ฝ่ายเตี้ยซา ลีสีสองคนใจเป็นพาลคบเพื่อนเป็นนักเลงต่างๆ เที่ยวตีชิงวิ่งราวราษฎรอยู่เนืองๆ มีพรรคพวกประมาณสามสิบคน เตี้ยซา ลีสีเป็นหัวหน้า เตี้ยซานั้นเรียกว่ากวยเกยเงียวซื้อแปลว่าหนูข้ามถนน ลีสีนั้นเรียกว่าแชเช้าจั๋วแปลว่างูเขียว คุมพรรคพวกเที่ยวฉกลักกินมิได้ขาด ตั้งซ่องสุมอยู่ที่ศาลเจ้าริมสวนผักนั้น ชวนกันลักผักในสวนไปซื้อขายมาเลี้ยงชีวิตอยู่ทุกวัน หลวงจีนรูปเก่าว่ากล่าวห้ามปรามไม่ฟัง พวกเหล่านั้นก็มาลักผักในสวนทุกวัน ครั้นหลวงจีนลูตีซิมมาดูแลรักษาสวนผักอยู่ เตี้ยซา ลีสีรู้ความว่าหลวงจีนรูปใหม่มารักษาสวนผัก ก็ปรึกษากับพวกพ้องว่ามีหลวงจีนมาใหม่ เวลาพรุ่งนี้เราชวนกันไปพูดจาเล่น ถ้าเห็นได้ท่วงทีก็จับเอาตัวหลวงจีนที่เป็นผู้ว่ากล่าวสวนนั้นโยนลงในบ่อเสีย พวกเราก็จะลักเอาผักไปซื้อขายได้ตามสบาย เมื่อคิดแล้วครั้นรุ่งขึ้นเช้าเตี้ยซา ลีสีกับพรรคพวกสามสิบคนมาซื้อสิ่งของกับสุราตรงมาที่สวนผัก เห็นหลวงจีนลูตีซิมนั่งอยู่ เตี้ยซา ลีสีก็เข้าใกล้ทำทีจะคำนับแล้วพูดว่า พวกข้าพเจ้านี้แจ้งว่าท่านมาอยู่ใหม่จึงจัดหาสิ่งของกับสุรามาคำนับท่าน พูดแล้วเตียซา ลีสีก็เข้ามากอดขาหลวงจีนลูตีซิมไว้คนละข้าง ทำทีเหมือนกับเพื่อนที่รักใคร่กันสนิท หลวงจีนลูตีซิมเห็นว่าผิดท่วงทีก็เอาเท้าถีบเตี้ยซา ลีสีตกลงในบ่อ พวกสามสิบคนเห็นก็ตกใจจะพากันหนี หลวงจีนลูตีซิมจึงร้องตวาดว่า ถ้าหนีไปก็จะจับตัวโยนลงบ่อเสียทุกคน พวกเหล่านั้นไม่อาจจะวิ่งหนีก็อยู่ทั้งสิ้น เตี้ยซา ลีสีร้องว่า ข้าพเจ้ากลัวท่านแล้วช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด หลวงจีนลูตีซิมให้พวกสามสิบคนนั้นช่วยเตี้ยซา ลีสีขึ้นมาจากบ่อแล้วถามว่า เจ้าสองคนนี้ชื่อใด เตียซา ลีซีคุกเข่าลงคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้าชื่อเตี้ยซา ลีสี มีพวกพ้องสามสิบคนไม่ได้ทำมาหากินสิ่งใด ลักแต่ผักในสวนท่านไปซื้อขายเลี้ยงชีวิตทุกวัน ซึ่งหลวงจีนคนเก่าว่ากล่าวพวกข้าพเจ้าไม่ได้ ท่านมาใหม่มีฝีมือเข้มแข็งนัก พวกข้าพเจ้ายอมอยู่ให้ท่านใช้สอยไม่คิดทำร้ายต่อไป หลวงจีนลูตีซิมว่าพวกเจ้าไม่รู้จักหรือ เราชื่อลูตัดเป็นขุนนางนายทหาร เดิมอยู่กับเล่าชองเก็งเลียดเซียงก๋ง ณ เมืองเอียนอันฮู้ ภายหลังมาอยู่เมืองอุยจิวตีแต้โต๋วตายจึงได้บวชเป็นหลวงจีนเรียกว่าลูตีซิม ก็พวกเจ้าสามสิบคนเท่านี้ที่ไหนจะสู้เราได้ แต่ทหารตั้งพันตั้งหมื่นก็ยังปราชัยล้มตายแตกหนีไปสิ้น เจ้าไม่ได้ข่าวเขาเล่าลือชื่อเสียงเราบ้างหรือ เตี้ยซา ลีสีกับพวกเหล่านั้นได้ฟังก็พากันกลัวหลวงจีนลูตีซิมยิ่งนัก เตี้ยซา ลีสีจึงพูดว่าพวกข้าพเจ้ายอมยกท่านเป็นใหญ่มิได้คิดประทุษร้ายต่อไป พูดแล้วก็ชวนกันกลับ จัดซื้อหาหมูเป็ดไก่กับสุราที่อย่างดีมาเลี้ยงหลวงจีนลูตีซิม ๆ กับเตี้ยซา ลีสีและพวกสามสิบคนนั้นก็นั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่ด้วยกัน ครั้นกินโต๊ะแล้วก็นั่งพูดจากันที่ริมสวนนั้น มีต้นไม้ใหญ่นกกาจับทำรังอยู่เป็นอันมาก

ในขณะนั้นการ้องแซ่เซ็งไป พวกของเตี้ยซา ลีสีได้ยินก็ร้องขึ้นบ้างว่าโภยภัยสิ่งใดขอให้สูญหายไป หลวงจีนลูตีซิมถามว่าเจ้าร้องด้วยเหตุผลประการใด ชายผู้นั้นบอกว่าการร้องอื้ออึงดังนี้ โบราณว่าจะมีเหตุการณ์ทุ่มเถียงกัน ข้าพเจ้าจึงได้ร้องว่าให้โภยภัยสูญหายไป หลวงจีนลูตีซิมว่าถ้าเช่นนั้นก็ขึ้นไปแย่งรังกาเสีย พวกของเตี้ยซา ลีสีจึงขึ้นไปบนต้นไม้จะแย่งรังกาก็ไม่ได้ หลวงจีนลูตีซิมโกรธว่าแม้แต่รังกาก็แย่งทำลายลงมาไม่ได้ ก็ตรงเข้าไปใต้ต้นไม้ใหญ่ถอนต้นไม้ขึ้นแล้วก็วางให้ล้มลงกาก็แตกตื่นบินหนีไป เตี้ยซา ลีสีกับพวกพ้องเห็นดังนั้นก็พากันสรรเสริญหลวงจีนลูตีซิมว่า ท่านมีกำลังหนักหนาเห็นจะเป็นดาวบนฟ้ามาเกิดดอกกระมัง หลวงจีนลูตีซิมตอบว่าเจ้าเหล่านี้ยังไม่เห็นฝีมือเรา จงไปเอาไม้เท้าเหล็กของเรามาจะรำเพลงอาวุธให้พวกเจ้าดู พวกของเตี้ยซา ลีสีก็ไปยกไม้เท้านั้นไม่ขึ้น หลวงจีนลูตีซิมหัวเราะแล้วพูดว่า ไม้เท้าของเรานี้หนักหกสิบสองชั่งเท่านั้นเอง พวกเจ้าก็ยกไม่ขึ้น หลวงจีนลูตีซิมก็เอาไม้เท้าขึ้นรำเพลงอาวุธต่างๆ ให้พวกเหล่านั้นดู เตี้ยซา ลีสีกับพวกพ้องพากันชมหลวงจีนลูตีซิมว่าฝีมือเข้มแข็ง เพลงอาวุธคล่องแคล่วกำลังก็มากหาผู้เสมอมิได้

ยังมีชายผู้หนึ่งอายุประมาณสามสิบเศษ รูปร่างสูงใหญ่หน้าตาและศีรษะนั้นคล้ายกับเสือ มีหนวดเครานุ่งห่มก็ดี มือถือพัดขาวเดินมาเห็นหลวงจีนลูตีซิมรำเพลงอาวุธต่างๆ ก็หยุดยืนดูอยู่แล้วชมว่า ท่านหลวงจีนรูปนี้มีฝีมือเข้มแข็งไม่มีผู้ใดสู้ได้ เพลงอาวุธคล่องแคล่วดีนักหนา เตี้ยซา ลีสีกับพวกพ้องได้ฟังชายผู้นั้นชม เหลียวมาดูเห็นก็จำได้ว่าชายผู้นั้นเป็นครูนายทหารแปดสิบหมื่นที่ตังเกียเมืองหลวง จึงพูดว่าถ้าท่านครูทหารชมว่าเพลงอาวุธของหลวงจีนลูตีซิมดีก็เห็นจะจริง ด้วยท่านเป็นครูทหารรู้การเพลงอาวุธต่างๆ หลวงจีนลูตีซิมได้ฟังก็วางไม้เท้าลงแล้วถามว่าท่านที่มายืนดูนั้นผู้ใด พวกเหล่านั้นบอกว่าท่านเป็นครูทหารถึงแปดสิบหมื่น อยู่ ณ ตังเกียเมืองหลวง ชื่อลิมชอง หลวงจีนลูตีซิมได้ฟังจึงเชิญลิมชองไปข้างในจัดที่ให้นั่งพอสมควร คำนับกันแล้วลิมชองถามหลวงจีนลูตีซิมว่า ท่านมาแต่ข้างไหนแซ่ชื่อใด หลวงจีนลูตีซิมว่าข้าพเจ้าแซ่ลูชื่อตัด เดิมเป็นขุนนางนายทหารอยู่กับเล่าชองเก็งเลียดเซียงก๋ง ณ เมืองเอียนอันฮู้ แล้วมาอยู่เมืองอุยจิวตีคนตาย จึงได้บวชเป็นหลวงจีนเรียกว่าลูตีซิม เมื่อข้าพเจ้ายังเด็กก็ได้เข้ามาตังเกียเมืองหลวง ยังจำได้ว่าบิดาของท่านเป็นขุนนางนายทหารเรียกว่าลิมทีหัด ลิมชองได้ฟังก็ยินดีนัก จึงพูดว่าเดิมท่านได้รู้จักบิดาข้าพเจ้า บัดนี้ท่านกับข้าพเจ้ามาสาบานเป็นพี่น้องกันเสียเถิด หลวงจีนลูตีซิมก็ยินดีไล่เลียงปีเดือนกันแล้ว หลวงจีนลูตีซิมแก่กว่าก็สาบานเป็นพี่ลิมชองเป็นน้อง ครั้นสาบานแล้วหลวงจีนลูตีซิมจึงถามลิมชองว่า วันนี้น้องไปไหนมาจึงเดินมาทางนี้ ลิมชองว่าน้องนี้มาไหว้เจ้าที่ศาลตังงักตีเปียวกับภรรยาและบ่าวคนหนึ่ง ครั้นมาถึงนี่เห็นพี่รำเพลงอาวุธน้องยืนดูจนเพลินไป ให้แต่ภรรยากับบ่าวไปไหว้เจ้า ตัวน้องจะดูคอยท่าอยู่ที่นี่ ภรรยาของน้องกับบ่าวคนหนึ่งก็พากันไปไหว้เจ้า ข้าพเจ้าจึงได้พบกับพี่เป็นบุญหนักหนา หลวงจีนลูตีซิมว่า เมื่อพี่มาอยู่ที่สวนผักนี้ก็มีความวิตกว่าไม่มีพวกพ้อง ครั้นอยู่มาพวกสามสิบคนเข้าสวามิภักดิ์อยู่ด้วยก็ค่อยคลายวิตก บัดนี้มาพบน้องได้สาบานรักใคร่กันเป็นอันมาก พี่มีความยินดียิ่งนัก พูดแล้วสั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงลิมชอง สองคนพี่น้องกินโต๊ะเสพสุราสนทนากันเป็นที่สบาย ฝ่ายบ่าวหญิงของลิมชองที่ไปไหว้เจ้ากับภรรยาลิมชองวิ่งมาบอกลิมชองว่า ภรรยาท่านวิวาทกับเขาที่ศาลเจ้าตังงักตีเปียวท่านจงรีบไปโดยเร็วเถิด ลิมชองได้ฟังก็ลาหลวงจีนลูตีซิมรีบไปถึงศาลเจ้า เห็นชายประมาณสิบคนถือกระสุนและกล้องเอาดินเป่าเล่น กับชายหนุ่มผู้หนึ่งรูปร่างดีออกกั้นภรรยาลิมชองไว้แล้วว่า ไปพูดจากันเล่นบนเหลาสูงกันก่อน ภรรยาลิมชองว่าเจ้าเป็นอะไรจึงมาข่มเหงลูกเมียเขาดังนี้ ลิมชองเห็นและได้ฟังก็โกรธตรงไปใกล้เหนี่ยวบ่าชายผู้นั้นแล้วพูดว่า ทำข่มเหงลูกเมียเราดั่งนี้ไม่ควรเลย กำลังโทโสเงื้อมือขึ้นจะตี ก็นึกขึ้นได้ว่าชายคนนี้เป็นบุตรเลี้ยงของกอกิว ที่เป็นขุนนางตำแหน่งกอไทอวย ได้ว่ากล่าวขุนนางนายทหารทั้งสิ้น ลิมชองเห็นดังนั้นก็ลดมือลงไม่อาจตี ซึ่งกอไทอวยนั้นเป็นขุนนางนายทหารใหญ่ไม่มีบุตร กอไทอวยจึงไปขอบุตรของน้องที่สามชื่อ กอซำหลงมาเลี้ยงไว้เป็นบุตรคนหนึ่ง กอไทอวยรักใคร่ตั้งชื่อให้เรียกว่ากอเงไหล ครั้นกอเงไหลเติบใหญ่อายุได้ยี่สิบปีก็เที่ยวข่มขี่บุตรสาวและภรรยาของราษฎรชาวบ้านอยู่เนืองๆ ไม่มีผู้ใดไปฟ้องร้องว่ากล่าวได้ เวลานั้นกอเงไหลชวนบ่าวไพร่ไปเที่ยวเล่นที่ศาลเจ้าตังงักตีเปียว ด้วยกอเงไหลไม่รู้จักหญิงนั้นว่าเป็นภรรยาของลิมชอง จึงได้ทำเป็นทียั่วเย้าเล่น ครั้นลิมชองลดมือลง กอเงไหลจึงพูดว่าจะมาตีเราทำไม เจ้าเป็นอะไรกับหญิงคนนี้ คนในศาลเจ้านั้นบอกว่าเป็นภรรยาของลิมชอง ก็เข้าไปห้ามว่าอย่าวุ่นวายกันเลย กอเงไหลนั้นไม่แจ้งว่าเป็นภรรยาท่านจึงได้หยอกเล่น ข้าพเจ้าขอโทษเสียเถิด กอเงไหลแจ้งว่าเป็นภรรยาของลิมชองแล้วก็ชวนบ่าวไพร่กลับไป ลิมชองก็พาภรรยากับบ่าวออกจากศาลเจ้ากลับมา

ฝ่ายหลวงจีนลูตีซิมครั้นลิมชองไปแล้ว ก็จับไม้เท้าเรียกพวกสามสิบคนตรงมาที่ศาลเจ้า ลิมชองเห็นจึงถามหลวงจีนลูตีซิมว่า พี่พาพวกพ้องมาจะไปไหน หลวงจีนลูตีซิมว่าพี่จะมาช่วยทุบตีคนที่ข่มเหงภรรยาของน้อง ลิมชองว่าน้องคิดจะตี ครั้นเห็นหน้าถนัดก็จำได้ว่ากอเงไหลเป็นบุตรเลี้ยงของกอไทอวยขุนนางนายทหารใหญ่ ได้ว่ากล่าวทหารทั้งปวงกับตัวน้องด้วยจึงไม่อาจตี หลวงจีนลูตีซิมว่าพี่ไม่กลัวตายถ้ามาทันจะตีให้แทบตาย ลิมชองว่าน้องขอเสียเถิดอย่าวุ่นวายไปเลยแล้วก็ลาไป หลวงจีนลูตีซิมกลับมาสวนผัก ลิมชองกับภรรยาและบ่าวไปถึงบ้านมีใจเจ็บแค้นกอเงไหลยิ่งนักไม่รู้ที่จะคิดประการใดตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีความสบายเลย

ฝ่ายกอเงไหลครั้นไปถึงบ้าน ก็ผูกพันรักใคร่ในภรรยาลิมชองเป็นอันมาก ไม่รู้ที่จะทำอย่างไรก็นิ่งอยู่ในใจ แต่หน้าตาไม่สู้สบาย ฝ่ายฮูอันเป็นคนใช้อยู่ในบ้านกอเงไหลช่างประจบประแจงดี ครั้นเห็นกอเงไหลเศร้าหมองไม่ผ่องใสก็เข้าไปประจบพูดว่า ซึ่งท่านนี้ข้าพเจ้าเห็นหน้าตาไม่สบายด้วยเหตุการณ์สิ่งใดหรือ กอเงไหลจึงพูดว่า การในใจของเราทำไมท่านจึงรู้ว่าเหตุอันใด ฮูอันว่าข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า เป็นเหตุเพราะด้วยการคนแซ่ลิมไม่ใช่หรือ กอเงไหลว่าเจ้าทายถูกแล้วทำประการใดจะได้สมความปรารถนาเล่า ฮูอันว่าการอันนี้ไม่สู้ยากนัก ด้วยลิมชองอยู่ในมือเราจะให้เป็นอันตรายไปเมื่อไหร่ก็ได้ กอเงไหลว่าถ้าได้เหมือนกับพูด เราจะสมนาคุณท่านให้จงมาก ฮูอันว่าข้าพเจ้ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งลิมชองนั้นกับเล็กเคียมชอบพอรักใคร่กันสนิท ท่านจงให้เล็กเคียมไปเชิญลิมชองมากินโต๊ะเสพสุราที่โรงเตี๊ยม ถ้าลิมชองมากินโต๊ะกับเล็กเคียมแล้วก็ให้คนไปบอกกับภรรยาของลิมชองว่าลิมชองมากินโต๊ะเสพสุราป่วยไป ให้ภรรยาลิมชองมาดูแก้ไขโดยเร็ว ภรรยาลิมชองก็คงมาที่บ้านเล็กเคียม ท่านจงคิดถ่ายเทให้ชอบกลคงจะสมความปรารถนาหรอก กอเงไหลได้ฟังก็เห็นชอบด้วยจึงให้คนไปเรียกเล็กเคียมมา และบ้านเล็กเคียมนั้นอยู่ใกล้กันกับบ้านกอไทอวยบิดาเลี้ยงกอเงไหล ครั้นเล็กเคียมมาถึงคำนับแล้วถามว่า ท่านให้หาข้าพเจ้าธุระสิ่งอันใด กอเงไหลจึงพูดกับเล็กเคียมว่ามีธุระสำคัญอยู่อย่างหนึ่งไม่แจ้งว่าท่านรับได้หรือไม่ได้ ถ้าท่านสงเคราะห์จะทดแทนคุณให้จงมาก เล็กเคียมว่าท่านมีธุระก็บอกเถิดข้าพเจ้าจะทำตามคำ กอเงไหลว่าเรามีใจรักใคร่ภรรยาลิมชองยิ่งนักจะทำประการใดก็ไม่สมความคิด แต่แจ้งอยู่ว่าท่านกับลิมชองอัชฌาสัยรักใคร่กันสนิท เวลาพรุ่งนี้จะให้ท่านไปเชิญลิมชองมากินโต๊ะเสพสุราที่โรงเตี๊ยม เราจะให้คนไปบอกกับภรรยาลิมชองว่าลิมชองมากินโต๊ะเสพสุราก็ป่วยเจ็บให้ภรรยาลิมชองมาแก้ไข ถ้าภรรยาลิมชองมาที่บ้านท่านสมความคิดของเราแล้วก็จะตอบแทนคุณท่านจะรับได้หรือไม่ เล็กเคียมนั้นคิดแต่จะเอาหน้าทำให้กอเงไหลรักใคร่ไม่คิดถึงเพื่อนฝูงที่ชอบพอรักใคร่กันมาแต่ก่อน ก็รับปากว่าท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะช่วยคิดอ่านให้สำเร็จความปรารถนาจงได้ กอเงไหลก็มีความยินดี นั่งสนทนากันประมาณครู่หนึ่งเล็กเคียมก็ลากลับมาบ้าน

ครั้นรุ่งเช้าเล็กเคียมจึงไปหาลิมชองที่บ้าน ฝ่ายลิมชองกับภรรยาตั้งแต่ครั้งนั้นมาก็ไม่มีความสบายมิได้ไปเที่ยวข้างไหนอยู่แต่ในบ้าน พอเล็กเคียมไปร้องเรียกว่าท่านครูอยู่หรือไปไหน ลิมชองได้ยินเสียงคนร้องเรียกก็เปิดประตูออกมาดู เห็นเล็กเคียมก็เชิญเข้าไปนั่งข้างในแล้วถามว่าน้องไปไหนมา เล็กเคียมบอกว่าสองสามวันนี้ไม่เห็นพี่ออกมาเที่ยวจึงมาเยี่ยมเยือนดู ลิมชองว่าสองสามวันนี้ไม่มีความสบายจึงไม่ได้เดินไปเที่ยวเล่น เล็กเคียมว่าน้องไม่เห็นพี่ไปเที่ยวเป็นหลายวันก็มีความวิตก วันนี้น้องจะมาเชิญพี่ไปกินโต๊ะเสพสุราสนทนาเล่นให้สบาย พูดแล้วเห็นภรรยาลิมชองอยู่ในห้องจึงร้องบอกกับภรรยาลิมชองว่า อาซ้อน้องจะพาพี่ไปกินโต๊ะ ภรรยาลิมชองเดินออกมาที่หน้าห้องบอกว่า พากันไปเสพสุราก็อย่าให้มึนเมานัก จงรีบกลับมาแต่วันอย่าให้มืดคํ่า เล็กเคียมก็ชวนลิมชองออกจากบ้านเดินมา ครั้นเดินพ้นบ้านไปประมาณครู่หนึ่งถึงโรงเตี๊ยม เล็กเคียมก็พาลิมชองเข้าไปซื้ออาหารและสุรากินตามสบาย สองนายนั่งสนทนากัน ลิมชองนั้นถอนใจใหญ่ เล็กเคียมถามว่าพี่ถอนใจใหญ่ทำไม ลิมชองจึงว่าเกิดมาเป็นชายชาติทหาร สติปัญญาดีฝีมือก็เข้มแข็งเข้ามาสามิภักดิ์ทำราชการไม่พบท่านที่ดี มาพบแต่คนไพร่เป็นขุนนางไม่รู้จักความผิดชอบประการใด มาอยู่ในบังคับนายเช่นนี้จึงไม่มีความสบาย เล็กเคียมได้ฟังก็ทำเป็นไม่รู้เรื่อง จึงพูดว่าตัวพี่ก็มีสติปัญญาฝีมือเข้มแข็งนัก ซึ่งครูทหารมีอยู่หลายคนก็สู้สติปัญญาและฝีมือพี่ไม่ได้ น้องเห็นว่ากอไทอวยผู้เป็นนายก็รักใคร่ชุบเลี้ยงพี่ ๆ มาโกรธกอไทอวยด้วยข้อใด ลิมชองก็เล่าความซึ่งกอเงไหลบุตรเลี้ยงกอไทอวยข่มเหงภรรยาตนให้ฟังทุกประการ เล็กเคียมฟังก็แกล้งปิดบังความเสียพูดว่า กอเงไหลเห็นจะไม่รู้จักว่าภรรยาของท่านจึงได้ทำดั่งนั้น ท่านอย่าโกรธเลย เรามากินโต๊ะเสพสุราพูดเรื่องอื่นเถิด เล็กเคียมกับลิมชองก็กินโต๊ะเสพสุราได้เจ็ดแปดถ้วย ลิมชองบอกกับเล็กเคียมว่าน้องเสพสุราพลางพี่จะไปเบาเสียก่อน ลิมชองก็ออกมานอกโรงเบาแล้วจะกลับเข้าไปในโรง เห็นบ่าวหญิงของตัววิ่งมาบอกว่า ท่านออกมาจากบ้านสักครู่ก็มีชายผู้หนึ่งมาที่บ้านบอกกับภรรยาท่านว่า ตัวท่านมาเสพสุราเป็นลมสลบไป ให้ภรรยาท่านไปแก้ไขเสียโดยเร็ว ภรรยาท่านตกใจฝากบ้านไว้กับนางเฮงโป๋ แล้วก็ไปกับข้าพเจ้าด้วยกัน ชายนั้นพาไปถึงบ้านผู้ใดไม่แจ้ง ข้าพเจ้าไม่รู้จักบอกว่าท่านอยู่บนเหลา ภรรยาท่านกับข้าพเจ้าขึ้นไปบนเหลาไม่เห็นท่าน มีแต่เครื่องโต๊ะจัดวางไว้ ครั้นภรรยาท่านกับข้าพเจ้าจะลงเหลามา ก็เห็นชายหนุ่มคนที่ไปหยอกภรรยาท่านที่ศาลเจ้าวันก่อนนั้น เดินออกมาจากห้องเหลาเรียกภรรยาท่านให้นั่งลงก่อน ข้าพเจ้าเห็นดังนั้นก็ลงจากเหลามาจะไปตาม ได้ยินเสียงภรรยาท่านร้องว่าฆ่าคนตายแล้วให้ช่วยด้วย ข้าพเจ้าวิ่งไปเที่ยวหาก็ไม่พบ พบจีนแสขายยาบอกว่าท่านมากินโต๊ะเสพสุราอยู่ที่โรงเตี๊ยมนี้ ข้าพเจ้าจึงได้วิ่งมาตามท่านจงรีบไปโดยเร็วเถิด ลิมชองได้ฟังก็วิ่งตรงไปยังบ้านเล็กเคียมมิได้คอยบ่าวหญิงนั้น ครั้นถึงก็เข้าไปในบ้านขึ้นบนเล่าเต๊ง เห็นประตูห้องนั้นปิด ได้ยินภรรยาร้องว่า บ้านเมืองก็เรียบร้อยดีแล้วเหตุไฉนไปหลอกเอาลูกเมียเขามาข่มขืนขังไว้เช่นนี้ด้วยข้อความสิ่งใด ลิมชองได้ฟังก็โกรธยิ่งนัก ร้องเรียกภรรยาให้เปิดประตู ภรรยาลิมชองได้ฟังเสียงลิมชองสามีก็จำได้จึงเปิดออกมารับ พอเปิดประตูออกมากอเงไหลเห็นลิมชองก็เปิดหน้าต่างโดดข้ามกำแพงหนีกลับไปบ้าน ลิมชองเข้าไปในห้องเที่ยวค้นหากอเงไหลก็ไม่พบ จึงถามภรรยาถึงความลับว่าได้เสียทีกับเขาแล้วหรือ ภรรยาบอกว่าท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในความกตัญญูซื่อสัตย์ ถ้าแม้นท่านไม่เชื่อข้าพเจ้าจะชันสูตรก็ได้ ลิมชองมีความยินดีเอากระบองทุบตีสิ่งของๆ เล็กเคียมแตกยับเยินแล้วก็พาภรรยาลงจากเหลามา เห็นชาวบ้านใกล้นั้นพากันปิดประตูเสียทั้งสิ้น ลิมชองกับภรรยามาถึงบ้าน ให้แค้นเคืองเล็กเคียมยิ่งนัก ฉวยได้กระบี่ตรงมาที่โรงเตี๊ยมไม่เห็นเล็กเคียม จึงตามไปที่บ้านเล็กเคียมค้นหาก็ไม่พบ ลิมชองคอยอยู่จนมืดค่ำไม่เห็นเล็กเคียมมาก็กลับไปบ้าน ภรรยาลิมชองจึงพูดกับลิมชองสามีว่า ท่านอย่าวุ่นวายกับเขาเลย เขาทำไมเราไม่ได้ก็ช่างเขาเถิด ลิมชองพูดว่าซึ่งเล็กเคียมกับเราก็รักใคร่กันเหมือนพี่น้องกันหาควรจะมาล่อลวงเราไม่ เรามีใจเจ็บแค้นนักจะฆ่าเสียให้ได้ พูดแล้วก็ไปคอยจะฆ่าเล็กเคียมอยู่สามวัน ก็ไม่เห็นเล็กเคียมกลับมาบ้าน

ฝ่ายเล็กเคียมนั้น ครั้นลิมชองออกมาจากโรงเตี๊ยมไม่เห็นกลับเข้าไปจึงออกมาตามแจ้งว่าเกิดความ เล็กเคียมตกใจนักหนีไปซ่อนอยู่ในบ้านกอไทอวยถึงสามวัน ก็ยังไม่อาจกลับมาบ้าน ครั้นรุ่งเช้าลิมชองเดินไปบ้านเล็กเคียม พบหลวงจีนลูตีซิมที่ถนนก็พูดจากันด้วยความอื่นๆ หลวงจีนลูตีซิมชวนไปกินโต๊ะเสพสุราที่โรงเตี๊ยม ลิมชองปิดความเสียหาเล่าให้หลวงจีนลูตีซิมฟังไม่ ความเรื่องนั้นก็สงบอยู่

ฝ่ายกอเงไหลหนีโดดกำแพงไปถึงบ้านเป็นไข้ใจป่วยหนักลงไม่อาจบอกกอไทอวยบิดา เล็กเคียมกับฮูอันก็มาเยี่ยมเยือนปรนนิบัติเห็นหน้าตากอเงไหลสลดซูบผอมนัก เล็กเคียมถามว่าท่านป่วยไข้ประการใดหน้าจึ่งได้ซีดเศร้าถึงเพียงนี้ กอเงไหลว่าเราจะเล่าให้ท่านฟังตามจริง ด้วยความป่วยนั้นเพราะภรรยาลิมชอง เราคิดการถึงสองครั้งไม่ได้สามความปรารถนา กับเราตกใจโดดกำแพงหนีมาโรคจึงกำเริบขึ้นมาก แต่เราเห็นว่าโรคอันนี้จะไม่พ้นสามเดือนหรือครึ่งปีก็คงตายเป็นแน่ ชีวิตเราไม่รอดแล้ว เล็กเคียม ฮูอันได้ฟังก็แจ้งว่ากอเงไหลเป็นไข้ใจจึงพูดว่าท่านจงอุตส่าห์สะกดใจไว้ ซึ่งการเรื่องนี้ตกพนักงานข้าพเจ้าทั้งสองจะคิดแก้ไขให้ท่านได้สมความปรารถนาให้ได้ แม้นว่าภรรยาลิมชองตายเสียก็เป็นที่จนใจ ถ้าไม่ตายก็คงได้ ท่านอย่าวิตกเลยกอเงไหลได้ฟังก็ค่อยหายความทุกข์ เล็กเคียมกับฮูอันก็ปรนนิบัติกอเงไหลอยู่ที่นั้น

ฝ่ายกอไทอวยครั้นแจ้งว่ากอเงไหลบุตรเลี้ยงเจ็บป่วยไป ก็ให้เล่าโตวก๊วนขุนนางที่สำหรับใช้สอยมาเยี่ยมกอเงไหลว่าจะเป็นประการใด เล่าโตวก๊วนมาถึงถามกอเงไหลว่าท่านเจ็บป่วยเป็นอย่างไรจงบอกให้ทราบ จะได้ไปแจ้งกับบิดาท่านให้หมอมารักษา กอเงไหลไม่อาจบอกกลัวบิดาจะรู้บอกแต่ไม่สบาย เล่าโตวก๊วนก็จนใจไม่แจ้งว่าเป็นโรคอะไร

ฝ่ายเล็กเคียมกับฮูอันเห็นเล่าโตวก๊วนมาเยี่ยมไข้ก็ปรึกษากันว่า ไข้ของกอเงไหลนี้จะต้องให้กอไทอวยแจ้ง จึงจะได้ให้หาตัวลิมชองมากักขังเสียให้ตาย แล้วก็ไปเอาภรรยามายกให้กอเงไหล ๆ คงจะหาย ถ้าไม่คิดเช่นนั้นกอเงไหลก็คงตาย จำเราจะเอาความนี้บอกเล่าโตวก๊วนให้ไปแจ้งกอไทอวยเจ้าจะเห็นประการใด ครั้นปรึกษาเห็นชอบด้วยกันแล้ว ก็ออกมาคอยเล่าโตวก๊วนอยู่ข้างนอก ครั้นเห็นเล่าโตวก๊วนกลับออกมา เล็กเคียมกับฮูอันเล่าความไข้ของกอเงไหลซึ่งรักใคร่ภรรยาลิมชองให้ฟังทุกประการแล้วพูดว่า ถ้าจะไม่ให้กอเงไหลถึงแก่ชีวิตเป็นอันตราย ข้าพเจ้าทั้งสองนี้จะบอกอุบายให้ ท่านจงได้เอาข้อความไปแจ้งแก่กอไทอวยด้วยเถิด เล่าโตวก๊วนจึงว่า เราจะไปแจ้งความแก่กอไทอวยในเวลาค่ำนี้ให้ได้ พูดแล้วก็กลับไปแจ้งความแก่กอไทอวยว่าซึ่งบุตรของท่านเจ็บป่วยนั้นเพราะรักใคร่ภรรยาลิมชอง ถ้าจะให้หายไข้ก็ต้องกำจัดลิมชองเสียเอาภรรยายกให้กอเงไหลจึงจะหาย ถ้าไม่กระนั้นก็เห็นจะถึงแก่ชีวิตดับสูญเป็นแน่

กอไทอวยได้ฟังจึงถามว่า บุตรของเราไปพบปะภรรยาลิมชองที่ไหนจึงได้ป่วยดั่งนี้ เล่าโตวก๊วนบอกความซึ่งกอเงไหลได้พบปะภรรยาลิมชองที่ศาลเจ้ากับที่บ้านเล็กเคียมเป็นสองครั้ง ก็ไม่สมความปรารถนาให้กอไทอวยฟังทุกประการ กอไทอวยว่าจะฆ่าผัวเขาเสียอย่างไรได้ ถ้าไม่คิดฆ่าบุตรเราก็คงตายจะทำประการใดดี เล่าโตวก๊วนว่าเล็กเคียมกับฮูอันพูดกับข้าพเจ้าว่า ถ้าท่านจะให้กอเงไหลหายป่วยแล้วสองคนนั้นจะคิดอุบายให้ กอไทอวยก็ดีใจให้หาสองคนนั้นมา ครั้นเล็กเคียมกับฮูอันมาถึงกอไทอวยจึงถามว่า เจ้าทั้งสองนี้มีอุบายสิ่งใดจะแก้ไขให้บุตรเราหายได้ ถ้าบุตรเราไม่เป็นอันตรายจะตอบแทนคุณเจ้าให้ถึงขนาด เล็กเคียมคุกเข่าลงคำนับแล้วแจ้งว่า ข้าพเจ้าจะคิดอุบายให้ได้สมปรารถนา ถ้าข้าพเจ้าจะเอาสิ่งใดหรือจะว่ากล่าวประการใดก็ต้องตามใจ ไข้นั้นก็คงหายท่านอย่าได้วิตกเลย กอไทอวยว่าจะต้องการและว่ากล่าวสิ่งอันใดจะตามใจเจ้าทั้งสิ้น เวลาพรุ่งนี้คิดอ่านจัดแจงเถิด เล็กเคียมกับฮูอันก็คำนับลามาคิดอุบายที่จะกำจัดลิมชอง ให้ชายผู้หนึ่งเอากระบี่ของวิเศษของกอไทอวยไปขายให้ลิมชอง ชายผู้นั้นก็รับเอากระบี่ของวิเศษไป

ฝ่ายลิมชองครั้นถึงเวลาหลวงจีนลูตีซิมมาชวนไปเที่ยวกินโต๊ะเสพสุราอยู่ทุกวันมิได้ขาด ลิมชองก็ลืมความเรื่องนั้นเสีย ครั้นอยู่มาวันหนึ่งหลวงจีนลูตีซิมชวนลิมชองไปเสพสุราแล้วเดินกลับมา ชายผู้ที่ขายกระบี่เห็นลิมชองเดินมาก็ทำเดินเคียงเข้าใกล้แล้วพูดว่า กระบี่ของวิเศษเล่มนี้เราจะขายแต่ไม่มีผู้ใดรู้จักว่าของดีเลย ลิมชองได้ฟังแล้วเดินเลยไปไม่ไต่ถาม ชายผู้ที่ขายกระบี่ก็เดินตามทำถอนใจใหญ่แล้วพูดว่า คนในเมืองหลวงนี้มีฝีมือเข้มแข็งถมไป แต่ไม่มีผู้ใดรู้จักว่ากระบี่เล่มนี้ดีเราน่าเสียดายกระบี่นัก ช่างไม่รู้จักของวิเศษสักคนเลย ในขณะนั้นภัยจะมาถึงลิมชองก็อาเพทให้เป็นไป ลิมชองได้ฟังก็เหลียวมาดูเห็นชายนั้นถือกระบี่อยู่ก็ถามว่าจะขายหรือ ชายนั้นบอกว่าจะขายก็ส่งให้ ลิมชองรับกกระบี่ไปแกว่งเป็นแสงจับตาก็แจ้งว่าของดี จึงส่งกระบี่ให้หลวงจีนลูตีซิมดู หลวงจีนลูตีซิมเห็นก็รู้ว่าของดีจึงพูดกับลิมชองว่ากระบี่เล่มนี้ดีนักจงซื้อไว้เถิด พูดแล้วก็ส่งกระบี่ให้ลิมชอง ๆ รับกระบี่มาถามเจ้าของกระบี่ว่า กระบี่ของท่านจะขายเท่าไร ชายเจ้าของกระบี่นั้นบอกว่า ถ้าท่านจะต่อก็เอาสามพันตำลึง ถ้าท่านไม่ต่อจะเอาสองพันตำลึง ลิมชองว่าอย่าให้ถึงสองพันตำลึงเลย เอาแต่พันตำลึงเถิด ชายเจ้าของกระบี่ว่าท่านจะซื้อเราจะเอาแต่พันห้าร้อยตำลึง ลิมชองไม่เอาจะให้แต่พันตำลึง ชายเจ้าของกระบี่ก็ยอมให้ ลิมชองพาเจ้าของกระบี่ไปเอาเงินที่บ้าน หลวงจีนลูตีซิมนั้นก็ลาไปที่อยู่ ลิมชองกับเจ้าของกระบี่ไปถึงบ้านแล้ว ลิมชองจึงเอาเงินพันตำลึงมาให้ ถามว่ากระบี่เล่มนี้ท่านเอามาแต่ข้างไหน ชายเจ้าของกระบี่ก็แกล้งบอกว่ากระบี่เล่มนี้แต่ครั้งปู่และบิดาข้าพเจ้าต่อๆ มาจนถึงตัวข้าพเจ้า ๆ ขัดสนยากจนจึงได้เอามาขาย ลิมชองถามว่าปู่และบิดาท่านชื่อใด ชายเจ้าของกระบี่บอกว่าปู่และบิดาข้าพเจ้านี้บอกท่านไม่ได้ รับเงินพันตำลึงแล้วก็ลาไป ลิมชองจับกระบี่ขึ้นแกว่งดูด้วยยินดี จึงคิดว่ากระบี่วิเศษของกอไทอวยมีอยู่เล่มหนึ่งเราขอดูบ่อยๆ ก็ไม่ให้ดู ครั้งนี้ของเราก็มีเหมือนกัน คิดแล้วก็เอากระบี่ไปเก็บไว้มีใจผูกพันอยู่ที่กระบี่เล่มนั้นเป็นอันมาก ชายผู้นั้นขายกระบี่ให้ลิมชองแล้วก็กลับไปบอกกับเล็กเคียมทุกประการ

ครั้นรุ่งเช้าเล็กเคียมกันฮูอันใช้ขุนนางสองนายมาบอกลิมชองว่ากอไทอวยให้ท่านเอากระบี่ที่ซื้อไว้ไปเปรียบกันว่าของใครจะดีกว่ากัน ขุนนางสองนายก็ตรงมาบอกลิมชองว่า กอไทอวยให้ท่านเอากระบี่ไปเปรียบกัน ลิมชองจึงถามขุนนางสองนายนั้นว่า ท่านมาแต่ข้างไหนไม่เคยเห็นหน้าเลย ขุนนางสองนายบอกว่าข้าพเจ้าเพิ่งมาอยู่กับกอไทอวยใหม่ ลิมชองได้ฟังก็ไม่สงสัย หยิบเอากระบี่ที่ซื้อตามขุนนางนั้นมาถึงบ้านกอไทอวย ขุนนางสองนายก็พาเข้าไปข้างในถึงที่หน้าหอแปะโฮวตึง จึงบอกกับลิมชองว่าท่านคอยอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าจะเข้าไปแจ้งกับกอไทอวยก่อน พูดแล้วขุนนางสองนายก็หลบไปเสีย

ฝ่ายเล็กเคียมกับฮูอัน ให้สองคนนั้นไปพาลิมชองมาได้สมคะเนแล้วก็ไปแจ้งความแก่กอไทอวย ๆ สั่งให้เอาคนมาซุ่มไว้คอยจับลิมชองหน้าหอแปะโฮวตึง

ฝ่ายลิมชองนั้นเดินตามขุนนางสองนายเข้าไปจนข้างใน มิได้รู้ว่าจะผิดชอบประการใด ครั้นนั่งคอยท่าอยู่ช้านานแล้วไม่เห็นขุนนางสองนายออกมาก็นึกสะดุ้งใจลุกเดินมาดูที่หน้าหอ พอกอไทอวยออกมา ลิมชองเห็นก็วางกระบี่เข้าไปคำนับ กอไทอวยถามลิมชองว่าเจ้าเป็นครูทหารเหตุไฉนจึงถือกระบี่เข้ามาจนหน้าหอเรา เจ้าคิดประการใดหรือ ลิมชองว่าท่านให้ขุนนางสองนายไปหาข้าพเจ้าให้เอากระบี่มาเปรียบกัน ข้าพเจ้าจึงได้เอากระบี่ตามขุนนางนั้นเข้ามา กอไทอวยว่าเราไม่ได้ให้ไปหา ขุนนางทั้งสองที่พาเจ้าเข้ามานั้นชื่อไรอยู่ที่ไหน ลิมชองว่าขุนนางนั้นบอกกับข้าพเจ้าว่าเพิ่งจะเข้ามาทำราชการใหม่ กอไทอวยว่าเจ้าอย่าแก้ไขไปเลย เรารู้มาหลายวันว่า เจ้าจะคิดฆ่าเราจึงได้ถือกระบี่เข้ามาจนหน้าหอข้างในมีโทษผิดมาก จึงเรียกให้ทหารจับตัวลิมชองไปฆ่าเสีย ทหารที่ซุ่มอยู่เหล่านั้น ครั้นได้ฟังก็ตรูกันออกมาจับตัวลิมชองมัดไว้จะเอาตัวไป ลิมชองร้องว่าการอันนี้แกล้งกดขี่ข้าพเจ้า กอไทอวยว่าเจ้าถือกระบี่เข้ามาจนหน้าหอชั้นในคิดจะฆ่าเรามิใช่หรือ ลิมชองว่าท่านใช้ให้คนของท่านไปเรียกข้าพเจ้าจึงได้เข้ามา กอไทอวยว่าผู้ใดไปเรียกเจ้ามาชื่อเสียงอันใด ลิมชองว่าคนของท่านใช้ไปข้าพเจ้าไม่รู้จักชื่อ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ