๔๒

เตียวไก่ถามว่าน้องจะไปข้างไหนจงบอกให้เรารู้ ซ้องกั๋งว่าข้าพเจ้าวิตกถึงบิดาแก่ชราลงทุกวันไม่แจ้งว่าจะเป็นประการใด เมืองกังจิวมีหนังสือบอกเข้าไปเมืองหลวงพวกทหารเมืองหุนเสียกุ้ยจะยกมารบกวนบิดาและพี่น้องญาติประการใดก็ไม่ทราบเลย ข้าพเจ้าจึงมีความวิตกนักจะขอลากลับไปบ้านรับบิดามาอยู่เสียด้วยกัน เตียวไก่ว่าการอันนี้ก็สำคัญ ทิ้งให้บิดาเป็นทุกข์อยู่ที่บ้านก็ไม่ควร แต่บัดนี้พี่น้องทั้งปวงเพิ่งจะมาถึง เห็นจะเหน็ดเหนื่อยอยู่ไพร่พลยังไม่เรียบร้อย จงคอยอีกสองสามเวลาแล้วค่อยจัดแจงกะเกณฑ์ไพร่พลไปรับบิดาครอบครัวของน้องมามิดีหรือ ซ้องกั๋งว่าถ้าช้าวันไปเห็นจะเสียที ด้วยเมืองกังจิวมีหนังสือบอกเข้าไปเมืองหลวง พวกทหารคงจะยกมาจับตัวบิดาญาติพี่น้องไปจะรอช้านักไม่ได้ พี่อย่าต้องกะเกณฑ์ไพร่พลเลย น้องจะไปแต่ผู้เดียวรับบิดากับซ้องเซ็งมา เตียวไก่ว่าถ้าฉวยเกิดเหตุการณ์ขึ้นกลางทางจะได้ผู้ใดช่วย เอาไพร่พลไปด้วยจะได้ช่วยกัน ซ้องกั๋งว่าการครั้งนี้เพราะกตัญญูต่อบิดา ถึงล้มตายตามทางก็หาเสียดายชีวิตไม่ ซ้องกั๋งก็จัดแจงแต่งตัวเสร็จ เตียวไก่กับพี่น้องเหล่านั้นตามมาส่งจนลงเรือแล้วก็กลับไป ซ้องกั๋งขึ้นจากเรือเดินออกทางหลวงตรงไปเมืองเจ๋จิวฮู้ เตียวไก่คิดวิตกกลัวว่าซ้องกั๋งจะไปมีภัยอันตราย จึงจัดให้โงวหยงคุมไพร่พลอยู่รักษาเขาเนียซัวเปาะ ตัวเตียวไก่กับพี่น้องเหล่านั้นก็คุมไพร่พลป้องกันซ้องกั๋งไปภายหลัง ครั้นถึงกลางทางเตียวไก่ให้ไตจงตามไปแต่ผู้เดียวก่อน ให้ลีขุยกับพี่น้องอีกห้าคนคุมไพร่พลรีบตามไปภายหลังและกำชับว่า ถ้าไปถึงแล้วเห็นซ้องกั๋งจะพาบิดาครอบครัวมาไม่ได้ ขัดข้องประการใดก็ให้ช่วยกันคิดอ่าน ลีขุยกับพี่น้องห้าคนคุมไพร่พลรีบเดินทางไปตามคำสั่ง

ฝ่ายซ้องกั๋งเดินทางไปหลายวันถึงแขวงเมืองเจ๋จิวฮู้ตำบลหุนเสียกุ้ยบ้านซองเกจึง ครั้นจะตรงไปบ้านของตัวก็เห็นเวลายังวัน จึงเข้าซุ่มอยู่ในพุ่มไม้ไม่ให้ผู้ใดเห็น พอเวลาจวนคํ่าซ้องกั๋งก็เดินทางหลังบ้านเห็นประตูปิดอยู่ก็ร้องเรียกซ้องเซ็งได้ยินเสียงก็มาเปิดประตูรับ เห็นซ้องกั๋งก็ตกใจพูดว่าพี่กลับมาบ้านทำไม ซ้องกั๋งตอบว่าพี่คิดถึงบิดากับเจ้า ซ้องเซ็งว่าพี่ไปเมืองกังจิวทำไมให้เกิดความใหญ่ขึ้น ผู้รักษาเมืองให้นายทหารแซ่เตียสองคนคุมไพร่พลมาคอยระวังดูบิดากับน้องไม่ให้หลบหนีไปได้ คอยให้เมืองกังจิวมีหนังสือบอกมา พวกทหารก็จะจับบิดากับน้องไป พี่อย่านอนใจจงรีบกลับไปเขาเนียซัวเปาะบอกพวกพ้องให้ยกมารับบิดาไปโดยเร็วเถิด ซ้องกั๋งได้ฟังก็ตกใจเหงื่อไหลโซมตัวไม่ทันจะเข้าไปในประตูก็หันหน้ากลับ คิดจะรีบไปยังเขาเนียซัวเปาะขณะนั้นเดือนมืดไม่ใคร่จะเห็น ซ้องกั๋งเที่ยวหาทางเล็กเดินไป

ฝ่ายเตียวเหล็ง เตียวเต็กนายทหารซึ่งผู้รักษาเมืองหุนเสียกุ้ย สั่งให้คุมไพร่พลมาคอยระวังซ้องไทก๋งกับซ้องเซ็ง เวลาคืนวันนั้นเห็นมีคนออกจากบ้านซ้องไทก๋งก็สั่งให้ไพร่พลจุดคบไล่ตามไป

ฝ่ายซ้องกั๋งครั้นเดินลัดทางไปได้ครู่หนึ่ง เสียงตามมาข้างหลังมีไฟสว่างก็รีบหนี เตียวเหล็งคุมไพร่พลไล่ตามไปเกือบจะทันก็ร้องตวาดว่า ซ้องกั๋งจะหนีไปข้างไหน ซ้องกั๋งได้ฟังเสียงเตียวเหล็งก็ตกใจรีบไปโดยเร็วถึงตำบลฮวนเตาซึง ซ้องกั๋งเดินหนีเข้าไป และตำบลฮวนเตาซึงนั้นมีทางเข้าออกทางเดียว รอบนอกมีภูเขากับต้นไม้ล้อมรอบ เห็นมีศาลเจ้าแต่ครั้งโบราณอยู่ศาลหนึ่งก็เอามือผลักประตูเข้าไป เที่ยวหาที่แอบอาศัยครั้นเห็นห้องที่ตั้งรูปเจ้าไว้ ซ้องกั๋งเลิกม่านออกแล้วเข้าไปซ่อนอยู่หลังรูปเจ้า ได้ยินเสียงพวกทหารไล่ตามมาพูดกันว่า หนีเข้ามาอยู่ศาลเจ้านี้แล้ว ซ้องกั๋งมีความวิตกยิ่งนักนั่งเป็นทุกข์อยู่

ฝ่ายเตียวเหล็ง เตียวเต็กกับพวกทหารไล่ตามมาถึงศาลเจ้าก็เอาไฟเข้าไปส่องดูในศาล ซ้องกั๋งจึงคิดว่าเราหาเชื่อเตียวไก่ไม่ อยากจะใคร่มาหาที่ตาย ขอเทพยดาฟ้าดินช่วยปิดบังข้าพเจ้าไว้ด้วยเถิด คิดแล้วก็แอบนิ่งอยู่ พวกทหารเอาคบไฟเข้าไปส่องถึงสองพวกก็ไม่เห็น ซ้องกั๋งนึกกลัวตัวสั่นคิดว่าคงตายแน่แล้วสะกดใจนิ่งไว้ เตียวเต๊กนายทหารก็เอาปลายทวนเลิกม่านที่หน้าเจ้าออก แล้วก็เอาไฟส่องดูอีก ในขณะนั้นเผอิญเป็นควันคลุ้มออกมา ไฟดับหาทันเห็นซ้องกั๋งไม่ เตียวเหล็ง เตียวเต็กจึงพูดกับพวกทหารว่า ถ้าไม่หนีเข้ามาอยู่ในนี้จะไปทางอื่นไม่ได้ พวกทหารเหล่านั้นว่าหนีเข้ามาในตำบลนี้เที่ยวซ่อนอยู่ตามพุ่มไม้ดอกกระมัง ที่ตำบลเขาฮวนเตาซึงมีทางเข้าออกทางเดียว รอบนอกนั้นมีแต่ภูเขาและต้นไม้รอบ มาตรว่ามีปีกบินก็ไม่พ้น พวกเราไปคอยสกัดอยู่ต้นทางคอยให้สว่างจึงเข้ามาค้นหา เตียวเหล็ง เตียวเต็กได้ฟังก็เห็นจริงคุมทหารออกจากศาลเจ้าไป ซ้องกั๋งเห็นดังนั้นก็ค่อยคลายวิตก จึงคิดว่าถ้าแม้นฟ้าดินเจ้าที่ไม่ช่วยเราครั้งนี้ก็คงตาย พอได้ยินเสียงทหารร้องเรียกเตียวเหล็งว่าอยู่ที่นี่แล้ว เตียวเหล็ง เตียวเต็กก็เข้ามาในศาลอีกถามว่าอยู่ที่ไหน ทหารบอกว่าท่านมาเถิด รอยมือผลักประตูเปิดเข้ามาคงจะซ่อนอยู่ในนี้ เตียวเหล็งเห็นรอยมือจึงพูดว่าจริงอยู่เราช่วยกันค้นดูให้ถ้วนถี่ เตียวเหล็งก็เข้าค้นดูที่ตั้งรูปเจ้าเลิกม่านขึ้นแล้วก็เอาไฟส่อง ซ้องกั๋งเห็นดังนั้นแทบจะขาดใจตาย เหงื่อไหลโซมตัวซบศีรษะลงที่หลังรูปเจ้า

ขณะนั้นเผอิญให้เกิดลมพายุกล้าพัดเอาไฟดับสิ้น มืดมัวไม่เห็นตัวกัน เตียวเหล็งพูดว่าน่าอัศจรรย์นัก หรือเทพยดามาสิงสู่อยู่ในนี้จึงให้เกิดลมพายุพัด ด้วยเจ้าโกรธว่ามารบกวนท่านดอกกระมัง เรากลับไปคอยให้สว่างจึงค่อยมาค้นอีก

เตียวเต็กว่าเรายังหาได้ค้นถ้วนถี่ไม่ เอาทวนแทงดูให้สิ้นสงสัยก่อน เตียวเหล็งว่าดีแล้ว สองนายเข้าไปใกล้จะเอาทวนแทงที่หลังเจ้า เผอิญเกิดลมพายุพัดกล้า หอบเอากรวดทรายมาตกถูกพวกทหาร ที่ศาลเจ้าก็สั่นหวั่นไหว เตียวเหล็งร้องว่าไม่ได้การแล้ว พากันไปโดยเร็วเถิด ทหารที่ออกมาไม่ทันเสื้อเกี่ยวประตูไว้ ด้วยความตกใจร้องให้พวกพ้องช่วย เตียวเหล็งกลับเข้าไปดูเอากระบี่เชือดเสื้อขาดรีบหนีไป พวกทหารที่หนีมาข้างหน้าบ้างพูดว่า ศาลเจ้านี้ศักดิ์สิทธิ์นัก เห็นจะให้ผีมารบกวนเรา ๆ ชวนกันไปสกัดอยู่ที่ต้นทางเถิด

ฝ่ายซ้องกั๋งแอบอยู่หลังรูปเจ้ามีความวิตกว่า ถ้าพวกทหารไปคอยสกัดต้นทางไว้จะหนีไปยังไรดี นั่งตรึกตรองหาอุบายก็พอเคลิ้มหลับไปฝันเห็นว่ามีเด็กสองคนเดินตรงเข้ามาในห้องเจ้าร้องเรียกซ้องกั๋งว่า แชจู๊แปลว่านายดาว เหนียเนี้ยใช้ให้มาเชิญท่านไปสนทนากัน ซ้องกั๋งได้ฟังก็ตกใจแต่เสียงเด็กนั้นหาใช่ผู้ชายไม่ ซ้องกั๋งก็นิ่งฟังอยู่ เด็กบอกดังนั้นเป็นหลายหน ซ้องกั๋งก็ออกจากหลังรูปเจ้าเลิกม่านดูเห็นเด็กหญิงสองคนใส่เสื้อสีเขียวงดงามเหมือนกับเทพธิดา จึงถามว่าท่านทั้งสองมาแต่ไหนมีธุระสิ่งใด เด็กบอกว่าเหนียเนี้ยใช้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านแชจู๊ไปสนทนากัน ซ้องกั๋งตอบว่าท่านทั้งสองพูดผิดแล้ว ตัวข้าพเจ้านี้แซ่ซ้องชื่อกั๋งไม่ใช่แชจู๊ดอก เด็กทั้งสองว่าข้าพเจ้าพูดไม่ผิดเชิญท่านแชจู๊ไปเถิดเหนียเนี้ยคอยอยู่ ซ้องกั๋งว่าเหนียเนี้ยนั้นอยู่ที่ไหน เด็กทั้งสองบอกว่าอยู่ข้างหลังนี้เชิญท่านไปถึงก็ได้รู้ดอก เด็กก็พาซ้องกั๋งออกจากห้องเจ้าเดินตรงไปทางใหญ่ประมาณได้ลี้ครึ่งถึงสะพานศิลาเขียว มีลูกกรงรอบ ซ้องกั๋งข้ามสะพานไปเห็นมีต้นไม้และดอกไม้ใส่กระถางตั้งเรียงรายตามถนน ครั้นถึงประตูที่อยู่ของเหนียเนี้ยเก๋งนั้นงดงามมีลวดลายต่างๆ ผิดกับของในเมืองมนุษย์ จึงคิดว่าเห็นจะเป็นเมืองสวรรค์ดอกกระมัง เราเที่ยวมาช้านานไม่ได้เห็นดังนี้เลย ซ้องกั๋งก็เดินตามเด็กนั้นไปจนถึงข้างในเห็นเหนียเนี้ยอยู่บนที่นั่งมังกรดูเป็นสง่างามนัก ซ้องกั๋งคุกเข่าลงคำนับเหนียเนี้ย ๆ จึงพูดว่า ซ้องแชจู๊มาก็ดีแล้วเชิญนั่งให้สบาย ใช้ให้เด็กเอาสุรามาให้ซ้องกั๋งสามถ้วยกับพุทราริ้วสามผล ซ้องกั๋งรับสุรารับประทานแล้ว เหนียเนี้ยก็ใช้เด็กศิษย์ไปหยิบตำรับพิชัยสงครามมาส่งให้ซ้องกั๋งสามเล่ม กำชับสั่งว่าท่านจงเอาไปดูจะได้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามธรรมเนียมฟ้าและดิน ถ้าจะเป็นเจ้านายก็ต้องตั้งอยู่ในสัตย์ธรรม แม้นเป็นขุนนางก็ต้องให้ซื่อตรงช่วยบำรุงแผ่นดินปราบปรามเสี้ยนหนามข้าศึกศัตรูเสียให้สิ้น ราษฎรทั้งหลายจะได้อยู่เย็นเป็นสุขทั่วราชอาณาเขต การอันนี้ท่านอย่าได้บอกกับผู้ใด จงประพฤติการแต่ที่ชอบ ตำรับพิชัยสงครามนั้น ท่านจงให้โงวหยงซินแสดูบ้างจะได้ช่วยกันคิดอ่านบำรุงรักษาแผ่นดินสืบไป ถ้าการบ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว จงเอาตำรับพิชัยสงครามสามเล่มนี้เผาไฟเสีย ท่านรีบกลับไปเถิดอยู่ช้าไม่ได้ นานไปภายหน้าจึงมาพบกันอีก พูดแล้วก็สั่งศิษย์ให้พาซ้องกั๋งมาส่งถึงสะพานศิลาเขียว ศิษย์นั้นพูดว่าท่านแชจู๊ตกใจกลัวเป็นหนักหนา ถ้าเหนียเนี้ยไม่ช่วยก็คงถูกจับตัวไป พอสว่างขึ้นก็สิ้นเคราะห์ดอกแล้วชี้มือบอกว่าแชจู๊ดูมังกรสองตัวที่ใต้สะพานเถิด ซ้องกั๋งเห็นมังกรต่อสู้กันอยู่ ศิษย์นั้นผลักซ้องกั๋งตกลงในน้ำก็พอตกใจตื่น จึงเดินออกมาจากหลังรูปเจ้าเห็นเดือนจวนจะลับตกประมาณสองยามเศษ มือยังกำพุทราอยู่สามผลแล้วคลำดูในเสื้อพบตำราพิชัยสงครามสามเล่ม หยิบออกดูแล้วนึกถึงถ้อยคำที่เหนียเนี้ยสั่งสอนก็จำได้ทุกสิ่ง ซ้องกั๋งนึกอัศจรรย์ใจนัก จะว่าฝันเหตุไฉนจึงมีสิ่งของ เห็นจะเป็นเหนียเนี้ยมาช่วยชีวิตไว้ จะให้เราช่วยปราบปรามเสี้ยนหนามในแผ่นดินต่อไปพระคุณเป็นที่สุด ทำประการใดจึงจะรู้จักเหนียเนี้ย คิดแล้วก็เอาตำราพิชัยสงครามซ่อนไว้ในเสื้อ แล้วก็เดินออกมาเห็นศาลเจ้าอีกศาลหนึ่ง มีศิษย์ยืนอยู่สองข้างเหมือนกับเหนียเนี้ยที่ฝันเห็น จึงดูหนังสือที่หน้าศาลชื่อกิวเทียนเลียนลี้ ซ้องกั๋งคิดว่าเหนียเนี้ยที่ช่วยชีวิตเราเห็นจะเป็นกิวเทียนเลียนลี้ดอกกระมังก็คุกเข่าลงคำนับ พอเวลาจวนสว่าง ซ้องกั๋งรำลึกได้ว่าศิษย์ของกิวเทียนเลียนลี้เหนียเนี้ยบอกว่าจะสิ้นเคราะห์ จำจะไปดูที่ต้นทางก็จะได้รู้จึงเดินออกไป ได้ยินเสียงผู้คนอื้ออึงก็ตกใจวิ่งเข้าไปแอบอยู่ในพุ่มไม้ เห็นพวกทหารหลายคนวิ่งหนีเข้ามาวางเครื่องศัสตราวุธคุกเข่าคำนับเทพารักษ์แล้วพูดว่า เจ้านายที่ศักดิ์สิทธิ์ช่วยพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด

ซ้องกั๋งได้ฟังก็คิดอัศจรรย์ ว่าพวกทหารเหล่านี้คอยจะจับเราเหตุใดจึงวิ่งหนีเข้ามา เหลียวไปดูอีกเห็นนายทหารคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ไล่ตามเตียวเหล็ง ร้องตวาดว่าจะหนีไปข้างไหน ซ้องกั๋งจำได้ว่าลีขุยไล่พวกทหารก็ยังไม่อาจจะออกไปแอบดูอยู่ เห็นพวกข้างหลังไล่ตามมาอีกสองคนเตียวเหล็งวิ่งหนีไปล้มลง ลีขุยกลัวว่าอาวเผ็ง ต้อจงอ๋วงจะแย่งเอาความชอบก็ฆ่าเตียวเหล็งตายเสียก่อนพอเข้ามาใกล้ซ้องกั๋งจำได้ว่าอาวเผ็ง ต้อจงอ๋วง แล้วมีอีกพวกหนึ่งไล่ตามมาบอกลีขุยว่า ฆ่าพวกทหารล้มตายแตกหนีไปสิ้นแล้ว เหตุไฉนจึงไม่พบซ้องกั๋งจะทำประการใดดี ซ้องกั๋งเห็นดังนั้นก็จำได้ว่าเล่าตง เจียะย้ง ลี้ลิบจึงออกจากพุ่มไม้ ลีขุยกับพวกพี่น้องเหล่านั้นเห็นก็มีความยินดี เจียะย้ง ลี้ลิบก็วิ่งไปบอกเตียวไก่ ซ้องกั๋งจึงถามเล่าตงว่าเหตุไฉนจึงได้รู้ยกมาช่วยพี่ที่ตำบลนี้ เล่าตงว่าพอท่านออกจากเขาเนียซัวเปาะมา เตียวไก่ โงวหยงไม่วางใจให้ไตจงตามมาฟังข่าว แล้วเตียวไก่จึงชวนพี่น้องกับไพร่พลมาคอยรับท่าน พบไตจงแจ้งความว่าเตียวเหล็ง เตียวเต็กคุมทหารไล่ติดตามมาล้อมที่ไว้ที่ตำบลฮวนเตาซึง เตียวไก่โกรธใช้ให้ไตจงกลับไปเขาเนียซัวเปาะเก้านาย นอกจากนั้นให้ยกมาช่วยทั้งสิ้น พวกพี่น้องก็ยกมาพร้อมกัน เข้าไล่ฟันพวกทหารที่สกัดต้นทางล้มตายลงเป็นอันมาก หนีมาได้สี่ห้าคน ลีขุยก็ไล่ตามมาฆ่าตาย แล้วพวกข้าพเจ้าจึงตามลีขุยเข้ามาเที่ยวค้นหาท่าน พูดยังไม่ทันขาดคำพอเจียะย้งกับลี้ลิบพาเตียวไก่ ฮวยหยง ฉินเหม็ง อึงซิน สิย้ง เจยเก็ง เบ๊หลิน ลี้จุน มกหอง เดียสุน มกชุน โฮ้วเกียน เซียวเหยียง กิมไตเกียน มาถึงคำนับกันตามธรรมเนียม เตียวไก่จึงพูดกับซ้องกั๋งว่าพี่ได้ห้ามแล้วว่าอย่ามาเลยก็ไม่ฟัง เกือบจะเกิดความใหญ่ขึ้นอึก ซ้องกั๋งว่าน้องมาครั้งนี้ก็เพราะคิดถึงบิดา เตียวไก่ว่าบิดาของน้องนั้นอย่าได้วิตก เมื่อแรกที่มาถึงก็เข้าบุกรุกเข้าฟันพวกทหารที่สกัดต้นทางตายสิ้น ให้ไตจง แต้เทียนซิว เฮงเอยโฮ้ว ทองอุย ทองเม้ง คุมไพร่พลไปรับบิดากับซ้องเซ็ง ขนทรัพย์สิ่งของไปยังเขาเนียซัวเปาะแล้วเชิญน้องกลับไปเถิด

ซ้องกั๋งได้ฟังก็มีความยินดีคำนับเตียวไก่แล้วพูดว่า บุญคุณของพี่กับพวกพ้องทั้งปวงนักหนาคงจะสนองคุณให้จงได้ ถึงตัวจะตายก็ไม่เสียดายชีวิตแล้วก็ชวนกันขึ้นมาออกจากตำบลฮวนเตาซึงตรงไปเขาเนียซัวเปาะ ครั้นถึงโงวหยงซินแสกับพวกที่อยู่รักษาบ้านก็ออกต้อนรับ เชิญไปพักพร้อมกัน ซ้องกั๋งจึงถามว่าบิดาของข้าพเจ้าอยู่ไหน พอซ้องไทก๋งกับข้องเซ็งเดินออกมาก็มีความยินดี คำนับบิดาแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าหามีความกตัญญูไม่ทำให้บิดาตกใจนักหนา ซ้องไทก๋งว่าเตียวเหล็ง เตียวเต็กคุมทหารมาสอดแนมคอยระวังดูอยู่ทุกเวลา เมื่อขณะเจ้าเรียกให้เปิดประตู พวกทหารแอบอยู่ที่หน้าบ้านเจ็ดแปดคน ได้ยินเสียงไล่ตามเจ้าไปจะเป็นประการใดบิดาก็ไม่รู้ ครั้นดึกประมาณสามยามเศษ มีชายพวกหนึ่งหลายร้อยตรงมาเปิดประตูบ้านอุ้มเอาบิดาขึ้นเกี้ยว ชายพวกนั้นก็เข้าช่วยซ้องเซ็งเก็บรวบรวมทรัพย์สิ่งของลงบรรทุกเกวียน แล้วเอาไฟเผาบ้านเสียพาบิดากับซ้องเซ็งมาถึงที่นี่ ซ้องกั๋งว่าบุตรกับบิดาได้พบกันก็เพราะพี่น้องทั้งหลายช่วยอุปถัมภ์ พูดแล้วก็ให้ซ้องเซ็งผู้น้องคำนับตามบรรดาผู้พี่น้อง เตียวไก่กับพวกเหล่านั้นก็คำนับซ้องไทก๋งทุกตัวคน แล้วจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงดูกันเป็นอันดี

ฝ่ายกงซุนสินคิดว่าตั้งแต่จากมารดามาก็ช้านาน ไม่แจ้งว่าจะเป็นประการใด อยากจะใคร่ไปเยี่ยมเยือน จึงพูดว่าข้าพเจ้าอยู่ที่เขาเนียซัวเปาะกับพี่น้องทั้งหลายก็มีความสุขสบายจึงหาได้ไปเยี่ยมมารดาไม่ บัดนี้จะขอลาไปเยี่ยมมารดาสักสามสี่เดือนก็จะกลับมา เตียวไก่ว่าเดิมเราได้ยินท่านพูดว่ามารดาอยู่ที่เมืองกิจิวไม่มีผู้ใดปฏิบัติรักษา บัดนี้ท่านจะไปเยี่ยมเยือนมารดาก็ตามใจเถิด กงซุนสินได้ฟังก็มีความยินดีแปลงตัวเป็นหลวงจีนจัดเครื่องศัสตราอาวุธไว้พร้อม ครั้นรุ่งขึ้นเช้าก็ลาเตียวไก่ ซ้องกั๋งและพี่น้องเหล่านั้น เตียวไก่กับพี่น้องทั้งปวงตามมาส่งจนลงเรือ เตียวไก่สั่งกำชับว่า ท่านซินแสจงรีบกลับมาในสามเดือนตามสัญญาให้จงได้ เราคิดว่าจะให้ไพร่พลไปด้วยรับเอามารดาท่านมาอยู่ด้วยกันที่เขาเนียซัวเปาะมิดีหรือ

กงซุนสินว่ามารดาข้าพเจ้าไม่เหมือนคนทั้งหลาย มาอยู่ที่นี่เห็นจะไม่ได้ พูดแล้วก็ลาลงเรือข้ามฝั่งมุ่งตรงไปเมืองกิจิว เตียวไก่กับพี่น้องทั้งปวงก็กลับมาที่อยู่ ลีขุยเห็นกงซุนสินไปแล้วคิดถึงมารดานั่งร้องไห้อยู่ ซ้องกั๋งถามว่าน้องเป็นอะไรจึงร้องไห้ ลีขุยว่าใคร ๆ เขามีมารดาก็พากันไปเยี่ยมเยือน แต่ตัวข้าพเจ้านี่เปรียบเหมือนคนอกตัญญูไม่รู้จักคุณบิดามารดา จึงไม่ได้ไปรับมาทำนุบำรุงให้เป็นสุขกับเขาบ้าง จึงโศกเศร้าเสียใจนัก พูดดังนั้นแล้วก็ร้องไห้ร่ำไรต่างๆ เตียวไก่จึงถามว่าบิดามารดาของน้องยังบริบูรณ์พร้อมกันหรือ ลีขุยบอกว่าข้าพเจ้ามีแต่มารดาอยู่ที่บ้าน พี่ชายนั้นเที่ยวรับจ้างเขาทำงาน ที่ไหนจะได้เลี้ยงมารดาอยู่ทุกวัน ข้าพเจ้าคิดว่าไปรับมารดามาอยู่ที่นี่จะได้มีความสุขบ้าง เตียวไก่ว่าน้องพูดก็จริงอยู่ พี่จะให้ผู้คนไปด้วยช่วยรับมารดาของน้องมา ซ้องกั๋งว่าซึ่งท่านจะให้ผู้คนไปด้วยนั้นเห็นไม่ได้ลีขุยนี่ใจมุทะลุดุร้าย เมื่อขณะลีขุยอยู่เมืองกังจิวฆ่าผู้คนล้มตายเสียเป็นอันมาก ผู้รักษาเมืองคงมีหนังสือไปสกัดด่านไว้ทุกตำบลให้คอยจับตัวพวกเรา คนที่ไปด้วยนั้นจะพากันลำบากทั้งสิ้น คอยฟังข่าวดูเห็นว่าสงบเงียบดีจึงชวนกันไปรับมารดาของน้องมาเถิด ลีขุยได้ฟังดังนั้นก็โกรธ พูดว่าพี่นี้ใจหาดีไม่ ส่วนบิดาของพี่รู้จักไปรับมาให้มีความสุข มารดาน้องนั้นจะทิ้งให้ทุกข์อยู่ที่บ้าน ธรรมดาเป็นมนุษย์ย่อมรักบิดามารดาทุกคน ถ้าไม่ได้ปฏิบัติมารดาแล้วจะอยู่ไปทำไมตายเสียดีกว่า ซ้องกั๋งว่าถ้าน้องจะไปรับมารดาให้ได้ก็ต้องเชื่อฟังจึงจะให้ไป ลีขุยว่าพี่จะให้ทำอย่างไร ก็จะปฏิบัติตามขอแต่ได้ไปรับมารดามาอยู่ด้วยกันเท่านั้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ