๑๕

เตียวไก่ถามว่าชายสามคนนั้นแซ่ไรชื่อใด อยู่ตำบลบ้านไหน โงวหยงบอกว่าอยู่ตำบลบ้านเจี๊ยะเกียดชวนในแขวงเมืองเจ๋จินฮู้แซ่อวนชื่อเซียวยี คนทั้งปวงเรียกว่าลิบตีไทสวย คนหนึ่งชื่ออวนเซียวเหงาชาวบ้านเรียกว่าตอเมี้ยยี่หนึง คนหนึ่งชื่ออวนเซียวชิดชาวบ้านเรียกว่าอัวะเงียมหลอชื่อหนึ่งเป็นพี่น้องกัน ข้าพเจ้าก็ได้ไปอยู่ที่บ้านเป็นหลายวัน แต่พี่น้องสามคนนั้นไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือแต่พูดจาการสิ่งใดสัตย์ซื่อมั่นคง จะต้องไปชักชวนมาจึงจะสำเร็จ เตียวไก่ว่าข้าพเจ้าได้ข่าวเล่าลือมาว่าพี่น้องสามคนนี้ซื่อตรงฝีมือก็ดี บัดนี้ยังอยู่ที่ตำบลเจี๊ยะเกียดชวนหนทางไกลประมาณร้อยลี้เศษ จะให้คนไปเชิญมาพูดจาปรึกษากันท่านจะเห็นประการใด โงวหยงว่าถ้าคนอื่นเห็นจะไม่มา ข้าพเจ้าต้องไปชักชวนจึงจะได้ เตียวไก่ก็ดีใจถามว่าท่านซินแสจะไปเมื่อไรเล่า โงวหยงว่าเวลาค่ำวันนี้จึงจะไป เตียวไก่ก็สั่งให้จัดโต๊ะมาเลี้ยง โงวหยงกับเล่าตงและเตียวไก่ก็กินโต๊ะเสพสุราอยู่ที่นั้น โงวหยงจึงพูดกับเล่าตงว่า หนทางเมืองปักเกียจะไปตังเกียเมืองหลวงก็มีอยู่หลายทาง ไม่รู้ว่าจะเดินทางไหนจะต้องสืบข่าวให้รู้แน่ จะได้คิดการไว้คอยท่า เล่าตงว่าเวลาค่ำวันนี้ข้าพเจ้าจะไปเมืองปักเกียสืบสวนดูให้รู้แน่จึงจะกลับมา โงวหยงว่าถ้ากระนั้นก็ดีแล้ว แต่วันแซยิดต่อเดือนหกขึ้นห้าค่ำ เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นเดือนห้าข้างขึ้นอีกหลายสิบวันจึงจะถึงกำหนด ท่านจงรออยู่ก่อนคอยให้ข้าพเจ้าไปพูดจาชวนคนทั้งสามมาแล้วท่านจึงไป

เตียวไก่ได้ฟังก็เห็นชอบจึงพูดกับเล่าตงว่า เจ้าจงคอยท่าอยู่ที่บ้านเราก่อน ให้ท่านซินแสไปหาคนทั้งสามกลับมาจึงค่อยไป พูดแล้วก็กินโต๊ะเสพสุราด้วยกันจนเวลาค่ำ โงวหยงก็ลาเตียวไก่ออกจากบ้านเดินไปเวลากลางคืน จนรุ่งขึ้นกลางวันถึงตำบลเจี๊ยะเกียดชวนบ้านอวนเซียวยี เห็นมีเรือจอดอยู่สี่ห้าลำกับแหและอวนที่สำหรับหาปลาตากอยู่หน้าน้าน มีเรือนอยู่ริมน้ำเป็นหลายหลังจึงร้องถามว่าอวนเซียวยีอยู่หรือไปข้างไหน

ฝ่ายอวนเซียวยีสามพี่น้องตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งใกล้เคียงกันกับตำบลเขาเนียซัวเปาะ เที่ยวหาปลาในแม่น้ำเลี้ยงชีวิตอยู่เป็นนิจ เวลาวันนั้นไม่ได้ไปเที่ยวหาปลาได้ยินเสียงคนร้องเรียกจึงเดินออกมาดู เห็นโงวหยงก็ยินดีถามว่าท่านซินแสจะไปไหน หรือมาหาข้าพเจ้าก็เชิญเข้าไปข้างในเถิด จัดที่ให้นั่งแล้วจึงพูดว่านานนักหนาไม่ได้เห็นท่านเลย วันนี้ท่านมาหาข้าพเจ้าด้วยธุระสิ่งใดหรือ โงวหยงบอกว่าเรามีธุระอยู่อย่างหนึ่งจะมาปรึกษาท่าน อวนเซียวยีว่าการงานสิ่งใดจงบอกให้ทราบเถิด โงวหยงจึงพูดเป็นคำนัยว่าตั้งแต่เราไม่ได้มาหาท่านประมาณสองปีเศษมีพ่อค้าเชิญเราไปเป็นซินแสสอนหนังสือบุตร แต่พ่อค้านั้นจะจัดซื้อปลาทองตัวใหญ่สักเก้าตัวสิบตัวเราจึงมาปรึกษากับท่าน

อวนเซียวยีได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า นานนักหนาวันนี้ท่านอุตส่าห์มา เชิญไปกินโต๊ะเสพสุราให้สบายเสียก่อนจึงค่อยปรึกษาหารือกัน โงวหยงว่าเราก็หมายจะมากินโต๊ะเสพสุราพูดเล่นให้สบาย ไม่แจ้งว่าอวนเซียวเหงาน้องท่านอยู่หรือไม่ อวนเซียวยีว่าอวนเซียวเหงาน้องข้าพเจ้าไม่อยู่ไปเที่ยวเล่น ซึ่งจะกินโต๊ะเสพสุรานั้นต้องลงเรือข้ามฟากไปกินที่โรงเตี๊ยมฟากโน้น ถ้าข้ามฟากไปแล้วคงจะพบอวนเซียวเหงา จึงชวนโงวหยงลงเรือข้ามฟากไปเห็นอวนเซียวชิดน้องที่สามแจวเรือมา อวนเซียวยีร้องถามว่าเห็นอวนเซียวเหงาไปข้างไหน อวนเซียวชิดก็แจวเรือเข้าไปใกล้ โงวหยงเห็นอวนเซียวชิดก็ร้องถามว่าท่านไปไหนมาเรามีธุระจะปรึกษากับท่านทั้งสาม เชิญไปกินโต๊ะเสพสุราด้วยกันเถิด อวนเซียวชิดเห็นโงวหยงก็ยินดีจึงถามว่าซินแสไปไหนไม่เห็นหน้าเลย เชิญท่านไปเสพสุราด้วยกันให้สบาย แล้วอวนเซียวชิดก็รีบแจวเรือไปถึงบ้านมารดา อวนเซียวยีถามมารดาว่าอวนเซียวเหงาอยู่หรือไปข้างไหน มารดาบอกว่าสองสามวันนี้อวนเซียวเหงาไม่ได้ไปหาปลาเที่ยวเล่นเบี้ยเสียจนสิ้น ฉวยได้เข็มทองของมารดาสำหรับปักผมลงเรือไปเมื่อสักครู่นี้เอง อวนเซียวยีได้ฟังก็ลงเรือแจวกลับมาบอกกับโงวหยงซินแสว่า ข้าพเจ้าไปเล่นเบี้ยครั้งไรไม่เคยได้สักครั้งหนึ่ง คราวนี้ก็เสียจนไม่มีจะเล่น โงวหยงจึงนึกว่าสามคนพี่น้องนี้เล่นเบี้ยเสียกำลังขัดสนอยู่ การที่เราคิดมาคงสมความปรารถนา คิดแล้วก็เหลียวไปเห็นอวนเซียวเหงาถือเบี้ยอีแปะพวงหนึ่งจะลงเรือมาก็ร้องถามว่า เราเที่ยวตามท่านก็ไม่พบ เชิญท่านไปกินโต๊ะเสพสุราด้วยกันเถิด อวนเซียวเหงาเห็นโงวหยงก็ดีใจรีบแจวเรือไปถึงโรงเตี๊ยมให้เจ้าของโรงจัดโต๊ะและสุรามา สี่นายก็เสพสุรากินโต๊ะพูดจาตามสบาย โงวหยงครั้นจะพูดความลับขึ้นก็ไม่ได้เห็นผู้คนไปมามากจึงคิดว่าเวลาค่ำวันนี้จะต้องค้างที่บ้านอวนเซียวยีจึงจะพูดได้ คิดแล้วก็กินโต๊ะเสพสุราอยู่ตามสบายจนเวลาเย็นก็ชวนกันจะกลับมา โงวหยงว่าเวลาค่ำวันนี้เราจะค้างอยู่ที่บ้านท่านจะได้ปรึกษากัน ว่าแล้วก็เอาเงินออกซื้อสุราสิ่งของต่างๆ กลับมาบ้าน อวนเซียวยีให้ภรรยาจัดหาสิ่งของพร้อม เวลาจวนค่ำก็ชวนกินโต๊ะเสพสุราทั้งสี่นาย โงวหยงว่าท่านอยู่ตำบลนี้จะหาปลาทองตัวใหญ่ไม่ได้หรือ อวนเซียวยีว่าซึ่งแถวแม่นํ้านี้ทำเลก็น้อย จะหาปลาอย่างว่าไม่ได้ ที่แม่น้ำริมเขาเนียซัวเปาะนั้นกว้างใหญ่ปลาทองจึงจะมี โงวหยงว่าแม่น้ำก็ตลอดถึงเขาเนียซัวเปาะไปเที่ยวหาไม่ได้หรือ มีผู้บังคับไม่ให้ไปหาปลาถึงตำบลเขาเนียซัวเปาะหรือ

อวนเซียวเหงาจึงตอบว่า ไม่ใช่ขุนนางมาบังคับดอก ถึงคนที่ไหนๆ ก็ว่ากล่าวบังคับพวกข้าพเจ้าไม่ได้ โงวหยงว่าถ้ากระนั้นทำไมท่านจึงไม่ไปหาที่เขาเนียซัวเปาะเล่า อวนเซียวเหงาว่า ท่านยังไม่รู้เรื่องข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง โงวหยงทำเป็นพูดว่าที่เขาเนียซัวเปาะนั้นเป็นประการใด เชิญท่านเล่าให้ฟังสักหน่อยเถิด อวนเซียวชิดว่าที่ตำบลเขาเนียซัวเปาะมีคนจำพวกหนึ่งฝีมือเข้มแข็ง ห้ามไม่ให้ผู้ใดไปหาปลาที่แม่น้ำตำบลนั้นซ่องสุมกันเป็นโจร นายที่หนึ่งชื่อเฮงหลุนนายที่สองชื่อโตวเซียน นายที่สามชื่อซองบาน อีกคนหนึ่งชื่อจูกุ้ย ตั้งโรงขายสุราอยู่ริมฝั่งคอยฟังเหตุการณ์ว่าผู้ใดมีเงินทองเดินทางก็ไปบอกกันมาแย่งชิงสิ่งของทั้งปวงแล้วฆ่าเจ้าทรัพย์เสีย แต่ยังมีอีกคนหนึ่งเป็นครูทหารอยู่ ณ ตังเกียเมืองหลวงชื่อลิมชอง ฝีมือเข้มแข็งนัก เข้ามาอยู่ใหม่เป็นห้านายด้วยกัน เที่ยวตีปล้นราษฎรอยู่เนืองๆ ไม่ได้ไปหาปลาที่ตำบลเขาเนียซัวเปาะประมาณสองปีเศษแล้ว โงวหยงว่ามาตั้งซ่องสุมกันเป็นโจร พวกนายทหารหลวงไม่มาจับหรือ อวนเซียวเหงาว่า ขุนนางยกมาจับครั้งไหนก็ไม่ได้ กลับมาแย่งชิงเอาทรัพย์สิ่งของ ๆ ราษฎรไปไม่เกรงกลัวผู้ใด ถ้าแย่งชิงได้เงินทองมาก็แบ่งปันกัน ซึ่งข้าพเจ้าสามคนพี่น้องฝีมือเข้มแข็งอยู่ในตำบลนี้ แต่ยังสู้พวกเขาเนียซัวเปาะไม่ได้ โงวหยงได้ฟังก็ดีใจ จึงคิดว่าพี่น้องสามคนนี้เราพูดเลียบเคียงดูท่วงทีก็เห็นจะเล่นด้วยคงสมความปรารถนา อวนเซียวชิดจึงพูดว่า เราเกิดมาชาตินี้เปรียบเหมือนหญ้า เมื่อฤดูฝนจะตายเป็นก็ครั้งเดียว ถ้าเราฝึกหัดเหมือนพวกเขาเนียซัวเปาะได้สบายเช่นนั้น วันเดียวตายก็ไม่เสียดายชีวิต อวนเซียวยีว่า ขุนนางทุกวันนี้ไม่ซื่อตรงโทษผู้ใดหนักก็เป็นเบา แล้วเที่ยวข่มเหงกดขี่ราษฎรลงเอาเงินทองชาวบ้านจึงไม่มีความสุข ซึ่งตัวข้าพเจ้านี้ถ้ามีพวกพ้องแล้วก็จะไปเข้าเป็นพวกเขาเนียซัวเปาะเสียหาให้ผู้ใดข่มเหงไม่ อวนเซียวเหงาว่าข้าพเจ้าคิดอยู่เหมือนกัน ด้วยฝีมือเพลงอาวุธต่างๆ นั้น เราสามคนพี่น้องไม่เคยแพ้แก่ผู้ใด แต่ไม่มีผู้รู้จักชักนำเข้าไปก็เป็นอันจนใจ ถึงได้ตั้งทำมาหากินอยู่ตามสบาย โงวหยงเห็นได้ทีจึงพูดว่า ท่านทั้งสามจะไปจริงๆ หรือ พี่น้องทั้งสามว่า ถ้ามีผู้ชักนำเข้ากับพวกเขาเนียซัวเปาะแล้ว ถึงจะใช้ให้ดำน้ำลุยไฟก็จะทำตามทุกสิ่ง โงวหยงจึงว่า ถ้ากระนั้นท่านทั้งสามจงไปจับนายโจรที่เขาเนียซัวเปาะมาจะได้หรือไม่ อวนเซียวยีว่า ถ้าข้าพเจ้าไปจับมาได้ผู้ใดจะมีบำเหน็จรางวัลให้ก็เปล่าทั้งนั้น คนที่มีฝีมือเข้มแข็งก็จะนินทาว่าไปจับเขามาเปล่า ๆ ไม่ต้องการ รักกันไว้ไม่ดีหรือ โงวหยงว่า ท่านคิดเห็นดังนั้นเหตุไฉนไม่ไปเข้าเป็นพวกพ้องต้องมาลำบากอยู่ทำไมเล่า อวนเซียวยีว่า เดิมข้าพเจ้าพี่น้องได้ปรึกษากันว่าจะไป แล้วได้ยินข่าวว่าเฮงหลุนนายใหญ่ใจคอไม่ดี เกลียดชังคนที่มีฝีมือเข้มแข็งกว่าตัว ถ้าแม้นว่าเฮงหลุนโอบอ้อมอารีเหมือนกับท่านซินแส ข้าพเจ้าสามคนพี่น้องก็จะไปเข้าเสียนานแล้วหาอยู่จนบัดนี้ไม่ โงวหยงว่าเราดีอย่างไร แต่ที่เมืองซังตังกับเมืองฮ่อปักนั้นมีคนฝีมือเข้มแข็งสติปัญญาดี บัดนี้มาอยู่ที่ฮุนเสียกุ้ย ตำบลตังเคยชึงคนหนึ่งแซ่เตียวเป็นนายอำเภอใหญ่ ท่านรู้จักหรือไม่ อวนเซียวเหงาถามว่าที่ชาวบ้านเรียกว่าทกทะเทียนอ๋องชื่อเตียวไก่นั้นหรือ โงวหยงว่า เตียวไก่คนนี้แลใจคอดีนักหนา อวนเซียวชิดว่า บ้านเตียวไก่นั้นตั้งแต่นี้ไปหนทางร้อยลี้เศษ ข้าพเจ้าได้ยินข่าวเล่าลืออยู่แต่หารู้จักกันไม่ โงวหยงว่าเตียวไก่คนนี้ชาติชายทหารใจคอมั่นคงสัตย์ซื่อรักพวกพ้องมาก เงินทองไม่เสียดาย เหตุไฉนท่านไม่ไปให้รู้จักเสียบ้างเล่า อวนเซียวยีว่า ข้าพเจ้าสามคนพี่น้องไม่มีธุระสิ่งใดจึงไม่ได้ไปให้รู้จักกัน โงวหยงก็ทำเป็นพูดว่าเราไปสั่งสอนศิษย์อยู่ที่ตำบลนั้น ได้ยินข่าวว่าเตียวไก่จะไปเอาทรัพย์สิ่งของที่ไหนมาเป็นอันมาก เราชวนกันไปคอยดูตามทางแย่งชิงเอามาเสียท่านจะเห็นประการใด อวนเซียวเหงาว่าเตียวไก่เป็นคนสัตย์ซื่อดี คบหาแต่คนมีฝีมือเข้มแข็ง ถ้าเราทำเช่นนั้นคนที่มีฝีมือเข้มแข็งในแผ่นดินก็จะพากันหัวเราะได้ ชอบแต่เตียวไก่มีธุระสิ่งใดพวกเราชวนกันไปช่วยจึงจะควร โงวหยงได้ฟังก็หัวเราะพูดว่าเราจะลองใจท่านว่าจะรักชายชาติทหารหรือไม่ บัดนี้เห็นใจท่านทั้งสามแล้วเราจะบอกความตามจริงซึ่งตัวเรานี้ก็อยู่กับเตียวไก่ด้วยกัน เตียวไก่ได้ยินข่าวเล่าลือว่าท่านทั้งสามฝีมือเข้มแข็งสัตย์ซื่อดี จึงให้เรามาเชิญท่านทั้งสามไปที่บ้านจะปรึกษาการงานสักสิ่งหนึ่ง อวนเซียวยีว่าข้าพเจ้าสามคนทั้งสามพี่น้องมีใจสามิภักดิ์เป็นพวกพ้องของเตียวไก่จริงๆ มิได้คิดเป็นใจหนึ่งใจสอง ถ้าเตียวไก่รักใคร่จะเอาเป็นพวกจริงแล้ว ข้าพเจ้าทั้งสามจะสาบานให้ ในขณะนั้นกำลังกินโต๊ะเสพสุราอยู่ก็จับถ้วยสุราขึ้นสาบานว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่ซื่อตรงต่อเตียวไก่ขออย่าให้แคล้วคลาดอาวุธต่างๆ เลย โงวหยงได้ฟังก็ยินดี พูดว่ามิใช่ข้าพเจ้ามาชักชวนท่านเป็นโจรผู้ร้ายหรอก แต่ด้วยคราวนี้เป็นการใหญ่ ถ้าได้สมความปรารถนาพวกเราก็มีความสุขไปจนชั่วลูกและหลาน ครั้งนี้เนียสิเกียดจัดซื้อเพชรพลอยเป็นเงินสิบหมื่นเหรียญจะไปช่วยแซยิดชัวเกียพ่อตาในเมืองหลวง ณเดือนหก ขึ้นสิบห้าค่ำ เตียวไก่ให้เรามาเชิญท่านไปคิดอ่านการอันนี้ท่านจะเห็นประการใด พี่น้องทั้งสามได้ฟังก็ดีใจพูดว่า ถ้าเตียวไก่เอาเป็นพวกพ้องแล้วถึงจะให้ไปตายก็ขอไปอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้ายอมพร้อมใจด้วยกันทั้งสามคน พูดแล้วก็ชวนกันกินโต๊ะเสพสุราอยู่จนเวลาเช้า โงวหยงกับพี่น้องทั้งสามก็พากันออกจากบ้านเจี๊ยะเกียดชวน ตรงไปบ้านเตียวไก่ ตำบลตังเคยชึง ในที่สุดก็พากันมาถึงตำบลตังเคยชึงบ้านเตียวไก่ โงวหยงก็พาอวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดเข้าไปหา เตียวไก่กับเล่าตงเห็นโงวหยงกับพี่น้องสามคนมาก็ยินดี ออกไปรับคำนับกันตามธรรมเนียมเชิญเข้าไปข้างในจัดที่ให้นั่งสมควร พูดจาไต่ถามถึงทุกข์และสุขซึ่งกันและกัน แล้วโงวหยงจึงเล่าความซึ่งไปพูดกับพี่น้องทั้งสามให้เตียวไก่ฟังทุกประการ เตียวไก่ก็ยินดีสั่งให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันเป็นที่สบาย พี่น้องทั้งสามเห็นเตียวไก่มีลักษณะดีสมเป็นใหญ่จะพูดจาสิ่งใดก็ถูกต้องตามธรรมใจโอบอ้อมอารีมีความยินดีนัก หกนายชวนกันกินโต๊ะเสพสุราพูดจาถึงการที่คิดไว้รู้เต็มใจทุกคนแล้ว เตียวไก่จัดที่ให้คนทั้งสามพักอยู่ ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าเตียวไก่จึงจัดโต๊ะเครื่องบูชามาตั้งกลางบ้าน หกนายจุดธูปเทียนบูชาบวงสรวงเทพยดาฟ้าและดินแล้วสาบานเป็นพี่น้องกัน ประกาศว่าถ้าผู้ใดไม่ซื่อตรงต่อมิตร ขอให้เป็นอันตรายต่างๆ อย่าให้แคล้วคลาดคมอาวุธได้เลยแล้วชวนกันกินโต๊ะเสพสุราเป็นที่สบาย มีหลวงจีนรูปหนึ่งมาบอกกับคนใช้ว่า จะมาหาเตียวไก่นายอำเภอ คนใช้ก็เข้าไปแจ้งกับเตียวไก่ ขณะนั้นเตียวไก่กำลังกินโต๊ะอยู่จึงสั่งคนใช้ว่าเอาข้าวไปให้หลวงจีนฉัน บอกว่าเรามีธุระให้กลับไปก่อนเถิด คนใช้ก็เอาข้าวมาให้แล้วบอกตามสั่ง หลวงจีนว่าเราอยากจะพบกับเตียวไก่ดอก ข้าวปลาอาหารเราไม่ต้องการ คนใช้ก็ไปแจ้งความกับเตียวไก่อีก เตียวไก่ว่าถ้ากระนั้นเอาไปให้มากๆ บอกว่าเรามีธุระสำคัญอยู่ออกไปไม่ได้ คนใช้ก็กลับมาทำตามสั่ง หลวงจีนก็ไม่รับ คนใช้เอาข้าวไปให้อีกหลายครั้ง หลวงจีนโกรธตีเอา คนใช้พวกในบ้านก็เข้าช่วยกันทุบตีแต่สู้หลวงจีนไม่ได้ แล้วทุ่มเถียงกันอื้ออึงขึ้น เตียวไก่ได้ยินก็ออกมาเห็นหลวงจีนนั้นมีลักษณะชอบกล รูปร่างสูงใหญ่ จึงถามว่าข้าวปลาเงินทองก็ให้แล้วนี่วิวาททุ่มเถียงกันด้วยเหตุอันใดเล่า หลวงจีนจึงตอบว่าไม่อยากได้ข้าวปลาเงินทองของท่านดอก แต่เงินถึงสิบหมื่นเหรียญก็ยังไม่เต็มใจ อยากจะพบกับเตียวไก่เท่านั้น เตียวไก่ได้ฟังหลวงจีนพูดถึงเงินสิบหมื่นเหรียญถูกต้องกับตัวคิดไว้ ก็นึกว่าเหตุไฉนหลวงจีนจึงมาพูดดังนี้ชอบกลอยู่ ดูท่วงทีเข้มแข็งเห็นจะเป็นคนซื่อตรง จำเราจะบอกตามจริงก่อนแล้วจึงค่อยถามดูคงจะรู้ความ คิดดังนั้นก็บอกกับหลวงจีนว่าตัวเราคือเตียวไก่ ท่านมีธุระสิ่งใดหรือ

หลวงจีนได้ฟังก็ยินดีพูดว่า เรามาหาท่านปรารถนาจะปรึกษาการงานด้วย เตียวไก่ก็เชิญหลวงจีนเข้าไปข้างใน โงวหยงเห็นหลวงจีนมาก็หลบเข้าแอบฟังอยู่ในห้อง เตียวไก่พาหลวงจีนไปที่โต๊ะเสพสุรา หลวงจีนเห็นผู้คนนั่งอยู่มากก็บอกกับเตียวไก่ว่า ท่านจงพาไปที่อื่นเถิดจะได้พูดจาปรึกษาหารือกัน เตียวไก่ก็พาไปข้างในเชิญให้นั่งที่สมควร ถามหลวงจีนว่าท่านแซ่ไรชื่อใดมาแต่ไหน หลวงจีนบอกว่า เราแซ่กงซุน ชื่อสิน เป็นชาวเมืองกิจิว ตั้งแต่เล็กมาก็เรียนวิชาฝึกหัดเพลงอาวุธล่องหนหายตัวได้ คนทั้งหลายเรียกว่ายิบฮุนเหล็ง แปลว่า มังกรลอยเข้าเมม เราได้ยินข่าวเขาเล่าลือว่าท่านอยู่ที่ตำบลตังเคยชึงชื่อเสียงปรากฏนักจึงได้ตั้งใจมาหมายจะเอาเพชรพลอยเป็นราคาเงินสิบหมื่นเหรียญมาคำนับไม่แจ้งว่าท่านจะรับหรือไม่ เตียวไก่ได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า นี่เห็นจะเป็นรายที่เนียสิเกียดเจ้าเมืองปักเกียดดอกกระมัง กงซุนสินได้ฟังเช่นนั้นจึงถามว่า เหตุไฉนท่านจึงรู้เล่า เตียวไก่ว่าข้าพเจ้าพูดเดาไปจะผิดถูกอย่างไรไม่ทราบเลย กงซุนสินว่าของรายนี้มิใช่ตัวหาได้โดยสุจริต แต่เที่ยวข่มเหงกดขี่เอาเงินทองแก่ชาวบ้านให้ราษฎรได้ความเดือดร้อน ควรเราจะแย่งชิงเอามาเสีย ถ้าแม้นปล่อยไปภายหลังก็จะมีความเสียดาย แต่ใจของท่านจะเห็นประการใด เตียวไก่ยังไม่ทันพูด พอโงวหยงย่องไปข้างหลังกอดเอากงซุนสินหลวงจีนไว้แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าแอบฟังอยู่รู้เรื่องความทั้งสิ้น ช่างกล้าหาญจริงมาปรึกษาการดังนี้ได้ไม่กลัวผู้ใดเลย กงซุนสินหลวงจีนไม่รู้เหตุผลอย่างไรก็ตกใจกลัวจนหน้าซีดตัวสั่น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ