๒๖

ยายเห็งโผกับนางพัวกิมเหลียนและผู้ตรวจที่มาก่อนเห็นก็ตกใจช่วยกันพยุงห้อเกาเจ้กกลับไปบ้าน ภรรยาห้อเกาเจ้กไม่แจ้งว่าเป็นประการใดนั่งร้องไห้อยู่ พอพวกที่พยุงไปส่งกลับมาแล้ว ห้อเกาเจ้กลุกขึ้นบอกภรรยาว่าเจ้าอย่าร้องไห้อื้ออึงไม่เป็นไรดอก เราไปดูศพบู๊ตัวหนึงไม่ใช่เจ็บป่วยตายเห็นจะเป็นภรรยาคิดร้าย ไม่รู้ที่จะทำอย่างไร จึงแกล้งกัดฟันให้มืดหน้าลง สืบไปภายหน้าการเรื่องนี้คงโตใหญ่ แล้วเล่าความที่ไซบุนเข่งให้เงินสิบตำลึงนั้นให้ฟังทุกประการ ภรรยาห้อเกาเจ้กบอกว่าได้ยินเขาเล่าลือว่า นางพัวกิมเหลียนคบชู้เห็นจะเป็นไซบุนเข่ง ถ้าท่านกลัวเรื่องนี้จะเกิดขึ้นก็อย่าไปเลย ถ้าเขาเอาศพไปฝังก็เห็นจะไม่เป็นไร ถ้าเอาศพไปเผาคงจะถูกเขาวางยาพิษจริง จงตามไปลักเอากระดูกมาห่อไว้กับเงินที่ไซบุนเข่งให้ บู๊สงกลับมาว่ากล่าวขึ้นก็จะได้เอาของอันนี้เป็นสำคัญ ห้อเกาเจ้กได้ฟังก็ดีใจจึงออกไปสั่งกับเพื่อนผู้ตรวจว่า เจ้าจงไปดูเสีย เขาจะได้เอาใส่หีบ ถามให้รู้ว่าจะฝังหรือเผาแล้วจงกลับมาบอกเราให้ทราบ ซึ่งเงินค่าธรรมเนียมนั้นเขาให้เท่าไรจงแบ่งปันกันตามมากและน้อยส่วนตัวเราไม่เอา แล้วด้วยป่วยอยู่จงชวนกันไปเถิด คนเหล่านั้นก็มาตรวจแล้วถามว่า จะเอาศพไว้กี่วันเผาหรือฝังประการใด นางพัวกิมเหลียนบอกว่า ครั้นจะฝังไว้ก็เวทนานักจะต้องเผาเสีย แต่จะเอาศพไว้ทำบุญให้ทานสักสามวันแล้วเอาเงินมาให้ ผู้ตรวจรับมาแบ่งปันกันตามลำพังแล้วกลับไปบอกแก่ห้อเกาเจ้กทุกประการ

ฝ่ายนางพัวกิมเหลียนกับยายเห็งโผก็จัดศพใส่หีบ นิมนต์หลวงจีนมาสวดทำกงเต็กพอกันคนนินทา ครบกำหนดสามเวลาก็เอาศพออกไปนอกกำแพง นางพัวกิมเหลียนนุ่งขาวแกล้งทำเดินร้องไห้ตามศพไปถึงแล้วก็สั่งให้เผาเสีย

ฝ่ายห้อเกาเจ้กจึงบอกกับภรรยาว่า บู๊ตัวหนึงเห็นจะถูกยาพิษจริงวันนี้ถึงกำหนดเผาเราจะไปเก็บกระดูกเอามา พูดแล้วก็จัดหาธูปเทียนกระดาษเงินกระดาษทองออกมานอกกำแพงเมือง เห็นกำลังจัดแจงเผาศพบู๊ตัวหนึงอยู่ นางพัวกิมเหลียนเห็นถามว่า ท่านหายดีแล้วหรือ ห้อเกาเจ้กว่าเมื่อบู๊ตัวหนึงยังไม่ตายเราซื้อขนมเป็นหนี้อยู่เล็กน้อย จึงมาเซ่นไหว้จะไม่ได้เป็นเวรแก่กัน นางพัวกิมเหลียนกับยายเห็งโผก็สรรเสริญว่า ท่านอุตส่าห์มาเซ่นไหว้ขอบใจนักหนา ห้อเกาเจ้กก็เข้าไปช่วยแล้วบอกว่าที่นี่ร้อนนักจงพากันไปนั่งเสียให้พ้นเถิด ฟืนที่จะเผานั้นเราจะใส่ให้เอง นางพัวกิมเหลียนกับคนเหล่านั้นไม่รู้เท่าก็ออกไปนั่งเสียให้ไกล ห้อเกาเจ้กเอาฟืนใส่เห็นไม่มีผู้ใดดูก็เอากระดูกสองชิ้นจุ่มน้ำแล้วซ่อนไว้ในเสื้อ ครั้นเผาบู๊ตัวหนึงไหม้เสร็จสิ้น นางพัวกิมเหลียนกับยายเห็งโผเก็บกระดูกและเถ้าทิ้งลงในแม่น้ำแล้วพากันกลับไป ห้อเกาเจ้กกลับมาถึงบ้านก็เอากระดาษมาจดไว้ว่าบู๊ตัวหนึงตายวันนั้นเดือนนั้น ผู้ไปตรวจและมาเผาด้วยกันมีกี่คนแจ้งอยู่ในบัญชีทั้งสิ้น เอากระดูกและบัญชีห่อใส่ถุงแขวนไว้ในเรือนด้วยกลัวบู๊สงกลับมาจะว่ากล่าวจะได้เอาของสามสิ่งนี้เป็นสำคัญ ฝ่ายนางพัวกิมเหลียนกลับไปถึงโรง ก็ทำป้ายเขียนชื่อบู๊ตัวหนึงตั้งไว้เซ่นไหว้ นางพัวกิมเหลียนมิได้นุ่งขาวไว้ทุกข์ ได้แต่แต่งตัวคอยท่าไซบุนเข่งไว้ ตั้งแต่นั้นมาไซบุนเข่งก็มาที่โรงนางพัวกิมเหลียนทุกวันมิได้ขาด

จะขอกล่าวถึงบู๊สงคุมเกวียนไปถึงเมืองหลวงก็เอาเงินทองกับสิ่งของไปมอบให้พี่น้องของผู้รักษาการเมืองเอียงก๊กกุ้ย แล้วก็เที่ยวชมบ้านเมืองอยู่สี่ห้าวัน บู๊สงคิดถึงพี่ชายจึงเข้าไปบอกว่า ข้าพเจ้าจะลาท่านกลับไปแล้ว พี่น้องของผู้รักษาเมืองเอียงก๊กกุ้ยก็เขียนหนังสือตอบมาว่า ได้รับเงินทองสิ่งของไว้ถูกต้องแล้วส่งให้ บู๊สงรับหนังสือคำนับลาชวนคนทั้งสี่ออกจากเมืองหลวงเดินทางกลับไม่มีความสบายวิตกถึงแต่บู๊ตัวหนึง เมื่อขณะบู๊สงไปเมืองหลวงนั้นเป็นฤดูแล้ง ทั้งไปทั้งมาได้สองเดือน พอเข้าฤดูฝนบู๊สงมาถึงเมืองเอียงก๊กกุ้ยเอาหนังสือเข้าไปให้ผู้รักษาเมืองฉีกออกอ่านแจ้งความแล้วก็ยินดี เอาเงินมารางวัลให้เป็นอันมาก บู๊สงคำนับลามาที่อยู่เก็บสิ่งของไว้แล้วก็ตรงมาที่โรงบู๊ตัวหนึง ชาวบ้านแถวถนนนั้นเห็นก็ตกใจกลัว คิดว่าบู๊สงกลับมาความเรื่องนี้จะวุ่นวายเกิดการใหญ่เป็นแน่ก็พากันวิตกทุกตัวคน บู๊สงมาถึงเข้าไปในโรงเห็นป้ายเขียนชื่อบู๊ตัวหนึงพี่ชายตั้งไว้ยืนพิเคราะห์ดูเห็นถนัดแน่ว่าตายแล้วก็เสียใจนัก จึงร้องเรียกนางพัวกิมเหลียนพี่สะใภ้บอกว่าบู๊สงกลับมาแล้ว

ขณะนั้นนางพัวกิมเหลียนกับไซบุนเข่งนอนอยู่ในห้องด้วยกันได้ยินบู๊สงร้องเรียกก็ตกใจ เปิดประตูหลังโรงให้ไซบุนเข่งหนีแล้วก็ตักน้ำมาล้างหน้า บู๊สงร้องถามว่าทำไมอยู่จึงช้านัก นางพัวกิมเหลียนรีบเปลื้องเครื่องแต่งตัวออกแล้วนุ่งห่มขาวเดินร้องไห้ออกมา บู๊สงถามว่าพี่เราเจ็บป่วยเป็นโรคอะไรจึงตายและผู้ใดให้รับประทานยา นางพัวกิมเหลียนบอกว่าน้องไปได้สักสิบวัน บู๊ตัวหนึงเจ็บในอกหาหมอมารักษาก็ไม่คลายกลับทรุดหนักลงทุกทีอยู่ได้สี่ห้าวันโรคกำเริบมากขึ้นก็ขาดใจตาย นี่หากว่าได้ยายเห็งโผมาช่วยจัดการ ตัวพี่คนเดียวเหลือกำลังจะทำสิ่งใดได้ ยายเห็งโผเห็นบู๊สงมาก็ไปพูดประจบประแจงแกล้งบอกอาการป่วย บู๊สงว่าบู๊ตัวหนึงพี่เรานี้อาการป่วยไม่มีมาแต่เดิม เหตุไฉนจึงเจ็บในอกตายเป็นที่น่าอัศจรรย์นัก ยายเห็งโผได้ฟังก็สะดุ้งใจพูดแก้ไขว่า ความตายทุกวันนี้ยุติไม่ได้ อยู่ดี ๆ ก็ตายถมไป เราท่านก็ตายแต่ไม่แจ้งว่าวันไร บู๊สงถามว่าพี่เราตายได้กี่วันฝังไว้ที่ใดหรือ นางพัวกิมเหลียนทำร้องไห้พลางบอกว่า เอาศพไว้สามวันทำกงเต็กเซ่นไหว้ ด้วยตัวคนเดียวไม่รู้ที่จะไปหาฮวงซุ้ยตำบลไหน จึงเอาศพไปเผาเสีย ตั้งแต่วันตายมายังขาดอยู่สองเวลาจะถึงคำรบเจ็ดวัน

บู๊สงได้ฟังก็วุ่นวายในใจออกจากโรงกลับมาที่อยู่ ผลัดเสื้อผ้าชุดเดิมออกแล้วเอาเสื้อผ้าสีขาวใส่เรียกทหารที่สำหรับใช้มาด้วยกัน จัดซื้อสิ่งของกับสุราพร้อมแล้วก็มาที่โรงเข้าไปข้างใน เอาสิ่งของกับสุรามาตั้งเซ่นจุดธูปเทียนคำนับแล้วพูดว่า เมื่อขณะพี่ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นคนอ่อนแอ บัดนี้มาตายเสียน้องก็หาอยู่ไม่ จะตายดีตายร้ายมีความสงสัยอยู่ ถ้าผู้ใดทำอันตรายให้พี่จงมาเข้าฝัน น้องทราบจะได้แก้แค้นตอบแทนให้ ว่าดังนั้นแล้วก็ร้องไห้อื้ออึง ชาวบ้านใกล้เคียงได้ยินก็พากันสงสารบู๊สงทุกคน นางพัวกิมเหลียนก็แกล้งร้องไห้อยู่ในห้องให้ได้ยิน ครั้นบู๊สงเซ่นไหว้แล้วก็ยกเอาสิ่งของกับสุรามาให้พวกทหารรับประทานแล้วก็พากันนอนอยู่ที่หน้าประตู บู๊สงเอาเสื่อมาปูนอนตรงป้ายที่เขียนชื่อบู๊ตัวหนึง จนดึกสามยามก็ไม่หลับ เผอิญลมพัดมาจับใจเยือกเย็น ลุกขึ้นนั่งดูไฟตะเกียงที่จุดอยู่หน้าป้ายไม่สู้สว่าง เห็นเป็นบู๊ตัวหนึงพี่ชายยืนอยู่ร้องถามว่าบู๊สงผู้น้องมาแล้วหรือ พี่นี้ตายลำบากนัก แล้วก็หายไป บู๊สงเห็นคลับคล้ายฟังไม่ถนัด ลุกเข้าไปดูให้ใกล้ไม่เห็นสิ่งใดก็กลับนั่งนึกว่านอนไม่หลับก็กลับเป็นบู๊ตัวหนึงพี่ชายมาบอกดังนั้น ซึ่งพี่เราเห็นจะมีผู้คิดร้ายฆ่าตายเป็นแน่ ครั้นจะมาเข้าฝันเราก็ตื่นอยู่จึงได้กลับไป จำจะสืบดูให้รู้เรื่องจงได้ คิดแล้วก็นั่งตรึกตรองอยู่ พอรุ่งขึ้นเช้านางพัวกิมเหลียนเดินออกมาจากในห้อง บู๊สงจึงถามว่าบู๊ตัวหนึงพี่เราเจ็บป่วยอย่างไรตาย ผู้ใดมาตรวจดูบ้าง หีบนั้นใครซื้อ ผู้ใดเอาไปเผา นางพัวกิมเหลียนว่าถามบ่อย ๆ วานนี้ก็บอกหนหนึ่งว่าบู๊ตัวหนึงเจ็บในอกตาย หีบนั้นยายเห็งโผซื้อให้ แล้วไปบอกห้อเกาเจ้กมาตรวจเอาศพใส่หีบแล้วจึงเอาไปเผา

บู๊สงได้ฟังก็จำไว้ไม่พูดจาสิ่งใดเรียกทหารออกจากโรงมาถามว่าบ้านห้อเกาเจ้กอยู่ที่ไหน ทหารก็พากันไปถึงหน้าบ้านห้อเกาเจ้ก บู๊สงให้พวกทหารกลับไปแล้วจึงร้องเรียกว่าท่านผู้ตรวจอยู่หรือไม่ข้าพเจ้าชื่อบู๊สงมาหา ห้อเกาเจ้กได้ฟังก็ตรงเข้าไปในห้องฉวยได้ไถ้ที่ใส่กระดูกบู๊ตัวหนึงรีบออกมา ถามว่าท่านมาเมื่อไรมีธุระสิ่งใด บู๊สงว่าข้าพเจ้ามาถึงได้สองวัน เชิญท่านไปที่โรงขายสุราพูดจากันสักหน่อย บู๊สงพาห้อเกาเจ้กมาถึงแล้วก็สั่งเจ้าของโรงเตี๊ยมให้จัดสิ่งของกับสุราเชิญห้อเกาเจ้กกินโต๊ะเสพสุราอยู่ประมาณครู่หนึ่ง บู๊สงชักกระบี่ออกจากเสื้อวางไว้บนโต๊ะ ห้อเกาเจ้กกับเจ้าของโรงเห็นก็ตกใจนั่งตะลึงอยู่ บู๊สงจึงถามว่า บู๊ตัวหนึงพี่เราตายท่านไปตรวจดูรู้ว่าตายดีหรือตายร้ายจงบอกไปตามความจริง แม้นปิดบังอำพรางไว้เราจะฆ่าเสียเดี๋ยวนี้ ห้อเกาเจ้กหยิบเอาถุงวางไว้บนโต๊ะบอกว่าข้าพเจ้าเก็บของสองสิ่งไว้ให้ท่าน บู๊สงแก้ไถ้ออกดูเห็นกระดูกสองชิ้นกับห่อเงินจึงถามว่าเหตุผลประการใดจงบอกให้เราฟัง ห้อเกาเจ้กก็เล่าความตั้งแต่ต้นจนปลายแล้วหยิบกระดาษออกคลี่ให้ดูปี เดือน วัน คืน อยู่ในบัญชีทั้งสิ้น ด้วยเรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่เอาเป็นธุระจึงได้เก็บเอาของอันนี้ไว้เป็นสำคัญ

บู๊สงได้ฟังก็โกรธจึงว่า ท่านรู้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็นชู้กับนางพัวกิมเหลียน ห้อเกาเจ้กว่าการนี้มีผู้รู้มาก ถ้าอยากจะใคร่รู้ชัดก็ไปถามฮุนกอดูเถิด เขาได้ไปจับชายชู้กับบู๊ตัวหนึง บู๊สงเอาถุงกระดูกกับเงินและหนังสือนั้นเก็บไว้และชวนห้อเกาเจ้กมาหาฮุนกอ พบฮุนกอจะไปค้าขาย บู๊สงก็เรียกฮุนกอมายังโรงขายสุราถามว่า นางพัวกิมเหลียนรักใคร่กับผู้ใด ฮุนกอว่าถ้าบอกกับท่าน ข้าพเจ้าก็ต้องไปเป็นพยานไม่ต้องค้าขายกิน บิดาข้าพเจ้าไม่ตายเสียหรือ ด้วยบิดาแก่แล้วอายุเก้าสิบปีเศษแล้วท่านได้โปรดเถิด บู๊สงว่าข้อนั้นไม่เป็นไร เจ้ารู้เห็นอย่างไรจงเล่าให้ฟัง ซึ่งบิดาของเจ้านั้นเราไม่ให้อดอย่าวิตกเลย ฮุนกอก็เล่าความแต่ต้นจนปลายทุกประการแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าเห็นเสียทีจึงวิ่งหนีมา อยู่อีกห้าหกวันได้ยินเขาพูดว่าบู๊ตัวหนึงพี่ท่านตายด้วยสิ่งอันใดไม่ทราบ บู๊สงได้ฟังก็แจ้งว่าไซบุนเข่งรักใคร่กับนางพัวกิมเหลียนแน่แล้ว จึงหยิบเงินห้าตำลึงส่งให้ฮุนกอแล้วว่า จงไปซื้อสิ่งของไว้ให้บิดาก่อนเถิด ภายหลังเราจะให้เงินอีก แต่ตัวเจ้าต้องไปด้วยกัน ฮุนกอรับเงินจัดซื้อสิ่งของมาให้บิดาพร้อมแล้ว บู๊สงก็พาห้อเกาเจ้กกับฮุนกอตรงมาที่อยู่ทำเรื่องราวไปฟ้องต่อผู้รักษาเมืองเอียงก๊กกุ้ยว่า ไซบุนเข่งเป็นชู้กับนางพัวกิมเหลียนพี่สะใภ้และคิดกันวางยาพิษบู๊ตัวหนึงพี่ข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย สืบได้ความที่ห้อเกาเจ้กกับฮุนกอได้รู้เห็นเป็นพยาน ขอท่านได้โปรดชำระให้ด้วยเถิด ผู้รักษาเมืองรับเรื่องราวมาอ่านแจ้งความแล้ว ถามห้อเกาเจ้กกับฮุนกอพยานทั้งสองซึ่งได้รู้เห็นจดเอาถ้อยคำไว้ปรึกษากับกรมการทั้งปวง ผู้รักษาเมืองและกรมการเหล่านั้นเป็นพวกพ้องของไซบุนเข่ง ก็พากันว่าความเรื่องนี้ชำระไม่ได้ไม่มีสิ่งใดเป็นสำคัญ ผู้รักษาเมืองจึงพูดกับบู๊สงว่า เจ้าเป็นขุนนางทำราชการอยู่ด้วยกัน แบบแผนธรรมเนียมนั้นก็รู้อยู่ทุกอย่าง ซึ่งจะจับชู้ต้องจับให้ได้ทั้งสองคน ถ้าจะจับผู้ร้ายก็ต้องให้ได้ของกลาง แม้นว่าฆ่าฟันกันคงมีบาดแผลเป็นพยาน ความเรื่องนี้จับสิ่งใดไม่ได้เจ้าอย่าเชื่อผู้อื่นให้วุ่นวายเลย จงไปตรึกตรองดูเถิด บู๊สงได้ฟังมีความโกรธยิ่งนักแต่ไม่รู้ที่จะทำประการใด กลับมาเอากระดูกกับเงินและหนังสือไปแจ้งกับผู้รักษาเมืองว่า ของสามสิ่งนี้มิใช่ข้าพเจ้าได้เอง มีผู้เก็บไว้ให้จะเอาเป็นสำคัญไม่ได้หรือ ผู้รักษาเมืองก็เอากระดูกกับเงินและหนังสือไปดู แล้วว่าเราจะปรึกษาให้พร้อมกันก่อน บู๊สงก็คำนับลากลับมา ห้อเกาเจ้กกับฮุนกอนั้นยังมิละจากบู๊สงไป

ฝ่ายไซบุนเข่งกับนางพัวกิมเหลียนไปมาหากันมิได้เกรงผู้ใด รู้ความว่าบู๊สงไปฟ้องผู้รักษาเมืองก็ไม่ชำระให้ ไซบุนเข่งยิ่งกำเริบมากขึ้น ครั้นแจ้งว่าบู๊สงเอาเงินที่ให้ห้อเกาเจ้กกับกระดูกไปฟ้องต่อผู้รักษาเมืองอีก ไซบุนเข่งก็เอาเงินทองไปให้ผู้รักษาเมืองกรมการ ๆ ต่างพากันชื่นชมยินดีและปรึกษาคิดอ่านว่า เราช่วยกันพูดจาผลักไสเสีย อย่าชำระให้จะไปฟ้องร้องที่ไหนได้ ครั้นเห็นพร้อมกันดังนั้นแล้วต่างคนก็กลับไปอยู่ที่ของตน

รุ่งขึ้นเวลาเช้าบู๊สงไปยังโรงชำระอีกผู้รักษาเมืองจึงพูดว่า ซึ่งความเรื่องนี้จะว่ากล่าวขึ้นก็เป็นการใหญ่ ตัวเจ้าไม่ได้เห็นแก่ตาเอง ศพบู๊ตัวหนึงก็เผาเสียจะเอาของสิ่งใดเป็นสำคัญและของสามสิ่งนี้เป็นแต่มีผู้เก็บไว้ให้จะเชื่อถ้อยคำผู้อื่นนั้นเราชำระไม่ได้แล้ว ก็ส่งห่อกระดูกกับเงินและหนังสือคืนให้ บู๊สงโกรธแค้นยิ่งนักไม่รู้ที่จะคิดประการใด รับของสามสิ่งส่งให้ห้อเกาเจ้กเก็บไว้แล้วก็กลับมาคิดตรึกตรองว่าผู้รักษาเมืองและกรมการได้เงินของไซบุนเข่งจึงไม่ชำระให้ บู๊ตัวหนึงพี่เราตายครั้งนี้ก็เพราะนางพัวกิมเหลียนกับยายเห็งโผและไซบุนเข่งคิดร้าย จำเราจะแก้แค้นทดแทนเสียให้จงได้ จะเป็นตายประการใดก็ตามเถิด คิดแล้วบอกกับห้อเกาเจ้ก ฮุนกอว่า เจ้าทั้งสองจงสนทนาอยู่ที่นี่ก่อนเราจะออกไปข้างนอกสักครู่หนึ่ง บู๊สงก็เรียกทหารสี่ห้าคนมา จัดซื้อสิ่งของได้พร้อมแล้วตรงมาที่โรง เรียกให้นางพัวกิมเหลียนเปิดประตูรับ

ฝ่ายนางพัวกิมเหลียน ตั้งแต่รู้ว่าบู๊สงไปฟ้องร้องแล้วผู้รักษาเมืองไม่ชำระให้ และไซบุนเข่งมาอยู่ด้วยมิได้ขาด ทั้งกำชับสั่งว่าอย่ากลัวผู้ใด นางหมายจะได้เป็นภรรยาหลวงของไซบุนเข่งก็ยินดี นั่งแต่แต่งตัวอยู่ในห้องได้ยินบู๊สงมาร้องเรียกให้เปิดประตูก็ไม่สะดุ้งสะเทือน คิดว่าบู๊สงจะทำอะไรเราไม่ได้ก็ออกมาเปิดประตูรับเข้าไปข้างในแล้วถามว่าน้องมีธุระสิ่งใดหรือ บู๊สงบอกว่าเวลาพรุ่งนี้ถึงคำรบจะเซ่นไหว้เราจึงจัดซื้อสิ่งของมา เมื่อพี่เราตายเพื่อนบ้านทั้งหลายก็มาช่วยเหลือบุญคุณนักหนา ถ้าแม้นเซ่นไหว้แล้วจะได้เชิญเพื่อนบ้านมากินโต๊ะเสพสุราเพื่อทดแทนคุณบ้าง นางพัวกิมเหลียนก็สิ้นความกลัวอยากจะใคร่รู้ว่าบู๊สงจะทำประการใด จึงตอบว่าเพื่อนบ้านเหล่านี้ไม่ต้องตอบแทนดอก ถ้าเห็นดีแล้วก็ตามใจเถิด บู๊สงสั่งทหารให้จัดสิ่งของไว้พร้อมกำชับสั่งว่า ถ้าเราไปเชิญเพื่อนบ้านมาพร้อมกันแล้ว เจ้าจงรักษาประตูบ้านไว้อย่าให้ผู้ใดหนีออกได้ บู๊สงก็ไปเชิญยายเห็งโผมาที่โรงแล้วไปเชิญเอียวบุนเค่งหนึ่ง เตียวตงเหม็งหนึ่ง โอวเจ็งเค็งหนึ่ง เตียก๋งหนึ่ง คนทั้งสี่นี้เป็นคนขายสิ่งของต่างๆ อยู่ใกล้เคียงกันมาแล้วสั่งให้ทหารจัดโต๊ะและสุรามาตั้ง บู๊สงให้ยายเห็งโผกับนางพัวกิมเหลียนเข้านั่งกลาง ผู้เฒ่าที่เชิญมานั้นให้นั่งอยู่ข้างตัว บู๊สงยกเก้าอี้มานั่งอยู่ตรงหน้ายายเห็งโผ นางพัวกิมเหลียน ผู้เฒ่าทั้งสี่ไม่แจ้งว่าบู๊สงจะคิดประการใดพากันตกใจกลัวนิ่งตะลึงอยู่ บู๊สงจึงพูดว่า ท่านทั้งสี่อย่าตกใจข้าพเจ้าเชิญมาเป็นพยานจะถามนางพัวกิมเหลียนกับยายเห็งโผว่าเดิมทีทำอย่างไร จึงรักใคร่กับไซบุนเข่งคิดฆ่าบู๊ตัวหนึงพี่ชายเราเสีย จงเล่าให้ถ้วนถี่ถ้าไม่บอกตามจริงคงได้เห็นกัน ผู้เฒ่าทั้งสี่ได้ฟังก็คลายวิตก บู๊สงเชิญให้กินโต๊ะเสพสุราอยู่ด้วย นางพัวกิมเหลียนกับยายเห็งโผตกใจกลัวตัวสั่น บู๊สงก็ชักกระบี่ออกวางบนโต๊ะแล้วร้องตวาดว่าไม่บอกก็จะฆ่าเสียเดี๋ยวนี้ นางพัวกิมเหลียนกลัวตายก็เล่าความเดิมตั้งแต่ทำราวผ้าถูกไซบุนเข่งจนรักใคร่ได้เสียกัน แล้วเอายาพิษวางบู๊ตัวหนึงตายให้ฟังทุกประการ บู๊สงให้ผู้เฒ่าจดถ้อยคำไว้แล้วก็ถามยายเห็งโผว่าเหตุไฉนจึงสอนให้วางยาพี่เราตายจงเล่าไปตามจริง ยายเห็งโผว่าความเรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่รู้เห็นเลย บู๊สงโกรธนักเงื้อกระบี่ขึ้นจะฟัน ยายเห็งโผตกใจกลัวก็บอกตามจริงตั้งแต่ต้นจนปลายให้ฟังทุกประการ โอวเจ็งเค็งผู้เฒ่าก็จดถ้อยคำไว้ บู๊สงสั่งให้ทหารมัดยายเห็งโผไว้ แล้วตรงเข้าฉุดนางพัวกิมเหลียนมาที่หน้าป้ายพูดว่า วันนี้จะฆ่าคนที่คิดร้ายแก้แค้นแทนพี่เสียให้ได้ นางพัวกิมเหลียนตกใจจะร้องให้ชาวบ้านช่วย บู๊สงก็เหยียบศีรษะไว้แล้วเอากระบี่ผ่าอกนางพัวกิมเหลียนออกเป็นสองซีกขาดใจตาย บู๊สงตัดเอาหัวใจมาเซ่นไหว้บู๊ตัวหนึงพี่ชายแล้วตัดศีรษะห่อไว้ บอกผู้เฒ่าทั้งสี่ว่าข้าพเจ้าจะออกไปข้างนอกสักครู่หนึ่งท่านจงคอยอยู่ที่นี่ก่อน ผู้เฒ่าทั้งสี่เห็นบู๊สงฆ่าพี่สะใภ้ก็ตกใจกลัว ครั้นบู๊สงสั่งให้คอยท่าก็มิกล้าขัดขืนนั่งตกตะลึงอยู่ บู๊สงเอาศีรษะนางพัวกิมเหลียนกับกระบี่เหน็บซ่อนไว้ในเสื้อแล้วเดินมากำชับสั่งทหารว่าอย่าให้ยายเห็งโผหนีได้ เราออกไปแล้วจงปิดประตูใส่กลอนให้แน่น บู๊สงก็ออกจากโรงตรงไปยังโรงเตี๊ยมขายเครี่องยาของไซบุนเข่ง ถามคนเหล่านั้นว่าไซบุนเข่งอยู่หรือไปข้างไหน ชายผู้หนึ่งบอกว่าไซบุนเข่งไม่อยู่ บู๊สงว่าเชิญท่านไปกับข้าพเจ้าสักหน่อยเถิด ชายผู้นั้นก็เดินตามบู๊สงมาพ้นโรง บู๊สงจับมือชายผู้นั้นถามว่าเจ้าอยากเป็นหรืออยากตาย ถ้าอยากเป็นก็บอกตามจริง ไซบุนเข่งอยู่ที่ไหนถ้าอยากตายก็อย่าบอกเลย ชายผู้นั้นตกใจกลัวบอกว่าไซบุนเข่งเสพสุราอยู่ที่โรงเตี๊ยมที่สะพานไซฮังเกีย บู๊สงได้ฟังก็ปล่อยให้ชายผู้นั้นกลับไปแล้วรีบตรงมาที่โรงเตี๊ยมนั้น ถามเจ้าของโรงว่าไซบุนเข่งมากินโต๊ะเสพสุราอยู่กับผู้ใด เจ้าของโรงบอกว่าไซบุนเข่งพาเพื่อนมาเสพสุราอยู่บนเหลาสองคนด้วยกัน บู๊สงก็เข้าไปดู เห็นไซบุนเข่งกับชายผู้หนึ่งนั่งเสพสุราอยู่มีหญิงขับร้องสองคน ก็ขึ้นไปบนเหลาแก้ศีรษะนางพัวกิมเหลียนออกมา มือขวาถือกระบี่ตรงไป เอาศีรษะวางตรงหน้าไซบุนเข่ง คนเหล่านั้นก็พากันตกตะลึงอยู่ ไซบุนเข่งเห็นบู๊สงทำดังนั้นก็ตกใจกระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะมองลงมาดูถนนจะกระโดดหนีก็ไม่ได้ ด้วยขึ้นไปอยู่บนเหลาสูงนัก บู๊สงเห็นก็ทะลึ่งขึ้นยืนอยู่ด้วยกัน ไซบุนเข่งเอาเท้าถีบถูกมือบู๊สงกระบี่หลุดตกลงไปอยู่กลางพื้น ไซบุนเข่งเห็นไม่มีอาวุธคิดกำเริบขยับเท้าจะถีบอีก บู๊สงหลบได้จับเท้าไว้ ผลักไซบุนเข่งตกจากเหลามากลิ้งอยู่กลางถนน เจ้าของโรงเตี๊ยมกับคนทั้งปวงก็ตกใจ ไซบุนเข่งตกเหลาลงไปเจ็บปวดเหลือทนแข็งใจหยิบเอากระบี่มาถือไว้ บู๊สงฉวยศีรษะนางพัวกิมเหลียนโดดตามลงไป แย่งกระบี่ได้ฟันถูกคอไซบุนเข่งขาดตาย คนทั้งหลายก็ตกตะลึงไม่อาจว่ากล่าวประการใด และไซบุนเข่งสู้บู๊สงไม่ได้ด้วยอยู่กับนางพัวกิมเหลียนมิได้ขาด เรี่ยวแรงและกำลังก็ทรุดถอย ประการหนึ่งปิศาจบู๊ตัวหนึงคอยติดตามจะล้างผลาญ บู๊สงฝีมือเข้มแข็งมีกำลังมากจึงฆ่าเสียได้ ตัดเอาศีรษะทั้งสองผูกติดกันหิ้วตรงมาโรงเรียกทหารเปิดประตูเข้าไปข้างใน บอกกับผู้เฒ่าทั้งสี่ว่าเราไปฆ่าไซบุนเข่งตัดเอาศีรษะมาท่านอย่าตกใจเลย ยังมีข้อความอยู่อีกสิ่งหนึ่งจะพูดให้ท่านทั้งสี่ฟัง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ