้องกั๋ง เมื่อนายเจ้ายังไม่ได้มานั้นได้เขียนคำโคลงไว้ที่ฝาผนังบ้านสี่คำเป็นอักษรยี่สิบแปดตัว ใจความต้นหนังสือว่า โลวจุนหงีคิดกบฏแต่ไม่มีผู้ใดรู้ด้วยเป็นคำอรรถ บัดนี้นายเจ้าก็เข้าเป็นพวกพ้องแล้วจึงบอกให้รู้ ครั้นจะฆ่าพวกเจ้าก็กลัวชื่อเสียงจะเสีย จึงปล่อยให้กลับไปฟ้องว่า นายเจ้าเข้าเป็นพวกเขาเนียซัวเปาะคิดกบฏไม่กลับมาแล้ว ลีกูกับบ่าวไพร่เหล่านั้นได้ฟังก็คุกเข่าคำนับลาคุมเกวียนตรงไปยังเมืองปักเกีย โงวหยงซินแสก็กลับมายังที่ชุมนุมจัดโต๊ะและสุราเลี้ยงโลวจุนหงีเป็นอันดี

โลวจุนหงีจึงพูดว่า ขอบใจท่านทั้งปวงนัก ไม่ฆ่าข้าพเจ้าเสียให้อยู่ดังนี้ วันเดียวเหมือนอยู่ปีหนึ่งจะขอลาท่านกลับไปบ้านก่อน ซ้องกั๋งว่าพวกข้าพเจ้ามีความรักใคร่ท่านเป็นอันมาก นานๆ จึงจะได้มาพบกันจะรีบเร่งนั้นไม่ควร อยู่ให้หลายวันสักหน่อยเถิดแล้วค่อยไป

โลวจุนหงีได้ฟังไม่รู้ที่จะพูดแก้ไขอย่างไร พอเวลาเย็นค่ำต่างคนก็ไปนอน รุ่งขึ้นเช้าซ้องกั๋งจัดโต๊ะและสุรามาคำนับโลวจุนหงีแล้วก็ชักชวนพูดจาให้เพลิดเพลินถึงการเล่นต่างๆ แต่เวียนผลัดเปลี่ยนกันจัดโต๊ะและสุรามาคำนับโลวจุนหงีอยู่คนละวัน ยังไม่ทันครบตัวคนก็ล่วงมาจนเดือนเศษ โลวจุนหงีนั้นไม่สบายใจบอกกับซ้องกั๋งว่า ข้าพเจ้าจะขอลาท่านทั้งปวงไปในเวลาวันนี้ ซ้องกั๋งว่าถ้าท่านจะไปให้ได้ก็เป็นที่จนใจนัก พูดแล้วก็เชิญโลวจุนหงีไปยังตงงิตึงที่ชุมนุมนั่งสนทนากันอยู่ บรรดาพวกพ้องของซ้องกั๋งที่ยังไม่ได้จัดโต๊ะมานั้นก็ชวนกันมาคำนับโลวจุนหงี แล้วพูดจาหน่วงเหนี่ยวให้โลวจุนหงีอยู่อีกหลายวัน แต่ผลัดเปลี่ยนอยู่เช่นนั้นจนล่วงเข้าสองเดือน

โลวจุนหงีจึงบอกกับซ้องกั๋งอีกว่า ข้าพเจ้าคิดถึงบ้านจะขอลาท่านกลับไป ซ้องกั๋งหัวเราะแล้วพูดว่า ท่านจะไปนั้นง่ายดอก พรุ่งนี้ข้าพเจ้ากับพวกพ้องจะไปส่งที่ตำบลกิมซัวทัว โลวจุนหงีก็มีความยินดี รุ่งขึ้นเช้าซ้องกั๋งก็จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงโลวจุนหงี แล้วเอาเสื้อกางเกงและอาวุธสำหรับมือมาคืนให้โลวจุนหงี และเอาเงินทองให้อีกเป็นอันมาก โลวจุนหงีรับไว้แต่พอไปซื้อกินตามทาง แล้วก็ลาซ้องกั๋งออกจากตำบลเขาเนียซัวเปาะ ซ้องกั๋งกับพวกพ้องตามไปส่งถึงตำบลกิมซัวทัวข้ามส่งโลวจุนหงีแล้วก็กลับมา โลวจุนหงีก็ออกจากเขตแดนเขาเนียซัวเปาะรีบเดินทางไป

ฝ่ายลีกูกับพวกเหล่านั้นมาถึงเมืองปักเกีย ลีกูมีความยินดีนัก ด้วยรักใคร่อยู่กับนางเกสีภรรยาโลวจุนหงีช้านาน ครั้นมีเหตุเกิดขึ้นก็สมกับความคิด ครั้นลีกูไปถึงบ้านโลวจุนหงีจึงเล่าความกับนางเกสีว่า โลวจุนหงีสามีเจ้าพวกโจรเขาเนียซัวเปาะยกให้เป็นนายที่สองนั่งเก้าอี้รองซ้องกั๋งไต้อ๋องลงมา เดิมโลวจุนหงีเขียนคำโคลงไว้ที่ฝาเป็นคำอรรถใจความนั้นว่าจะคิดกบฏ ตั้งแต่นี้ไปโลวจุนหงีไม่มาแล้ว นางเกสีภรรยาโลวจุนหงีได้ฟังก็ยินดีชวนลีกูไปดูคำโคลงที่ฝา ลีกูก็ชี้แจงให้นางเกสีเข้าใจ แล้วคิดอ่านกันไปฟ้องต่อสู้รักษาเมืองปักเกียว่าโลวจุนหงีเขียนคำโคลงไว้ที่ฝาว่าจะคิดกบฏ บัดนี้ไปเข้าเป็นพวกโจรที่ตำบลเขาเนียซัวเปาะแล้ว ผู้รักษาเมืองกรมการแจ้งความก็มาดูคำโคลง เห็นเป็นลายมือโลวจุนหงีเขียนเอง ที่ต้นหนังสือสี่ตัวว่า โลวจุนหงีฮ้วนคือคิดกบฏก็โกรธยิ่งนัก ลีกูกับนางเกสีจึงเอาเงินทองให้กับผู้รักษาเมืองและกรมการเป็นอันมาก ให้คอยจับตัวโลวจุนหงีมาทำโทษเสียให้ตาย ผู้รักษาเมืองกรมการได้เงินทองก็คอยสืบข่าวจะจับโลวจุนหงีอยู่ทุกเวลา ลีกูกับนางเกสีกลับมาบ้านเก็บรวบรวมสิ่งของและบัญชีทั้งปวงไว้ แล้วขับไล่เอียนเช็งเสียไม่ให้อยู่ที่บ้าน เที่ยวสั่งตามบรรดาญาติของโลวจุนหงีที่อยู่ในเมืองว่า ถ้าผู้ใดให้เอียนเช็งสำนักอาศัยคงจะได้วิวาทกัน ลีกูกับนางเกสีก็อยู่กินเป็นสามีภรรยากันต่อไป

ฝ่ายเอียนเช็ง ครั้นภรรยาของโลวจุนหงีกับลีกูไล่เสีย จะไปสำนักที่ไหนก็ไม่ได้ ครั้นจะเที่ยวไปหากินที่อื่นก็คิดถึงบุญคุณโลวจุนหงีผู้เป็นนายจะคอยให้พบกันก่อน ครั้นจะติดตามไปก็ยากจนไม่มีเงินจะซื้อกิน แล้วคิดเห็นว่าโลวจุนหงีที่ไหนจะยอมเป็นพวกโจร คงจะได้กลับมา เอียนเช็งก็เที่ยวขอทานอาหารเลี้ยงชีวิตอยู่นอกเมือง

ฝ่ายโลวจุนหงีออกจากเขตแดนเขาเนียซัวเปาะแล้วก็รีบมาเมืองปักเกียเดินทางตรงไปจะเข้าเมือง เอียนเช็งเห็นโลวจุนหงีมาแต่ไกลก็วิ่งไปคุกเข่าคำนับแล้วร้องไห้ โลวจุนหงีถามเอียนเช็งว่าทำไมเจ้าจึงนุ่งห่มดังนี้เล่า เอียนเช็งว่าที่นี่พูดไม่ได้ โลวจุนหงีก็ชวนเอียนเช็งไปที่ลับแล้วถามว่าเหตุผลอย่างไร เอียนเช็งก็เล่าความว่า เมื่อท่านออกจากบ้านไปได้ครึ่งเดือน ลีกูกลับมาบอกกับภรรยาท่านว่าตัวท่านเข้าเป็นพวกโจรได้นั่งเก้าอี้ที่สองเป็นนายรองซ้องกั๋งไม่กลับมาบ้านแล้ว ภรรยาท่านกับลีกูรักใคร่ร่วมใจกันไปฟ้องต่อสู้รักษาเมืองแล้วเก็บรวบรวมทรัพย์สิ่งของไล่ข้าพเจ้าเสีย จึงมาเที่ยวขอทานเลี้ยงชีวิตอยู่ตามแถวนอกเมืองด้วยคิดถึงบุญคุณท่าน ประการหนึ่งเห็นว่าท่านที่ไหนจะยอมเป็นพวกโจร ข้าพเจ้าจึงตั้งใจคอยท่าให้พบท่าน เชิญกลับไปเขาเนียซัวเปาะ ปรึกษาการงานเสียก่อน แม้นจะเข้าไปในเมืองก็คงเกิดความ

โลวจุนหงีได้ฟังก็โกรธจึงตอบว่า ภรรยาของเราที่จะทำเช่นนั้นไม่มี เจ้าเอาอะไรมาพูดล่อลวง เอียนเช็งว่ามิใช่ท่านมีตาและหูอยู่ข้างหลังจะได้รู้เห็นเหตุการณ์ต่างๆ ตัวท่านนั้นชอบแต่ฝึกหัดเพลงอาวุธ มิได้คิดถึงภรรยาละเลยเสียไม่แผ้วพาน ภรรยาของท่านนั้นรักใคร่ได้เสียกับลีกูมาช้านาน บัดนี้ได้อยู่กินเป็นสามีภรรยากันแล้ว ถ้ากลับไปคงคิดล้างผลาญเอาชีวิตท่านเป็นแน่ โลวจุนหงีโกรธด่าเอียนเช็งว่า เราอยู่ที่เมืองปักเกียมาถึงห้าชั่วคน ชาวบ้านชาวเมืองย่อมรู้อยู่ทั้งสิ้น ลีกูนั้นมีสติปัญญาและฝีมือประการใดจึงจะคิดการสิ่งนี้ เราไม่เห็นด้วย หรือเจ้าทำความผิดเองดอกกระมังจึงถูกขับไล่มาเสีย พูดแล้วก็เดินไป

เอียนเช็งได้ฟังก็ร้องไห้กลิ้งเกลือกอยู่กับแผ่นดิน เห็นโลวจุนหงีจะเดินเข้าเมือง เอียนเช็งเข้ายึดเอาชายเสื้อไว้ โลวจุนหงีไม่ฟังเอาเท้าถีบเอียนเช็งล้มลงแล้วก็ตรงเข้าไปในเมืองถึงบ้าน บ่าวไพร่เหล่านั้นเห็นโลวจุนหงีกลับมาก็ตกใจ ลีกูวิ่งไปคุกเข่าลงคำนับ โลวจุนหงีจึงถามลีกูว่า เอียนเช็งรักษาบ้านว่ากล่าวการงานดีดอกหรือ ลีกูแกล้งบอกว่า ท่านอย่าถามถึงเลยพูดไม่รู้สิ้น ท่านเหน็ดเหนื่อยมาเชิญพักเสียก่อนเถิด

พอพูดดังนั้นนางเกสีก็ทำเป็นร้องไห้เดินออกมา โลวจุนหงีถามภรรยาว่าเจ้าร้องไห้ทำไม หรือเอียนเช็งทำอย่างไรก็เล่าให้เราฟัง นางเกสีว่าท่านอย่าเพิ่งถามเหตุการณ์มากนักยากที่จะเล่า ท่านเหน็ดเหนื่อยหิวอ่อนมาเชิญพักหาอาหารรับประทานเสียก่อน แล้วข้าพเจ้าจะแจ้งความให้ทราบ โลวจุนหงีได้ฟังก็คิดสงสัยจึงถามว่า เอียนเช็งมาหรือเปล่า ลีกูมิได้บอกประการใดเอาเสื้อกางเกงมาผลัดให้โลวจุนหงี นางเกสีก็ทำทีจะไปจัดอาหารจึงให้บ่าวไปบอกกับผู้รักษาเมืองโลวจุนหงีกลับมาแล้ว ผู้รักษาเมืองแจ้งความก็จัดให้ขุนนางและกรมการคุมทหารสามร้อยตรงมาล้อมบ้านบุกรุกเข้าไป โลวจุนหงีได้ยินเสียงอื้ออึงก็ขยับจะยืนขึ้น พอพวกทหารที่ฝีมือเข้มแข็งถืออาวุธตรงมาล้อมจับตัวโลวจุนหงีได้ก็คุมตัวมา

ขณะนั้น เนียตงซีผู้รักษาเมืองปักเกียออกว่าราชการพร้อมด้วยขุนนาง พอทหารคุมตัวโลวจุนหงีไปถึง ลีกูกับนางเกสีก็ตามไปอยู่ที่นั้นด้วย เนียตงซีถามโลวจุนหงีว่าเจ้าก็เป็นเทือกเถาเหล่าเศรษฐีมั่งมีทรัพย์สินตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองปักเกียมาช้านาน เหตุใดจึงไปเข้าสามิภักดิ์กับพวกโจรเขาเนียซัวเปาะ กลับมาเป็นไส้ศึกคิดตีเอาเมืองปักเกียหรือ บัดนี้จับตัวมาได้จะว่าประการใด

โลวจุนหงีว่า เดิมโงวหยงพวกโจรปลอมเป็นหมอดูมาทายข้าพเจ้าว่าเคราะห์ร้ายล่อลวงไปยังเขาเนียซัวเปาะหน่วงเหนี่ยวไว้สองเดือนเศษ จะให้เข้าเป็นพวกพ้องแต่ข้าพเจ้าไม่ยอมแล้วพวกโจรปล่อยให้กลับมา ที่ข้าพเจ้าจะคิดกบฏนั้นหามิได้ เป็นความจริงดังนี้

เนียตงซีได้ฟังก็ร้องตวาดว่า เจ้าให้การดังนั้นจะพ้นตัวหรือ เพราะเจ้าไปเข้าเป็นพวกโจรปรึกษาคิดอ่านการกบฏจึงได้อยู่ช้า ภรรยาของเจ้ากับลีกูมาฟ้องจะว่าไม่จริงอย่างไร

ขณะนั้นลีกูจึงพูดกับโลวจุนหงีว่า ท่านผู้เป็นนาย ไหนๆ ก็ถูกจับตัวมาจนถึงที่นี่แล้วจงรับเสียดีกว่า ซึ่งท่านเขียนคำโคลงไว้ที่ฝาเป็นคำอรรถขุนนางและกรมการผู้ใหญ่บ้านเข้าไปดูก็รู้ชัดว่าท่านคิดกบฏ

ขณะนั้นนางเกสีจึงพูดกับโลวจุนหงีต่อหน้าผู้รักษาเมืองและกรมการทั้งปวงว่า มิใช่จะแกล้งท่านเมื่อไร เพราะกลัวความผิดที่ท่านทำไว้จะพลอยมาถึงข้าพเจ้าด้วยจึงได้คิดการ โบราณท่านย่อมว่าคิดกบฏแต่ผู้เดียวต้องฆ่าฟันสิ้นทั้งเก้าโคตร ลีกูว่า ท่านรับเป็นสัตย์เสียดีกว่าจะไม่ต้องทนทุกข์ นางเกสีจึงพูดว่า การทุกวันนี้ ไม่จริงจะเอาเป็นจริงก็ไม่ได้ บัดนี้ตัวท่านก็ติดเข้ามาแล้วจะทนไม้และหวายได้หรือ จงรับเสียโดยดีเถิด

โลวจุนหงีได้ฟังก็โกรธยิ่งนักจึงว่า แกล้งใส่ความเอาเปล่าๆ การอันนี้ไม่จริง บรรดาขุนนางและกรมการเหล่านั้นได้รับเงินสินบนของลีกูทุกคน เตียขงมกขุนนางผู้ชำระความเห็นโลวจุนหงีไม่รับ ก็เข้าไปแจ้งแก่ผู้รักษาเมืองว่า พวกโจรใจแข็งไม่เฆี่ยนตีที่ไหนจะรับ เนียตงซีว่าท่านพูดจาถูกต้อง จึงร้องสั่งผู้คุมเหล่านั้นว่าให้ผูกโลวจุนหงีเข้าเฆี่ยนเอาความจริงให้ได้ พวกผู้คุมเหล่านั้นได้รับเงินสินบนของลีกู ครั้นผู้รักษาเมืองสั่งก็เข้าช่วยกันผูกมัดโลวจุนหงีเข้าเฆี่ยนตีจนเนื้อแตกโลหิตไหลสลบไปสามครั้ง โลวจุนหงีเจ็บปวดทนไม่ได้ก็ต้องรับ เตียขงมกจดถ้อยคำไว้แล้วสั่งให้จำคาหนักร้อยชั่งเอาไปขังที่คุกใหญ่ ผู้คุมจัดการแล้วก็คุมตัวโลวจุนหงีตรงไปส่งให้ผู้สำเร็จราชการฝ่ายคุก

ฝ่ายเจียดคิบสองคนพี่น้องแซ่ซัว ชื่อฮกเป็นชาวเมืองปักเกีย เรียกว่าถิบิถวนคนหนึ่งชื่อชัวเค่งเรียกว่าเจ็กกีฮวยฝีมือเข้มแข็ง ชัวฮกกับชัวเค่งนั่งอยู่ที่หน้าคุก พอผู้คุมเอาตัวโลวจุนหงีมาส่ง ชัวฮกจับไว้แล้วบอกชัวเค่งผู้น้องว่า เจ้าจงคุมตัวโลวจุนหงีเข้าไปขังไว้ในคุกก่อน พี่กลับไปบ้านสักครู่หนึ่งจึงจะกลับมา ชัวฮกก็ออกจากคุกไป

ฝ่ายเอียนเช็งห้ามปรามโลวจุนหงีไม่ฟังแล้วก็ตามมาฟังข่าว ครั้นรู้ว่าโลวจุนหงีต้องโทษแต่อาหารก็ไม่มีผู้ใดส่ง เอียนเช็งเที่ยวขอทานได้อาหารกับสิ่งของเล็กน้อยก็ตรงมายังคุก พอเห็นชัวฮกเดินมาก็คุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ขอท่านได้สงเคราะห์เมตตาด้วยเถิด โลวจุนหงีผู้เป็นนายข้าพเจ้าถูกแกล้งใส่ความ บัดนี้มาต้องโทษอาหารก็ไม่มีผู้ใดส่ง ข้าพเจ้ายากจนจึงเที่ยวขอทานได้อาหารจะขอเอาไปให้โลวจุนหงีรับประทาน ชัวฮกได้ฟังจึงว่า การงานสิ่งใดเราก็ย่อมรู้อยู่ เจ้าจงเอาไปส่งเถิดไม่เป็นไรดอก เอียนเช็งคำนับแล้วก็ไปที่คุกส่งอาหารให้โลวจุนหงี

ฝ่ายลีกูกลับไปถึงบ้าน ปรึกษากับนางเกสีแล้วเอาทองคำหนักห้าสิบตำลึงใส่ห่อผ้าออกจากบ้านตรงมาที่โรงขายน้ำชา ใช้เจ้าของโรงไปคอยดู ถ้าเห็นชัวฮกเดินกลับไปบ้านให้เชิญมาที่นี่ก่อน เจ้าของโรงก็ไปคอยอยู่ตามทาง พอชัวฮกเดินถึงสะพานเจ้าของโรงก็คำนับแล้วแจ้งความว่า ยังมีชายผู้หนึ่งใช้ให้มาเชิญท่านไปที่โรงข้าพเจ้าสักครู่หนึ่ง ชัวฮกได้ฟังก็เดินตามเจ้าของโรงไปถึง ลีกูก็ออกมาต้อนรับแล้วเชิญชัวฮกเข้าไปข้างใน

ชัวฮกจึงถามว่า โตวก๊วนให้เชิญเรามามีธุระสิ่งใดหรือ ลีกูว่าข้าพเจ้าจะบอกท่านตามจริงเรื่องความนั้นท่านก็ย่อมรู้อยู่ จงช่วยคิดอุบายทำให้โลวจุนหงีตายเสียในเวลาค่ำวันนี้ ข้าพเจ้าจะให้ทองคำหนักห้าสิบตำลึงเป็นค่าสินบน บรรดาขุนนางและกรมการเหล่านั้นตกพนักงานข้าพเจ้าจะเอาเงินทองไปจัดแจงเอง

ชัวฮกได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า ท่านไม่เห็นหนังสือสี่ตัวหน้าโรงชำระหรือว่ามิให้เข้ากับผู้ใด ท่านเก็บริบทรัพย์สมบัติแล้วเอาภรรยาไปเสียด้วย บัดนี้เอาทองคำมาให้เราห้าสิบตำลึงจะให้ล้างผลาญชีวิตผู้อื่นเสีย ถ้าภายหลังพลั้งพลาดประการใดตัวเรามิเป็นโทษด้วยหรือ

ลีกูจึงว่า ท่านเห็นเล็กน้อยข้าพเจ้าจะเติมให้อีกห้าสิบตำลึง ชัวฮกได้ฟังก็แกล้งพูดว่า ซึ่งคนๆ นี้มั่งมีทรัพย์สินเป็นเศรษฐีอยู่ในเมืองปักเกีย ชื่อเสียงปรากฏ ถ้าเราคิดฆ่าเสียได้ทองแต่ร้อยตำลึงก็จะเอาไปทำไม แม้นว่าให้ห้าร้อยตำลึงจึงจะทำ ลีกูว่าข้าพเจ้าได้ทองคำมาเท่านี้เอง ท่านจงรับไว้ก่อนเถิด เวลาค่ำท่านจัดแจงแล้ว ข้าพเจ้าจึงจะเอาไปให้ท่านจนครบห้าร้อยตำลึง ชัวฮกรับทองคำใส่ห่อผ้ายืนขึ้นพูดว่า รุ่งขึ้นเช้าจงไปหามศพโลวจุนหงีที่คุกเถิด ลีกูได้ฟังก็ยินดีคำนับลาชัวฮกกลับไปบ้าน ฝ่ายซ้องกั๋งครั้นโลวจุนหงีไปแล้วก็มีความวิตกกัน จึงให้ชาจินกับไตจงติดตามมาฟังข่าว ชาจินกับไตจงคำนับลาออกจากเขาเนียซัวเปาะตรงไปถึงเมืองปักเกียแจ้งความว่า โลวจุนหงีต้องโทษ ลีกูเอาทองไปบนบานจะให้โลวจุนหงีตายเสียในคุก ชาจินกับไตจงรู้ความแล้วก็ตรงไปถึงประตูบ้านชัวฮก ร้องบอกว่าข้าพเจ้ามาหาท่านเจียดคิบ ชัวฮกได้ฟังก็ออกมาดู เห็นชาจินมีรูปร่างลักษณะดีแต่ยังไม่รู้จักว่าผู้ใด ชาจินคุกเข่าคำนับ ชัวฮกก็ต้อนรับตามธรรมเนียมถามว่า ท่านแซ่ใดชื่อไร มาหาข้าพเจ้าด้วยธุระสิ่งไร ชาจินตอบว่าที่นี่ยังพูดไม่ได้ ชัวฮกก็เชิญเข้าไปข้างใน ชาจินให้ไตจงอยู่ข้างนอก ชัวฮกจัดที่ให้ชาจินนั่งพอสมควร

ชาจินจึงพูดว่า ท่านอย่าตกใจ ข้าพเจ้าชาวเมืองซองจิวอยู่บ้านเฮงไฮกุ๋น แซ่ชาชื่อจินที่เรียกว่าเซียวซวนฮอง เป็นเทือกเถาพระเจ้าชาซีจง ครั้นอยู่มาต้องโทษจึงได้ไปสามิภักดิ์อยู่ที่เขาเนียซัวเปาะ บัดนี้ซ้องกั๋งใช้ให้มาฟังข่าวโลวจุนหงี แจ้งความว่าต้องโทษอยู่ในคุกด้วยมีผู้ร่วมคิดกันแกล้งใส่ความเอาชีวิตของโลวจุนหงี ครั้งนี้จะเป็นตายก็เพราะท่าน ข้าพเจ้าจึงได้มาแจ้งความให้ทราบ แม้นท่านช่วยอุปถัมภ์อย่าให้โลวจุนหงีถึงแก่ชีวิตเป็นอันตราย ข้าพเจ้าจะได้ตอบแทนสนองคุณท่านให้สมควร ถ้าโลวจุนหงีตายในขณะนี้ คงจะมีผู้ยกกองทัพมาแก้แค้นตีเมืองเข้าไปได้ก็จะพากันตายเสียสิ้น ตัวท่านเป็นคนซื่อตรงไม่มีสิ่งของมาคำนับ มีแต่ทองคำหนักพันตำลึงติดมาปรารถนาจะให้ท่านช่วย ชัวฮกได้ฟังก็ตกใจไม่รู้ที่จะโต้ตอบอย่างไรนั่งตะลึงอยู่

ชาจินจึงยืนขึ้นพูดว่า ข้าพเจ้าชายชาติทหารจะทำการสิ่งใดก็แน่นอนท่านอย่ากลัวเลย ชัวฮกว่าเชิญท่านกลับไปเถิด การงานสิ่งใดข้าพเจ้าจะจัดแจงเองอย่ามีความวิตก ชาจินว่าสืบไปภายหน้าจะแทนคุณท่านอีก ก็เอาทองคำที่ไตจงเข้าไปให้ชัวฮก แล้วชวนกันออกจากบ้านไป

ฝ่ายชัวฮกแจ้งเหตุการณ์ที่ชาจินบอก ก็ตรงมาถึงคุกเล่าความให้ชัวเค่งผู้น้องฟังแต่ต้นจนปลายทุกประการ ชัวเค่งว่าถึงตัวข้าพเจ้าก็ไม่ชอบจะให้ช่วยคนผิดอย่างไรได้ โบราณท่านย่อมว่า จะฆ่าคนก็ฆ่าให้ตาย ถ้าจะช่วยก็ช่วยให้ตลอด บัดนี้เราได้ทองคำพันตำลึงแล้วช่วยกันเดินเหินใช้สอย เนียตงซีผู้รักษาเมืองกับเตียขงมกก็เห็นแต่จะได้เงินทอง ขอให้เนรเทศโลวจุนหงีไปเมืองไกลๆ เสีย เมื่อพวกเขาเนียซัวเปาะจะช่วยได้หรือไม่ได้ช่างเป็นไร อย่าให้โลวจุนหงีตายในเงื้อมมือเรา

ชัวฮกจึงพูดว่า น้องคิดอ่านดังนี้เหมือนใจพี่ เจ้าไปจัดแจงให้โลวจุนหงีอยู่ตามสบาย ปรึกษากันแล้วชัวฮกกับชัวเค่งก็เอาทองคำไปเดินเหินไม่ให้ผู้ใดรู้เสร็จแล้วก็กลับมา ครั้นรุ่งขึ้นเช้าลีกูก็ไปคอยท่าอยู่ที่คุกไม่เห็นศพโลวจุนหงีเหมือนชัวฮกพูด ลีกูก็ไปหาชัวฮกที่บ้านเตือนว่า ท่านทำไมจึงไม่จัดแจงตามคำซึ่งสัญญาไว้ ชัวฮกแกล้งพูดว่า เวลาคืนนี้จะลงมือเอาชีวิตเสียแล้ว พอเนียตงซีผู้รักษาเมืองให้คนใช้มาห้ามว่าอย่าทำให้ตายจึงได้งดไว้ ท่านจงไปเดินเหินต่อท่านผู้ใหญ่อีกเถิด ลีกูได้ฟังก็กลับไปจัดให้คนใช้ไปเดินเหินที่ผู้รักษาเมือง ๆ ได้รับทองของลีกูไว้ก็พูดว่า การสิ่งนี้สุดแต่เจียดคิบ ถ้าลงมือทำก็คงตาย ผู้ที่ไปเดินเหินจึงกลับไปคิดอ่านกับลีกูว่าจะต้องไปหาเจียดคิบอีก

ฝ่ายชัวฮกกับชัวเค่งก็ไปเตือนเตียขงมก ๆ นั้นรับทองคำไว้จัดแจงปรึกษาโทษของโลวจุนหงีเสร็จแล้วก็ไปแจ้งความให้ผู้รักษาเมืองฟังว่า ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูความของโลวจุนหงีมีผู้มาฟ้องก็จริง แต่การสิ่งใดยังไม่เกิดขึ้น ถึงโลวจุนหงีไปอยู่ที่เขาเนียซัวเปาะไต่ถามก็ยังไม่ได้ความ เอาโลวจุนหงีมาเฆี่ยนเสียสี่สิบทีแล้วเนรเทศไปให้ไกลถึงสามพันลี้ ท่านจะเห็นประการใด เนียตงซีว่าท่านปรึกษาดังนี้ถูกเหมือนใจเราคิดไว้ พูดแล้วสั่งชัวฮกให้เอาตัวโลวจุนหงีออกมาจากคุกถอดคายาว สักหน้าเสีย แล้วเฆี่ยนสี่สิบทีเอาคาเล็กมาใส่ มอบให้ตังเทียว สิปาคุมตัวไปเนรเทศ

ซึ่งตังเทียวสิปาสองคนนี้เดิมเป็นขุนนางเล็กน้อยอยู่เมืองไคฮงฮู้ ผู้รักษาเมืองให้คุมลิมชองเนรเทศไปเมืองซองจิว ครั้งนั้นก็ทำร้ายลิมชองไม่ได้ กอไทอวยโกรธทำโทษตังเทียว สิปาเนรเทศมาเมืองปักเกีย เนียตงซีเห็นว่าตังเทียว สิปารู้การงานก็เอาไว้ใช้ตั้งให้เป็นผู้คุม ตังเทียว สิปารับหนังสือปรึกษาแล้วลาผู้รักษาเมือง คุมตัวโลวจุนหงีมาฝากไวัที่ตะรางก่อน ต่างคนก็กลับไปบ้านจัดสิ่งของต่างๆ จะเอาไปใช้สอยตามทาง

ฝ่ายลีกูแจ้งว่า โลวจุนหงีไม่ตายเป็นแต่เนรเทศไปเมืองไกลก็ตกใจกลัวยิ่งนัก จึงให้คนใช้มาเชิญตังเทียว สิปาผู้คุมทั้งสองไปที่โรงขายสุราแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะแจ้งความแก่ท่านแต่ตามจริง โลวจุนหงีนี้เป็นคนพยาบาทกับข้าพเจ้า จะเอาเงินให้ท่านใช้สอยบ้าง ท่านอย่าต้องคุมไปให้ไกลเลยคิดอ่านฆ่าเสียแต่ที่ใกล้ๆ เอาสิ่งของมาให้ข้าพเจ้าดูเป็นสำคัญ จะให้ทองคำหนักห้าสิบตำลึงสนองคุณท่านทั้งสองอีก พูดแล้วก็ส่งเงินเหรียญใหญ่ให้ผู้คุมทั้งสอง ตังเทียว สิปารับเงินลาลีกูกลับมาบ้าน จัดสิ่งของใส่ห่อผ้าเสร็จแล้วก็ออกจากบ้านมารับโลวจุนหงีที่ตะรางออกเดินทางในเวลากลางคืน ตังเทียว สิปาพาลด่าโลวจุนหงีว่า เจ้าอย่าถือดีทางซึ่งจะเดินไปซัวมึงเต๊าถึงหกพันลี้ เงินทองจะซื้อกินเจ้าก็ไม่มีสักเบี้ยอีแปะจะให้เราทำอย่างไร

โลวจุนหงีว่า ข้าพเจ้านี้ถูกแกล้งใส่ความริบเอาทรัพย์สิ่งของทั้งปวงเสียสิ้นจึงไม่มีเงินใช้สอย ตังเทียวว่าตัวเจ้าเป็นเศรษฐีตระหนี่ทรัพย์แต่เส้นผมก็ไม่ให้กระเด็น บัดนี้ฟ้าและดินเปิดช่องทดแทนอย่าพาลพาโลคนอื่นเลยคงจะได้เห็นกัน โลวจุนหงีได้ฟังก็โกรธแต่ไม่รู้ที่จะโต้ตอบประการใดก็สู้อดใจนิ่งอยู่ ตังเทียว สิปาคุมตัวโลวจุนหงีออกทางประตูตังหมึงฝ่ายทิศตะวันออก ตังเทียวหยิบห่อผ้าสิ่งของผูกไว้กับคาที่ใส่โลวจุนหงี แล้วเร่งให้เดินไปประมาณทางได้ห้าสิบลี้ เวลาก็เย็นค่ำจึงเข้าพักสำนักที่โรงเตี๊ยมแกล้งใช้โลวจุนหงีต่างๆ ครั้นรุ่งเช้าจึงออกจากโรงเตี๊ยมไป

ฝ่ายเอียนเช็งแจ้งว่า โลวจุนหงีต้องเนรเทศไปเมืองไกล สืบรู้เหตุการณ์ว่าผู้คุมทั้งสองจะคิดร้ายโลวจุนหงี เอียนเช็งก็อุตส่าห์เล็ดลอดติดตามไปคอยดู ถ้าเห็นผู้คุมเข้าพักที่ไหน เอียนเช็งก็เที่ยวหาศาลเจ้าหรือศาลาอาศัยอยู่ที่ใกล้พอได้ยินเสียงและเห็นกัน ครั้นรุ่งขึ้นเช้าตังเทียว สิปาก็คุมโลวจุนหงีออกจากโรงเตี๊ยม เอียนเช็งก็ค่อยๆ เดินตามหลังไป

ฝ่ายโลวจุนหงีตั้งแต่ถูกเฆี่ยนยังป่วยอยู่ เดินทางเวลาหนึ่งก็เจ็บเท้าไปไม่ใคร่จะได้ ผู้คุมทั้งสองเอากระบองทุบตีโลวจุนหงีเร่งให้เดิน โลวจุนหงีก็อุตส่าห์เดินพ้นตำบลนั้นไปประมาณทางได้สิบลี้ถึงป่าใหญ่แห่งหนึ่ง โลวจุนหงีบอกกับผู้คุมว่า ข้าพเจ้าเดินไปไม่ได้แล้ว ท่านจงเอ็นดูให้หยุดพักสักครู่หนึ่งเถิด ตังเทียว สิปาก็พาโลวจุนหงีเข้าไปหยุดพักในป่าต้นไม้ใหญ่คิดจะฆ่าโลวจุนหงีเสียให้ตาย

ขณะนั้นเวลาเช้ายังไม่มีผู้คนเดินไปมา สิปาจึงแกล้งพูดว่า เราสองคนนี้ตื่นแต่เช้ามืดยังง่วงอยู่ จะนอนในป่านี้สักตื่นหนึ่งก็กลัวเจ้าจะหนีไป โลวจุนหงีว่า ถึงมีปีกบินได้ก็หนีท่านไม่พ้น สิปาจึงว่าถ้ากระนั้นต้องผูกมัดไว้ให้มั่นคง พูดแล้วก็เข้าช่วยกันผูกมัดโลวจุนหงีไว้กับต้นไม้ใหญ่ แล้วตังเทียวก็เดินไปคอยดูผู้คนอยู่ที่ต้นทาง สิปาจับกระบองสองมือตรงเข้ามาบอกโลวจุนหงีว่า ท่านอย่าโกรธเราสองคนนี้เลย เพราะด้วยลีกูสั่งมาให้ฆ่าท่านเสียตามทาง แม้นไปถึงซัวมึงเต๊าก็คงตายเหมือนกัน จะต้องไปให้ลำบากทำไม ตายเสียที่นี่ดีกว่า ถ้าท่านตายไปเมืองผีแล้วอย่าโทษว่าเราทำ

โลวจุนหงีได้ฟังก็ร้องไห้ไม่รู้ที่จะทำประการใด ด้วยถูกมัดไว้มั่นคงก็ทรุดศีรษะลงยอมตาย เอียนเช็งตามมาแอบต้นไม้ยืนดูอยู่ พอสิปาเงื้อกระบองขึ้นจะตีโลวจุนหงี เอียนเช็งก็เอาลูกเกาทัณฑ์ขว้างมาถูกคอสิปาล้มลงขาดใจตาย ตังเทียวได้ยินเสียงดังก็วิ่งมาดู เห็นสิปานอนคว่ำอยู่ที่ดินกระบองที่ถือก็กระเด็นไปอยู่ไกล ตังเทียวเข้าไปพยุงสิปาขึ้น เห็นลูกเกาทัณฑ์มือปักอยู่ที่คอก็แจ้งว่าสิปาถูกลูกเกาทัณฑ์ เหลียวไปดูข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือเห็นมีชายผู้หนึ่งยืนแอบต้นไม้อยู่ เอียนเช็งก็ขว้างเกาทัณฑ์มือมาอีก ถูกคอตังเทียวทะลุตลอดมาข้างหลังล้มลงขาดใจตาย เอียนเช็งก็ตรงเข้ามาเอากระบี่ตัดเชือกที่มัดโลวจุนหงีกับขื่อคาออกแล้วร้องไห้

ขณะนั้นโลวจุนหงีไม่ได้สติเหมือนสลบไป ครั้นได้ยินเสียงร้องไห้ก็ลืมตามาดู เห็นเอียนเช็งร้องไห้ร่ำไรอยู่จึงพูดว่า ถ้าไม่ตกใจถึงเพียงนี้เจ้ากับเราคงไม่ได้เห็นหน้ากัน เอียนเช็งว่า ข้าพเจ้าแจ้งความว่าผู้คุมทั้งสองพาตัวท่านมาทางนี้ จึงได้ติดตามมาแอบดูเห็นผู้คุมจะทำร้ายท่าน ข้าพเจ้าก็ขว้างลูกเกาทัณฑ์ถูกผู้คุมทั้งสองคนตาย

โลวจุนหงีได้ฟังก็แลไปเห็นผู้คุมตายจึงพูดว่า เจ้ามาช่วยชีวิตเราไว้ฆ่าผู้คุมทั้งสองตายโทษก็มากขึ้นอีก เราจะหนีไปสำนักอาศัยที่ไหนดี เอียนเช็งว่า เดิมซ้องกั๋งแกล้งทรมานท่านให้เข้าเป็นพวกพ้อง ครั้งนี้ถ้าไม่ไปเขาเนียซัวเปาะที่อื่นก็อาศัยไม่ได้ โลวจุนหงีว่าเท้าเราเจ็บนักเดินไปไม่ได้จะทำอย่างไร เอียนเช็งว่าข้าพเจ้าจะแบกท่านไป แล้วก็ชักลูกเกาทัณฑ์ที่ศพผู้คุมเก็บไว้ กระบี่เหน็บติดตัวแน่นหนา อุ้มโลวจุนหงีขึ้นบ่าเดินตรงไปข้างทิศตะวันออกประมาณทางได้สิบลี้ถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เอียนเช็งกับโลวจุนหงีก็เข้าอาศัยซื้ออาหารรับประทาน

ฝ่ายคนที่เดินทางเห็นผู้คุมสองคนถูกลูกเกาทัณฑ์ตาย ก็ชวนกันไปบอกผู้รักษาตำบลไต้เม่งฮู้ซึ่งขึ้นกับเมืองปักเกีย ผู้รักษาตำบลไต้เม่งฮู้แจ้งความก็ใช้ให้กรมการมาชันสูตรดูรู้ว่าเป็นผู้คุมของเนียตงซี ชื่อตังเทียว สิปา คุมโลวจุนหงีคนโทษเนรเทศมา ก็สั่งกรมการทหารทั้งปวงสืบหาตัวผู้ร้ายและคนโทษให้จงได้ กรมการและทหารก็ลาไปปรึกษากันว่า ซึ่งผู้คุมทั้งสองตายมีบาดแผลเป็นรอยยิงด้วยเกาทัณฑ์มือเห็นมีอยู่แต่เอียนเช็งคนเดียว ก็แยกย้ายไปเที่ยวสืบทุกบ้านทุกตำบล บอกรูปพรรณผู้ร้ายกับคนโทษให้นายบ้านนายอำเภอรู้ทั่วกัน ข่าวนั้นก็เลื่องลือต่อๆ ไป

ฝ่ายโลวจุนหงีกับเอียนเช็งพักอยู่ที่โรงเตี๊ยม เซียวยี่เจ้าของโรงเห็นโลวจุนหงีกับเอียนเช็งรูปร่างเหมือนกับหนังสือประกาศ ก็มีความสงสัยจึงไปแจ้งความกับนายอำเภอว่า มีชายสองคนรูปร่างนั้นเหมือนกับที่กล่าวหา บัดนี้สำนักอยู่ที่โรงข้าพเจ้า นายอำเภอได้ฟังก็ไปแจ้งความกับกรมการและทหารทั้งปวงพากันมายังโรงเตี๊ยม

ฝ่ายเอียนเช็งเวลานั้นไม่มีสิ่งใดจะกินกับอาหาร ก็เอาเกาทัณฑ์มือไปเที่ยวขว้างสัตว์ในป่า พอเซียวยี่นำกรมการและทหารไปถึงเข้าล้อมโรงเตี๊ยมไว้ เห็นโลวจุนหงีผู้เดียวก็เข้าจับโลวจุนหงีมัดบรรทุกเกวียนคุมตัวออกจากโรงเตี๊ยมไป

ฝ่ายเอียนเช็งเที่ยวขว้างสัตว์ป่าได้พอกินแล้ว จะกลับมาโรงเตี๊ยมได้ยินเสียงผู้คนอื้ออึงก็แอบต้นไม้ดู เห็นพวกทหารถือเครื่องศัสตราวุธจับตัวโลวจุนหงีมัดไว้ในเกวียนพ้นโรงเตี๊ยมไปแล้ว เอียนเช็งจะเข้าช่วยก็ไม่ได้ด้วยทหารมากไม่รู้ที่จะทำประการใด ก็ร้องไห้วิตกถึงโลวจุนหงียิ่งนัก จึงคิดว่าการครั้งนี้สำคัญ ถ้าไม่ไปแจ้งความกับซ้องกั๋งที่เขาเนียซัวเปาะให้ทราบโลวจุนหงีคงถึงแก่ชีวิตเป็นอันตรายแน่ คิดแล้วก็อุตส่าห์เดินทางไปถึงเนินแห่งหนึ่ง เห็นมีต้นไม้ใหญ่ก็เข้าหยุดนอนจนสว่างตื่นขึ้น มีความวิตกด้วยทางจะไปเขาเนียซัวเปาะนั้นไกลนักเงินทองก็ไม่มี พอได้ยินเสียงนกร้องอยู่บนต้นไม้ เอียนเช็งแหงนหน้าขึ้นดู นกนั้นก็มองอูเอียนเช็ง ๆ หยิบเอาลูกเกาทัณฑ์มาถือไว้แล้วอธิษฐานว่า ข้าพเจ้ามีลูกเกาทัณฑ์อยู่สิ่งเดียว ถ้าชีวิตของโลวจุนหงีผู้มีคุณยังไม่ถึงที่ตาย ข้าพเจ้าขว้างลูกเกาทัณฑ์ไปขอให้นกพลัดตกลงมา แม้นว่าครั้งนี้โลวจุนหงีจะถึงแก่ชีวิต ขว้างลูกเกาทัณฑ์ไปอย่าให้ถูกนก ครั้นอธิษฐานแล้วก็ขว้างลูกเกาทัณฑ์ไปถูกหางนก ๆ ก็พาลูกเกาทัณฑ์บินข้ามเนิน เอียนเช็งเห็นดั่งนั้นก็รีบเดินทางตามนกไป

ฝ่ายชาจินกับไตจงออกจากบ้านชัวฮก ณ เมืองปักเกียตรงไปถึงเขาเนียซัวเปาะ เล่าความให้ซ้องกั๋งฟังตามซึ่งได้พูดกับชัวฮกและได้มอบทองคำให้ชัวฮกไว้ทุกประการ ซ้องกั๋งแจ้งดังนั้นก็มีความวิตก จึงให้เอียหยงกับเจียสิวรีบไปฟังข่าวโลวจุนหงีอีก เอียหยงกับเจียสิวออกจากเขาเนียซัวเปาะตรงมาเมืองปักเกีย

ฝ่ายเอียนเช็งรีบเดินทางตามนกไปพักหนึ่ง เห็นเอียหยงเจียสิวเดินทางสวนมาสำคัญว่าคนค้าขายมีอาวุธสำหรับมือกับสิ่งของด้วย เอียนเช็งจึงคิดว่าคนทั้งสองนี้เดินทางมาที่ไหนสู้ฝีมือเราได้ จำจะแย่งชิงเอาห่อผ้าเสียจะได้ไปซื้อกินตามทาง คิดแล้วก็เอาลูกเกาทัณฑ์เหน็บไว้ พอเอียหยงกับเจียสิวเดินมามิได้ระวังตัว เอียนเช็งก็ตรงเข้ามาเอามือทุบคนเดินหลังคือเจียสิวล้มลง แล้วก็จะไปทุบเอียหยงอีก เอียหยงเหลียวมาเห็นก็เอากระบองสั้นตีถูกต้นขาเอียนเช็งล้มลง เจียสิวลุกขึ้นตรงเข้ามาเอาเท้าเหยียบเอียนเช็งไว้ชักกระบี่ออกจะฟัน

เอียนเช็งร้องว่า ท่านผู้มีฝีมือถึงจะฆ่าข้าพเจ้าเสียก็ไม่วิตก แต่เป็นทุกข์อยู่ไม่มีผู้ใดบอกข่าวคราว เจียสิวได้ฟังก็ชะงัก ฉุดเอียนเช็งขึ้นถามว่าเจ้าเป็นคนบอกข่าวเหตุการณ์สิ่งใดหรือ

เอียนเช็งว่า ท่านจะถามล่อลวงจับตัวดอกกระมัง เอียหยงได้ฟังก็สงสัยตรงเข้าจับมือเอียนเช็งถามว่า เจ้านี้เป็นพวกของโลวจุนหงีชื่อเอียนเช็งไม่ใช่หรือ เอียนเช็งว่าท่านทั้งสองเปรียบเหมือนเชือกที่จะมาผูกมัดเอาชีวิต ข้าพเจ้าบอกกับท่านแล้วถึงจะจับตัวไปก็จะยอมตาย ซึ่งโลวจุนหงีนั้นเป็นนาย ข้าพเจ้าชื่อเอียนเช็งที่เรียกว่าลังจือ เอียหยง เจียสิวได้ฟังจึงว่านี่เป็นบุญนักหนาเกือบจะฆ่าเสียแล้ว เราเป็นพวกตำบลเขาเนียซัวเปาะชื่อเอียหยง คนนั้นชื่อเจียสิว ซ้องกั๋งใช้ให้ไปฟังข่าวโลวจุนหงีที่เมืองปักเกียก่อน โงวหยงซินแสกับไตจงจะตามมาภายหลัง

เอียนเช็งได้ฟังก็ดีใจ เล่าความเรื่องโลวจุนหงีให้แจ้งทุกประการ เอียหยงว่า ถ้ากระนั้นเจ้ากับเรากลับไปเขาเนียซัวเปาะบอกให้ซ้องกั๋งทราบก่อนจะได้คิดการต่อไป เจียสิวลงไปเมืองปักเกียแต่ผู้เดียวสืบได้ความแล้วจงรีบกลับมาโดยเร็ว เจียสิวก็จัดสิ่งของและอาวุธเหน็บติดตัวถือห่อผ้าลาเอียหยงกับเอียนเช็งเดินตรงไปเมืองปักเกีย เอียหยงก็พาเอียนเช็งกลับไปเขาเนียซัวเปาะในเวลากลางคืน ครั้นถึงเอียหยงพาเอียนเช็งไปคำนับซ้องกั๋ง แล้วก็แจ้งความของโลวจุนหงีให้ฟังตั้งแต่ต้นจนปลายทุกประการ ซ้องกั๋งได้แจ้งก็ตกใจ จึงประชุมพี่น้องทั้งปวงมาพร้อมกันปรึกษาการที่จะช่วยโลวจุนหงีก็กลัวจะไม่ทัน ด้วยเอียนเช็งฆ่าผู้คุมตายทั้งสองคนแล้วจับเอาโลวจุนหงีไปได้อีกกลัวจะฆ่าเสียก่อน เจียสิวนั้นให้ไปฟังข่าวคราว ถึงรู้ว่าจะฆ่าโลวจุนหงีที่ไหนจะคิดแก้ไขได้ จำจะให้โงวหยงกับไตจงไปฟังดู ถ้าเห็นว่าการจวนตัวจะได้คิดอุบายให้เนิ่นช้าเข้าไว้ ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมแล้ว ซ้องกั๋งจึงสั่งโงวหยงซินแสกับไตจงรีบไปเมืองปักเกีย ฟังข่าวคราวโลวจุนหงีให้จงได้ โงวหยงกับไตจงรับคำสั่งคำนับลาออกจากเขาเนียซัวเปาะไปโดยรีบร้อน

ฝ่ายขุนนางกรมการและทหารทั้งปวงจับตัวโลวจุนหงีได้ก็เอามาส่งเนียตงซีผู้รักษาเมือง เนียตงซีมีความโกรธโลวจุนหงียิ่งนัก สั่งกรมการกับชัวฮก ชัวเค่ง ผู้เป็นเจียดคิบสำหรับฆ่าคนว่า เวลาพรุ่งนี้ให้เอาโลวจุนหงีไปฆ่าเสียที่กลางตลาด จะได้เป็นตัวอย่างอย่าให้ไพร่พลชาวเมืองทำดังนี้สืบไป เจียดคิบทั้งสองก็เอาตัวโลวจุนหงีขังคุกไว้ ถึงกำหนดจึงจะคุมตัวไปฆ่าเสีย

ฝ่ายเจียสิวรีบเดินทางมาถึงเมืองปักเกียเวลาค่ำ ประตูเมืองปิดเข้าไม่ได้ก็อาศัยอยู่ที่โรงเตี๊ยมนอกเมือง ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเจียสิวเข้าไปในเมืองได้ยินคนทั้งปวงพูดกันมีแต่เวทนาโลวจุนหงีทั้งสิ้น เจียสิวได้ยินดังนั้นก็มีความสงสัยเดินไปถึงตลาดถามชาวบ้านว่า ข้าพเจ้าได้ยินข่าวเล่าลือด้วยเหตุการณ์สิ่งใด

ผู้เฒ่าชาวบ้านคนหนึ่งชื่อไม่ปรากฏบอกเจียสิวว่า ท่านยังไม่รู้เหตุที่เมืองปักเกียนี้มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อโลวจุนหงีมั่งมีทรัพย์สินมาก พวกโจรเขาเนียซัวเปาะมาล่อลวงจับเอาตัวไป ครั้นกลับมาได้มีผู้แกล้งใส่ความจึงต้องโทษเนรเทศในตำบลซัวมึงเต๊า แล้วฆ่าผู้คุมทั้งสองตายถูกจับตัวมาแต่เวลาคืนนี้ พอกลางวันก็จะฆ่าเสียที่กลางตลาดเชิญท่านไปดูเถิด

เจียสิวได้ฟังก็ตกใจรีบเดินไปถึงกลางตลาด เห็นมีโรงเตี๊ยมก็ตรงขึ้นบนเหลาสูงนั่งอยู่ที่โต๊ะ เจ้าของถามเจียสิวว่า ท่านมาจะกินโต๊ะเสพสุราเลี้ยงพวกพ้องด้วยหรือมีแต่ท่านผู้เดียว เจียสิวว่าจัดหาชามใหญ่ใส่สุรากับสิ่งของมาเถิดจะถามทำไม เจ้าของโรงเตี๊ยมได้ฟังก็ลงมาจัดหาสุรากับสิ่งของขึ้นไปให้เจียสิวนั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่

ฝ่ายพวกชาวตลาดเห็นจวนเวลากลางวัน ก็ชวนกันปิดประตูโรงเสียทั้งสิ้น เจียสิวอยู่บนเหลาเห็นชาวตลาดปิดประตูก็รู้ว่าจวนเวลาจะฆ่าโลวจุนหงีแล้ว จึงแข็งใจนั่งกินโต๊ะเป็นปกติ เจ้าของโรงเตี๊ยมบอกกับเจียสิวว่า ท่านกินโต๊ะเสพสุราพอหรือยัง บัดนี้กำลังจะฆ่าคน บรรดาพวกที่กินอยู่ข้างล่างก็คิดเงินให้หลบหลีกไปสิ้นแล้ว ยังเหลือแต่ท่านคนเดียวจงคิดเงินให้เสียเถิดจะได้ปิดประตูโรง

เจียสิวว่าเราหากลัวไม่ เจ้าจงลงไปเสียให้พ้น เราจะเสพสุราอย่ามาวุ่นวายรบกวนชอบที่จะเจ็บตัวหรือ เจ้าของโรงเตี๊ยมได้ฟังก็ตกใจกลัวไม่อาจว่ากล่าวสิ่งใดก็ลงมาจากเหลา

ฝ่ายขุนนางกรมการ และชัวฮก ชัวเค่ง สำหรับฆ่าคนกับผู้คุมเป็นอันมากก็จัดการไว้พร้อม พอได้เวลาก็พาตัวโลวจุนหงีมาจะฆ่าที่กลางตลาดทหารถือเครื่องศัสตราวุธตีม้าล่อและกลองเสียงอื้ออึง เจียสิวเสพสุราอยู่บนเหลาได้ยินก็ไปดูที่หน้าต่างเห็นทหารและผู้คุมถืออาวุธคุมตัวโลวจุนหงีเดินมาถึงทางแยกที่จะฆ่าตรงกับหน้าโรงเตี๊ยม ทหารและผู้คุมทั้งปวงก็หยุดอยู่พวกที่ถือเครื่องศัสตราวุธห้อมล้อมโลวจุนหงีไว้ ชัวฮกเจียดคิบสำหรับฆ่าคนถือกระบี่เดินตรงเข้าไปให้โลวจุนหงีคุกเข่าลงแล้ว ชัวเค่งเข้ายึดคาที่ใส่คอโลวจุนหงีไว้

แล้วสองนายก็พูดว่า ท่านเศรษฐี มิใช่ว่าข้าพเจ้าสองคนพี่น้องนี้ไม่ช่วยท่านเมื่อไร เหลือสติปัญญาแล้ว ท่านจงตั้งใจให้ดีข้าพเจ้าจัดเครื่องเซ่นไว้คอยท่า ท่านตายแล้วเชิญไปกินเครื่องเซ่นเถิด

พูดยังไม่ทันขาดคำ มีผู้ร้องขึ้นว่าได้เวลาแล้ว พวกผู้คุมก็ถอดคาที่คอโลวจุนหงีออกเอาเข้าผูกไว้กับหลัก ชัวฮกชักกระบี่ออกจากฝักยืนอยู่ริมนั้น ขงมกและผู้กำกับก็อ่านคำปรึกษาโทษ บรรดาคนเหล่านั้นร้องขึ้นพร้อมกันว่าชอบแล้ว ชัวฮกก็จัดแจงจะลงมือ

เจียสิวยืนดูอยู่บนเหลาเห็นดังนั้น ก็ชักกระบองออกมาถือทั้งสองมือร้องตวาดลงมาด้วยเสียงอันดังว่า พวกเขาเนียซัวเปาะที่ฝีมือเข้มแข็งมาอยู่ที่นี่ด้วยกันทั้งสิ้น ชัวฮกกับชัวเค่งได้ฟังก็ช่วยกันเข้าตัดเชือกที่มัดโลวจุนหงีออกแล้วชวนกันวิ่งหนี เจียสิวโดดลงมาจากเหลาตรงเข้าไล่ฆ่าฟันขุนนางกรมการกับทหารและผู้คุมแตกตื่นวุ่นวายเหยียบกันล้มตายเป็นหลายคน บ้างก็หนีกระจัดกระจายไป เจียสิวเข้าจับมือโลวจุนหงีพาหนีไปทางทิศใต้ โลวจุนหงีตกใจตัวสั่นวิ่งไปไม่ใคร่จะทันเจียสิว ฝ่ายพวกขุนนางบ้างก็ไปแจ้งความให้เนียตงซีฟังทุกประการ เนียตงซีผู้รักษาเมืองจึงสั่งขุนนางนายทหารให้คุมไพร่พลแยกกันไปปิดประตูเมืองไล่จับตัวให้จงได้ ขุนนางนายทหารก็ไปสกัดอยู่ที่ประตูเมืองทุกแห่ง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ