๘๔

ซ้องกั๋งได้แจ้งมีความยินดีก็พักทหารอยู่ในเมืองทันจิวให้ทหารไปป่าวร้องราษฎรให้กลับเข้าไปอยู่ตามภูมิลำเนา แต่ขุนนางกรมการที่อยู่ในเมืองนั้นก็ให้ว่าการคงที่ตามตำแหน่ง จึงประกาศแก่ทหารทั้งปวงมิให้ผู้ใดข่มเหงแย่งชิงเอาสิ่งของ ๆ ราษฎรเป็นอันขาด ถ้ามิฟังขืนกระทำจะลงโทษถึงสิ้นชีวิต ครั้นจัดการบ้านเมืองเรียบร้อยเป็นปกติแล้ว จึงสั่งเซียวเหยียงให้แต่งหนังสือบอกข้อราชการเข้าไปกราบทูลพระเจ้าซ้องฮุยจง เซียวเหยียงก็แต่งหนังสือบอกเข้าผนึกแล้วส่งให้ทหารม้าใช้รีบถือไปยังเมืองตังเกีย เอาหนังสือส่งให้พนักงานอ่านถวายมีความว่า

“ข้าพเจ้าซ้องกั๋งกราบทูลให้ทราบด้วยมีรับสั่งโปรดให้ยกกองทัพไปปราบพวกฮวนนั้นเพราะพระบารมีปกแผ่ไป ข้าพเจ้าตีได้หัวเมืองรายทางและเมืองทันจิวแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้ากับนายทหารปรึกษาพร้อมกันว่า จะยกกองทัพเข้าตีเมืองกีจิวให้จงได้” พระเจ้าซ้องฮุยจงได้ทรงทราบความตามหนังสือบอกมีพระทัยยินดี จึงสั่งให้เจ้าพนักงานให้จัดทอง เงิน แพรพรรณและผ้าสีต่างๆ กับสิ่งของบริโภคอย่างดีบรรทุกเกวียนสิบห้าเล่มมอบให้ลือคูมิด เตี้ยวอันบู๊กับทหารรักษาพระองค์สองหมื่นคุมสิ่งของออกไปพระราชทานแก่ซ้องกั๋งแล้วมีหนังสือรับสั่งตอบไปใจความว่า “ให้ซ้องกั๋งตั้งใจทำการศึกให้สำเร็จโดยเร็วและโปรดให้ลือคูมิด เตี้ยวอันบู๊คุมทหารรักษาพระองค์สองหมื่นออกมาช่วยราชการ ถ้าเห็นศึกหนักเหลือกำลังก็ให้มีหนังสือบอกเข้าไป จะโปรดให้ทหารเอกคุมกองทัพเพิ่มเติมออกมาช่วย” แล้วเข้าผนึกมอบให้ลือคูมิด เตี้ยวอันบู๊ นายทหารทั้งสองคำนับรับหนังสือแล้วออกจากที่เฝ้ามาเตรียมทหาร พร้อมแล้วก็ยกออกจากเมืองตังเกียไปถึงเมืองทันจิว จึงเชิญหนังสือรับสั่งเข้าไปให้ซ้องกั๋ง ๆ คำนับรับหนังสือมาอ่านทราบแล้ว จึงเอาสิ่งของที่พระราชทานมานั้นแจกให้ทหารพอสมควรแล้วพูดว่า มีรับสั่งให้ท่านทั้งสองคุมทหารมาช่วยราชการศึกนั้นเรามีความยินดีนัก ท่านจงช่วยกันคิดอ่านปราบปรามพวกฮวนเสียให้ราบคาบ นายทหารข้าหลวงตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นคนสติปัญญาน้อยจะให้ช่วยคิดอ่านในการกลศึกนั้นไม่ได้ท่านจะใช้สอยสิ่งใดข้าพเจ้าจะทำตามกำลัง พูดเท่านั้นแล้วคำนับลาไปที่พัก

ซ้องกั๋งจึงถามโงวหยงว่าเราตีเมืองทันจิวได้แล้ว แต่การที่คิดต่อไปข้างหน้านั้น ท่านจะให้ทำประการใด โงวหยงบอกว่าหนทางที่จะเดินทัพไปจากเมืองทันจิวนี้มีเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งเรียกว่าเมืองกีจิว ประกอบด้วยทรัพย์สมบัติเสบียงอาหารมั่งคั่งสมบูรณ์ ไต้เหลียวอ๋องให้เอ๋ลุดติดตงผู้น้องมาอยู่ว่าราชการเมือง ถ้าเรายกไปตีเมืองกีจิวได้สมความปรารถนาแล้วเมืองไต้เหลียวคงอยู่ในเงื้อมมือเรา เมื่อจะยกเข้าไปตีเมืองกีจิวนั้นจะต้องจัดทัพเป็นสองกองเข้าตีเมืองเง็กซันกุ้ยกองหนึ่ง ตีเมืองเพ่งก๊กกุ้ยกองหนึ่ง ถ้าตีเมืองทั้งสองนี้ได้แล้วจึงยกเข้าล้อมเมืองกีจิว ซ้องกั๋งได้ฟังโงวหยงชี้แจงหนทางให้ก็มีความยินดีจึงให้ชาจิน ลิเอง ลี้จุน เตียหวย เตียสุน อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิด เฮงเอยโฮ้ว ซึงซิน เตยเช็ง ปวยชวน เซียวเหยียง ซ็องเซ็ง งักหัว อันเตาฉวน เฮงโพวตวน ทองอุย ทองเม้ง เฮงเต็งลัก นางซึงยีเหนีย นางโกวตัวซอ นางโฮ้วซาเหนีย ลือคูมิด เตี้ยวอันบู๊ คุมทหารรักษาพระองค์สองหมื่นอยู่รักษาเมืองทันจิวแล้วแบ่งทหารให้ไปในกองทัพโลวจุนหงีนั้น คือ จูบู๊เป็นกุนซือ กวนเส็ง อูเอียนเจียก ตังเผ็ง เตียแช ซกเถียว ซือเหล็ง เอียนเช็ง ซือจิน เกยเตียน เกยโป ฮั่นทอ เผ็งกี ซวนจั่น เชียซือบุ๋น ตันเทงกุ้ย งุยเต็งก๊ก ตันตัด เอียชุน เล่าตง จิวทอง เอียวจงอ๋วง แต้เทียนซิว เก็งอ๋วง เต็งติดซุน โจวเอี๋ยน โจวยุน ลี้ลิบ ลิหุน เจียวเท่ง เจียะย้ง โฮวเกียน โตวเฮง เชาเจียะ เอียหลิม แป๊ะสิน ทหารเอกสามสิบหกนาย ทหารเลวหมื่นหนึ่งให้ยกไปตีเมืองเง็กซันกุ้ย ทัพหนึ่งให้ซ้องกั๋งเป็นแม่ทัพ โงวหยง กงซุนสิน เป็นกุนซือที่ปรึกษา ลิมชอง ฮวยหยง ฉินเหม็ง เอียจี้ จูตง ลุยเหง เล่าถัง ลีขุย ลูตีซิม บู๊ส่ง เอียหยง เจียสิว ซึงลิบ อาวเผ็ง เต็งฮุย ลือฮวง กวนเส็ง ฮวนสุย เปาหยก หังชอง ลีกุน มกหอง มกชุน ขงเม่ง ขงเหลียง เอียนสุน เบ๊หลิน ซิอิน ซิหยง ซองบาน โตวเซียน จูกุ้ย เลงจิ้น ทึงหลง ชัวเค่ง ชัวฮก ไตจง เจียเก๊ก กิมไต้เกียน ตวนเก็งจู๊ ซิเซียน หยกเปาสี เม่งคงทหารเอกสี่สิบห้านายทหารเลวหมื่นหนึ่งยกไปตีเมืองเพ่งก๊กกุ้ย กองทัพทั้งสองก็ยกออกจากเมืองทันจิวแยกทางไปถึงพร้อมกันจึงพักทหารอยู่คืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า ซ้องกั๋ง โลวจุนหงีก็ยกทหารเข้าระดมตีพักเดียว เมืองเพ่งก๊กกุ้ย เมืองเง็กซันกุ้ยก็แตก ผู้รักษาเมืองและกรมการราษฎรพาครอบครัวอพยพหนีไปสิ้น ซ้องกั๋งยกทหารเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองเพ่งก๊กกุ้ย โลวจุนหงีก็เข้าไปตั้งอยู่ในเมืองเง็กซันกุ้ย แล้วต่างคนก็แต่งทหารม้าใช้ไปบอกข่าวกันให้แจ้ง

ฝ่ายท่องเซียนซีหนึง ซอเม่งเง๋ก เชาเม่งกี่ กายี่ยุ่ยคังพากันหนีมาถึงเมืองกีจิว เข้าไปแจ้งความแก่เอ๋ลุดติดตงตามซึ่งเสียเมืองให้ทราบทุกประการ เอ๋ลุดติดตงได้แจ้งมีความวิตก จึงถามท่องเซียนซีหนึงว่า บัดนี้กองทัพซ้องกั๋งยังตั้งอยู่ในเมืองทันจิวหรือ ท่องเซียนซีหนึงบอกว่ายังตั้งอยู่ในเมืองทันจิว เอ๋ลุดติดตงจึงปรึกษาขุนนางกรมการว่า เมืองทันจิวก็เสียแก่ซ้องกั๋งแล้ว เราเห็นว่าซ้องกั๋งจะยกกองทัพมาตีเมืองเราเป็นแน่ จะต้องมีหนังสือบอกเข้าไปถึงไต้เหลียวอ๋องขอกองทัพมาช่วย ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด พวกขุนนางกรมการตอบว่าท่านตรึกตรองการเห็นตลอดนั้นควรแล้ว เอ๋ลุดติดตงจึงแต่งหนังสือให้ทหารม้าใช้ถือหนังสือเข้าไป ณ เมืองไต้เหลียว

ขณะนั้นผู้ว่าราชการเมืองเพ่งก๊กกุ้ย เมืองเง็กซันกุ้ยเข้าไปแจ้งความว่าซ้องกั๋ง โลวจุนหงียกกองทัพมาตีเมืองข้าพเจ้าแตกแล้ว บัดนี้ซ้องกั๋งและโลวจุนหงีเข้าตั้งพักอยู่ในเมือง ข้าพเจ้าเห็นว่ากองทัพซ้องกั๋งจะยกมาถึงเมืองท่านโดยเร็ว เอ๋ลุดติดตงได้แจ้งมีความกลัวและตกใจนักจึงเกณฑ์ทหารขึ้นรักษาหน้าที่บนเชิงเทินเตรียมการป้องกันเมืองไว้พร้อม จึงสั่งให้ท่องเซียนซีหนึง ชอเม่งเง็ก เชาเม่งกี่ กายี่ยุ่ยคังเป็นทัพหน้าคุมทหารหมื่นหนึ่งยกไป ณ เมืองเพ่งก๊กกุ้ย เอ๋ลุดติดตงเป็นแม่ทัพ เอ๋ลุดจงเตี๋ยน เอ๋ลุดจงหลุย เอ๋ลุดจงหุน เอ๋ลุดจงหลิมผู้บุตรเป็นทหารซ้ายขวา เทียนซัวหยง มิดปอเซ่งทหารเอกสองนาย ทหารเลวหมื่นหนึ่ง ยกออกจากเมืองกีจิวตรงไปเมืองเง็กซันกุ้ย เอ๋ลุดติดตงให้ทหารตั้งเป็นขบวนค่ายเรียกโงวโฮ้วโกวซัว แปลว่า รูปเสือทั้งห้าพิงภูเขาลงที่หน้าเมืองเง็กซันกุ้ยเสร็จแล้ว เอ๋ลุดติดตงจึงให้ทหารไปร้องท้าทายว่า พวกโจรเขาเนียซัวเปาะรับอาสาเจ้าแผ่นดินซ้องออกมาทำศึกเหตุใดจึงมานิ่งอยู่เล่า พวกเจ้านี้เปรียบเหมือนกบอยู่ในบ่อ ไม่เคยเห็นน้ำในท้องทะเล สำคัญว่าน้ำในบ่อนั้นกว้างขวางลึกซึ้ง จึงชวนกันรับอาสามาทำศึก จงแลดูค่ายของนายเราซึ่งตั้งไว้นี้จะเป็นคนมีสติปัญญาหรือหามิได้ เจ้าเร่งพากันออกมาตีค่ายนายเราให้แตกเถิด ทหารรักษาหน้าที่ได้ยินดังนั้น จึงไปแจ้งแก่โลวจุนหงีตามคำพวกฮวนมาว่าทุกประการ โลวจุนหงีจึงถามกุนซือจูบู๊ว่า ขบวนค่ายของเอ๋ลุดติดตงตั้งเป็นประการใดจึงได้มาอวดอย่างนี้ จูบู๊บอกว่า ข้าพเจ้าจะขึ้นไปดูให้เห็นก่อน

พูดแล้วก็ขึ้นไปบนหอรบเห็นพวกฮวนตั้งค่ายเป็นขบวนโงวโฮ้วโกวซัว จึงกลับลงมาจับเอาธงแดงแกว่งหมุนไปรอบทั้งสี่ทิศ โลวจุนหงีเห็นจูบู๊ทำปริศนาดังนั้นไม่เข้าใจจึงถามว่า ท่านขึ้นไปดูค่ายกลับลงมาจับธงขึ้นแกว่งนั้นเพื่อจะสำแดงเป็นอุบายประการใด จูบู๊บอกว่าพวกฮวนมีสติปัญญาลึกซึ้งตั้งค่ายเป็นขบวนโงวโฮ้วโกวซัว ถึงผู้ใดจะมีฝีมือเข้มแข็งสู้คนหมื่นได้ก็ไม่อาจสามารถจะตีให้แตกเว้นไว้แต่ผู้ที่เข้าใจในกลศึก จัดขบวนทหารถูกท่วงทีจึงจะตีค่ายให้แตกได้

โลวจุนหงีว่าตัวท่านก็มีปัญญารอบรู้การทั้งปวงจะคิดจัดขบวนทหารออกรบอย่างไรจึงจะได้ชัยชนะ จูบู๊บอกว่าพวกฮวนทำค่ายเป็นรูปเสือเราจะต้องคิดจัดทหารเป็นรูปงู ให้นายทหารที่มีฝีมืออยู่หัวและหาง ถ้าเห็นได้ท่วงทีจึงค่อยรวบรัดเอาข้าศึก โลวจุนหงีได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จูบู๊จึงให้กวนเส็ง อูเอียนเจียกเป็นกองหน้า ถัดลงมาซือเหล็ง ซกเถียว เตียเช็ง ตังเผ็ง ซือจิน โจวเอี๋ยน โจวยุนคุมทหารนายละพันวางระยะติดต่อกันไป กำหนดให้ทหารทั้งปวงดูธงสัญญาบนหอรบ ถ้าโบกไปทางไหนก็ให้ตีเข้าไปทางนั้น นายทัพนายกองก็คำนับลามาเตรียมทหารพร้อมแล้ว ยกออกจากเมืองเง็กซันกุ้ยตรงไปหยุดกองทัพอยู่ที่สนามรบ ทหารม้าใช้พวกฮวนเห็นจึงเข้าไปแจ้งความแก่เอ๋ลุดติดตงให้ทราบ เอ๋ลุดติดตงจึงสั่งให้ เอ๋ลุดจงเตี๋ยน เอ๋ลุดจงหลุย เทียนซัวหยง มิดปอเซ่งคุมทหารยกมายืนอยู่หน้าค่าย

ขณะนั้นทหารเมืองทันจิวที่มาในกองทัพเมืองกีจิวบอกเทียนซัวหยงว่า ทหารที่สวมเสื้อเขียวนั้นชื่อเตียเช็งที่เอาก้อนศิลาขว้างถูกออหลีขีตาย มีฝีมือเข้มแข็งนัก เทียนซัวหยงว่าเราจะเอาเกาทัณฑ์ลอบยิงเตียเช็งให้ตายบ้าง พูดแล้วก็ขับทหารเข้ารบกับทหารโลวจุนหงีเป็นสามารถ เตียเช็งก็เอาก้อนศิลาขว้างทหารฮวนตายลงหลายคน เมื่อเตียเช็งมัวขว้างก้อนศิลานั้นเทียนซัวหยงเห็นได้ทีก็เอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูกคอเตียเช็งตกจากม้า เทียนซัวหยงสะอึกเข้ามาจะซ้ำ ตังเผ็ง ซือจินก็ขับม้าเข้ารบแก้เอาตัวเตียเช็งมาได้

เมื่อเตียเช็งถูกเกาทัณฑ์นั้น โลวจุนหวี จูบู๊ขึ้นดูอยู่บนหอรบเห็นก็ตกใจพากันลงมาขึ้นม้าคุมทหารออกไปช่วย พอตังเผ็ง ซือจินพาตัวเตียเช็งมาส่งให้ โลวจุนหงี มีความวิตกกลัวเตียเช็งจะเป็นอันตรายจึงสั่งให้โจวเอี๋ยน โจวยุนเอาตัวเตียเช็งขึ้นเกวียนพาไปมอบให้อันเตาฉวนรักษา ณ เมืองทันจิว โจวเอี๋ยน โจวยุน ก็รับพาเตียเช็งไป โลวจุนหงีจึงขับม้าเข้ารบเป็นตะลุมบอน พวกฮวนถอยร่นเข้าไปใกล้ค่าย เอ๋ลุดติดตงขึ้นดูอยู่บนหอรบเห็นทหารเมืองตังเกียตีทหารของตัวถอยร่นมามีความโกรธ รีบลงมาจากหอรบจัดทหารพร้อมแล้วพาเอ๋ลุดจงหุน เอ๋ลุดจงหลิม และทหารออกประตูค่ายข้างทิศตะวันตกเฉียงเหนือหวังจะวกอ้อมเข้าตีข้างหลัง ให้ทหารจุดประทัดเสียงดังสนั่น โลวจุนหงีแลไปเห็นกองทัพยกมาข้างทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จึงแบ่งทหารยกแยกทางตรงเข้ารบกับเอ๋ลุดจงหลิมได้ประมาณสิบเพลง โลวจุนหงีจึงแสร้งอุบายชักม้าหนี เอ๋ลุดจงหลิมไม่รู้ในทีก็รีบขับม้าตามไปเต็มกำลัง ไม่ทันยั้งโลวจุนหงีจึงชักม้าเอาทวนแทงถูกคอเอ๋ลุดจงหลิมตกม้าตายแล้วขับม้าพาทหารรุกไล่ฆ่าฟันพวกฮวนตายเป็นอันมาก เอ๋ลุดติดตงเห็นเหลือกำลังจะต้านทานมิได้จึงพาเอ๋ลุดจงหุนกับทหารหนีมาบรรจบกองทัพเอ๋ลุดจงเตี๋ยน แล้วบอกว่าทหารเมืองตังเกียฆ่าเอ๋ลุดจงหลิมผู้น้องของเจ้าตายเสียแล้ว เวลานี้ก็มืดค่ำเราถอยกองทัพกลับเข้าค่ายพักทหารให้หายเหนื่อยก่อนต่อรุ่งสว่างจึงค่อยยกออกรบกับทหารเมืองตังเกียอีก

เอ๋ลุดจงเตี๋ยนได้ฟังบิดาบอกว่าเอ๋ลุดจงหลิมตายมีความโกรธเป็นอันมาก จึงว่าพวกเมืองตังเกียฆ่าน้องเสีย ข้าพเจ้าจะขอแก้แค้นแทนบ้างจึงจะหายแค้นแล้วสั่งให้เทียนซัวหยง มิดปอเซ่งขับทหารเข้ารบกับกองทัพเมืองตังเกียเป็นสามารถ เอ๋ลุดจงเตี๋ยน เอ๋ลุดจงหลุย เอ๋ลุดจงหุนก็ขับม้าเข้ารบมิได้คิดชีวิตด้วยกำลังโกรธ ทหารเมืองตังเกียต้านทานมิได้ก็แตกกระจายคุมกันไม่ติด นายทัพนายกองต่างคนต่างรบป้องกันรักษาตัว แต่โลวจุนหงีนั้นคุมทหารรบกับพวกฮวนมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พบกองทัพตั้งขวางหน้าอยู่กองหนึ่งไม่แจ้งว่าผู้ใด สำคัญว่าพวกฮวนจึงให้ทหารเข้าไปดู ทหารกลับมาแจ้งความว่ากองทัพอูเอียนเจียก ฮั่นทอ เผ็งกี โลวจุนหงีมีความยินดีจึงสมทบทหารเข้าเป็นกองเดียว

โลวจุนหงีถามอูเอียนเจียกว่า ท่านพบทหารเราอยู่ที่ไหนบ้าง อูเอียนเจียกบอกว่า พวกฮวนไล่ตีแตกกระจายพลัดกันทั้งสิ้น พบแต่ฮั่นทอ เผ็งกีจึงพากันมาคอยท่านอยู่ทางนี้ โลวจุนหงีพูดว่าพวกฮวนตั้งสกัดและล้อมพวกเราไว้หลายชั้นแน่นหนาจะรบหักออกจากที่ล้อมกลับเข้าไปตั้งมั่นอยู่ในเมืองเง็กซันกุ้ยแล้วจึงค่อยคิดยกออกรบแก้มือใหม่ อูเอียนเจียกตอบว่าเราจะรบหักเข้าไปในขณะนี้ไม่ได้ด้วยเป็นเวลาค่ำมืด ทหารของเราจะฆ่าฟันกันเอง รอให้สว่างเสียก่อนจึงคิดต่อไป โลวจุนหงีก็เห็นชอบ จึงตั้งชุมนุมทหารอยู่ ณ ที่นั้น ครั้นเวลาใกล้สว่าง โลวจุนหงีได้ยินเสียงรบกันอื้ออึงไม่แจ้งว่าผู้ใดจึงเตรียมทหารคอยทีอยู่ พอแลเห็นกวนเส็ง ซวนจั่น เชียซือบุ๋น ตันเทงกุ้ย งุยเต็งก๊ก คุมทหารหนีมา โลวจุนหงีจึงให้อูเอียนเจียกเรียกให้หยุด นายทหารทั้งห้าเห็นก็มีความยินดีพากันเข้าไปคำนับโลวจุนหงีแล้วบอกว่า เวลาคืนนี้พวกฮวนโจมตีไม่ทันรู้ตัว ประการหนึ่งก็เป็นเวลาค่ำพวกเราไม่ชำนาญหนทาง บัดนี้สว่างแล้วเราควรจะยกเข้ารบทหารฮวนที่มาล้อมให้แตกไปจงได้ โลวจุนหงีว่า เราเตรียมทหารไว้พร้อมแล้วจะรบหักออกไป พอพวกท่านมาถึงจงช่วยกันรบหักตีออกไปให้แข็งแรงเถิด

พูดกันแล้วก็คุมทหารเข้ารบเป็นสามารถ เอ๋ลุดจงเตี๋ยนก็ขับทหารออกตีสกัดไว้ โลวจุนหงีและนายทหารก็เข้าต่อรบมิได้คิดชีวิต นายทหารฮวนก็ยกทหารเข้ารบต้านทานไว้เป็นสามารถ โลวจุนหงีจึงขับม้าขึ้นหน้า ทหารทั้งแปดคนก็ช่วยกันฆ่าฟันทหารฮวนตายลงเป็นอันมาก ทหารฮวนเหลือกำลังที่จะต้านทานจึงเปิดทางเป็นช่อง โลวจุนหงีพาทหารออกจากที่ล้อมได้ ทหารฮวนก็พากันไล่ติดตามมาข้างหลัง ฝ่ายตังเผ็ง ซือเหล็งซึ่งคุมทหารนายละพันยกออกมารบกับพวกฮวนนั้น ครั้นทัพแตกก็พาทหารเที่ยวรบกับพวกฮวนหลายพักจนรุ่งสว่าง พอแลเห็นกองทัพโลวจุนหงีแตกหนีมาก็มีความยินดี จึงรีบขับทหารตรงเข้ามาบรรจบช่วยกันตีกองทัพพวกฮวนซึ่งตามมานั้นถอยห่างออกไป โลวจุนหงีและทหารทั้งปวงจึงพากันเข้าเมืองเง็กซันกุ้ย ให้ปิดประตูเมืองรักษาหน้าที่เชิงเทินเป็นสามารถ โลวจุนหงี จูบู๊ตรวจดูทหารเอกก็เห็นทหารขาดอยู่สี่นาย คือเกยเตียน เกยโป เอียหลิม เจียะย้งไม่ทราบว่าเป็นประการใด โลวจุนหงีมีความวิตกนักจึงให้ทหารไปเที่ยวสืบติดตามหลายแห่งก็ยังหาได้ข่าวไม่ ครั้นเวลาเที่ยงจึงแลเห็นทหารสี่นายขับม้าพาทหารหนีพวกฮวนตรงมาจะเข้าเมือง โลวจุนหงีคุมทหารเปิดประตูเมืองคอยรับ นายทหารทั้งสี่ก็ขับม้าพาทหารเข้าไปในประตู ทหารฮวนขับม้าตามมาถึงโลวจุนหงีก็ให้ปิดประตูเมืองเสีย ทหารฮวนเข้าเมืองไม่ได้ เอ๋ลุดติดตง เอ๋ลุดจงเตี๋ยน เอ๋ลุดจงหลุย เอ๋ลุดจงหุนก็สั่งทหารให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้โดยรอบ โลวจุนหงีจึงพานายทหารขึ้นไปประชุมพร้อมกันอยู่บนเชิงเทิน ถามเกยเตีย เกียโป เอียหลิม เจียะย้งว่าเมื่อเวลาค่ำท่านพาทหารรบไปทางด้านไหน

นายทหารทั้งสี่บอกว่า เมื่อพวกฮวนโจมตีกองทัพพวกเราขาดตอนออกไปแล้ว ข้าพเจ้าสี่คนก็คุมทหารออกต่อสู้เป็นสามารถ เอ๋ลุดจงหุนขับทหารเข้ารบกับพวกข้าพเจ้าออกไปถึงเชิงเขาไม่รู้แห่งทางหลงเข้าไปอยู่ในระหว่างเขา พวกฮวนตั้งสกัดอยู่ปากช่องก็หาทางออกหาได้ไม่ ครั้นเวลารุ่งสว่างก็รบหักหนีออกมาได้ทหารฮวนไล่ติดตามมา โลวจุนหงีจึงปรึกษาจูบู๊ว่าบัดนี้พวกฮวนมาตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ เราจะคิดอ่านยกทหารออกตีค่ายหรือจะคิดประการใด จูบู๊ว่าพวกฮวนเพิ่งยกมาตั้งมั่นไพร่พลเสบียงอาหารก็บริบูรณ์กำลังศึกยังแข็งแรงนัก เราจะยกออกตีค่ายในขณะนี้เห็นเหลือกำลังรอฟังดูก่อน ถ้าเห็นได้ทีเราจึงจะให้ทหารไปแจ้งความซ้องกั๋ง ณ เมืองเพ่งก๊กกุ้ยให้ยกมาเป็นทัพกระหนาบเราจึงค่อยยกตีกระทบออกไป กองทัพพวกฮวนก็จะแตกไปเอง เมื่อพูดปรึกษากันอยู่นั้น เอ๋ลุดจงหุนขึ้นม้ามาท้ารบที่หน้าเชิงเทิน เอียนเช็งจึงบอกโลวจุนหงีว่าพวกฮวนเอาเกาทัณฑ์ยิงเตียเช็งแทบถึงแก่ความตาย ข้าพเจ้าจะเอาเกาทัณฑ์ยิงทหารฮวนคนนี้แก้แค้นแทนเตียเช็งบ้าง บอกแล้วเอียนเช็งก็เอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูกขมับเอ๋ลุดจงหุนตลอดซ้ายมาขวาตกม้า ทหารฮวนเห็นนายตายก็ตกใจจึงช่วยกันยกเอาศพกลับมาเข้าค่าย ตั้งแต่เอ๋ลุดจงหุนตาย เอ๋ลุดติดตงมีความเสียใจมิได้แต่งทหารมาท้ารบอีก ให้แต่ตรวจตรารักษาค่ายล้อมไว้ไม่ให้ผู้คนแปลกปลอมเข้าออกได้ แต่ยกมาตั้งค่ายอยู่ถึงห้าวันต่างคนมิได้คุมทหารออกรบ โลวจุนหงีจึงสั่งทหารผู้หนึ่งให้แต่งตัวเป็นพวกฮวนไปบอกความแก่ซ้องกั๋ง ณ เมืองเพ่งก๊กกุ้ย ทหารคำนับลามาแต่งกายเหมือนทหารฮวน ออกจากเมืองรีบเดินทางไปแต่ในเวลากลางคืน

ฝายซ้องกั๋งตั้งแต่ตีเมืองเพ่งก๊กกุ้ยได้แล้วก็ยกกองทัพเข้าตั้งอยู่ในเมือง ครั้นม้าใช้มาแจ้งความว่าท่องเซียนซีหนึงเป็นแม่ทัพคุมทหารฮวนเมืองกีจิวยกมาตั้งค่ายใหญ่ปิดทางที่จะไปเมืองกีจิวได้ ซ้องกั๋งจึงให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่กวดขันแล้วจึงปรึกษาโงวหยงว่า เราจะยกออกตีค่ายพวกฮวนให้แตกก็จะได้ แต่เป็นห่วงอยู่ด้วยกองทัพโลวจุนหงีไม่รู้ว่าร้ายดีประการใดต้องให้ทหารไปสืบข่าวและนัดหมายกันให้แน่นอนจึงเข้าตีค่ายพวกฮวนให้แตก แล้วยกกองทัพเข้าล้อมเมืองกีจิวให้พร้อมกัน โงวหยงได้ฟังก็เห็นชอบว่าท่านคิดการอย่างนี้ควรแล้ว

ขณะนั้นทหารคนใช้ในกองทัพโลวจุนหงีเข้าไปแจ้งว่า เอ๋ลุดคิดตงผู้ว่าราชการเมืองกีจิวยกกองทัพมาตั้งค่ายล้อมเมืองเง็กซันกุ้ยไว้แน่นหนา โลวจุนหงีและทหารทั้งปวงตกอยู่ในที่ล้อม จึงให้ข้าพเจ้ามาแจ้งความและขอกองทัพไปช่วย ซ้องกั๋งได้แจ้งก็ตกใจจึงให้โงวหยงและทหารเอกทหารเลวอยู่รักษาเมืองเพ่งก๊กกุ๋ยพอสมควร ซ้องกั๋งก็ยกกองทัพมาถึงแดนเมืองเง็กซันกุ้ย จึงหยุดทหารซุ่มอยู่ห่างค่ายพวกฮวนประมาณห้าสิบลี้ ห้ามปากเสียงมิให้อื้ออึง สั่งทหารที่โลวจุนหงีใช้มานั้นให้กลับไปบอกโลวจุนหงีว่า เราจะยกตีค่ายในเวลาเช้าพรุ่งนี้ให้โลวจุนหงียกทหารตีกระหนาบออกมาสมทบพร้อมกัน ทหารคำนับลาลอบเข้าไปในเมืองแจ้งความตามคำซ้องกั๋งสั่งมาทุกประการ โลวจุนหงีได้แจ้งมีความยินดีจึงเตรียมทหารที่จะปล้นค่ายไว้พร้อมแล้วขึ้นไปคอยดูอยู่บนหอรบ

ฝ่ายซ้องกั๋งซุ่มทหารกองทัพอยู่ชายป่า ครั้นเวลาใกล้รุ่งก็ยกทหารออกจากที่พักให้จุดประทัดและพลุขึ้นหวังจะให้พวกในเมืองได้ยินเป็นสำคัญแล้วยกทหารเข้าระดมตีค่ายล้อมเป็นสามารถ เอ๋ลุดติดตงเห็นทหารตังเกียเข้าตีหักก็ตกใจให้เอ๋ลุดจงเตี๋ยน เอ๋ลุดจงหลุยผู้บุตร เทียนซัวหยง มิดปอเซ่งออกรบป้องกันไว้มิให้ทหารตังเกียหักค่ายเข้ามาได้

ฝ่ายโลวจุนหงีครั้นได้ยินเสียงพลุและประทัดตามสัญญาจึงขึ้นม้าพาทหารเปิดประตูเมืองออกมา ให้ทหารพังประตูค่ายเข้าไปได้ไล่ฆ่าฟันทหารฮวนตายลงเป็นอันมาก เอ๋ลุดติดตงเห็นเหลือกำลังจะสู้รบจึงขับม้าพาบุตรและทหารหนีไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ให้ม้าใช้ไปบอกแก่ท่องเซียนซีหนึงให้ล่ากองทัพกลับไปเมืองกีจิว แล้วเอ๋ลุดติดตงก็ขับม้าพาทหารที่เหลือตายตรงไปถึงเมืองกีจิว ให้ทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ เมื่อกองทัพพวกฮวนหนีไปแล้ว ซ้องกั๋งและโลวจุนหงีไม่ได้ให้ทหารไปติดตาม จึงรวบรวมทหารพร้อมแล้วพากันเข้าไปพักอยู่ในเมืองเง็กซันกุ้ย

ซ้องกั๋งจึงปรึกษาโลวจุนหงี จูบู๊ว่า บัดนี้พวกฮวนก็แตกไปแล้ว ควรเราจะยกกองทัพไปตีเมืองกีจิวฟังกำลังศึกให้รู้ก่อน ถ้าได้ท่วงทีจึงยกเข้าระดมตีให้แตก โลวจุนหงี จูบู๊ตอบว่าการซึ่งจะยกไปตีเมืองกีจิวไม่ยากนัก แต่ท่านจะให้ยกกองทัพไปในระหว่างนี้ยังไม่ได้ด้วยทหารเราอิดโรยอ่อนกำลังและเจ็บป่วยเป็นอันมาก ประการหนึ่งเตียเช็งก็ถูกเกาทัณฑ์ข้าพเจ้าส่งตัวไปให้อันเตาฉวนรักษา ณ เมืองทันจิวยังไม่ทราบว่าเป็นประการใด จะต้องให้ทหารไปฟังการและหยุดบำรุงทแกล้วทหารให้ปกติก่อน ถ้าสิ้นฤดูร้อนเราจึงยกไปตีเมืองกีจิวและเมืองไต้เหลียว ซ้องกั๋งได้ฟังโลวจุนหงีบอกข่าวเตียเช็งมีความวิตกเป็นอันมาก จึงสั่งทหารให้ไปฟังอาการเตียเช็งจะเป็นประการใด ทหารคำนับลาขึ้นม้ารีบไปเมืองทันจิวเข้าไปหาอันเตาฉวนถามถึงอาการป่วยของเตียเช็ง อันเตาฉวนเขียนหนังสือบอกอาการเตียเช็ง แล้วเอายาแก้โรคต่างๆ หลายขนานมอบให้ทหารผู้นั้นมาแจกจ่ายให้ทหารในกองทัพที่เจ็บป่วย ทหารรับคำนับรับหนังสือและยาแล้วขึ้นม้ารีบกลับมายังเมืองเง็กซันกุ้ย เอาหนังสือและยาส่งให้ซ้องกั๋ง ๆ รับมาอ่านได้ความว่าอาการเตียเช็งค่อยคลายก็มีความยินดี จึงเอายาแจกแก่ทหารที่เจ็บป่วยแล้วบอกแก่โลวจุนหงีว่า ท่านจงอุตส่าห์เอาใจใส่ทนุบำรุงทแกล้วทหารให้มีความสุขอยู่ในเมืองเง็กซันกุ้ยก่อน เราจะต้องกลับไปเมืองเพ่งก๊กกุ้ย ต่อสิ้นฤดูร้อนแล้วจึงจะยกกองทัพบรรจบกันไปตีเมืองกีจิว สั่งแล้วซ้องกั๋งก็ยกทหารกลับมายังเมืองเพ่งก๊กกุ้ย

พอทหารม้าใช้มาแจ้งความว่า ทหารฮวนที่มาตั้งค่ายสกัดทางอยู่นั้นเลิกกลับไปแล้ว ซ้องกั๋งจึงปรึกษาโงวหยงว่าเราจะยกกองทัพไปตีเมืองกีจิวในระหว่างนี้ก็เป็นฤดูร้อน ทหารในกองทัพเราและกองทัพโลวจุนหงีก็ป่วยเจ็บเป็นอันมาก เราจะหยุดทำนุบำรุงทแกล้วทหารให้ปกติสักเดือนหนึ่งจึงค่อยยกกองทัพไปตีเมืองกีจิว โงวหยงว่าซึ่งท่านคิดนี้ถูกแล้ว ซ้องกั๋งก็พักทหารอยู่ ณ เมืองเพ่งก๊กกุ้ยประมาณเดือนเศษ ทหารและม้าก็มีกำลังบริบูรณ์ ซ้องกั๋งจึงสั่งทหารม้าใช้ไปบอกโลวจุนหงีให้ยกกองทัพออกจากเมืองเง็กซันกุ้ยไปบรรจบร่วมทางกัน ณ เมืองกีจิวตามกำหนด ทหารม้าใช้คํานับลามาบอกความแก่โลวจุนหงีตามคำซ้องกั๋งสั่งทุกประการ โลวจุนหงีได้แจ้งจึงจัดทหารเตรียมไว้ ครั้นถึงวันกำหนดก็ยกไปบรรจบกันกับกองทัพซ้องกั๋ง ณ ทางร่วมจะเข้าเมืองกีจิว

ฝ่ายซ้องกั๋งยกกองทัพมาถึงทางร่วมพบโลวจุนหงีแล้วจึงให้ทหารตั้งค่ายอยู่ห่างเมืองประมาณหกสิบลี้ ให้ทหารทำบันไดหกและพลุเป็นอันมากเตรียมการที่จะปีนปล้นเมืองไว้พร้อมทุกประการ จึงปรึกษาโงวหยงว่าเราจะคิดการอย่างไรจึงจะตีเมืองกีจิวให้ได้โดยเร็ว โงวหยงตอบว่าธรรมดาจะตีบ้านเมืองนั้นต้องคิดอ่านแต่งทหารปลอมเข้าไปเป็นไส้ศึกในเมืองจึงจะทำการสำเร็จโดยง่าย ซ้องกั๋งว่าทหารของเราซึ่งมาในกองทัพยังไม่เห็นผู้ใดจะเข้าไปทำการเป็นไส้ศึกได้เลย

ขณะนั้นเจียสิวจึงพูดว่า เมื่อข้าพเจ้ายังไม่ได้ไปอยู่ ณ เขาเนียซัวเปาะ เคยไปเที่ยวเล่นในบ้านเมืองพวกฮวนมิได้ขาด ท่านจะใช้สอยประการใดก็ตามแต่ใจของท่าน ซ้องกั๋งได้ฟังเจียสิวรับอาสามีความยินดีจึงบอกโงวหยงว่าผู้ที่จะเข้าไปเป็นไส้ศึกในเมืองนั้นมีตัวแล้ว ท่านจะบอกอุบายประการใดก็จงเร่งบอกเถิด โงวหยงจึงสั่งเจียสิวให้แปลงตัวเป็นราษฎรปลอมเข้าไปซุ่มอยู่ในเมือง เราจะยกกองทัพเข้าไปตั้งค่ายประชิด ถ้าเห็นว่าพวกฮวนคิดการรักษาเมืองและแต่งทหารออกมาได้รบติดพันกันแล้วจงเอาเพลิงจุดบ้านเรือนราษฎรให้หลายแห่ง ทหารที่รักษาหน้าที่ก็จะพากันดับเพลิงและรับครอบครัวบุตรภรรยาหนีเพลิงเป็นอลหม่าน ท่านจงรีบเปิดประตูรับพวกเราจะทำได้หรือไม่

เจียสิวตอบว่าการซึ่งท่านใช้แล้วข้าพเจ้าจะรับอาสา แต่จะขอซิเซียนไปด้วยจะได้ปรึกษากัน ซ้องกั๋งก็ยอมให้ เจียสิว ซิเซียนก็คำนับลามาแต่งตัวเหมือนราษฎรพวกฮวนพากันหาบฟืนตรงเข้าไปในเมือง ทหารฮวนซึ่งรักษาหน้าที่และประตูมิได้มีความสงสัยก็ปล่อยให้เข้าไป เจียสิว ซิเซียนจึงไปอาศัยอยู่ในวัดปอเงียมยี่

ฝ่ายซ้องกั๋งครั้นให้ทหารปลอมเข้าไปเป็นไส้ศึกแล้วจึงยกกองทัพเข้าตั้งค่ายใกล้เมืองประมาณหกลี้ ให้กองทัพโลวจุนหงีล้อมเมืองเข้าไว้อีกชั้นหนึ่งเป็นสามารถ ทหารกองตระเวนพวกฮวนเห็นดังนั้นจึงแจ้งความแก่เอ๋ลุดติดตงผู้ว่าราชการเมือง เอ๋ลุดติดตงได้แจ้งจึงให้ชุมนุมนายทหารพร้อม ปรึกษาว่าครั้งก่อนเราก็ได้มีหนังสือบอกแจ้งความไปถึงไต้เหลียวอ๋องขอกองทัพให้ยกมาช่วยก็ยังไม่เห็นมา บัดนี้ซ้องกั๋งก็ยกกองทัพตั้งค่ายล้อมเมืองเราไว้ ท่านทั้งปวงจะคิดประการใดจึงจะกำจัดข้าศึกได้ มิดปอเซ่งว่าข้าพเจ้าจะขออาสาออกไปต่อสู้ด้วยทหารเมืองตังเกีย จับตัวซ้องกั๋งและตัดศีรษะนายทหารมาให้แก่ท่าน

ขณะนั้นท่องเซียนซีหนึงจึงพูดว่า ทหารของซ้องกั๋งคนหนึ่งที่ใส่เสื้อเขียวฝีมือขว้างก้อนศิลาแม่นยำนัก ถ้าท่านจะออกรบเร่งระวังตัวให้จงมาก เทียนซัวหยงบอกว่าทหารคนนั้นเราเอาเกาทัณฑ์ยิงตายเสียแล้วแล้วอย่าวิตกเลย

ขณะเมื่อพูดกันอยู่นั้นทหารเข้าไปแจ้งความว่าซ้องกั๋งยกกองทัพมาท้ารบถึงริมกำแพง เอ๋ลุดติดตงให้มิดปอเซ่งเป็นทัพหน้า เทียนซัวหยงเป็นทัพหลัง ท่องเซียนซีหนึง ชอเม่งเง็ก เชาเม่งกี่ กายี่ยุ่ยคังเป็นทัพหนุนนายทหารทั้งเจ็ดคำนับลามา เตรียมทหารพร้อมแล้วจึงมาเปิดประตูเมืองออกไปยังที่สนามรบ ซ้องกั๋งจึงสั่งให้ลิมชองออกรบกับมิดปอเซ่งทัพหน้า ลิมชองคำนับแล้วขับม้าตรงเข้ารบ มิดปอเซ่งก็ขับม้ารำทวนเข้ามานายทหารทั้งสองต่อสู้กันเป็นสามารถได้ประมาณเจ็ดสิบเพลง มิดปอเซ่งเสียที ลิมชองเอาทวนแทงถูกหน้าอกมิดปอเซ่งตกม้าตาย เทียนซัวหยงเห็นดังนั้นก็มีความโกรธ ก็ขับม้าตรงมาจะรบกับลิมชอง ซือเหล็งจึงขับม้ารำทวนขวางหน้าไว้ เทียนซัวหยงก็เข้ารบกับซือเหล็งได้ประมาณยี่สิบเพลง ซือเหล็งเอาทวนแทงถูกต้นคอเทียนซัวหยงตกม้าตาย พอเวลาเย็นซ้องกั๋งจึงตีม้าล่อเลิกรบ ทหารทั้งสองฝ่ายก็กลับเข้าเมืองและค่าย

ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า เอ๋ลุดติดตงจึงให้ท่องเซียนซีหนึง ชอเม่งเง็ก เชาเม่งกี่ กายี่ยุ่ยคังคุมทหารนายละพันยกออกมาตั้งอยู่ที่สนามรบ ทหารกองตระเวนก็เข้าไปแจ้งแก่ซ้องกั๋ง ๆ จึงยกทหารเป็นขบวนออกจากค่าย แล้วให้ทหารเข้ารบพวกฮวนถึงตะลุมบอน เอาอาวุธสั้นฆ่าทหารฮวนตายประมาณสามส่วน ทหารซ้องกั๋งตายประมาณส่วนหนึ่ง นายทหารฮวนเห็นทหารของตัวตายลงมากก็มีความโกรธ กายี่ยุ่ยคังก็ขับม้าไล่ฆ่าฟันทหารพวกซ้องกั๋งแตกกระจายไป ซกเถียวเห็นดังนั้นจึงขับม้าเข้ารบกับกายี่ยุ่ยคังประมาณยี่สิบเพลง กายี่ยุ่ยคังอ่อนกำลังเห็นจะต้านทานมิได้ก็ชักม้าหนี ซกเถียวชักม้าไล่ตามทันเอาขวานฟันถูกกายี่ยุ่ยคังตกม้าตาย ช่อเม่งเง็กก็ขับม้าออกมา ซือจินจึงขับม้ารำง้าวเข้ารบกับชอเม่งเง็กได้สองเพลง ซือจินเอาง้าวฟันถูกชอเม่งเง็กคอขาดตาย แล้วซือจินก็ขับม้าเข้าไล่ เชาเม่งกี่ก็ตกใจไม่ต่อสู้ชักม้าหนี ซือจินก็ขับม้าตามไปทันเอาง้าวฟันถูกบ่าเชาเม่งกี่ตกม้าตาย

ฝ่ายซ้องกั๋งเห็นทหารของตัวได้ชัยชนะจึงสั่งม้าใช้ไปบอกโลวจุนหงียกทหารเข้าระดมตีเมืองให้แตกจงได้ ทหารม้าใช้ก็ไปบอกตามสั่ง โลวจุนหงีก็ยกทหารเข้าไปถึงเชิงกำแพง ซ้องกั๋งก็ยกทหารตีประดังกองทัพท่องเซียนซีหนึงเป็นสามารถ ท่องเซียนซีหนึงเห็นเหลือกำลังที่จะสู้รบจึงพาทหารหนีกลับเข้าเมือง ซ้องกั๋งขับทหารไล่ตามไปถึงประตูเมือง ทหารรักษาหน้าที่ก็ปิดประตูไว้ ทหารซ้องกั๋งเข้าเมืองหาได้ไม่ ซ้องกั๋งจึงให้ทหารรายล้อมเมืองบรรจบกับกองทัพโลวจุนหงีเป็นสี่ด้านเอาเกาทัณฑ์ยิงเข้าไปตามช่องเสมา ทหารฮวนซึ่งรักษาหน้าที่ก็ยิงเกาทัณฑ์ออกมา บ้างแล้วเอากรวดทรายนํ้ามันของร้อนรดสาดลงมา มิให้ซ้องกั๋งเอาบันไดพาดปีนกำแพงขึ้นไปได้ ซ้องกั๋ง โลวจุนหงีให้ทหารจุดพลุและประทัดขึ้น เอ๋ลุดติดตงผู้ว่าราชการเมืองกับเอ๋ลุดจงเตี๋ยน เอ๋ลุดจงหลุยขับม้าเที่ยวตรวจตราทหารมิให้ถอยจากหน้าที่ แล้วเกณฑ์ราษฎรชาวเมืองขึ้นช่วยป้องกันรักษาเชิงเทินไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายเจียสิว ซิเซียนซึ่งปลอมเข้าไปอยู่ที่วัดปอเงียมยี่ในเมืองกีจิวนั้นขึ้นไปดูบนต้นไม้แลเห็นทหารล้อมเมืองพร้อมทั้งสี่ด้านจึงปรึกษากันว่าซ้องกั๋ง โลวจุนหงีทำการประชิดเมืองเข้ามาถึงเชิงกำแพงแล้วจุดพลุสัญญาด้วยควรเราจะจุดไฟเผาเมืองขึ้น ปรึกษาแล้วก็รีบพากันลงมา พอเวลาพลบค่ำซิเซียนก็เอาเพลิงจุดวัดปอเงียมยี่ขึ้น แล้วก็เที่ยวจุดบ้านเรือนกรมการและราษฎรอีกหลายแห่งเพลิงก็ติดโชติช่วงสว่าง ทหารและราษฎรซึ่งประจำรักษาหน้าที่เห็นเพลิงไหม้บ้านเรือนของตัวมีความวิตกถึงบุตรภรรยาพากันละหน้าที่จะไปรับครอบครัว เอ๋ลุดติดตงและนายทหารจะห้ามไว้ก็ไม่หยุด เอ๋ลุดจงเตี๋ยน เอ๋ลุดจงหลุยก็ขับม้าเที่ยวห้ามทหารไม่ให้ถอยจากหน้าที่ เหล่าทหารก็ไม่ฟังจึงเอาง้าวฟันทหารและราษฎรตายเสียหลายคน ถึงกระนั้นก็ตามทหารและราษฎรหาฟังไม่ พากันละหน้าที่รีบไปรับครอบครัวทั้งสิ้น ทหารซ้องกั๋งก็เอาบันไดพาดปีนกำแพงเมืองขึ้นไปได้ไล่ฆ่าฟันทหารที่ยังประจำหน้าที่ตายหลายร้อยคน แล้วเปิดประตูเมืองรับทหารข้างนอกเข้าไปทั้งสี่ด้าน เอ๋ลุดจงเตี๋ยน เอ๋ลุดจงหลุยขับม้ารบป้องกันทหารซ้องกั๋งไว้ ทหารซ้องกั๋งก็ตรูกันเข้าล้อมฆ่าเอ๋ลุดจงเตี๋ยน เอ๋ลุดจงหลุยตายอยู่ริมประตูเมือง แล้วไล่ฆ่าฟันกรมการและราษฎรตายลงเป็นอันมาก เอ๋ลุดติดตง ท่องเซียนซีหนึงก็พากันหนีปลอมปนกับราษฎรตรงไปเมืองไต้เหลียว

ครั้นเวลารุ่งสว่างซ้องกั๋งจึงสั่งทหารให้ดับเพลิงเก็บเอาทรัพย์สิ่งของ ๆ เอ๋ลุดติดตงไว้ แล้วป่าวร้องให้ราษฎรและกรมการเข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนาเป็นปกติ จึงให้เซียวเหยียงแต่งหนังสือบอกราชการให้เตียวอันบู๊ถือเข้าไปกราบทูลให้ทราบ เตียวอันบู๊ได้หนังสือบอกแล้วขึ้นม้ารีบไปถึงเมืองตังเกีย เอาหนังสือบอกส่งให้เจ้าพนักงานนำขึ้นถวายพระเจ้าซ้องฮุยจงทรงทราบความมีพระทัยยินดี จึงสั่งเจ้าพนักงานให้มีหนังสือตอบไปว่า “เทศกาลนี้เป็นฤดูร้อนให้ซ้องกั๋งหยุดทำนุบำรุงทแกล้วทหารอยู่ ณ เมืองกีจิว ให้โลวจุนหงีพักทหารอยู่ ณ เมืองเง็กซันกุ้ย อนึ่งบ้านเมืองรายทางที่ตีไว้ได้นั้น ให้ซ้องกั๋งจัดทหารที่มีสติปัญญาอยู่รักษาอย่าใดมีความประมาท ถ้าสิ้นฤดูร้อนแล้วให้ซ้องกั๋ง โลวจุนหงียกกองทัพไปตีเมืองไต้เหลียวได้จงได้” ครั้นแต่งแล้วเข้าผนึกมอบให้เตียวอันบู๊ถือกลับมา เตียวอันบู๊คำนับรับหนังสือรับสั่งแล้วรีบไปถึงเมืองกีจิว เอาหนังสือส่งให้ซ้องกั๋งรับมาอ่านแจ้งความตามรับสั่งแล้ว จึงให้โลวจุนหงียกกองทัพไปพักทหารอยู่ ณ เมืองเง็กซันกุ้ย ซ้องกั๋งก็พักทหารอยู่ในเมืองกีจิว

ฝ่ายเอ๋ลุดติดตง ท่องเซียนซีหนึงพากันหนีมาถึงเมืองไต้เหลียวจึงเข้าไปหาไต้เหลียวอ๋องคำนับแล้วร้องไห้ ไต้เหลียวอ๋องเห็นดังนั้นตกใจ จึงถามเอ๋ลุดติดตงว่าเป็นอย่างไรจึงร้องไห้เข้ามาดังนี้ เอ๋ลุดติดตงบอกว่าซ้องกั๋งยกทหารมาตีเมืองทันจิวแตกแล้วตีล่วงมาถึงเมืองกีจิว ข้าพเจ้าได้แต่งกองทัพออกต่อสู้อยู่หลายเวลาจนทหารเอกและบุตรข้าพเจ้าตายจึงเสียเมืองแก่ซ้องกั๋ง ขอท่านกรุณางดโทษแก่ข้าพเจ้าครั้งหนึ่งเถิด ไต้เหลียวอ๋องได้ฟังเอ๋ลุดติดตงบอกตามจริงและขอโทษก็มีความเมตตา ว่าเจ้ามีหนังสือบอกขอกองทัพไปช่วยนั้น เราตรึกตรองเห็นว่าเป็นฤดูร้อนที่ไหนข้าศึกจะทำการรบพุ่ง เราจึงนิ่งอยู่จนเสียเมือง ซึ่งการเป็นไปดังนี้ก็เพราะเรามีความประมาท เจ้าอย่าวิตกเสียใจไปเลยจงยับยั้งอยู่ที่นี่เสียก่อน เราจะคิดอ่านตีเมืองคืนให้และจัดที่ให้เอ๋ลุดติดตงอาศัยโดยสมควร

ไต้เหลียวอ๋องจึงถามขุนนางทั้งปวงว่าซ้องกั๋งเป็นคนตระกูลอย่างไร บ้านเมืองอยู่ที่ไหนจึงมีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งนัก ซูเกียนขุนนางฝ่ายบุ๋นจึงบอกว่าซ้องกั๋งนี้เดิมเป็นคนโทษหนีไปอยู่เขาเนียซัวปาะ ครั้นเตียวเทียนอ๋องถึงแก่กรรมแล้วพวกโจรเหล่านั้นยกซ้องกั๋งขึ้นเป็นนายใหญ่ ได้ว่ากล่าวการงานทั้งปวงสิทธิ์ขาด ซ้องกั๋งเกลี้ยกล่อมทหารที่มีฝีมือและสติปัญญาไว้เป็นกำลังถึงร้อยเจ็ดคน ถ้าซ้องกั๋งจะประสงค์ทรัพย์สินเงินทองที่บ้านเมืองไหนก็ยกทหารไปตีได้สำเร็จความปรารถนา เจ้าแผ่นดินซ้องทราบความจึงแต่งแม่ทัพคุมทหารไปจับ ซ้องกั๋งก็สู้รบทัพหลวงแตกยับหลายครั้งจนเข็ดขยาดฝีมือพวกโจร ภายหลังเจ้าแผ่นดินซ้องมีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมถึงสามฉบับ ซ้องกั๋งจึงได้อ่อนน้อมยอมเข้าสามิภักดิ์ทำราชการ เจ้าแผ่นดินซ้องกั๋งแต่งให้มียศศักดิ์ตามสมควร ซ้องกั๋งจึงรับอาสาเป็นแม่ทัพคุมทหารยกมาตีเมืองเรา

ไต้เหลียวอ๋องว่าเจ้าแผ่นดินซ้องถือตัวว่ามีสติปัญญาเกลี้ยกล่อมเอาพวกโจรมาไว้เป็นกำลัง แล้วกลับให้พวกโจรยกทัพมากระทำย่ำยีเรามีความแค้นเป็นอันมาก จำจะหาคนที่มีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งไปต่อสู้ด้วยซ้องกั๋ง ถ้ามีชัยชนะแล้ว จะยกกองทัพตีเลยเข้าไปให้ถึงเมืองตังเกีย ท่านทั้งปวงจงช่วยตรึกตรองการครั้งนี้ให้สำเร็จจงได้ อาวเอี๋ยนซีหนึงจึงตอบว่าไต้เหลียวอ๋องคิดอ่านจะหาผู้มีฝีมือและสติปัญญามาตั้งเป็นแม่ทัพทำการกำจัดกองทัพซ้องกั๋ง และจะยกกองทัพไปตีเมืองตังเกียแก้แค้นนั้นถูกต้องตามด้วยประเพณีเจ้าแผ่นดินประเทศราชใหญ่แล้ว แต่ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าซ้องกั๋งมีกำลังและปัญญาหลักแหลมลึกซึ้งจะจัดหาผู้ใดไปต่อสู้นั้นยากนัก ข้าพเจ้าเห็นการอย่างหนึ่งพอจะแก้ไขดับความทุกข์ของราษฎรได้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ