๗๕

ฝ่ายซัวเกีย กอกิว ขุนนางผู้ใหญ่แต่เป็นกังฉิน ทราบว่ามีรับสั่งให้ตั้นจองเสียนไปเกลี้ยกล่อมซ้องกั๋ง กอกิวปรึกษาซัวเกียว่าซ้องกั๋งมีสติปัญญาหลักแหลมถ้าเกลี้ยกล่อมได้และถ้ายอมสมัครเข้ามาทำราชการ โปรดตั้งให้เป็นแม่ทัพไปตีเมืองได้เหลียวสำเร็จสมความปรารถนาแล้ว ซ้องกั๋งก็จะได้เป็นใหญ่มีอำนาจมากขึ้น เราท่านทั้งปวงจะต้องอยู่ในบังคับซ้องกั๋งทั้งสิ้น ซ้องกั๋งกับเราก็เป็นคนอริกันอยู่ ซ้องกั๋งคงจะคิดทำการเบียดเบียนให้ได้รับความเดือดร้อนต่างๆ เราจะคิดอ่านประการใดดี ซัวเกียจึงว่าเราเห็นอุบายอันหนึ่ง จะมิให้ซ้องกั๋งเข้ามาสามิภักดิ์ทำราชการได้ กอกิวถามว่าอุบายของท่านประการใด ซัวเกียว่าเราทั้งสามพากันไปหาตั้นจองเสียน พูดจาเป็นอารีจะให้คนไปด้วย แล้วเราแต่งคนที่ปากกล้าไปว่ากล่าวให้ซ้องกั๋งและทหารมีความโกรธ ซ้องกั๋งกับทหารก็จะฆ่าคนของเราเสีย พระเจ้าซ้องฮุยจงทราบก็จะทรงโกรธคิดระแวงว่าซ้องกั๋งเป็นกบฏ ความที่ซุยเจ๋งกราบทูลไว้ก็คงไม่ทรงเชื่อ เห็นจะให้พวกเราคุมกองทัพไปจับซ้องกั๋งเป็นแน่ ถ้าเราได้ชัยชนะแล้วก็จะเป็นใหญ่มีอำนาจขึ้นกว่าแต่ก่อน อุบายดังนี้ท่านจะเห็นเป็นอย่างไรบ้าง

กอกิวได้ฟังก็สรรเสริญว่า ท่านคิดการครั้งนี้กว้างขวางเสมอกับขงเบ้งครั้งแผ่นดินสามก๊ก เชิญท่านไปหาตั้นจองเสียนด้วยกันเถิด ซัวเกีย กอกิว ก็พากันไปบ้านตั้นจองเสียน ๆ ออกต้อนรับเชิญให้นั่งแล้วถามว่าท่านทั้งสองมาหาข้าพเจ้าด้วยธุระสิ่งใด ซัวเกีย กอกิวบอกว่าเรามาทั้งนี้เพราะเป็นกังวลด้วยท่านจะไปเขาเนียซัวเปาะ ตั้นจองเสียนถามว่าท่านวิตกอย่างไร ซัวเกียจึงว่าซ้องกั๋งเป็นคนหยาบช้าใจกระด้างไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใด ตัวท่านจะไปพูดจาเกลี้ยกล่อมแต่ผู้เดียวเห็นจะยาก เราคิดจะให้เตียกันปั้น หลีเหล็งไปเป็นเพื่อนจะได้ช่วยว่ากล่าวให้ซ้องกั๋งปลงใจในราชการถึงจะมีเหตุเภทกัยประการใดพอแก้ไขกันกลับมา ตั้นจองเสียนตอบว่าท่านทั้งสองช่วยอุดหนุนข้าพเจ้านั้นบุญคุณหาที่สุดมิได้ ซัวเกีย กอกิว เห็นตั้นจองเสียนไม่สงสัยยอมให้คนของตัวไปสมความคิดแล้วก็ลากลับบ้าน เรียกเตียกันปั้น หลีเหล็งเข้ามาสั่งโดยอุบายทุกประการ เตียกันปั้น หลีเหล็งรับคำก็คำนับลามาขึ้นม้าไปคอยตั้นจองเสียนอยู่ที่ประตูบ้าน

ฝ่ายตั้นจองเสียนเตรียมตัวเสร็จแล้วก็ขึ้นม้าพาเตียกันปั้น หลีเหล็งรีบออกจากเมืองหลวงไป ครั้นมาถึงเมืองจีจิวพอเวลาเย็น ตั้นจองเสียนกับเตียกันปั้น หลีเหล็งก็เข้าไปในเมือง เตียซกแม้ผู้สำเร็จราชการก็ออกมาต้อนรับต่างคนคำนับกันตามธรรมเนียม สั่งคนใช้ให้แต่งโต๊ะมาเลี้ยง ครั้นแล้วเตียซกแม้ก็ถามว่าท่านทั้งสามมาด้วยกิจการสิ่งใด

ตั้นจองเสียนตอบว่า พระเจ้าซ้องฮุยจงรับสั่งใช้ให้ถือหนังสือไปหาตัวซ้องกั๋งเข้าไปทำราชการในเมืองหลวง แล้วตั้นจองเสียนถามว่าเมืองจีจิวกับเขาเนียซัวเปาะเป็นเกาะตรงกันคนละฟากแลเห็นถนัด ซ้องกั๋งมากระทำย่ำยีเบียดเบียนอาณาประชาราษฎรบ้างหรือไม่

เตียซกแม้ว่าซ้องกั๋งเป็นคนสัตย์ซื่อมิได้กระทำการข่มเหงผู้ใดจนแม้แต่ใบไม้ในเมืองจีจิวไม่ร่วงเพราะฝีมือทหารของซ้องกั๋งเลย พูดแล้วแสร้งอุบายจูงมือตั้นจองเสียนไปเที่ยวชมบ้านเรือนและสิ่งของต่างๆ

เตียซกแม้ถามว่าที่มาด้วยกับท่านสองนายนั้นเป็นขุนนางตำแหน่งใด ตั้นจองเสียนบอกว่า เตียกันปั้นนั้นทำราชการอยู่กับซัวเกีย หลีเหล็งทำราชการอยู่กับกอกิวให้มาเป็นเพื่อนเรา เตียซกแม้ได้ฟังก็ตกใจจึงว่า ถ้าท่านเอาเตียกันปั้น หลีเหล็งไปด้วยแล้วคงเกิดเหตุ ไม่ได้ตัวซ้องกั๋งเข้าไปเป็นแน่ ท่านเชื่อเราเถิดอย่าพาไปเลย ตั้นจองเสียนตอบว่าซัวเกีย กอกิวเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้บังคับให้มาด้วย ครั้นจะไม่พาไปนั้นไม่ควร พูดแล้วตั้นจองเสียนก็กลับออกไปพักอยู่ข้างนอก ครั้นรุ่งสว่างเตียซกแม้จึงสั่งคนใช้ให้ข้ามไปบอกแก่ซ้องกั๋ง ณ เขาเนียซัวเปาะ คนใช้ก็รีบไปแจ้งความตามสั่ง ซ้องกั๋งได้ฟังก็มีความยินดี จึงเอาเงินสิบตำลึงให้คนใช้ก็คำนับลากลับมา

ซ้องกั๋งจึงพูดแก่ทหารทั้งปวงว่าพระเจ้าซ้องฮุยจงมีหนังสือรับสั่งเราให้เข้าไปทำราชการสมดังที่คิดไว้ เรามีความยินดีนัก ท่านทั้งปวงจงพร้อมใจด้วยกันเถิด อย่าทำแก่งแย่งให้เสียการเลย

โงวหยงจึงว่า ท่านคิดยินดีที่จะได้ไปทำราชการอยู่ในเมืองหลวงนั้นเห็นจะไม่สมคิด ด้วยขุนนางพวกกังฉินคอยปองร้ายจะเอาชีวิตท่านและพวกข้าพเจ้ามิได้ขาด ประการหนึ่งหนังสือรับสั่งนั้นก็เป็นสำนวนพวกกังฉินแต่งขึ้น คงจะว่ากล่าวขู่ข่มด้วยอำนาจต่างๆ ให้ได้รับความอายเป็นแน่ ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าพวกถือหนังสือมาถึงแล้วจับฆ่าเสียอย่าให้มันบังคับบัญชาเราได้เลย

ซ้องกั๋งตอบว่า ซึ่งท่านพูดนั้นเป็นแต่การคาดคะเน จะด่วนทำหุนหันนั้นไม่ได้ การที่เราตั้งใจสามิภักดิ์จะเสียไป โงวหยงมิได้ตอบประการใดแต่ในใจนั้นคิดจะฆ่าพวกที่ถือหนังสือเสียให้ได้ ซ้องกั๋งจึงสั่งซ้องเซ็งให้จัดโต๊ะเครื่องบูชาตั้งไว้ที่ถนนทั้งสองข้างทางและหนทางตั้งแต่ท่าน้ำนั้นให้ปูลาดด้วยผ้าแดงตลอดจนถึงค่าย ให้ ลือฮวง กวยเส็ง เซียวเหยียง ปวยซวนไปคอยอยู่ที่ริมชายน้ำ ให้อวนเซียวชิดจัดเรือข้ามไปรับพวกข้าหลวง นายทหารก็พากันไปตระเตรียมตามสั่งทุกประการ

ฝ่ายโงวหยงนั้นไม่เต็มใจที่จะให้ไปรับพวกถือหนังสือ แต่ขัดซ้องกั๋งไม่ได้ จึงเรียกอวนเซียวชิดมาบอกอุบายที่จะให้คนถือหนังสือกับซ้องกั๋งขัดเคืองกันขึ้น อวนเซียวชิดรับคำแล้วรีบมาจัดเรือบรรจุคนตีกรรเชียงพร้อมแล้วข้ามไปคอยรับพวกข้าหลวง

ฝ่ายตั้นจองเสียน เตียกันปั้น หลีเหล็ง พักอยู่ที่เมืองจีจิวจนรุ่งสว่าง แล้วพากันไปคำนับลาเตียซกแม้ลงเรือที่ท่าข้าม อวนเซียวชิดก็ให้ทหารถอยเรือออกจากท่า ทหารที่ตีกรรเชียงก็ร้องเฮฮาโห่ร้องทำคะนองต่างๆ ตั้นจองเสียน เตียกันปั้น หลีเหล็งมีความโกรธไล่ตีทหารที่ตีกรรเชียงก็โดดลงน้ำว่ายหนีไปสิ้น อวนเซียวชิดจึงว่าท่านข้าหลวงทำโทษแก่คนตีกรรเชียงหนีไปเสียแล้วทำอย่างไรเรือจึงจะเข้าไปถึงฝั่งได้ พวกถือหนังสือจึงว่าเจ้าเป็นเจ้าพนักงานฝีพายบ่าวไพร่ไม่อยู่ในบังคับหนีไปเสีย เจ้าจงโล้เรือเข้าไปส่งพวกเราให้ถึงฝั่งจงได้ อวนเซียวชิดว่าเรือใหญ่เหลือกำลังนัก ขอแรงพวกท่านช่วยตีกรรเชียงบ้าง พวกข้าหลวงว่าเราเป็นขุนนางในตำแหน่งได้เชิญหนังสือรับสั่งมา จะให้พวกเราตีกรรเชียงไม่ควรที่ ถ้าไม่เอาเรือเข้าให้ถึงฝั่งแล้วจะเฆี่ยนเสียเดี๋ยวนี้ อวนเซียวชิดทำตกใจกลัวอ้อนวอนว่า ท่านข้าหลวงจงกรุณางดโทษข้าพเจ้าไว้ครั้งหนึ่งเถิด ข้าพเจ้าเป็นนักเลงสุราถ้าได้เสพแล้วจึงจะมีแรงและสุราที่จะเอาไปพระราชทานซ้องกั๋งนั้นขอให้ข้าพเจ้าได้ดื่มบ้างเถิด พวกข้าหลวงก็ยอมอนุญาตอวนเซียวชิดก็รินสุราดื่มพร่องไปทุกไห แล้วเอาน้ำกรอกเต็มลงไว้ดังเก่าหวังจะให้สุรานั้นจืดจึงแสร้งพูดว่าข้าพเจ้ามีแรงแล้วจะโล้เรือไปให้ถึงฝั่งเดี๋ยวนี้

พูดแล้วก็ลุกขึ้นยืนทำทีจะโล้เรือ จึงเอาเท้าเหยียบประสักให้หลุดน้ำไหลพลุ่งเข้าในเรือหลายแห่งเจียนจะล่ม พอพวกทหารซ้องกั๋งพายเรือเล็กออกมาสองลำเรียกให้ช่วย ทหารเข้าไปรับอวนเซียวชิดยกไหสุราถ่ายลงเรือแล้วพาพวกข้าหลวงเข้าไปฝั่งและอวนเซียวชิดทำทั้งนี้เพราะกลอุบายโงวหยง เมื่อเรือจอดถึงท่าแล้ว ลือฮวง กวยเส็ง เซียวเหยียง ปวยชวนก็ออกมาคำนับรับข้าหลวงเข้าไป

ตั้นจองเสียน เตียกันปั้น หลีเหล็ง จึงว่าซ้องกั๋งนี้ทำอาการเย่อหยิ่งนักไม่ลงมาคำนับรับเราเอง ใช้แต่ไพร่พลให้มารับนั้นไม่สมควร ทหารสี่นายจึงตอบว่า ซ้องกั๋งตั้งใจสามิภักดิ์นับถือในพระเจ้าแผ่นดินเป็นอันมาก จึงให้เราผู้น้องลงมาคำนับนำข้าหลวงขึ้นไปค่าย แต่ตัวซ้องกั๋งนั้นคอยรับอยู่ที่โรงพักแล้วเชิญท่านขึ้นไปเถิด พวกข้าหลวงจึงว่าพวกเจ้าเอาแต่ปากเป็นของกำนัลพูดแก้ตัวต่างๆ ว่าแล้วก็พากันมาถึงโรงพัก ซ้องกั๋งก็ออกมาคำนับรับหนังสือตั้งไว้บนโต๊ะ เชิญข้าหลวงให้นั่งที่สมควร แต่ทหารทั้งปวงนั้นไม่คำนับ ยืนถลึงตามือคุมอาวุธคอยทีอยู่ทุกคน

ซ้องกั๋งถามว่า ท่านทั้งสามมามีความสุขอยู่หรือ ตั้นจองเสียน เตียกันปั้น หลีเหล็งจึงว่า เราเป็นข้าหลวงถือหนังสือรับสั่งของพระเจ้าซ้องฮุยจงมา นายด่านและหัวเมืองซึ่งอยู่ในพระราชอาณาเขตก็แต่งคนให้รับและส่งเป็นระยะกันโดยอันดับ มีความสุขทุกแห่งทุกตำบล ต่อเราลงเรือที่ท่าข้ามมานี้ จึงได้ความทุกข์ลำบากเพราะพวกของท่าน และซึ่งทำเช่นนี้ไม่สมกับคำซุยเจ๋ง เตียซกแม้สรรเสริญไว้อย่าพูดมากเลย จงเปิดผนึกหนังสือรับส่งอ่านดูเถิด ซ้องกั๋งคำนับแล้วหยิบหนังสือส่งให้เซียวเหยียงอ่านมีความว่า “พระเจ้าซ้องฮุยจงผู้ครองแผ่นดินซ้อง มาถึงซ้องกั๋งผู้เป็นโจรอยู่ ณ เขาเนียซัวเปาะให้แจ้ง ด้วยบรรดาหัวเมืองทั้งปวงมีหนังสือบอกเข้าไปว่า ซ้องกั๋งคุมพรรคพวกกระทำการข่มเหงอาณาประชาราษฎรในราชอาณาเขตให้ได้รับความเดือดร้อนต่างๆ ขอให้เรายกกองทัพหลวงไปปราบปรามเสียให้สิ้นเสี้ยนหนามศัตรูในแผ่นดิน และซึ่งหัวเมืองมีหนังสือบอกเข้าไปนั้นถูกต้องตามธรรมเนียมราชการสืบมาแต่ก่อน อนึ่ง ขุนนางผู้ใหญ่ที่ช่วยทำนุบำรุงแผ่นดินก็ได้ตระเตรียมกองทัพไว้ร้อยหมื่น ทหารเอกมีฝีมือกว่าพันจะยกมาปราบปรามเสีย เราขอผลัดทุเลาไว้เพราะความเมตตา จึงมีหนังสือรับสั่งให้ตั้นจองเสียนถือมา ถ้าซ้องกั๋งยังรักชีวิตของตัวและพวกพี่น้องอยู่แล้ว จงทำบัญชีไพร่พลพวกพ้องและทรัพย์สิ่งของ เครื่องศัสตราวุธยื่นแก่ตั้นจองเสียนจงสิ้นเชิง แล้วให้ซ้องกั๋งกวาดต้อนครอบครัวอพยพเข้ามาสารภาพรับผิดแต่โดยดีเราจะยกโทษให้ ถ้ายังถือทิฐิมานะ ไม่กระทำตามหนังสือแล้ว จะยกกองทัพใหญ่มาปราบที่ตำบลเขาเนียซัวเปาะให้ราบ อีกประการหนึ่งกองทัพของเรามีอำนาจเหมือนกองเพลิง ซ้องกั๋งกับพวกเปรียบเหมือนริ้นยุง จะพากันบินเข้าไปในกองเพลิงนั้นไม่ควร” ซ้องกั๋งแจ้งในหนังสือแล้วยังไม่พูดประการใด ที่ปรึกษาและทหารทั้งปวงนั้นเข้าใจเป็นแน่ว่าสำนวนพวกกังฉินแต่ง มีความโกรธเป็นอันมากสู้สะกดโทโสไว้ แต่ลีขุยเป็นคนโทโสมาก กระชากชิงเอาหนังสือมาจากเซียวเหยียงฉีกทิ้งเสีย แล้วเข้าไล่ชกตั้นจองเสียนเป็นอลหม่าน ซ้องกั๋ง โลวจุนหงีก็เข้ายึดตัวลีขุยไว้แล้วห้ามไว้ เตียกันปั้น หลีเหล็งจึงว่า ลีขุยทำบังอาจฉีกหนังสือรับสั่งเสีย แล้วตีด่าข้าหลวงเช่นนี้มีโทษต้องในพระราชกำหนดหลายสถาน ซ้องกั๋งจงเอาตัวไปจำไว้ให้มั่นคงแล้วส่งเข้าไปเมืองหลวง ลีขุยวิ่งเข้ามาฉุดข้อมือเตียกันปั้น หลีเหล็งกระชากจากเก้าอี้แล้วว่า ธรรมดาพระมหากษัตริย์จะตรัสสิ่งใดก็เป็นมงคล ย่อมประกอบไปด้วยเมตตาโอบอ้อมเอาใจอาณาและประชาราษฎร มิให้มีข้อเจ็บแค้น ประการหนึ่งทราบว่าผู้ใดเป็นเสี้ยนหนามในแผ่นดินแล้ว จะให้ผู้นั้นเข้าอยู่ในอำนาจก็แต่งคนที่มีสติปัญญาไปเกลี้ยกล่อมว่ากล่าวแต่โดยดี ไม่ยกตนข่มท่านสรรเสริญวาสนาบารมีของตัว และให้ริบราชบาทเหมือนในหนังสือที่พวกเจ้าถือมาเช่นนี้ เราจึงเห็นว่าไม่เป็นคำรับสั่ง แต่เป็นสำนวนคนกังฉินพวกเจ้าแต่งเอาเอง เราจึงฉีกทิ้งเสีย

เตียกันปั้น หลีเหล็งตอบว่า เมื่อแต่งหนังสือแล้วเอาขึ้นถวายให้ทอดพระเนตร โปรดประทับตรายี่ห้อสำหรับแผ่นดินมาเป็นสำคัญ ยังไม่เชื่ออีกหรือ ลีขุยจึงตวาดว่าไอ้โกหกแล้วเอามือตบปากเตียกันปั้น หลีเหล็งล้มลง ซ้องกั๋งก็ลากตัวลีขุยออกมาแล้วผลักให้ลงไปเสียจากโรงพัก ซ้องกั๋งก็เข้าพยุงข้าหลวงสองนายขึ้นนั่งบนเก้าอี้จึงพูดว่า ลีขุยเป็นคนโทโสร้ายไม่จักผิดและชอบ ท่านได้เมตตาให้อภัยแก่ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด พวกข้าหลวงตอบว่าจะให้เรางดโทษกระไรได้ ด้วยลีขุยทำหยาบคายกับพวกเราให้เสื่อมเสียเกียรติยศพระเจ้าแผ่นดินดังนี้ เราจะเข้าไปกราบทูลให้ทราบ ซ้องกั๋งว่าการที่กลับกลายเป็นไปต่างๆ นั้นก็เพราะผลกรรม จะให้ข้าพเจ้าเสียความสัตย์กตัญญูโดยแท้ ถ้าท่านกราบทูลขึ้นแล้วตัวข้าพเจ้าก็ไม่พ้นผิด ถึงจะพูดจาออกตัวแก้ไขไปอย่างไรก็ไม่ได้ เหมือนกับปลาอยู่ในหนองอันเดียวกัน และสุราที่พระราชทานมานั้น ข้าพเจ้าจะขอแจกจ่ายให้แก่ทหารโดยสมควร ว่าแล้วรินสุรามาส่งให้ทุกคน ทหารรับเอาสุรามาดื่มพอตกถึงคอแล้วต่างคนต่างบอกว่า สุราจืดเหมือนเจือนํ้าท่า

ขณะนั้นลูตีชิม มกหอง เล่าตง บู๊สง ซือจินนึกสงสัย สำคัญว่าพวกข้าหลวงแกล้งเอาสุราเจือน้ำมาให้ดื่มก็มีความโกรธนัก จึงว่าลีขุยทำโทษแก่พวกข้าหลวงนั้นชอบแล้ว แต่ตัวเรายังไม่ได้ลงโทษกับพวกข้าหลวง ว่าแล้วต่างคนก็ชักอาวุธสำหรับมือจะเข้าฟันแทงพวกข้าหลวง ซ้องกั๋งเข้ากั้นกอดข้าหลวงไว้ พวกทหารจะเข้าฟันก็กลัวถูกซ้องกั๋งต่างคนลงนั่งถอดถอนใจใหญ่อยู่

ซ้องกั๋งจึงบอกพวกข้าหลวงว่าท่านจะอยู่ที่นี่ช้าไม่ได้ เชิญกลับไปเสียก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะเอารถไปส่ง ข้าหลวงกลัวอำนาจพวกทหารก็ไม่อาจพูดจาทุ่มเถียง จึงรีบพากันมาขึ้นรถโดยเร็ว ซ้องกั๋งก็ขับรถตามไป ทหารทั้งปวงคิดจะทำร้ายพวกข้าหลวงก็ไม่ได้ด้วยซ้องกั๋งคอยห้ามปรามป้องกันอยู่ เมื่อซ้องกั๋งขับรถมาถึงท่าข้าม จึงสั่งเจ้าพนักงานเรือให้ข้ามส่งพวกข้าหลวง ซ้องกั๋งสั่งว่าท่านเข้าไปถึงเมืองหลวงแล้ว ท่านจงช่วยกราบทูลพระเจ้าซ้องฮุยจงว่าข้าพเจ้าตั้งใจสามิภักดิ์จะเข้าไปทำราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยสุจริต มิได้คิดประทุษร้ายต่อพระเจ้าแผ่นดิน แต่พวกพี่น้องของข้าพเจ้ายังกระด้างกระเดื่องอยู่ จะขอทุเลาว่ากล่าวให้ปลงใจสมัครเข้าทำราชการด้วย ถ้าเห็นพร้อมกันแล้วข้าพเจ้าจะมีหนังสือบอกเข้าไปให้ทราบ พวกข้าหลวงว่าอย่าอ้อนวอนให้เอาความดีไปกราบทูลเลย จงตระเตรียมตัวคอยรับทัพหลวงจะยกมาเถิด ว่าแล้วก็ชวนกันลงเรือข้ามฟากไป ซ้องกั๋งขับรถกลับมาค่ายจึงหาพวกพี่น้องหกคนที่ทำหยาบช้ากับข้าหลวงมาพร้อมแล้วถามว่าเหตุใดจึงทำการเช่นนี้ให้เกิดความขึ้นโดยมิได้เกรงกลัวแก่เราเลย

พวกหกคนยังไม่ทันจะตอบโงวหยงซินแสจึงพูดขึ้นว่า ข้าพเจ้าได้ทำนายไว้ว่า ในหนังสือคงข่มขี่หยาบช้าต่างๆ ท่านกับพวกพี่น้องก็ยังมีความสงสัยไม่เชื่อ ครั้นได้เห็นอำนาจข้าหลวงและหนังสือสมเหมือนคำข้าพเจ้าพี่น้องทั้งปวงจึงมีใจเจ็บแค้นเพราะรักท่าน ซึ่งท่านจะทำโทษพี่น้องของเรานั้นไม่ควร ถึงท่านจะเอาผิดทำโทษแก่พวกเราประการใดก็ดี ที่จะห้ามไม่ให้พวกกังฉินยกทัพมานั้นไม่ได้ ด้วยคงจะคิดทำร้ายเราเป็นแน่ จงตระเตรียมทำนุบำรุงทแกล้วทหารไว้ให้รื่นเริงคอยรับดีกว่า ประการหนึ่งจะได้เห็นฝีมือกำลังและปัญญาทหารของเราคราวนี้

ซ้องกั๋งได้ฟังก็มิได้ตอบประการใด โงวหยงจึงสั่งให้ทหารซ่อมแซมแปลงค่ายคูที่ชำรุด และขุดอุโมงค์สนามเพลาะวางขวากหนามตามทำนองศึกแล้วให้ทหารฝึกหัดเพลงอาวุธต่างๆ ไว้ให้ชำนิชำนาญ คอยรับกองทัพเมืองตังเกียจะยกมา ฝ่ายตั้นจองเสียน เตียกันปั้น หลีเหล็งมาถึงเมืองหลวงก็พากันไปหาซัวเกีย ณ บ้าน แจ้งความให้ฟังทุกประการ ซัวเกียมีความยินดีด้วยสมกับที่คิดไว้ จึงให้คนใช้ไปเชิญท่องกวน เอียเจียน กอกิวขุนนางผู้ใหญ่มาพร้อมกันแล้ว จึงปรึกษาว่าซ้องกั๋งกับพวกคบคิดกันเป็นกบฏ มีหนังสือรับสั่งให้หาก็ไม่เข้ามา กลับทำการหยาบช้าฉีกหนังสือทิ้งเสีย แล้วทุบตีข้าหลวงบาดเจ็บเช่นนี้ท่านจะคิดประการใด

ขุนนางทั้งสามตอบว่าพวกเราก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดินจะนิ่งเสียนั้นไม่ควร จำจะกราบทูลให้ยกกองทัพไปจับพวกโจรฆ่าเสียจึงจะชอบ ซัวเกียถามว่าเรากราบทูลแล้วโปรดให้ยกกองทัพไปท่านจะเห็นผู้ใดเป็นแม่ทัพ ท่องกวนจึงว่าข้าพเจ้าจะรับอาสาไป ขุนนางทั้งสามได้ฟังก็มีความยินดีจึงว่าสมควรแล้ว วันนี้เวลาก็จวนค่ำเราจะเข้ากราบทูลยังไม่ได้ ต่อรุ่งพรุ่งนี้จึงพากันเข้าไปกราบทูลพูดแล้วต่างคนก็คำนับลาไป

ครั้นเวลารุ่งเช้าพระเจ้าซ้องฮุยจงเสด็จออกว่าราชการ ท่องกวน ซัวเกีย เอียเจียน กอกิว ตั้นจองเสียนเข้าเฝ้าพร้อมกัน ซัวเกียกราบทูลความตามที่ตั้นจองเสียนบอกทุกประการ พระเจ้าซ้องฮุยจงได้ทรงฟังมีความแค้นยิ่งนักจึงตรัสว่า เดิมทีเราได้ปรึกษาว่าจะให้ยกกองทัพไปกำจัดเสีย ซุยเจ๋งบอกแก่เราว่า ซ้องกั๋งเป็นคนสัตย์ซื่ออยากเข้ามาทำราชการให้มีหนังสือไปหาตัวเข้ามา เราเชื่อถ้อยคำซุยเจ๋งจึงได้มีหนังสือไป บัดนี้ซ้องกั๋งกับพวกโจรทำการหยาบช้าให้ได้อัปยศดังนี้ เห็นว่าซุยเจ๋งเอาใจไปเผื่อแผ่แก่พวกโจร จงเอาตัวไปจำถามให้ได้ความจริง แล้วตรัสกับขุนนางผู้ใหญ่ว่าใครจะอาสาเป็นแม่ทัพ ท่องกวนก็ทูลรับอาสา ซัวเกีย เอียเจียน กอกิวทูลเสริมว่าท่องกวนมีสติปัญญาสมควรแล้วที่จะเป็นแม่ทัพ

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ