กอไทอวยได้ฟังลิมชองร้องเถียงแข็งแรงอยู่ก็ไม่อาจจะให้ฆ่าลงได้ จึงสั่งทหารให้เอาตัวลิมชองกับกระบี่ไปส่งให้ฮูอินไคฮองฮู้ขุนนางผู้ชำระความ ทหารก็เอาตัวลิมชองกับกระบี่ไปส่งตามสั่ง ครั้นไปถึงทหารก็เอาตัวลิมชองกับกระบี่เข้าไปแจ้งความให้ฮูอินขุนนางผู้ชำระฟังทุกประการ ฮูอินจึงถามลิมชองว่า เจ้าก็ทำราชการเป็นครูทหารทำไมไม่รู้จักผิดและชอบถือกระบี่เข้าไปจนหน้าหอแป๊ะโฮวตึงด้วยเหตุอันใด ลิมชองว่าความเรื่องนี้ไม่จริงแกล้งอุบายพาลเอาผิด ข้าพเจ้าทำราชการมานานแล้วรู้ความผิดและชอบอยู่บ้าง ลิมชองก็เล่าความเดิมซึ่งภรรยาไปไหว้เจ้าให้ฮูอินขุนนางผู้ชำระฟังตั้งแต่ต้นจนปลายทุกประการ แล้วแจ้งว่ากอไทอวยใช้ให้ขุนนางสองนายไปเรียกข้าพเจ้าให้เอากระบี่มาเปรียบกัน ขุนนางสองนายก็พาข้าพเจ้าเข้าไปข้างในให้ข้าพเจ้านั่งคอยอยู่ ครั้นกอไทอวยออกมาว่าข้าพเจ้าถือกระบี่เข้ามาจนข้างในให้ทหารจับตัวไปฆ่าเสีย ข้าพเจ้าก็ร้องอยู่ว่าความอันนี้ไม่จริงจะแกล้งพาลเอาผิดข้าพเจ้า กอไทอวยจึงให้เอามาส่งท่าน ขอท่านได้ชำระให้เห็นเท็จและจริงเถิด ฮูอินได้ฟังถ้อยคำของลิมชองก็สั่งให้ผู้คุมเอาตัวลิมชองไปขังไว้ แล้วเขียนหนังสือตอบไปถึงกอไทอวยว่า ได้รับตัวลิมชองไว้แล้วยังไม่ได้ชำระ เวลาอื่นจะชำระให้ได้เท็จและจริงจึงจะทำตามโทษเขียนหนังสือแล้วก็มอบให้ทหารถือกลับไป

ฝ่ายภรรยาลิมชองครั้งแจ้งว่า เขาล่อลวงลิมชองไปจนต้องโทษก็ร้องไห้ จัดหาอาหารให้บ่าวไพร่ไปส่งลิมชองมิได้ขาด ฮูอินก็มีความเมตตาลิมชองจะคิดแก้ไขให้เห็นเท็จและจริงก็กลัวกอไทอวยจะโกรธ ด้วยเขาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหารโปรดปรานมาก จึงให้หาเตียกาเถาครูทหารซึ่งเป็นบิดาภรรยาลิมชองมา แล้วให้เตียกาเถาไปร้องทุกข์ที่ขุนนางผู้ชำระคนใหม่จะได้ช่วยว่ากล่าว เตียกาเถาก็ไปร้องที่ซึงเต็งผู้ชำระความคนใหม่ ซึงเต็งคนนี้เป็นขุนนางซื่อสัตย์ไม่เห็นแก่ทรัพย์ของผู้ใด ชำระความสิ่งใดก็ชำระตามตรงเป็นยุติธรรม คนทั้งหลายเรียกซึงเต็งว่า ‘พระ’ ครั้นเตียกาเถาพ่อตาลิมชองไปร้องทุกข์ที่ซึงเต็งเล่าความให้ฟัง ซึงเต็งขุนนางผู้ชำระได้ฟังก็แจ้งว่า กอไทอวยพาลผิดแกล้งจะฆ่าลิมชองเสีย จึงพูดกับเตียกาเถาว่า เรารู้เรื่องความแล้วจะช่วยแก้ไขให้ เตียกาเถาก็คำนับลากลับมา ซึงเต็งจึงไปหาฮูอินไคฮองฮู้ที่บ้านแล้วพูดว่า ซึ่งเรื่องความของลิมชองนี้ข้าพเจ้าสืบดูเห็นว่ากอไทอวยข่มเหงใส่ความเขา ท่านจงเห็นแก่ลิมชองด้วย ฮูอินว่ากอไทอวยว่าลิมชองถือกระบี่เข้าไปจนถึงแปะโฮวตึงชั้นในโทษนั้นผิดมากจะทำประการใดดี

ซึงเต็งได้ฟังก็โกรธจึงถามว่า ซึ่งขุนนางตำแหน่งท่านนี้กอไทอวยตั้งให้หรือ ฮูอินว่าไม่ใช่ เจ้าแผ่นดินตั้งแต่งให้ ซึงเต็งว่าถ้ากระนั้นมานั่งกลัวกอไทอวยทำไม ถ้อยความสิ่งใดก็ต้องชำระว่ากล่าวแต่ตามจริง ฮูอินว่าท่านไม่รู้หรือว่ากอไทอวยเป็นขุนนางผู้ใหญ่เจ้านายโปรดปรานมากจะให้ข้าพเจ้าทำประการใดดี ท่านเห็นว่าชำระอย่างไรจึงจะเป็นยุติธรรม ซึงเต็งว่าลิมชองถือกระบี่เข้าไปจนแปะโฮวตึงโทษนี้ผิดจริง แต่ลิมชองว่ามีขุนนางสองคนไปเรียกลิมชองแล้วพาเข้ามา ขุนนางสองคนนั้นก็เอาตัวไม่ได้ไม่รู้ว่าผู้ใด เอาลิมชองเป็นผิดก็ควร แต่โทษนั้นไม่ถึงฆ่าฟัน ถ้าจะทำให้ถูกแบบถูกอย่างก็เอาลิมชองไปเฆี่ยนยี่สิบทีแล้วเนรเทศไปเมืองไกลจึงจะเป็นการยุติธรรม

ฮูอินได้ฟังก็เห็นชอบ จึงพูดว่าข้าพเจ้าจะเอาข้อความไปแจ้งกับกอไทอวยก่อนฟังดูจะว่ากล่าวประการใด ซึงเต็งก็กลับไปบ้าน ฮูอินจึงเอาข้อความที่ซึงเต็งปรึกษาไปแจ้งกับกอไทอวยทุกประการ กอไทอวยจึงคิดว่าความเรื่องนี้ก็ใช้กลอุบายอยู่ในใจเรา ตุลาการเขารู้เท่าจึงปรึกษาโทษไม่ให้ตายเพียงเนรเทศ ถึงกระนั้นก็เอาเถิด เราจะคิดฆ่าเสียตามทางให้จงได้ คิดแล้วก็พูดว่า ท่านปรึกษาเห็นควรแล้วจงไปจัดการเถิด ฮูอินก็คำนับลามายังโรงชำระ ให้เอาตัวลิมชองออกมาเฆี่ยนยี่สิบทีแล้วให้สักหน้าเอาคาหนักเจ็ดชั่งครึ่งมาใส่คอ ให้ตังเทียวสิปาเป็นผู้คุมเนรเทศไปเมืองชองจิว ตังเทียว สิปาคำนับลาคุมตัวลิมชองไป

ฝ่ายเตียกาเถากับเพื่อนบ้านแจ้งว่า เขาจะเอาตัวลิมชองไปเนรเทศก็มาคอยอยู่ตามทาง พอตังเทียว สิปาคุมลิมชองมา เตียกาเถาพ่อตาลิมชองก็เชิญตังเทียว สิปาผู้คุมทั้งสองกับลิมชองเข้าไปในโรงสุรา เตียกาเถาให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงผู้คุมทั้งสองแล้วก็เอาเงินออกให้ฝากฝังลิมชองด้วย ครั้นกินโต๊ะเสพสุราแล้ว ลิมชองจึงพูดกับเตียกาเถาพ่อตาว่า ข้าพเจ้ามีการอยู่อย่างหนึ่งจะพูดกับท่าน เดิมท่านรักใคร่ข้าพเจ้าจึงได้ยกบุตรหญิงให้เป็นภรรยา อยู่กินด้วยกันมาได้สามปีมิได้ผิดปากวิวาทกัน ซึ่งตัวข้าพเจ้าครั้งนี้เขาข่มเหงกดขี่ทำโทษต้องเนรเทศไปเมืองไกล จะเป็นตายประการใดก็ไม่แจ้ง ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าบุตรหญิงของท่านจะได้รับความลำบากทุกข์ทนต่อไป กอเงไหลก็จะมารบกวนให้ได้ความเดือดร้อนต่างๆ บุตรหญิงของท่านก็จะมีความน้อยใจ ข้าพเจ้าจะทำหนังสือหย่าให้จะได้มีลูกผัวเสีย อย่าเป็นห่วงถึงข้าพเจ้าเลย ซึ่งตัวข้าพเจ้าจะได้กลับมาหรือยังประการใดก็ยังไม่ทราบ แต่ความเรื่องนี้ข้าพเจ้าคิดเห็นเอง ไม่ใช่ผู้ใดสั่งสอนข่มขืนให้หย่า เพื่อว่าบุตรหญิงของท่านจะได้ความสุขสืบไป เวลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะทำหนังสือให้ท่านจงไปจัดแจงเถิด เตียกาเถาว่าเจ้าพูดอะไรเช่นนั้นไม่ถูก เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วก็มีเคราะห์ดีเคราะห์ร้าย มิใช่เจ้าไปหาความมาเมื่อไหร่ก็ย่อมรู้อยู่ทั้งสิ้น ความเรื่องนี้เขากดขี่ข่มเหงเอา ซึ่งภรรยาของเจ้านั้นอย่าได้วิตก บิดาจะรับเอาไปอยู่บ้านเงินทองที่ซื้อกินนั้นก็มีอยู่พอเลี้ยงกัน บิดาจะเลี้ยงไว้กว่าเจ้าจะสิ้นโทษกลับมา ครั้งนี้เป็นกรรมของเจ้าแล้วจงก้มหน้าไปก่อนเถิด ถ้าเจ้าแผ่นดินโปรดยกโทษเสียเมื่อไรก็จะได้มาอยู่กินด้วยกัน ซึ่งข้อความสิ่งใดๆ นั้นเจ้าอย่าคิดเลย เป็นพนักงานของบิดาเอง ลิมชองจึงตอบว่า ข้าพเจ้าขอบคุณท่านนักหนา แต่ข้าพเจ้าจะจากไปวางใจไม่ได้ ทำให้บุตรหญิงของท่านได้ความลำบากต่างๆ ถ้าท่านยอมให้ข้าพเจ้าทำหนังสือหย่าถึงตัวข้าพเจ้าตายก็มีความสบาย แม้นท่านไม่ให้ข้าพเจ้าหย่าข้าพเจ้าจะสาบานไว้ ถ้าถึงสิ้นโทษกลับมาก็ไม่อยู่กินกับบุตรท่าน เตียกาเถากับเพื่อนบ้านเหล่านั้นได้ฟังก็แจ้งในใจของลิมชองว่ากลัวภรรยาจะได้ความลำบาก จึงพูดดังนี้ปรารถนาจะให้เตียกาเถารับหนังสือหย่าจะได้หาผัวให้บุตรหญิงใหม่ บุตรสาวภรรยาลิมชองนั้นจะได้มีความสุขสืบไป เพื่อนบ้านทั้งหลายก็พูดกับลิมชองว่า ท่านอย่าเขียนหนังสือเลยสิ้นโทษจะได้กลับมาอยู่กินด้วยกัน ซึ่งใจภรรยาของท่านนั้นข้าพเจ้ารู้อยู่ที่จะมีสามีอีกก็เห็นจะไม่มี ลิมชองว่าจะให้เขาได้ความทุกข์ต่อไปนั้นไม่ควร เตียกาเถาว่าถ้าเจ้าไม่ฟังขืนจะทำหนังสือหย่าให้ไว้ก็ตามใจเถิด แต่บุตรหญิงของเราไม่ให้ได้สามีใหม่จะยากจนประการใด ก็จะขอทานเลี้ยงลูกไปตามจน การข้อนี้เจ้าอย่านึกเลย ลิมชองให้ไปหาเสมียนมาเขียนหนังสือหย่าแล้ว พอแลเห็นภรรยาเดินร้องไห้มาถึง ลิมชองก็ออกไปรับภรรยาเข้ามาข้างในแล้วพูดว่า เรามีความอยู่ข้อหนึ่งจะพูดกับเจ้า แต่ได้บอกกับบิดาแล้วเราต้องโทษจะเนรเทศไปเมืองไกลจะได้กลับมาหรือประการใดก็ไม่แจ้งจึงทำหนังสือหย่าให้ไว้ ถ้ามีเหตุประการใดเจ้าจะได้ไปมีสามีเสียอย่าเป็นห่วงถึงเราเลย

ภรรยาลิมชองได้ฟังสามีพูดดังนั้นก็ร้องไห้ พลางถามสามีว่าตัวข้าพเจ้าชั่วช้าประการใดจึงได้ทำหนังสือหย่าดังนี้ ลิมชองว่าไม่ใช่ตัวเจ้าชั่วช้า คิดเห็นว่าไปครั้งนี้จะเป็นตายก็ไม่แจ้งกลัวเจ้าจะได้ความลำบาก ประการหนึ่งตัวเจ้าก็ยังสาวควรหาสามีใหม่ จะมาเป็นทุกข์ใจคอยท่าเราไม่ควรเลย คิดเห็นดังนั้นจึงทำหนังสือหย่าให้ ภรรยาลิมชองได้ฟังสามีก็ไม่โต้ตอบประการใด ร้องไห้กลิ้งเกลือกไปมา เตียกาเถาบิดาจึงพูดว่า เจ้าอย่าร้องไห้เลยจงไปอยู่กับบิดาเถิด ถ้าแม้นว่าสามีเจ้าสิ้นโทษมาก็จะได้อยู่กินด้วยกัน ถ้าเขาไม่กลับมาบิดาจะเลี้ยง เจ้าจะโศกเศร้าไปทำไม พูดแล้วก็รับเอาหนังสือหย่าไว้ ภรรยานั้นก็เอาเงินทองกับห่อเสื้อกางเกงออกให้ลิมชองสามี ลิมชองลาเตียกาเถาพ่อตาและภรรยาแล้ว ตังเทียว สิปา นายผู้คุมก็พาลิมชองไปฝากไว้ที่คุก เตียกาเถาจึงพาบุตรไปที่บ้านลิมชองด้วยบ้านลิมชองนั้นเป็นตึกหลวงจึงได้เก็บทรัพย์สิ่งของไปอยู่บ้านของตัว

ฝ่ายตังเทียว สิปา กลับไปบ้านจัดหาเสบียงอาหารและเสื้อกางเกงเงินทองจะได้เอาไปกินตามทาง ก็มีชายเจ้าของร้านขายสุราไปเรียกตังเทียวว่า ยังมีขุนนางผู้หนึ่งมาแต่ไหนไม่แจ้ง ให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านไปที่โรง ตังเทียวได้ฟังก็ไปกับเจ้าของสุรา ครั้นถึงเห็นขุนนางผู้นั้นนั่งอยู่ ตังเทียวเข้าไปคำนับแล้วถามว่า ท่านกับข้าพเจ้ายังไม่เคยสนทนากัน ท่านให้หาข้าพเจ้ามาด้วยธุระสิ่งไร ท่านชื่อไรแซ่ใดมาแต่ข้างไหนจงบอกให้ทราบ ขุนนางนั้นบอกว่าประเดี๋ยวเถิดเราจะบอกท่าน แต่สิปานั้นอยู่ที่ไหนตังเทียวบอกว่าอยู่ตรงนี้ไป ขุนนางนั้นก็ให้เจ้าของขายสุราไปเรียกสิปามา แล้วสั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงตังเทียว สิปา เป็นอันดีแล้ว ขุนนางนั้นก็หยิบทองคำหนักสิบตำลึงออกมาวางไว้บนโต๊ะพูดว่า ท่านทั้งสองจงรับทองคำไว้คนละห้าตำลึงเถิด เรามีธุระอยู่สิ่งหนึ่งจะพูดกับท่าน ตังเทียว สิปาว่าท่านเป็นขุนนางอยู่ที่ไหนจึงเอาทองคำมาให้ข้าพเจ้าสองคนด้วยธุระอันใด ขุนนางนั้นจึงถามว่า ท่านทั้งสองจะคุมลิมชองไปเมืองชองจิวหรือ ตังเทียวว่า ข้าพเจ้าสองคนนี้ท่านผู้ชำระใช้ให้คุมลิมชองไปเนรเทศ ขุนนางนั้นจึงพูดว่า ตัวเรานี้เป็นขุนนางของกอไทอวยชื่อเล็กเคียมสำหรับใช้สอยอยู่ในบ้าน ตังเทียว สิปาได้ฟังจึงพูดว่า ข้าพเจ้าทั้งสองหาควรจะนั่งร่วมท่านไม่ ท่านอย่าได้ถือโทษเลย เล็กเคียมว่าเราไม่ถือดอก ท่านไม่รู้หรือลิมชองกับกอไทอวยเป็นคู่พยาบาทกัน กอไทอวยนั้นใช้ให้เราเอาทองหนักสิบตำลึงมาให้ท่านทั้งสอง ซึ่งจะคุมลิมชองไปเนรเทศนั้นไม่ต้องไปไกล ฆ่าเสียใกล้ๆ ก็ได้ แต่ท่านจงเชือดเอาหนังสือที่สักหน้าลิมชองมาเป็นสำคัญก็แล้วกัน ถ้านายท่านจะว่ากล่าวประการใด กอไทอวยจะแก้ไขเองท่านอย่าวิตก ถ้าสำเร็จความกลับมากอไทอวยจะสมนาคุณท่านอีก ตังเทียวว่านายผู้ชำระไม่ได้สั่งให้ฆ่าสั่งให้แต่คุมตัวไปเนรเทศเท่านั้น สิปาพูดกับตังเทียวว่า พี่ไม่รู้หรือกอไทอวยเป็นขุนนางผู้ใหญ่เจ้านายโปรดปราน จะให้ตายก็ได้ จะให้เป็นก็ได้ เรารับเอาทองคำไว้แล้วทำตามสั่งเถิด ภายหลังจะได้พึ่งกอไทอวยต่อไป ถ้าไม่รับก็จะพากันผิด

ตังเทียวได้ฟังเห็นชอบด้วย ชมว่าน้องนี้ปัญญาดี พี่ไม่รู้จักสิ่งใด พูดกันแล้วจึงบอกกับเล็กเคียมว่า ท่านอย่าวิตกข้าพเจ้าจะคุมตัวลิมชองไปฆ่าเสีย ถ้าช้าก็ห้าวันถ้าเร็วก็สองวันคงสำเร็จความปรารถนาจะกลับมาให้ท่านรู้ข่าว เล็กเคียมได้ฟังก็ยินดี ว่าถ้าสมความคิดกลับมาจะรางวัลอีกพูดแล้วก็เอาทองคำหนักสิบตำลึง ส่งให้ตังเทียว สิปารับทองคำไว้ เล็กเคียมก็กลับมา ตังเทียว สิปา เอาทองคำออกแบ่งปันกันคนละห้าตำลึงแล้วกลับมาจัดเสบียงที่จะกินตามทางเสร็จแล้ว ชวนกันไปที่คุกรับเอาตัวลิมชองมาคุมตัวออกจากตังเกียเมืองหลวงเดินทางไปได้สามสิบลี้เวลาจวนค่ำ ตังเทียว สิปา ก็พาลิมชองไปสำนักที่โรงเตี๊ยม

ในขณะนั้นเป็นเดือนหกเป็นฤดูร้อน ลิมชองถูกเฆี่ยนแล้วต้องเดินทาง โรคกำเริบมากขึ้นเดินไปไม่ใคร่จะได้ ครั้นเข้าอาศัยโรงเตี๊ยม สิปาก็คิดวิตกกลัวลิมชองจะหนี จึงต้มน้ำให้เดือดแล้วเอาใส่ถังมาบอกกับลิมชองว่า เดินทางมาเหน็ดเหนื่อยจงล้างเท้าเสียจะได้หลับนอน เราจะล้างเท้าให้ สิปาก็เอาน้ำร้อนในถังเทรดเท้าลิมชองลงไป ลิมชองถูกน้ำร้อนเจ็บป่วยพองทันที ลิมชองก็ร้องว่า ท่านมาแกล้งทำกับข้าพเจ้าดังนี้เจ็บป่วยเหลือทนแล้ว สิปาปรารถนาจะไม่ให้ลิมชองหนีจึงเอาน้ำร้อนเทรดเท้าอีก ครั้นได้ฟังลิมชองร้องว่าดังนั้นสิปาจึงตวาดว่า เราเป็นนายคุมชอบแต่เจ้าจะมาประคับประคองเรานี่เห็นว่าใส่คาอยู่ลำบากนัก จึงเอาน้ำล้างเท้าให้ยังกลับมาใส่ความเอาว่าเราแกล้งทำ ตั้งแต่นี้ไปเราไม่เป็นธุระอีกแล้ว ลิมชองไม่อาจจะโต้ตอบประการใดก็พากันเข้าไปนอน

ครั้นรุ่งเช้าตังเทียว สิปา คุมตัวลิมชองจะเดินทางไป ลิมชองถูกน้ำร้อนเท้าพองเดินไม่ได้ ตังเทียวก็ซื้อเอารองเท้ามาให้ลิมชอง ๆ ใส่รองเท้าอุตส่าห์เดินไปได้สี่ห้าลี้ ก็เดินไม่ได้ เท้าที่พองนั้นแตกโลหิตไหล สิปาจึงพูดว่าเมืองชองจิวนั้นยังไกลอยู่ เดินเช่นนี้เมื่อไรจะถึง ก็เร่งให้ลิมชองเดินไปใกล้จะถึงป่าเอียตือหลิม เห็นต้นไม้เป็นแถวกัน ป่านั้นเปลี่ยวนักตั้งแต่เดินมา ถ้าผู้ต้องเนรเทศเดินมาทางป่านี้ก็ล้มตายเสียเป็นอันมาก ตังเทียว สิปา เห็นก็มีความยินดี คิดจะฆ่าลิมชองเสียที่นั้น สิปาจึงเตือนว่าถ้าเดินเช่นนี้อีกกี่ปีจึงจะถึงเล่า ตังเทียวว่าไม่ถึงก็แล้วไปเราพากันเข้าหยุดอยู่ในป่าให้สบายหายเหน็ดเหนื่อยจึงค่อยเดินต่อไป สิปาเร่งให้ลิมชองเดินเข้าไปในป่าเอียตือหลิม ก็เข้าหยุดใต้ต้นไม้ ตังเทียวว่าเราเดินมาเหน็ดเหนื่อยนักนอนเสียสักตื่นหนึ่งเถิด พูดแล้วก็ชวนกันนอน สิปาลุกขึ้นพูดกับลิมชองว่า เราจะนอนให้สบายกลัวท่านจะหนี จงให้เราเอาโซ่ร้อยเท้าไว้จึงจะนอนหลับ ลิมชองตอบว่าเราเกิดมาเป็นชายชาติทหารจะหลบหลีกหนีท่านข้อนั้นอย่าได้หมาย เมื่อท่านไม่เชื่อจะทำประการใดก็ตามแต่ท่านเถิด สิปาก็เอาโซ่มาร้อยเท้ามือลิมชองไว้กับต้นไม้ แล้วตังเทียว สิปา ลุกขึ้นจับกระบองสำหรับมือตรงเข้ามาบอกกับลิมชองว่า มิใช่เราสองคนจะฆ่าท่าน เมื่อวันจะมานั้นกอไทอวยใช้ให้เล็กเคียมมาสั่งกับเราว่า ให้พาท่านฆ่าเสียที่ป่านี้ ซึ่งท่านจะเดินไปอีกไม่ได้สักกี่วันก็คงตาย ไหนๆ วันนี้เป็นวันตายของท่านแล้ว จงตายเสียเถิด เราจะได้กลับไปบอกข่าวให้กอไทอวยทราบโดยเร็ว ท่านอย่าได้โกรธแค้นว่าเราสองคนนี้มาทุบตีท่านให้ตายเลย

ลิมชองได้ฟังนํ้าตาไหล จึงพูดว่าซึ่งท่านทั้งสองกับข้าพเจ้าก็ไม่ได้วิวาทอาฆาตจองเวรกัน ท่านจงช่วยเอาชีวิตไว้ด้วย ถ้าไม่ตายคงรู้จักบุญคุณของท่านทั้งสองได้ช่วยชีวิตเราไว้ ท่านอย่าได้ทำอันตรายกับเราเลย สิปาว่าไม่ได้ต้องฆ่าเสียเราจึงจะพ้นความผิด

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ