๑๐๒

ยังมีชายผู้หนึ่งชื่อเล่าโตวก๊วนอายุประมาณเจ็ดสิบปี ตั้งบ้านอยู่ใกล้เรือนเตียซีไค เห็นเตียซีไคเฆี่ยนอองเข่งทุกวันมีความเวทนา พออองเข่งเดินมาทำการที่หน้าบ้านจึงเรียกแวะเข้าไปบอกว่า เตียซีไคสัญญาไว้แก่ภรรยาจะเฆี่ยนเจ้าถึงเก้าร้อยเก้าสิบทีเจ้าจะทนได้หรือ อองเข่งจึงถามว่าข้าพเจ้าไม่มีความผิด ภรรยาเตียซีไคมีใจโกรธแค้นอย่างไรจึงให้เฆี่ยนตีข้าพเจ้า เล่าโตวก๊วนบอกว่า เจ้าตีพังหงวนผู้น้องแขนหักนางจึงให้สามีทำโทษแก่เจ้า อองเข่งจึงพูดว่าครั้งนี้ข้าพเจ้าถึงอับจนไม่มีผู้ใดเป็นที่พึ่ง ท่านเป็นผู้ใหญ่คราวปู่เและบิดาจงช่วยกรุณาคิดอ่านให้ข้าพเจ้าพ้นภัยสักครั้งหนึ่งเถิด

เล่าโตวก๊วนจึงว่าเจ้าจะนิ่งอยู่อย่างนี้ที่ไหนได้ เงินของเจ้ามีบ้างหรือไม่เราจะซื้อแพรสีทับทิมสองม้วนไปให้แก่ภรรยาน้อยเตียซีไคขอโทษเสีย อองเข่งบอกว่าเงินทองข้าพเจ้ามีบ้างเล็กน้อยเห็นจะไม่พอ เล่าโตวก๊วนตอบว่าถ้าขาดเหลือเท่าไรเราจะช่วยเพิ่มเติมลงให้ อองเข่งจึงเลาะตะเข็บเสื้อเอาเศษเงินส่งให้ประมาณห้าสิบตำลึงแล้วกลับมา เล่าโตวก๊วนจึงซื้อผ้าแพรสีทับทิมสองไม้ไปให้แก่ภรรยาน้อยเตียซีไค พูดจายุยงให้นางมีความหึงภรรยาหลวงแล้วแจ้งความตามจะให้ขอโทษอองเข่งนั้นให้แจ้งทุกประการ ภรรยาน้อยเตียซีไคได้ของกำนัลมีความยินดีจึงว่า ท่านอย่าวิตกข้าพเจ้าจะอ้อนวอนเตียซีไคให้ยกโทษจงได้ ถึงมาตรว่าภรรยาหลวงจะขัดขวางอย่างไรก็ไม่ฟังเชิญท่านกลับไปเถิด เล่าโตวก๊วนก็กลับมาบ้าน ภรรยาน้อยเตียซีไคจึงมาหาเตียซีไคที่บ้านภรรยาหลวงแล้วพูดว่า อองเข่งเป็นคนรู้จักทำการงานทั้งปวง เวลาพรุ่งนี้จะทำงานปีที่บ้านข้าพเจ้า จะขอเอาตัวไปช่วยตักน้ำผ่าฟืนกว่าจะแล้วงาน เตียซีไคตอบว่าอองเข่งเป็นคนโทษส่งออกมาแต่เมืองหลวงแล้วกลับตีพังหงวนน้องภรรยาเราแขนหักมีโทษเป็นสองซ้ำ จำจะต้องเฆี่ยนตีให้ครบจำนวน เจ้าจะเอาไปใช้ยังไม่ได้ ภรรยาน้อยได้ฟังสามีพูดเช่นนั้นมีความน้อยใจจึงอ้อนวอนตัดพ้อต่างๆ ภรรยาหลวงได้ฟังภรรยาน้อยพูดตัดพ้อจะให้ยกโทษอองเข่งก็มีความโกรธ จึงพูดกับเตียซีไคว่า ภรรยาของท่านมีจิตรักใคร่อองเข่งแล้วท่านจงปล่อยให้ไปอยู่ด้วยกันเป็นไรเล่า ภรรยาน้อยได้ยินภรรยาหลวงว่าเหน็บแนมเลียดสีมีความแค้นจึงตอบว่า เตียซีไคสามีมาอยู่ด้วยเจ้าหลายคืนแล้วไม่หนำใจจะเอาอองเข่งไว้อีกคนหนึ่งก็ตามใจของเจ้าเราไม่ต้องการ ทั้งสองข้างต่างเถียงตบตีกันถึงสาหัส เตียซีไคห้ามปรามทั้งสองฝ่ายมิให้วิวาทกัน ภรรยาหลวงว่าสามีเข้าด้วยภรรยาน้อย ภรรยาน้อยก็ว่าเข้าด้วยภรรยาหลวง ต่างคนต่างโกรธเตียซีไคเป็นอันมาก ภรรยาทั้งสองก็ไม่หุงหาอาหารรับประทาน ครั้นเวลาค่ำก็พากันปิดประตูเสีย ไม่ให้เตียซีไคเข้าไปนอนในห้องเรือน เตียซีไคคิดว่าภรรยาทั้งสองโกรธเพราะอองเข่งเป็นต้นเหตุให้คิดแค้นอองเข่งเป็นอันมาก จึงเอาไม้ตีหลังอองเข่งประมาณห้าสิบที อองเข่งเจ็บเหลือทนมีความพยาบาทจะฆ่าเตียซีไคให้จงได้ พอเตียซีไคใช้อองเข่งขนฟืนมาสุมไฟ อองเข่งเห็นเตียซีไคยืนผินหลังไม่ทันระวังตัว อองเข่งจับไม้ฟืนตีถูกสมองศีรษะเตียซีไคแตกล้มลงขาดใจตาย อองเข่งก็หักเครื่องจำออกเสียรีบหนีไปทางประตูเมืองทิศตะวันออก พวกผู้คุมรองและคนใช้ก็พากันไล่ติดตามไปประมาณยี่สิบลี้หาหันไม่จึงพากันกลับมา ภรรยาเตียซีไคทั้งสองจึงไปแจ้งความแก่ผู้ว่าราชการเมืองลีจิว จึงมีหนังสือและเขียนรูปอองเข่งแจกไปแก่ด่านทางและหัวเมืองทั้งปวง ความในหนังสือนั้นว่า “ผู้ใดจับตัวอองเข่งมาส่งได้จะให้เงินพันตำลึงเป็นรางวัล” นายด่านและราษฎรได้แจ้งในหนังสือแล้วพากันเที่ยวสืบเสาะจะจับอองเข่งไปส่งเอารางวัล

ฝ่ายอองเข่งหนีมาถึงตำบลย่งตินเสียจึงแวะเข้านั่งอยู่ในโรงเตี๊ยมแลเห็นหลีเกียดเดินทางมาหน้าโรง จึงร้องทักว่าท่านซินแสจะไปข้างไหนเชิญแวะก่อน หลีเกียดจึงถามว่าเจ้าหนีมาหรือ อองเข่งก็แจ้งความตามเหตุให้ฟังทุกประการแล้วพูดว่า เชิญท่านซินแสเสพสุราสนทนากันให้สบายเสียก่อนจึงค่อยกลับไป หลีเกียดตอบว่าจะพานั่งเสพสุราอยู่ในโรงเตี๊ยมนั้นไม่ได้ ด้วยเจ้าเมืองลีจิวมีหนังสือประกาศด่านทางไว้แข็งแรงนัก ถ้าผู้ใดรู้เรื่องเข้าแล้วเจ้าจะได้รับความลำบาก จงไปที่บ้านเราจะได้บอกกล่าวชี้แจงการทั้งปวงให้ตลอด

พูดเท่านั้นแล้วก็พาอองเข่งมาบ้านหลีเกียดจึงให้คนใช้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกัน ครั้นกินโต๊ะแล้วอองเข่งจึงถามว่า ข้าพเจ้าหนีไปครั้งนี้จะไปทางทิศไหน และจะไปสำนักที่บ้านผู้ใดจึงจะตั้งตัวได้ หลีเกียดเขียนคำโคลงลงในธงเป็นคำทำนายสี่บทมีความว่า “ให้เปลี่ยนแซ่เปลี่ยนชื่อเสียก่อน ถ้าพบปะหญิงแซ่ต้วนแล้ว จงเป็นไมตรีไว้จึงจะตั้งตัวได้มีชื่อเสียงขึ้น และในระหว่างนี้ไม่มีผู้ใดคิดทำร้ายท่านได้ ด้วยวาสนาของอองเข่งจะได้เป็นอ๋อง” เขียนแล้วส่งให้ จึงเปลี่ยนแซ่อองเป็นหลีชื่อตัดแล้วให้พรเป็นอันมาก

อองเข่งคำนับรับพรและหนังสือกับชื่อแซ่แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าคิดจะไปอยู่ที่ตำบลกีจิวแต่ไม่รู้จักชอบพอกับผู้ใด หลีเกียดบอกว่าเจ้าจะไปอยู่ที่ตำบลกีจิวนั้นดีนัก ด้วยบิดาเราเป็นใหญ่อยู่ในตำบลนั้น เราจะมีหนังสือคำนับไปถึงให้ช่วยอุปถัมภ์เลี้ยงดูให้เป็นสุขจึงเขียนหนังสือแจ้งความถึงไซก๋งผู้เป็นบิดาให้ช่วยสงเคราะห์อองเข่ง เขียนแล้วเอาหนังสือส่งให้ อองเข่งรับหนังสือคำนับลาไปถึงตำบลกีจิว จึงเข้าไปหาไซก๋งคำนับแล้วส่งหนังสือให้ ไซก๋งฉีกผนึกออกอ่านเข้าใจในข้อความตามเรื่องอองเข่งแล้วพูดว่า เจ้าเป็นครูทหารในเมืองตังเกียรู้ขนบธรรมเนียมชำนิชำนาญ ทหารเราก็มีอยู่หกสิบคนแต่ไม่สู้ว่องไว เจ้ามาอยู่ด้วยกับเราก็ดีแล้ว จะได้ให้ฝึกหัดทหารให้คล่องแคล่วในเพลงอาวุธ สำหรับจะได้ปราบปรามพวกโจรในตำบลนี้แล้วจัดที่ให้อยู่ตามสมควร อองเข่งซึ่งเปลี่ยนชื่อหลีติดอยู่ด้วยไซก๋งนั้นมีความเพียรมิได้เกียจคร้าน เวลาเช้าเย็นก็ฝึกหัดทหารให้ชำนาญในการรบ ไซก๋งมีความเมตตาแก่หลีติดเป็นอันมาก

อยู่มาเวลาวันหนึ่งทหารในเมืองลีจิวถือหมายประกาศมาป่าวร้องว่า อองเข่งเป็นนักโทษส่งออกมาแต่เมืองหลวงจำไว้ที่เมืองลีจิว อองเข่งบังอาจตีเตียซีไคผู้คุมตายหนีไป ถ้าอองเข่งหลบหนีมาอยู่ในแขวงอำเภอผู้ใด ก็ให้นายอำเภอและราษฎรช่วยกันจับตัวไปส่งจะให้เงินสองพันตำลึงเป็นบำเหน็จ ไซก๋งแจ้งความตามหมายประกาศมีความวิตกเป็นอันมาก จึงบอกหลีติดว่าเจ้าจะอยู่ด้วยเราต่อไปนั้นไม่ได้ ถึงเจ้าเปลี่ยนแซ่และชื่อก็จำตำหนิรูปพรรณได้ อนึ่งในแขวงจังหวัดทั้งปวงก็ได้แต่งผู้คนเที่ยวสืบเสาะหลายหมวดหลายกอง เราเห็นว่าจะไม่พ้นภัยเป็นแท้ เจ้าจงหนีตระหลบหลังเข้าไปอยู่ด้วยเก็งเจียในท้องตลาดเมืองลีจิวเถิด ด้วยพวกในเมืองนั้นสำคัญแน่ว่าเจ้าหนีออกมาภายนอก บอกแล้วจึงเขียนหนังสือฝากฝังแจ้งความไปถึงเก็งเจียฉบับหนึ่ง แล้วจัดกระบี่กับกระบองและธงยี่ห้อมีอักษรบอกว่าหลีติดเป็นครูฝึกหัดทหารมอบให้ หลีติดคำนับรับหนังสือและสิ่งของแล้วลากลับมายังโรงเตี๊ยมนั้น เวลาค่ำได้ยินเสียงในโรงอื้ออึงไม่แจ้งว่าเป็นเหตุประการใด จึงแอบเข้าไปดูทางหลังโรงเห็นฮั่งเซียงคุมพวกผู้ร้ายประมาณยี่สิบคนเข้าปล้นชิงเอาทรัพย์สิ่งของเก็งเจีย ๆ ต่อสู้ด้วยผู้ร้ายมีบาดเจ็บหลายแห่ง หลีติดเอากระบองตีถูกติรษะฮั่งเซี่ยงแตกเป็นสองซีกขาดใจตาย พวกผู้ร้ายเหล่านั้นเห็นฮั่งเซียงเป็นอันตรายก็พากันหนีไปสิ้น เก็งเจียเห็นอองเข่งมาช่วยไม่แจ้งว่าผู้ใดจึงเดินเข้าไปใกล้ถามว่าอองเข่งหรือ อองเข่งตอบว่าเราชื่อหลีติดไม่ได้ชื่ออองเข่ง เก็งเจียจำเสียงได้ก็เข้าใจว่าแปลงชื่อ จึงเชิญหลีติดขึ้นไปบนเล่าเต๊งแล้วถามว่าเป็นอย่างไรท่านจึงรู้ว่าผู้ร้ายมาปล้นเรา หลีติดก็แจ้งความแต่ต้นจนหนีไปอยู่ด้วยไซก๋ง และกลับมาจะอยู่ด้วยเก็งเจียนั้น เก็งเจียก็มีความยินดี ถึงจะมีผู้ใดมาส่อเสียดรับสินบนเราจะช่วยแก้ไขไปตามกำลัง จึงจัดห้องให้อยู่ข้างหลังโรงมิให้ผู้คนเข้าออกพลุกพล่าน หลีติดอาศัยอยู่กับเก็งเจียค่อยมีความสุข เวลาเช้าเย็นก็ฝึกหัดลูกจ้างและพวกพ้องของเก็งเจียให้ชำนาญในเพลงอาวุธต่างๆ

เวลาวันหนึ่งพวกกองตระเวนซึ่งเป็นบ่าวอึงตัดไปซื้อสุราเสพที่โรงเก็งเจียแลเห็นอองเข่งเดินอยู่หลังโรงมีความยินดีหวังจะไปบอกแก่นายให้รับสินบนนำจับ จึงรีบกลับไปแจ้งความแก่อึงตัดว่าอองเข่งอยู่ที่โรงเก็งเจีย อึงตัดได้แจ้งมีความยินดีนัก จึงเตรียมคนพวกกองตระเวนประมาณหกสิบคนพร้อมด้วยเครื่องศัสตราอาวุธพากันมาล้อมโรงเก็งเจีย แล้วร้องบอกเก็งเจียให้ส่งตัวอองเข่งมาโดยดีถ้าไม่ส่งแล้วจะเอาตัวเป็นโทษเสมอคนร้าย เก็งเจียตอบว่าคนที่อยู่ในโรงชื่ออองเข่งไม่มีเราจะเอาที่ไหนมาส่ง อึงตัดจึงว่าอองเข่งอยู่ในโรงเจ้ามีคนพบปะเป็นแน่ยังจะปิดบังคนโทษไว้หรือ จึงพาบ่าวไพร่กรูกันเข้าไปในโรง หลีติดเห็นการจวนตัวจึงจับกระบองเข้าต่อสู้กับอึงตัดได้ประมาณสามเพลง หลีติดเอากระบองตีถูกศีรษะอึงตัดแตกขาดใจตาย พวกอึงตัดจึงบอกกล่าวชายหญิงชาวตลาดว่า เก็งเจียสมคบอองเข่งไว้ในโรง ให้อองเข่งตีอึงตัดตาย แล้วก็พากันมาแจ้งความแก่ผู้ว่าราชการเมือง ๆ จึงสั่งทหารห้าร้อยให้ล้อมโรงเตี๊ยมจับอองเข่งกับเก็งเจียให้ได้ทหารก็คำนับลายกไป

ฝ่ายเก็งเจียเห็นหลีติดตีอึงตัดตายก็มีความวิตก จึงพูดว่าครั้งนี้ความฉิบหายจะบังเกิดแก่เราเป็นแน่แท้แล้ว หลีติดจึงพูดว่าท่านจะทุกข์ร้อนไปทำไมไม่ต้องการ จงมัดเอาเราไปส่งให้ผู้ว่าราชการจึงจะพ้นโทษ เก็งเจียตอบว่าถ้าเราเอาตัวท่านไปส่ง ท่านก็จะถูกทำโทษถึงแก่ชีวิตที่ไหนจะได้เห็นหน้ากัน เราคิดจะให้ท่านหนีไปเสียให้พ้นภัย หลีติดตอบว่าท่านจะให้เราหนีไปก็ไม่ตลอด ด้วยเจ้าเมืองกรมการให้ผู้คนตรวจกักด่านทางไว้แน่นหนานัก ประการหนึ่งถ้าเราหนีไปได้ตัวท่านก็จะต้องรับอาญาแทนเราเพราะโทษที่สมคบไว้ เก็งเจียพูดว่าข้อที่เกี่ยวข้องในตัวเรานั้นท่านอย่าวิตกเลย เราจะเดินเหินบนบานเสียเงินให้แก่ผู้ชำระแล้วความก็จะเสื่อมสูญ ท่านจงแปลงตัวเป็นคนราชการออกมาแต่เมืองซัวไซจะไปเมืองฮวยอันจิว ด่านทางทั้งปวงก็ไม่อาจกักขังหน่วงเหนี่ยวท่านไว้ได้ หลีติดก็เห็นชอบ จึงแต่งตัวปลอมเป็นคนราชการถือหนังสือคำนับลาเก็งเจียออกจากโรงเตี๊ยมแต่ในเวลาค่ำ พอทหารห้าร้อยไปถึงก็ล้อมโรงเตี๊ยมจับได้แต่เก็งเจียมาส่งให้ผู้รักษาเมือง

ผู้รักษาเมืองถามเก็งเจียว่า เหตุใดจึงคบเอาอองเข่งคนโทษไว้แล้วฆ่าอึงตัดตาย เก็งเจียว่าข้าพเจ้าตั้งโรงเตี๊ยมอยู่ ผู้ใดมาซื้อของและเช่าที่พักก็คิดเงินให้ตามราคา ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าอองเข่งเป็นโทษ ต่ออองเข่งฆ่าอึงตัดตาย พวกอึงตัดร้องบอกข้าพเจ้าจึงรู้ว่าอองเข่ง ครั้นจะจับตัวไว้ก็สู้อองเข่งไม่ได้ บัดนี้อองเข่งหนีไป พูดแลวก็หยิบเงินในกระเป๋าส่งให้สองร้อยตำลึง ผู้รักษาเมืองได้เงินก็ยินดี จึงว่าเก็งเจียเป็นแต่คนขายของ มิได้รู้จักและสมคบอองเข่งไว้ไม่มีโทษก็ปล่อยเก็งเจียกลับไป

ฝ่ายอองเข่งรีบเดินทางนายด่านทั้งปวงมิได้สงสัยจนถึงเมืองฮวยอันจิวจึงแวะเข้าหยุดอยู่ที่โรงเตี๊ยมสำหรับพักร้อนริมถนน ยังมีชายผู้หนึ่งเดินมารูปร่างหนวดเคราคล้ายกับอองเข่งแลเห็นอองเข่งนั่งอยู่ที่โรงเตี๊ยม จึงแวะเข้าไปถามว่าเจ้ามาแต่ไหนรูปร่างช่างเหมือนกับอองเข่งที่พวกเมืองลีจิวเขียนแจกมา เจ้าชื่ออองเข่งหรือ อองเข่งได้ฟังชายผู้นั้นพูดก็ตกใจจึงบอกว่าเราไม่ได้ชื่ออองเข่งเราชื่อหลีติด ชายผู้นั้นว่าเจ้าไม่ใข่อองเข่งทำไมจึงมีตำหนิลายสักที่หน้าผาก อองเข่งเห็นชายผู้นั้นว่าถูกต้องมิได้ตอบประการใด ชายผู้นั้นเข้าใจในกิริยาจึงพูดว่าเจ้าอย่าวิตกเราไม่ใช่พวกรับสินบนดอก ซึ่งเราถามให้รู้จักเพราะหวังจะบอกความดีให้ อองเข่งได้ฟังชายผู้นั้นพูดจาเป็นปกติค่อยคลายวิตกลง จึงถามว่าท่านจะบอกความเรื่องอะไรก็บอกไปเถิด ชายผู้นั้นจึงพูดว่าในเมืองนี้มีการตรวจตรากวดขันนักแต่เห็นรูปร่างเราเหมือนกับเจ้ายังพากันจับไปไต่ถาม เมื่อไม่เห็นตำหนิสักที่หน้าจึงได้ปล่อยตัวมา ประการหนึ่ง ฮวมฉวนสั่งเราไว้ว่า ถ้าพบปะเข้าแล้วให้เราบอกไปหาจงได้ ฮวมฉวนตั้งโรงอยู่บ้านตังตินฉีในทิศตะวันออกเมืองฮวยอันจิว พูดกันแล้วชายผู้นั้นก็ออกไปจากโรงเตี๊ยม อองเข่งจึงรีบไปหาฮวมฉวน ๆ ถามว่ามาแต่ไหนเป็นบุตรผู้ใด อองเข่งก็เล่าความหลังและลำดับชื่อเสียงในวงศ์ญาติให้ฟัง

ฝ่ายมารดาของฮวมฉวนได้ฟังแล้วสั่งว่าเจ้าอย่าเรียกอองเข่งเลยจงเรียกว่าหลีติดเถิด ฮวมฉวนก็คำนับรับคำแล้วก็มาคำนับอองเข่งตามวงศ์ญาติผู้ใหญ่ อองเข่งก็อาศัยอยู่ด้วยฮวมฉวนหลายเวลา อองเข่งเป็นคนรับประทานอาหารจุ ฮวมอวนกับภรรยารับประทานสามมื้อก็ไม่เท่าอองเข่งมื้อหนึ่ง แต่เลี้ยงดูกันมาจนข้าวสารหมด เงินก็ไม่มีจะซื้อจึงปรึกษากับภรรยาว่าหลีติดมาอยู่ด้วยเราเลี้ยงดูจนสิ้นทุน ครั้นจะขับไล่ไปเสียก็ไม่ได้ด้วยเป็นญาติ ประการหนึ่งก็เป็นคนมีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็ง เราคิดจะเอาเสื้อของเจ้าไปจำนำเอาอีแปะมาให้หลีติดเป็นเจ้ามือตั้งบ่อนเต๋า พอได้กำไรมาซื้ออาหารเลี้ยงกันเจ้าจะเห็นประการใด

ภรรยาตอบว่าตามใจเจ้าจะเห็นดีเถิด ฮวมฉวนจึงเอาเสื้อของภรรยาไปจำนำได้อีแปะสี่ร้อยเอามามอบให้หลีติดไปทำทุน หลีติดเอาเสื้อออกไปปูตั้งบ่อนเต๋าที่หน้าโรงแต่เช้าจนเย็นไม่มีนักเลงมาเล่นถึงสามวัน อีแปะต้นทุนก็ใช้สอยซื้อหารับประทานสิ้นประมาณร้อยเศษ ครั้นเวลารุ่งเช้าหลีติดออกไปตั้งบ่อนเต๋าที่หน้าโรง ชักชวนชายหญิงเล่นก็หามีผู้ใดเล่นไม่ พอหญิงคนใช้ของนางต้วนชาเหนียเอาขนมมวนเถามาเร่ขาย ชายหญิงชาวตลาดก็ซื้อเชื่อ หลีติดเห็นสำคัญว่าเป็นของแจกเป็นทาน จึงหยิบขนมมวนเถามาอันหนึ่ง ครั้นเวลาเย็นหญิงคนใช้มาเที่ยวทวงอีแปะค่าขนมแต่บรรดาคนที่ซื้อเชื่อได้แล้วจึงมาทวงอีแปะร้อยหนึ่งที่หลีติด หลีติดว่าอีแปะอะไรมาติดค้างเรา หญิงคนใช้บอกว่าอีแปะค่าขนมมวนเถาที่ซื้อเชื่อเรา หลีติดพูดว่าเราไม่รู้ว่าเจ้าเอามาขายสำคัญว่าให้เป็นทาน แต่เราตั้งบ่อนเต๋ามาสามวันแล้ว ยังไม่ได้อีแปะสักอันหนึ่งเราจะเอาอีแปะที่ไหนมาให้เจ้าถึงร้อยอัน หญิงคนใช้ได้ฟังหลีติดพูดบิดพลิ้วก็มีความโกรธ จึงเอาเท้าถีบเข้าที่หน้าผากหลีติดล้มลง หญิงคนใช้ก็ชิงเอาอีแปะสองร้อยเศษนั้นไป หลีติดมีความโกรธยิ่งนักจับไม้วิ่งไล่ตาม ชายหญิงชาวตลาดเข้ายุดไว้แล้วบอกว่า เจ้าจะติดตามไปโดยลำพังไม่ได้จะเกืดความ ด้วยหญิงคนนี้เป็นบ่าวนางต้วนชาเหนีย นางต้วนชาเหนียเป็นบุตรต้วนเล่าโฮ้ว พี่ชายนางนั้นชื่อต้วนยี่โล้ว น้องชายชื่อต้วนเหงาโฮ้วมีฝีมือและอำนาจเป็นใหญ่อยู่ในบ้านนี้ พวกเราทั้งปวงต้องเกรงกลัว หลีติดจึงเก็บเสื่อกลับเข้าในโรง เวลานั้นฮวมฉวนหาอยู่ไม่ หลีติดจึงบอกความแก่น้องสะใภ้ว่า หญิงคนใช้ของนางต้วนชาเหนียแย่งชิงเอาเบี้ยอีแปะไปเสียสิ้น ภรรยาฮวมฉวนได้แจ้งก็มีความแค้นเป็นอันมาก จึงว่าฮวมฉวนกระทบถึงหลีติดเป็นคำหยาบต่างๆ ครั้นเวลาเย็นฮวมฉวนมาถึง ภรรยาจึงเล่าความให้ฟังทุกประการ ฮวมฉวนได้แจ้งมีความวิตกไม่รู้ที่จะว่าประการ ใด นั่งถอนใจใหญ่เป็นทุกข์อยู่ ภรรยาฮวมฉวนเห็นฮวมฉวนไม่ว่ากล่าวแก่หลีติดประการใด จึงจับมือสามีกระชากเอามือตบเข้าที่ปากแล้วทวงเอาเสื้อ ถ้ามิได้เอาเสื้อของเราคืนมาก็อย่าอยู่ด้วยกันเลย ฮวมฉวนจึงตอบว่าขอทุเลาตรึกตรองสักเวลาหนึ่งจะถ่ายมาให้ ในเวลาเย็นวันนั้นพากันอดอาหารทั้งสามคน ครั้นเวลาค่ำหลีติดจึงเอาคำโคลงทำนายที่หลีเกียดให้นั้นออกมาพิเคราะห์ดูเห็นความตามคำทำนายว่า “พบปะพวกแซ่ต้วนแล้วให้ผูกพันเป็นไมตรีไว้” จึงคิดว่าเวลาพรุ่งนี้เราจะไปรำกระบองให้คนทั้งหลายดูคงจะได้พบปะพวกแซ่ต้วนเป็นแท้ ประการหนึ่งก็จะได้เบี้ยอีแปะมาซื้ออาหารเลี้ยงชีวิต แต่คิดตรึกตรองอยู่จนรุ่งสว่าง หลีติดจึงลงไปตักน้ำใส่ในครัวจนเต็มแล้วออกมาจุดธูปบูชาเจ้าเห็นกระบี่วางอยู่บนโต๊ะ จึงว่าอาวุธเครื่องมือหากินมีอยู่ที่นี่ไม่รู้เลย ถ้ารู้ว่ามีแล้วจะมานั่งอดอาหารอยู่ทำไม ฮวมฉวนได้ยินหลีติดพูดก็มีความยินดีจึงว่าเครื่องมือของเรามีพร้อมทั้งกระบี่และกระบองจะเอาไปหากินอย่างไรก็ตามใจเจ้าเถิด บอกแล้วหยิบกระบี่และกระบองยื่นให้หลีติดรับเอาแล้วรีบมาท้องตลาดจับกระบี่รำเป็นท่าหลายเพลง ชายหญิงชาวตลาดและชาวบ้านมายืนดูเป็นอันมาก ชวนกันสรรเสริญหลีติดแล้วเอาเบี้ยอีแปะกองให้ประมาณสามร้อย

หลีติดจึงพูดว่าท่านทั้งปวงดูแต่เพลงกระบี่พากันชมว่าดี เราจะรำกระบองให้ดูอีกจึงจับกระบองขึ้นควงไปรอบตัวลอดไปตามระหว่างแล้วเอากระบองโยนขึ้นไปประมาณหกวา ยกมือขึ้นรับกระบองตกค้างในระหว่างนิ้วทุกนิ้ว คนที่มาดูก็เอาอีแปะเพิ่มให้อีกประมาณสามร้อย หลีติดเห็นว่าเบี้ยอีแปะมากพอจะซื้ออาหารและจะถ่ายเสื้อให้ภรรยาฮวมฉวนได้จึงเลิกรำกระบี่กระบองจะหยิบเบี้ยอีแปะใส่กระเป๋า

ขณะนั้นต้วนเหงาโฮ้วซึ่งเป็นน้องนางต้วนชาเหนียจึงเข้าปัดมือหลีติดไว้ไม่ให้หยิบอีแปะ แล้วพูดว่า เจ้าหรือเป็นคนฝีมือดีอย่าเพิ่งเก็บเอาอีแปะรางวัลไปจงมาต่อสู้ให้เราเห็นกำลังและฝีมือกันก่อน หลีติดจึงตอบว่าเป็นคนอนาถาหาสิ่งซึ่งจะซื้ออาหารเลี้ยงชีวิตไม่ได้ จึงมารำกระบี่กระบองให้คนทั้งหลายดูพอได้เบี้ยอีแปะไปเป็นกำลัง ใช่จะยกตัวว่าเป็นคนมีฝีมือนั้นหามิได้ เบี้ยอีแปะเหล่านี้ท่านทั้งปวงให้ทาน เราจะรีบไปซื้อข้าวสารหุงด้วยอดอาหารมาแต่เวลาวานนี้ คนทั้งปวงได้ฟังหลีติดพูด มีความกรุณาพากันห้ามต้วนเหงาโฮ้วมิให้รบกวน ต้วนเหงาโฮ้วหาฟังไม่ เข้าชุดกระชากหลีติดไว้ไม่ให้ไป หลีติดมีความแค้นยิ่งนักจึงพูดว่าท่านอยากจะลองดูฝีมือกับเราก็จะได้ ประการหนึ่งเราเป็นคนซัดเซมาอาศัยอยู่ในแขวงอำเภอของท่าน ถึงจะทุบตีเราให้ตายก็ไม่มีผู้ใดไปฟ้องร้องว่ากล่าว ถ้าเราพลั้งมือตีถูกท่านแตกหักบาดเจ็บเราจะต้องมีโทษ ต้วนเหงาโฮ้วตอบว่าเกิดมาเป็นชายชาติทหารแล้วก็ย่อมรักใคร่ในเพลงอาวุธ ถ้ากลัวบาดเจ็บและถือถ้อยความอยู่อย่างนั้นจะเป็นทหารได้หรือ ถึงเจ้าจะทุบตีเราเป็นประการใด เราก็ไม่ได้ฟ้องร้องหาความและพยาบาทเป็นอันขาด หลีติดจึงบอกกล่าวแก่คนทั้งปวงว่าต้วนเหงาโฮ้วสัญญาไว้ท่านทั้งปวงจงเป็นพยานเราด้วย พูดแก้วจับกระบองรำเข้ามา ต้วนเหงาโฮ้วก็รำกระบองเข้าต่อสู้ได้ประมาณห้าเพลง หลีติดตีถูกขาต้วนเหงาโฮ้วล้มลง หลีติดวางกระบองวิ่งเข้าพยุง ต้วนเหงาโฮ้วมีความโกรธและอายแก่คนทั้งปวงรีบเดินกลับบ้านมาแจ้งความแก่ต้วนยี่โฮ้ว นางต้วนชาเหนียว่า คนโซสักหน้าตีข้าพเจ้า นางต้วนชาเหนียได้ฟังมีความโกรธและสงสัย จึงคิดว่าชายคนนี้ชะรอยจะมีฝีมือกว่าน้องเราเป็นแน่ จำเราจะไปลองต่อสู้กับชายผู้นั้นให้รู้กำลัง ถ้าชายผู้นั้นฝีมือเข้มแข็งเราจะเกลี้ยกล่อมเอามาเลี้ยงไว้ คิดแล้วชวนต้วนยี่โฮ้วพี่ชายและบ่าวไพร่พรรคพวกประมาณหกสิบคนพากันมาถึงหน้าโรงฮวมฉวน แลเห็นหลีติดอยู่ในโรงแล้วพูดว่าทำไมฮวมฉวนจึงสมคบคนโซไว้ให้ตีน้องเรา ฮวมฉวนมิได้ตอบประการใด หลีติดตอบว่าเดิมต้วนเหงาโฮ้วมาชวนเราต่อสู้ลองฝีมือ เราก็ไม่สมัครจะต่อสู้ด้วยเจียมตัวว่าเป็นคนยากกลัวจะเกิดความ ต้วนเหงาโฮ้วจึงสัญญาแก่เราต่อหน้าคนทั้งปวงว่าจะไม่ถือโทษแก่กันแล้วเราจึงได้ต่อสู้เป็นการสนุก บัดนี้ท่านทั้งปวงพากันคุมแค้นยกพวกพ้องมาจะทำร้ายแก่เรานั้น จงตรึกตรองแต่โดยควรเถิด ทำไมกับเราชีวิตเดียวถึงจะตายพวกท่านก็คงเจ็บปวดลงหลายคน นางต้วนชาเหนียได้ฟังถ้อยคำหลีติดพูดเป็นคนฉลาดจึงคิดว่าชายผู้นี้ลักษณะกริยาเป็นคนมีวาสนาสมควรที่เราจะผูกพันเป็นไมตรีไว้ คิดแล้วจึงว่าถ้อยคำซึ่งเจ้าสัญญาแก่น้องเรานั้นควรฟังเอาเป็นจริงได้เราก็ไม่ถือโทษคิดแก้แค้นตอบแทนแล้ว อนึ่งตัวของเรานี้ก็ได้ฝึกหัดเพลงอาวุธไว้ชำนิชำนาญก็นับว่าเป็นหญิงชาติทหารคนหนึ่ง เราคิดจะใคร่ลองฝีมือและกำลังดูสักสิบเพลง หลีติดตอบว่าเพราะลองฝีมือกันหรือมิใช่ จนตัวเจ้าและพวกพ้องพี่น้องต้องพากันมา นี่หากว่าเพื่อนบ้านทั้งหลายเป็นพยานการจึงค่อยสงบลง บัดนี้เจ้ามาชักชวนเราลองซ้อมหัดเพลงอาวุธอีกนั้น เราเห็นว่าตัวเจ้าเป็นหญิง แม้นเพลี่ยงพลั้งลงพวกพ้องของเจ้าจะชวนกันทำอันตรายแก่เราถึงชีวิต นางต้วนชาเหนียตอบว่าเราจะเสียทีพลาดพลั้งเป็นอย่างไร เราจะห้ามพวกพ้องไม่ให้ทำอันตรายเลย เพื่อนบ้านทั้งปวงจงเป็นพยานแก่เราทั้งสองฝ่าย แล้วถอดแหวนทองคำประดับพลอยออกจากมือทั้งสี่วงวางไว้จึงบอกหลีติดว่า ถ้าเจ้ามีชัยชนะแก่เราจงเอาแหวนสี่วงนี้ไปเป็นบำเหน็จรางวัล ถ้าเจ้าแพ้เราจะตีให้เกือบตาย หลีติดตอบว่าเจ้าถือสัตย์มั่นคงเหมือนว่าแล้วเราไม่ขัดขืนจะต่อสู้กันด้วยกระบี่หรือกระบองก็ตามใจ นางต้วนชาเหนียจึงรำกระบองตรงเข้าไป หลีติดควงกระบองรับป้องปัดพอเป็นทีมิให้นางตีถูกต้องตัวได้ นางต้วนชาเหนียก็รำกระบองรุกไล่กระชั้นเข้ามา หลีติดเอากระบองตีข้างซ้ายนางต้วนชาเหนียเอากระบองรับ หลีติดจึงตีซํ้าเบื้องขวา นางต้วนชาเหนียก็เยื้องตัวมิได้ถูกแต่ทานกำลังไม่อยู่ล้มลง หลีติดก็วิ่งเข้าประคองพยุงขึ้นเมื่อหลีติดได้สัมผัสถูกต้องกายนางนั้นให้มีความเสน่หาเป็นอันมาก นางต้วนชาเหนียก็มีความปฏิพัทธ์รักใคร่หลีติดคิดจะเอาไว้เป็นสามี

ขณะเมื่อนางต้วนชาเหนียล้มลงนั้น ต้วนยี่โฮ้วกับพวกพ้องที่มาด้วยก็มีความโกรธจะเข้าทุบตีหลีติด นางต้วนชาเหนียห้ามไว้มิให้ทำ นางต้วนชาเหนียพูดว่า เจ้าจงเอาแหวนสี่วงนี้เก็บไว้ชมเล่นแล้วชม้ายชายตาทำกิริยาให้รู้ว่า “รัก” หลีติดก็เข้าใจในทีจึงพูดว่าเจ้ามีจิตปราณีให้แหวนเราไว้นั้นขอบคุณหาที่สุดมิได้ เราคิดจะอยู่สนองคุณไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต นางต้วนชาเหนียจึงตอบว่าเจ้าจงอยู่ที่โรงฮวมฉวนพลางอย่าไปข้างไหน เราจะกลับไปบอกบิดาเราให้มารับไปเลี้ยงไว้ที่บ้าน พูดแล้วคำนับลาพาพวกพ้องกลับไป หลีติดมีความอาลัยแลตามจนลับตา กลับเข้าไปในโรงเอาเบี้ยอีแปะมอบให้ฮวมฉวนไปถ่ายเสื้อคืนให้ภรรยาและซื้ออาหารมาหุงหารับประทาน ฮวมฉวนได้อีแปะมีความยินดี จึงเอาไปถ่ายเสื้อคืนให้ภรรยาแล้วซื้ออาหารมาสู่กันเป็นปกติ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ