๑๑๖

ฝ่ายทหารที่เข้าเมืองได้นั้นก็พากันมาแจ้งความแก่ซ้องกั๋งว่า เจียปอหนำ เต็งง่วนก๊กนั้นหนีไปได้แต่ทหารอื่นนั้นพวกข้าพเจ้าฆ่าฟันตายเสียสิ้น ซ้องกั๋งก็ยกกองทัพไปตั้งพักอยู่ในเมืองฮั่งจิว ซ้องกั๋งจึงเชิญหลวงจีนมาสวดกงเต๊กเจ็ดวันแล้วเซ่นไหว้ศพพี่น้องที่ตายไปนั้นทุกคน ครั้นเสร็จการแล้วซ้องกั๋งจึงปรึกษาโลวจุนหงีและทหารทั้งปวงว่าหัวเมืองรายทางเราก็ตีได้สิ้นแล้ว ยังแต่เมืองฮิบจิว เมืองมกจิว สองเมืองเท่านั้นเราท่านทั้งปวงจงช่วยกันให้แข็งมืออย่าคิดแก่เหน็ดเหนื่อยลำบากเลย ซ้องกั๋งจึงเขียนฉลากชื่อเมืองใส่กระดาษม้วนวางไว้สองม้วน ชวนโลวจุนหงีจับ โลวจุนหงีจับได้เมืองฮิบจิว ซ้องกั๋งจึงแบ่งทหารให้โลวจุนหงียกไปตีเมืองฮิบจิว ส่วนซ้องกั๋งก็ยกกองทัพไปตีเมืองมกจิวเดินกองทัพไปโดยระยะทาง

ฝ่ายชาจินกับเอียนเช็งซึ่งรับอาสาซ้องกั๋งจะเข้าไปเป็นไส้ศึกนั้น ครั้นมาถึงเมืองมกจิวแล้วก็เข้าไปคำนับลูเหมียนตงขุนนางผู้ใหญ่แจ้งความซึ่งจะเข้ามาสามิภักดิ์ทำราชการนั้นให้ทราบ ลูเหมียนตงมีความยินดีจึงพาชาจิน เอียนเช็งเข้าไปคำนับฮองละแล้วแจ้งความตามซึ่งคนทั้งสองสมัครมาอยู่ทำราชการนั้นให้ทราบ ฮองละจึงถามว่าเจ้าทั้งสองนี้มีแซ่และชื่ออย่างไร ชาจินบอกว่าข้าพเจ้าแซ่คอชื่ออิมเป็นขุนนางอยู่ในกรมโหรเมืองตังเกีย พิเคราะห์ดูฤกษ์บนเห็นดาวดวงหนึ่งข้างทิศนี้มีรัศมีสว่างปรากฏกว่าดาวทั้งหลาย ข้าพเจ้าจึงชวนหุนเปียผู้เป็นญาติฝ่ายข้างมารดามาหาท่านหวังจะพึ่งบารมี บัดนี้ข้าพเจ้ามาเห็นรูปร่างลักษณะราศีของท่านบริบูรณ์พร้อม สมควรที่จะเป็นพระมหากษัตริย์อันประเสริฐ ข้าพเจ้าขอเป็นข้าทำราชการไปกว่าจะสิ้นชีวิต ฮองละตอบว่า เจ้ามีความรักใคร่ในเรานั้นขอบใจนัก แต่เจ้ามาในเขตบ้านเมืองไม่มีสุขด้วยซ้องกั๋งยกกองทัพมาตีหัวเมืองล่วงเข้ามาเกือบจะถึงเมืองเรา แล้วคออิมตอบว่า หัวเมืองรายทางที่ซ้องกั๋งตีได้นั้นท่านอย่าวิตกเลยในไม่ช้านานก็จะกลับคืนได้สิ้น อย่าว่าแต่เมืองเหล่านั้นเลยถึงเมืองตังเกียซึ่งเป็นเมืองหลวงนั้น ก็จะต้องอ่อนน้อมมาอยู่ในอำนาจของท่าน ฮองละได้ฟังมีความยินดีจึงตั้งคออิมเป็นที่โตวจี๋ขุนนางฝ่ายกรมวัง คออิมก็อุตส่าห์เอาใจใส่ในราชการมิได้เกียจคร้าน ครั้นอยู่มาหลายเดือนฮองละเห็นคออิมหมั่นในราชการจึงยกนางถือกงจู๊บุตรสาวให้เป็นภรรยา ขุนนางทั้งหลายก็นับถือยำเกรงคออิมว่าเป็นบุตรเขยฮองละไต้อ๋อง คออิมจะว่ากล่าวการงานสิ่งใดก็สำเร็จเด็ดขาด

ฝ่ายเจียปอหนำ เต็งง่วนก๊กหนีมาถึงเมืองตังเอียงกุ้ยจึงเข้าไปพักอยู่ในเมืองแล้ว แต่งหนังสือบอกข้อความซึ่งเสียเมืองฮั่งจิวและขอกองทัพมาช่วยให้ม้าใช้ถือเข้าไปเมืองมกจิว ครั้นม้าใช้มาถึงจึงเอาหนังสือบอกส่งให้โจวซือเฮี๋ยนขุนนางผู้ใหญ่นำเข้าไปให้ฮองละ ๆ ทราบความตามหนังสือบอกแล้วมีความเสียใจจึงให้แปะเนี้ยม เก๋งเต๊กคุมทหารหมื่นหนึ่งยกไปสมทบกับกองทัพเจียปอหนำเต็งง่วนก๊ก ณ เมืองตังเอียงกุ้ยยกไปตีเอาเมืองฮั่งจิวคืนให้จงได้ นายทหารทั้งสองคำนับลามาตระเตรียมพร้อมด้วยเสบียงอาหารแล้วก็ยกกองทัพออกจากเมืองมกจิวมาเมืองตังเอียงกุ้ย

ฝ่ายซ้องกั๋งเดินทัพมาถึงเมืองตังเอียงกุ้ยเห็นชาวเมืองรักษาหน้าที่เชิงเทินเป็นสามารถจึงหยุดทหารตั้งกระบวนอยู่หน้าเมือง แล้วให้ลือฮวง กวยเส็งคุมทหารไปท้ารบถึงเชิงเทิน เจียปอหนำได้แจ้งจึงคุมทหารเปิดประตูเมืองมารบกับลือฮวงได้ประมาณห้าเพลง กวยเส็งเห็นว่าฝีมือลือฮวงอ่อนกว่าเจียปอหนำจึงเข้าช่วยรุมรบ จูตงเห็นนายทหารสองคนจะเอาชัยชนะมิได้จึงตรงเข้าช่วย เจียปอหนำเหลือกำลังที่จะต้านทานด้วยตัวคนเดียวจึงชักม้าพาทหารทั้งปวงหนีกลับเข้าเมือง ซ้องกั๋งเห็นดังนั้นจึงขับทหารหนุนรุกตามเข้าเมืองได้ ทหารซ้องกั๋งก็ไล่ฆ่าฟันผู้คนชาวเมืองอลหม่าน เจียปอหนำ เต็งง่วนก๊ก แปะเนี้ยม เก๋งเต๊กเห็นจะต้านทานมิได้ก็คุมทหารถอยหนีมาตั้งรับอยู่ ณ เมืองท่องลูกุ้ย ซ้องกั๋งก็ยกกองทัพข้ามเข้าไปตั้งค่ายประชิดอยู่หน้าเมือง จึงให้เกยเตียน เกยโป เอียนสุน เฮงเอ็ง นางโฮ้วซาเหนีย คุมทหารเข้าตีประตูตังหมึง ให้ลีขุย หังชอง ลีกุน ฮวนสุย เบ๊เหล็ง คุมทหารเข้าตีประตูไซหมึง ให้ลี้จุน อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา ทองอุย ทองเม้ง เม่งคง คุมทหารยกกองทัพเรือไปทางลำน้ำหน้าเมือง กำหนดให้ยกระดมเข้าตีเมืองในเวลาสองยาม ทหารซ้องกั๋งนายทัพนายกองคำนับลามาเตรียมทหารพร้อมแล้วยกไปตามสั่ง ครั้นเวลาสองยามนายทหารซ้องกั๋งทั้งสามก็ยกเข้าระดมตีพร้อมทัน เจียปอหนำ เต็งง่วนก๊กและทหารกำลังหลับตกใจตื่นไม่แจ้งว่ากองทัพยกเข้าไปในเมืองมากน้อยเท่าใดก็พากันคุมทหารหนีออกจากเมืองเฮ่งเส็ง นางโฮ้วซาเหนียจับอุนเค็กเหยียงทหารเมืองท่องลูกุ้ยได้มัดมาส่งให้ซ้องกั๋ง ๆ จึงสั่งทหารให้เอาตัวอุนเค็กเหยียงไปตัดศีรษะเสียบประจานไว้หน้าเมือง ครั้นเวลารุ่งสว่างซ้องกั๋งก็ยกกองทัพเข้าตั้งพักอยู่ในเมืองท่องลูกุ้ย

ฝ่ายเจียปอหนำ เต็งง่วนก๊กกับทหารสองนายพากันล่าถอยหนีมาถึงเขาโอวเล่งเหนีย จึงขึ้นไปตั้งค่ายสกัดต้นทางอยู่บนเขานั้น

ฝ่ายซ้องกั๋งยกกองทัพออกจากเมืองท่องลูกุ้ยมาถึงเขาโอวเล่งเหนีย จึงสั่งลีขุย หังชอง ลีกุนให้คุมทหารห้าร้อยไปตรวจดูทางจะคับขันเป็นประการใด ทหารทั้งสามคำนับลาไปถึงเชิงเขา ทหารของฮองละซึ่งตั้งค่ายอยู่บนเขาก็เอาก้อนศิลาขว้างลงมาเป็นอันมากจะพากันไปก็ไม่ได้ จึงกลับมาแจ้งความแก่ซ้องกั๋งให้ทราบ ซ้องกั๋งจึงสั่งทองอุย ทองเม้ง อวนเซียวยี เม่งคงคุมทหารไปทางเรือ ครั้นมาถึงชายเขาเชิงน้ำแลเห็นกองทัพเรือตั้งสกัดอยู่กองหนึ่ง ทหารซ้องกั๋งเห็นว่าเรือพวกฮองละมากกว่าไม่อาจเข้าใกล้ให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ไปประมาณสามร้อย เซ่งกุ้ย เต๊กหงวน เซียวเกีย เตียฮก นายกองเรือของฮองละเห็นว่าทหารซ้องกั๋งไม่เข้าใกล้จึงแสร้งอุบายพาทหารหนีขึ้นฝั่ง ทหารซ้องกั๋งก็ไม่อาจไล่ติดตามรออยู่ที่นั่น

ขณะนั้นได้ยินเสียงประทัดสัญญาและโห่ร้องอื้ออึงแล้วเอาเชื้อเพลิงและพลุจุดทิ้งลงมาบนเรือเป็นอันมากถูกเม่งคงตาย ทองอุย ทองเม้ง อวนเซียวยีเหลือทนจึงพากันหนีขึ้นบก นายทหารฮองละและทหารทั้งปวงถือทวนเข้ารบตะลุมบอน อวนเซียวยีก็หนีกลับลงน้ำ ทหารของฮองละเอาเรือออกสกัดไว้ อวนเซียวยีเห็นจะหนีไม่พ้นเอากระบี่เชือดคอตายอยู่ในน้ำ แต่ทองอุย ทองเม้งนั้นหนีกลับมาแจ้งความแก่ซ้องกั๋งให้ทราบ ซ้องกั๋งได้แจ้งมีความโกรธยิ่งนักคิดจะแก้แค้นแทนพี่น้องให้ได้

ขณะนั้นเกยเตียน เกยโปเข้าไปแจ้งความว่าข้าพเจ้าทั้งสองคิดจะปลอมตัวเป็นพรานเนื้อขึ้นไปบนเขา เห็นได้ทีแล้วจะเอาเพลิงจุดค่ายเจียปอหนำ ทหารทั้งหลายก็จะพากันแตกตื่นตกใจ ท่านจงเตรียมทหารคอยทีไว้เถิด โงวหยงจึงบอกซ้องกั๋งว่าอุบายนี้ดีนัก ท่านจงทำตามเห็นจะได้ค่ายบนเขาเป็นแน่ ซ้องกั๋งจึงสั่งเกยเตียน เกยโปไปคิดอ่านตามอุบาย เกยเตียน เกยโปคำนับลามาแต่งตัวเป็นพรานเนื้อ ถือหน้าไม้เกาทัณฑ์เดินขึ้นไปบนภูเขาแต่ในเวลากลางคืน เกยเตียน เกยโป ไม่ทันพิจารณาเหยียบถูกต้นอ้อและพงที่แห้งนั้นดังสวบสาบ พวกกองตระเวนที่นั่งยามได้ยินจึงพากันเอาไฟล่อง เกยเตียน เกยโป ก็ยอบหมอบอยู่ในพงอ้อ พวกกองตระเวนก็เอาขอเหล็กเกี่ยวดูขอนั้นไปเกี่ยวเอาผมเกยเตียนเอากระบี่ตัดผมเสีย ผมนั้นติดขอมาพวกกองตระเวนเข้าใจเป็นแน่ว่าพวกข้าศึกจึงพากันเข้าล้อมเอาทวนไล่สักในพงอ้อ เกยเตียนเห็นว่าจวนตัวจึงกระโดดออกมา เท้านั้นพลาดตกเขาตาย เกยโปเห็นพี่ชายตกเขาลงก็เข้าใจว่าตายเป็นแน่ จึงวงอ้อมหลบหนีอยู่ตามป่าอ้อ พวกกองตระเวนก็เอาเกาทัณฑ์ระดมยิงถูกเกยโปตาย ครั้นเวลารุ่งเช้า ทหารเข้าไปแจ้งความแก่ซ้องกั๋งว่าพบศพเกยเตียนกลิ้งอยู่ที่เชิงเขา ซ้องกั๋งได้แจ้งมีความเสียใจและโกรธเป็นอันมาก สั่งให้ยกกองทัพใหญ่ไปแก้แค้นให้จงได้ โงวหยงห้ามปราบทัดทานหลายครั้ง ซ้องกั๋งหาฟังไม่จึงยกกองทัพไปที่เขาโอวเล่งเหนีย พอแลเห็นอักษรเขียนไว้ที่หน้าผาว่า “อีกสองสามเวลาเราจะไปตัดศีรษะซ้องกั๋งมาเสียบประจานไว้” ซ้องกั๋งเห็นดังนั้นยิ่งมีความโกรธพอได้ยินเสียงประทัดและม้าดังสนั่นเห็นกองทัพยกเข้าล้อมไว้ทั้งสี่ทิศ ซ้องกั๋งไห้ทหารรบหักออกไปหาได้ไม่ ในทันใดนั้นโงวหยงยกกองทัพมาตีกระหนาบแก้เอากองทัพซ้องกั๋งออกจากที่ล้อมได้ ซ้องกั๋งก็ล่าถอยไปตั้งมั่นอยู่ ณ เมืองท่องลูกุ้ย

ฝ่ายเจียปอหนำแจ้งว่าซ้องกั๋งยกกองทัพไปตั้งอยู่เมืองท่องลูกุ้ยจึงคิดว่าถ้าซ้องกั๋งยกกองทัพเดินลัดเข้าไปเมืองมกจิวที่ไหนไพร่พลเมืองมกจิวจะต้านทานได้ จำจะให้ม้าใช้ไปขอกองทัพฮองละมารักษาทางอย่าให้ซ้องกั๋งล่วงเข้าไป ม้าใช้ก็ไปแจ้งความแก่ขุนนางเมืองมกจิว ขุนนางก็เข้าแจ้งความแก่ฮองละ ๆ พูดว่าทหารของเราน้อยตัวจะไปช่วยเจียปอหนำนั้นไม่ได้จะเอาไว้รักษาเมือง ม้าใช้ก็ไปแจ้งความแก่เจียปอหนำ ๆ ได้แจ้งมีความเสียใจนัก จึงพูดว่าฮองละไม่รักบ้านเมืองก็แล้วไป เราจะรักษาค่ายของเรามั่นไว้ดีกว่าอย่าให้กองทัพซ้องกั๋งตีค่ายเราได้ จึงสั่งไพร่พลให้ตรวจตราตระเวนรักษาค่ายเขาโอวเล่งเหนียไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้มีพระทัยคิดถึงซ้องกั๋งจึงรับสั่งให้ท่องคูมิดขุนนางพนักงานคุมสิ่งของมาพระราชทานซ้องกั๋งกับพวกทหารทั้งปวง ท่องคูมิดถวายบังคมลาคุมสิ่งของมาถึงเมืองท่องลูกุ้ย ซ้องกั๋งแจ้งความก็ออกต้อนรับเชิญท่องคูมิดเข้าไปในเมืองจัดที่ให้นั่งคำนับกันตามธรรมเนียม ท่องคูมิดเชิญหนังสือรับสั่งออกอ่านให้ซ้องกั๋งฟังแล้วเอาสิ่งของที่พระราชทานออกจ่ายให้พวกทหารทั้งปวงตามหนังสือรับสั่ง

ท่องคูมิดจึงถามซ้องกั๋งว่าท่านยกกองทัพมาปราบปรามข้าศึกเป็นประการใดบ้าง ซ้องกั๋งร้องไห้พลางแจ้งความว่าตั้งแต่ยกกองทัพข้ามแม่น้ำมาทำศึกเสียทหารหลายนาย บัดนี้กองทัพใกล้จะถึงด่านเนินโอวเล่งเหนียยกเข้าตีด่านเสียทหารอีกหลายนายหักด่านก็ไม่ได้จึงมีความวิตกนักตรึกตรองที่จะหักด่านอยู่ พอท่านมาถึงข้าพเจ้ายินดีที่จะได้ท่านช่วยคิดการศึกสืบไป ท่องคูมิดว่าการศึกทำล่วงเข้ามาถึงเพียงนี้ต้องยกกองทัพเข้าตีหักด่านเนินโอวเล่งเหนียให้แตกเสียโดยเร็ว โงวหยงจึงว่าซึ่งท่านคิดจะหักเนินโอวเล่งเหนียแต่กองเดียวนั้นไม่ได้จะต้องหาทางลัดข้ามเนินไปช่วยกันตีทั้งสองด้านการจึงจะสำเร็จ ท่องคูมิดก็เห็นชอบ ซ้องกั๋งจึงใช้ให้เบ๊หลิน เอียนสุนไปหาผูเฒ่าชาวบ้านที่ชำนาญทางมาพูดว่า ท่านเป็นคนชำนาญทางป่าจงช่วยนำพวกเราลัดข้ามเนินโอวเล่งเหนียไปได้จะให้บำเหน็จรางวัลเป็นอันมาก ผู้เฒ่าได้ฟังจึงว่าข้าพเจ้าเป็นชาวบ้านนี้รู้จักห้วยทางอยู่ทุกตำบล ซึ่งฮองละทำให้พวกข้าพเจ้าได้ความเดือดร้อนนัก บัดนี้ท่านยกกองทัพมาปราบปรามพวก ข้าพเจ้ามีความยินดีมากจะได้อยู่เย็นเป็นสุขอยู่ทุกตัวคน จะขออาสานำทางลัดข้ามเนินโอวเล่งเหนียไปท่านอย่าวิตกเลย

ซ้องกั๋งก็มีความยินดีเอาเงินทองรางวัลให้ผู้เฒ่าเป็นอันมาก แล้วจัดเอาฮวยหยง ฉินเหม็ง ลูตีซิม บู๊สง ลีขุย ลีกุน หังชอง เลงจิ้น พัวเส็ง พัวซอก ซกเหียน เบ๊หลิน กับทหารพอสมควรยกออกจากเมือง ให้ผู้เฒ่านำทางลัดข้ามเนินโอวเล่งเหนียไปในเวลากลางคืน พบโจรพวกหนึ่งประมาณห้าร้อยเศษมาสกัดทางไว้ ลีขุยกับทหารก็ไล่ฆ่าฟันพวกโจรตายสิ้น แล้วเดินกองทัพไปใกล้จะถึงตำบลตังก๊วนเวลาก็จวนสว่าง โงวเอ็งแซผู้รักษาด่านตังก๊วนแจ้งว่าซ้องกั๋งยกกองทัพลัดทางข้ามเนินมาได้ก็ตกใจรีบกลับไปเมืองมกจิวแจ้งความให้โจวซือเอียงทราบทุกประการ โจวซือเอียงผู้รักษาเมืองเป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่เซ็งเซียได้ฟังก็ตกใจจึงประชุมนายทหารพร้อมปรึกษาการที่จะสู้รบ พอกองทัพซ้องกั๋งไปถึงซ้องกั๋งก็ให้เลงจิ้นจุดประทัดแตกขึ้นเสียงดังสนั่น เจียะโปวผู้รักษาเนินโอวเล่งเหนียได้ยินก็ตกใจจึงใช้ให้แปะคิมตัวนายทหารไปสืบดู แปะคิมเห็นทหารซ้องกั๋งเป็นอันมากก็รับกลับมาแจ้งความให้เจียะโปวทราบ เจียะโปวจึงพูดว่าเจ้านายเราก็ย่อมรู้การงานทั้งสิ้น เหตุใดจึงไม่ยกกองทัพมาช่วยป้องกัน เราก็ต้องตั้งมั่นรักษาเนินไว้ให้เข้มแข็งไม่ยกออกสู้รบ ถึงกองทัพซ้องกั๋งจะเข้าหักเอาเนินได้ก็โดยยาก เต็งง่วนก๊กว่าท่านพูดไม่ถูก บัดนี้กองทัพซ้องกั๋งยกลัดทางข้ามเนินมาได้คงจะเลยไปหักเมืองมกจิว แม้นเสียเมืองแล้วเนินเราก็คงแตก ที่ไหนจะตั้งมั่นอยู่ได้ ซึ่งจะไม่ยกไปช่วยป้องกันนั้นไม่ควร ถ้าท่านไม่ไปข้าพเจ้าจะไปเอง เจียะโปวห้ามปรามเท่าไรเต็งง่วนก๊กก็ไม่ฟัง จึงจัดเอาแฮโฮวเล้งนายทหารกับทหารห้าพันยกออกจากเนินมา

ฝ่ายซ้องกั๋งเดินกองทัพไปถึงตำบลตังก๊วนก็พักกองทัพหยุดอยู่คิดจะเข้าหักเนินโอวเล่งเหนียก่อน พอเต็งง่วนก๊กคุมทหารตรงมาซ้องกั๋งสั่งให้ฮวยหยงออกรบ ฮวยหยงกระซิบบอกจุบายกับซ้องกั๋งตามคิดไว้ ซ้องกั๋งเห็นชอบก็สั่งให้ฉินเหม็งยกออกรบแล้วทำเสียทีตามความคิดฮวยหยง ฉินเหม็งรับคำแล้วขับม้าขึ้นหน้า พอเต็งง่วนก๊กตรงมาก็เข้ารบกันประมาณสิบเพลง ฉินเหม็งแกล้งขับม้าหนี เต็งง่วนก๊กก็ไม่รุกไล่ขับม้าตรงมาจะเอาทวนแทงซ้องกั๋ง ฉินเหม็งชักม้ากลับเข้าป้องกันซ้องกั๋งไว้ ฮวยหยงนั้นเตรียมเกาทัณฑ์ยืนคอยทีอยู่เห็นเต็งง่วนก๊กตรงมา ฮวยหยงก็ยิงเกาทัณฑ์ไปถูกหน้าเต็งง่วนก๊กตกม้าตาย แฮโฮวเล้งกับไพร่พลเห็นดังนั้นก็ตกใจมิได้คิดสู้รบพากันแตกหนีกระจัดกระจาย ซ้องกั๋งก็ยกกองทัพไล่ตามไป แฮโฮวเล้งหนีเข้าเมืองมกจิวแจ้งแก่ฮองละให้ทราบ ฮองละได้ฟังก็ตกใจจึงสั่งให้เปาเตาอิดกับแต้ปิว แฮโฮวเล้ง คุมทหารหมื่นห้าพันที่ชำนาญการศึกยกไปช่วยเมืองมกจิวโดยเร็ว

และเปาเตาอิดคนนี้เป็นชาวเขากิมฮัวซัว เมื่อยังเด็กอยู่ไปเที่ยวเรียนวิชาต่างๆ ได้ชำนิชำนาญ ครั้นสืบต่อมาฮองละได้เป็นอ๋อง เปาเตาอิดก็เข้าทำราชการด้วย เป็นที่เล่งเอ็งเทียนซือคืออาจารยํใหญ่ แต้ปิวนั้นเป็นชาวเมืองเซ็งเคยกุ้ย เดิมเป็นขุนนางเล็กน้อย ครั้นภายหลังเรียนวิชาการต่างๆ ได้จนชำนิชำนาญ เมื่อจะเข้าสู้รบก็มีเมฆหมอกหุ้มห่อกาย คนทั้งหลายจึงเรียกว่าแต้มอกุน ฮองละตั้งให้เป็นขุนนางที่ไทอวย แฮโฮวเส็งนั้นชาวเมืองลูจิว เดิมเป็นพวกพรานเนื้อถือสามง่ามเป็นอาวุธ โจวซือเอียงผู้รักษาเมืองมกจิวตั้งให้เป็นขุนนางนายทหารรักษาเมืองมกจิว นายทหารทั้งสามนี้ฝีมือเข้มแข็งมาก ครั้นรับคำสั่งฮองละแล้วก็คำนับลามาเตรียมกองทัพพร้อมที่จะยกไป

พอโพวบุนเอ็ง ขุนนางตำแหน่งที่คิมเทียนกำ คือเจ้าพนักงานตรวจดูดาวบนอากาศมาแจ้งกับเปาเตาอิดว่า เวลาคืนนี้ข้าพเจ้าพิเคราะห์ข้างทิศใต้เห็นดาวพวกเรามัวหมองไม่ผ่องใส ซึ่งดาวพวกซ้องกั๋งนั้นแจ่มแจ้งอยู่ครึ่งหนึ่ง บัดนี้ท่านจะยกกองทัพไปสู้รบเห็นจะเอาชัยชนะไม่ได้ เราจะนำข้อความขึ้นเสนอให้เจ้านายรู้แล้วคิดอ่านกันสามิภักดิ์แก่แผ่นดินซ้องเสียคงจะดับร้อนได้ ไพร่บ้านพลเมืองก็จะมีความสุขท่านทั้งสามจะเห็นประการใด เปาเตาอิดได้ฟังก็โกรธชักกระบี่ออกตรงเข้าฟันถูกกลางตัวโพวบุนเอ็งขาดสองท่อนตายแล้วเขียนหนังสือให้ขุนนางนำข้อความขึ้นเสนอ ฮองละได้ทราบสั่งแต้ปิวให้ยกเป็นกองหน้า เปาเตาอิดกับแฮโฮวเส็งเป็นกองหนุนยกออกจากเมืองเซ็งเคยกุ้ยตรงมาเมืองมกจิว

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ