ฝ่ายลูตัดหนีออกจากเมืองอุยจิวได้ ก็รีบเดินไปประมาณครึ่งเดือนเศษ ถึงตำบลงันมึงกุ้ยแขวงเมืองใต้จิว เข้าไปในเมืองเห็นผู้คนตั้งร้านขายของต่างๆ เป็นอันมาก ลูตัดเดินไปตามถนนเห็นคนยืนเป็นหมู่ก็แวะเข้าไปดู ลูตัดไม่รู้จักหนังสือ มีชายผู้หนึ่งอ่านหนังสือที่ปิดอยู่นั้น ใจความว่าลูตัดเป็นขุนนางนายทหารตำแหน่งที่เรียกว่าทีหัดอยู่เมืองอุยจิว ตีแต้โต๋วตายแล้วหนีมา ถ้าผู้ใดรู้จักตัวจับได้จะให้เงินพันตำลึง ลูตัดได้ฟังก็สะดุ้งใจเดินถอยห่างออกไป พอกิมโล้เดินออกมาเที่ยวเล่นเห็นลูตัดก็จำได้ ตรงเข้าไปกอดตัวลูตัดไว้แกล้งเรียกว่า เตียตัวกอแปลว่าพี่แซ่เตียไปไหนมา ก็ฉุดมือลูตัดไปให้พ้นผู้คน แล้วพูดกับลูตัดว่าท่านช่างกล้าหาญนักไม่รู้บ้างหรือ ผู้รักษาเมืองใต้จิวเขียนหนังสือวาดรูปท่านมาปิดไว้ จะให้จับตัวส่งไปเมืองอุยจิว ซึ่งท่านมีคุณกับข้าพเจ้าเป็นที่ยิ่ง ข้าพเจ้าไม่ลืมบุญคุณเลย มาพบท่านเข้าวันนี้มีความยินดีนัก ลูตัดได้ฟังดังนั้นก็จำได้ว่ากิมโล้ที่เราได้ช่วยปล่อยมาจึงได้เกิดความขึ้นเพราะกิมโล้ จึงถามกิมโล้ว่าท่านพาบุตรสาวมาว่าจะไปตังเกียเมืองหลวง หรือเหตุไฉนจึงมาอยู่เมืองนี้เล่า กิมโล้บอกว่าแต่แรกข้าพเจ้าคิดว่าจะเดินทางไปตังเกียเมืองหลวง ครั้นมาใกล้เมืองใต้จิวพบพวกพ้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งเคยอยู่ที่ตังเกียด้วยกัน บัดนี้เขามาตั้งโรงค้าขายอยู่ที่เมืองใต้จิว ชวนข้าพเจ้าไปอยู่ด้วยแล้วชักนำให้บุตรสาวข้าพเจ้ามีผัวชื่อเตียอวนเงยเศรษฐี ข้าพเจ้าจึงได้อยู่กับบุตรสาวที่เมืองนี้ยังไม่ได้ไป ลูตัดก็ยินดีพูดว่า ท่านมีที่พึ่งพอได้ความสุขก็ดีแล้ว แต่เราหนีมาก็เพราะความเรื่องท่าน เวลานั้นไปพบแต้โต๋ว เราจึงได้ทุบตีตายแล้วก็หนีมา กิมโล้ว่าขอเชิญท่านไปพักสนทนากันเล่นที่บ้านข้าพเจ้าก่อน บุตรสาวของข้าพเจ้าก็คิดจะสนองคุณท่านอยู่มิได้ขาด เศรษฐีสามีของบุตรสาวข้าพเจ้านั้นก็อยากฝึกหัดเพลงอาวุธต่างๆ เชิญท่านไปบ้านกับข้าพเจ้าเถิด กิมโล้ก็พาลูตัดมาถึงบ้าน เชิญเข้าไปข้างในจัดที่ให้นั่งแล้วก็ร้องเรียกนางชุยเหลียนบุตรสาวมาบอกว่า ท่านผู้มีคุณกับเรามาถึงบ้านแล้ว เจ้าไปคำนับโดยเร็ว นางชุยเหลียนได้ฟังก็รีบออกมาคำนับลูตัด กิมโล้จึงไปจัดหาโต๊ะแลสุรามาเลี้ยงลูตัด นั่งพูดจากันอยู่จนเวลาเย็น

ฝ่ายเตียอวนเงยเศรษฐีมาจากบ้านภรรยาใหญ่ จะมาหานางชุยเหลียน เห็นลูตัดนั่งกินโต๊ะเสพสุราอยู่ก็สำคัญว่าเป็นชู้กัน จึงไปเรียกผู้คนบ่าวไพร่มาประมาณยี่สิบคน ตรงมาถึงบ้านที่นางชุยเหลียนอยู่ ก็เข้าล้อมร้องว่าจับตัวให้ได้ ลูตัดตกใจออกมาดูเห็นผู้คนมาก ก็ถือกระบองคอยป้องกันรักษาตัวไว้ กิมโล้เห็นก็ห้ามว่าอย่าเพิ่งวุ่นวายก่อน แล้วเดินออกไปบอกกับเตียอวนเงยเศรษฐีว่า ผู้มีคุณคนนี้ที่นางชุยเหลียนภรรยาท่านเล่าให้ฟังไม่ใช่ผู้อื่นดอก อย่าวุ่นวายเลย เตียอวนเงยเศรษฐีได้ฟังก็สั่งให้บ่าวไพร่กลับไปแล้ว เตียอวนเงยก็เข้าไปคำนับลูตัด ๆ เห็นจึงถามกิมโล้ว่าผู้ใด กิมโล้บอกว่าชื่อเตียอวนเงยเศรษฐี เป็นสามีนางชุยเหลียนบุตรสาวข้าพเจ้าเอง ลูตัดได้ฟังก็รับคำนับเป็นอันดี เตียอวนเงยจึงพูดว่าซึ่งท่านมีคุณกับบิดาและภรรยาของข้าพเจ้านั้น ก็เหมือนมีคุณกับข้าพเจ้าด้วย วันนี้ได้มาพบท่านเป็นบุญหนักหนา พูดแล้วก็ให้บ่าวไพร่ไปจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยง ลูตัดก็เล่าความซึ่งตีแต้โต๋วตายให้ฟังทุกประการ แล้วลูตัดกับเตียอวนเงยก็สาบานเป็นพี่น้องกัน เวลาคืนวันนั้นลูตัดนอนอยู่ที่บ้านกิมโล้ ครั้นรุ่งเช้าเตียอวนเงยชวนลูตัดไปที่บ้านภรรยาใหญ่ตำบลชิดโปชวน ครั้นถึงเตียอวนเงยก็ชวนลูตัดเข้าไปในบ้าน จัดที่ให้นั่งคำนับกันแล้ว ก็จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงลูตัดเป็นอันดี ลูตัดพักอยู่ที่บ้านเตียอวนเงยเจ็ดแปดวัน กิมโล้ไปบอกกับลูตัดว่ามีคนมาสอดแนมดูที่บ้านข้าพเจ้าจะจับตัวท่าน บัดนี้แจ้งว่าท่านมาอยู่กับเตียอวนเงยที่ตำบลนี้แล้ว เขาจะมาจับตัวท่านให้ได้ ลูตัดว่าถ้าเขามาจับต้องไปกับเขา เตียอวนเงยว่า ท่านพูดดังนั้นไม่ควร ครั้นจะปล่อยให้ท่านไปเสียก็มีความอาลัยนัก แต่ข้าพเจ้าเห็นอุบายอยู่อย่างหนึ่ง พอจะพักอาศัยคุ้มภัยอันตรายได้ แต่กลัวท่านจะไม่ยอม ลูตัดว่าถ้าท่านเมตตาเห็นควรแล้วข้าพเจ้าก็จะยอมทำตาม เตียอวนเงยว่าเดิมปู่และบิดาของข้าพเจ้าได้เรี่ยไรเงินทำบุญไว้ที่วัดเขาเงาไทซัวเป็นอันมาก ที่วัดนั้นมีหลวงจีนเจ็ดแปดร้อยองค์ ตั้งแต่นี้ไปทางประมาณสามสิบลี้ หลวงจีนเจ้าวัดเขาเงาไทซัวเรียกข้าพเจ้าว่าซี่จู๊ เปรียบเหมือนเจ้าของวัดเมื่อก่อนนั้นข้าพเจ้าได้บนไว้ว่า จะพาพวกพ้องมาบวชเป็นหลวงจีนอยู่วัดนี้สักองค์หนึ่ง แต่ยังไม่มีผู้ใดเขาจะยอมบวช ถ้าท่านยอมบวชเป็นหลวงจีนไปอยู่วัดเขาเงาไทซัวแล้ว จะขัดสนเงินทองสิ่งของอันใดข้าพเจ้าจะสงเคราะห์ ท่านกับข้าพเจ้าก็ได้อยู่ใกล้กัน เตียอวนเงยว่าดังนี้เพราะกฎหมายเมืองจีนคนโทษถึงที่ตาย ถ้าหนีไปบวชได้ก็พ้นโทษพ้นภัยทั้งสิ้น ลูตัดได้ฟังก็คิดว่าถ้าเราจะหนีต่อไปก็ไม่มีที่สำนักอาศัย ครั้นจะหลบหลีกซ่อนตัวอยู่กับเตียอวนเงยเศรษฐีก็คงไม่พ้นภัย ไหนๆ เราก็ได้ทำผิดแล้วบวชเสียก็ดีดอก คิดดังนั้นจึงพูดกับเตียอวนเงยว่า ซึ่งท่านเมตตามาแนะนำให้นั้นข้าพเจ้าก็ยอมตามคำท่าน จงได้จัดหาสิ่งของให้พร้อมเถิด เตียอวนเงยสั่งให้จัดสิ่งของไว้พร้อมเสร็จ

ครั้นรุ่งเช้า เตียอวนเงยก็พาตัวลูตัดกับสิ่งของทั้งปวงไปที่วัดเขาเงาไทซัว

ฝ่ายหลวงจีนตีจินเจ้าวัด แจ้งว่าเตียอวนเงยเจ้าของวัดมาก็เรียกหาศิษย์ทั้งปวงออกมาต้อนรับเชิญเตียอวนเงยก็เข้าไปข้างใน แล้วหลวงจีนตีจินเจ้าวัดถามเตียอวนเงยว่า ท่านมาหาข้าพเจ้าด้วยธุระสิ่งอันใดหรือ จึงได้เอาของมาเป็นอันมาก เตียอวนเงยบอกว่าข้าพเจ้ามีธุระอยู่อย่างหนึ่ง เดิมได้บนไว้ว่าจะบวชพวกพ้องให้อยู่ที่วัดนี้สักองค์หนึ่ง ซึ่งสิ่งของนั้นก็จัดหาไว้พรักพร้อมแล้ว แต่ยังไม่มีผู้ใด บัดนี้ข้าพเจ้ามีน้องอยู่คนหนึ่งชื่อลูตัด ตั้งใจจะมาบวชจึงได้พามา ท่านจงสงเคราะห์กับข้าพเจ้าด้วย หลวงจีนตีจินเจ้าวัดได้ฟังจึงตอบว่า ถ้าตั้งใจจะมาบวชแล้วก็ไม่เป็นไร ข้าพเจ้าจะจัดแจงบวชให้ท่านอย่าวิตกเลย หลวงจีนศิษย์ทั้งปวงเห็นหน้าลูตัดดุร้ายน่ากลัว จึงเข้าไปกระซิบแก่ท่านอาจารย์ว่า คนที่จะบวชเห็นจะไม่ใช่คนดี คงหลบหลีกหนีมาแต่เมืองใดเป็นแน่ ถ้าท่านรับไว้ก็จะพากันลำบากทั้งสิ้น หลวงจีนตีจินเจ้าวัดได้ฟังศิษย์ทั้งหลายว่ากล่าว ก็ลุกออกมาอาบน้ำชำระตัวสิ้นราคีแล้ว ก็จุดธูปเทียนขึ้นบูชาพระ นั่งพิจารณาดูลูตัดว่าจะเป็นคนดีร้ายประการใด ด้วยหลวงจีนตีจินเจ้าวัดนั้นเป็นผู้วิเศษ อาจล่วงรู้การงานทั้งปวง ครั้นนั่งพิจารณาดูอยู่ครู่หนึ่งก็รู้ความชัด จึงบอกกับศิษย์เหล่านั้นว่า ลูตัดนี้เป็นคนซื่อตรง ดาวบนฟ้ามาจุติ นานไปก็จะได้สำเร็จเหมือนกัน เจ้าทั้งหลายไม่รู้จักสิ่งใด เห็นแต่หน้าตาดุร้าย ก็ว่าเป็นคนพาลซึ่งเจ้าทั้งหลายอยู่ในวัดนี้สู้ลูตัดคนเดียวก็ไม่ได้ ศิษย์ทั้งหลายได้ฟังก็คิดว่าท่านอาจารยนี้เห็นว่าเตียอวนเงยเศรษฐีมีเงินทองมากเกรงใจเขา ถ้าเป็นคนของเศรษฐีก็ดีทั้งสิ้น คิดแล้วก็ไม่อาจจะว่ากล่าวประการใด หลวงจีนตีจินเจ้าวัดเรียกลูตัดเข้าไปโกนผมสำเร็จก็บวชลูตัดเป็นหลวงจีน ตั้งชื่อใหม่เรียกว่าหลวงจีนลูตีซิม แล้วสั่งสอนให้ประพฤติการที่จะรักษาศีลต่างๆ ต่อไป หลวงจีนลูตีซิมก็จำคำสั่งสอนไว้ทุกประการ เตียอวนเงยนั่งสนทนากับหลวงจีนตีจินเจ้าวัดและหลวงจีนลูตีซิมด้วยการต่างๆ เวลาค่ำวันนั้นเตียอวนเงยก็นอนค้างอยู่ที่วัดเขาเงาไทซัว

ครั้นเวลารุ่งเช้า เตียอวนเงยจึงลาหลวงจีนตีจินเจ้าวัด และหลวงจีนลูตีซิมกลับมา หลวงจีนเจ้าวัดกับหลวงจีนลูตีซิมก็ตามมาส่งจนนอกวัด เตียอวนเงยก็เรียกหลวงจีนลูตีซิมมา สั่งว่าข้าพเจ้าจะลาท่านกลับไป แต่การสิ่งใดท่านจงประพฤติให้ดีอย่าให้เหมือนเมื่อยังไม่ได้บวช ถ้าจะต้องการใช้สอยสิ่งของอันใดก็ให้ไปเอาเถิด สั่งแล้วก็คำนับลาไป หลวงจีนเจ้าวัดกับหลวงจีนลูตีซิมก็กลับเข้าวัด ครั้นมาถึงที่อยู่แล้วหลวงจีนลูตีซิมก็เข้านอน ศิษย์เหล่านั้นชวนกันว่า หลวงจีนลูตีซิมไม่ท่องหนังสือสวดมนต์เอาแต่เล่น หลวงจีนลูตีซิมก็ทุ่มเถียงเอา ศิษย์เหล่านั้นจึงไปฟ้องต่อหลวงจีนเจ้าวัดว่า หลวงจีนลูตีซิมเอาแต่นอนไม่ได้เล่าหนังสือสวดมนต์เลย หลวงจีนเจ้าวัดว่า ช่างเถิดอย่าได้ว่ากล่าวเขาเลย ศิษย์ทั้งหลายก็พากันนิ่งเสีย ตั้งแต่นั้นมาไม่มีผู้ใดว่ากล่าวได้ ครั้นอยู่มาประมาณห้าเดือนเศษ หลวงจีนลูตีซิมจึงคิดว่า เรามาอยู่นี่ก็นานแล้วไม่ได้กินสิ่งใดอดอยากหนักหนา เตียอวนเงยก็ไม่เห็นเอาหมูเป็ดไก่และสุรามาให้กินบ้างเลย คิดแล้วก็ไม่มีความสบายเดินออกไปนั่งเล่นที่ศาลาหน้าวัด ยังมีชายผู้หนึ่งหาบถังสุราเดินมาถึงศาลาหน้าวัดก็หยุดหาบลง หลวงจีนลูตีซิมเห็นถังก็ถามว่าท่านหาบถังอะไรมา ชายนั้นบอกว่าในถังนั้นสุราอย่างดี หลวงจีนลูตีซิมถามว่า ถังหนึ่งจะขายเท่าไร ชายผู้นั้นตอบว่าท่านไม่รู้หรือชาวบ้านเหล่านี้อยู่ในบังคับหลวงจีนตีจินเจ้าวัดทั้งสิ้น หลวงจีนเจ้าวัดสั่งไว้ว่าไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดขายสุราให้หลวงจีนในวัดนี้ ถ้าผู้ใดขายสุราให้หลวงจีนก็จะทำโทษเฆี่ยนตี ซึ่งตัวข้าพเจ้านี้หลวงจีนเจ้าวัดให้เงินไปทำทุนขายสุรา ข้าพเจ้าไปซื้อสุรามา ก็ขายให้แต่คนที่ทำงานอยู่ในวัดสำหรับหามหลวงจีนไปมาแห่งใดๆ จะขายสุราให้ท่านนั้นไม่ได้ หลวงจีนเจ้าวัดรู้ก็จะเฆี่ยนตีขับไล่ข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าจะไปอยู่ที่ไหนได้ หลวงจีนลูตีซิมถามว่าเจ้าไม่ขายจริงๆ หรือ ชายผู้นั้นว่า เอาไปฆ่าเสียก็ไม่ขาย พูดแล้วก็หาบถังสุราวิ่งหนีไป หลวงจีนลูตีซิมไล่ตามทันก็ยึดคานไว้ เอาเท้าถีบชายผู้นั้นล้มลง หลวงจีนลูตีซิมก็เปิดถังสุราออกกินจนสิ้นถังหนึ่งแล้วจึงบอกกับชายผู้นั้นว่า เวลาพรุ่งนี้ไปเอาเงินที่วัดเถิด ชายผู้นั้นจึงคิดว่าถ้าไปเอาเงินที่วัด ท่านหลวงจีนเจ้าวัดก็คงรู้ว่าเราขายสุรา คงจะทำโทษเฆี่ยนตีเราแล้วก็จะเอาเงินทุนไปเสียสิ้น จำจะหนีไปเสียดีกว่า คิดแล้วก็ลุกขึ้นไม่โต้ตอบประการใดหาบถังสุราขึ้นบ่าหนีไป หลวงจีนลูตีซิมเดินกลับมาเมาสุรามากทวีขึ้น ก็ตรงเข้าไปในวัด ศิษย์ที่รักษาประตูวัดเห็นหลวงจีนลูตีซิมเมาสุราจึงห้ามว่าอย่าเข้าไปเลย ท่านอาจารย์ได้ประกาศไว้ว่าหลวงจีนรูปใดเสพสุราเข้ามาในวัดจะเฆี่ยนตีสิบทีแล้วจะไล่เสีย ถ้าท่านจะเข้ามาพวกข้าพเจ้าก็จะถูกเฆี่ยนด้วยจงไปเสียเถิด หลวงจีนลูตีซิมไม่ฟังขืนเข้าไปในวัด ศิษย์ทั้งสองจึงไปเรียกพวกลูกศิษย์เหล่านั้นถือกระบองมาห้าม หลวงจีนลูตีซิมไม่ฟังก็เข้ากลุ้มรุมตี หลวงจีนลูตีซิมแย่งกระบองได้ตีศิษย์เหล่านั้นเจ็บปวดไปหลายคน หลวงจีนผู้กำกับองค์หนึ่งก็เข้าไปฟ้องหลวงจีนตีจินเจ้าวัดว่าหลวงจีนลูตีซิมเสพสุราเมาเที่ยวทุบตีศิษย์เจ็บปวดเป็นหลายคน หลวงจีนเจ้าวัดก็ออกมาห้ามไว้ไม่ให้ทุบตีกัน แล้วว่ากับหลวงจีนลูตีซิมว่า ตั้งแต่วันนี้เจ้าอย่าทำต่อไป หลวงจีนลูตีซิมคุกเข่าคำนับบอกว่า ศิษย์เหล่านี้ข่มเหงข้าพเจ้านัก นี่หากว่าเกรงท่าน ไม่กระนั้นข้าพเจ้าจะตีให้ตายสิ้น หลวงจีนเจ้าวัดก็ให้ศิษย์พยุงหลวงจีนลูตีซิมไปนอน แล้วศิษย์เหล่านั้นก็มาแจ้งกับอาจารย์ว่าเมื่อเดิมมาบวชข้าพเจ้าได้ห้ามท่านไว้แล้ว บัดนี้หลวงจีนลูตีซิมทำให้อื้ออึงวุ่นขึ้นทั้งวัด ผู้คนทั้งหลายก็พากันนินทาได้ ท่านจะให้หลวงจีนลูตีซิมอยู่ในวัดนี้อย่างไรได้ หลวงจีนเจ้าวัดว่าอย่าอื้ออึงไปเห็นแก่เตียอวนเงยเศรษฐีเถิด ซึ่งหลวงจีนลูตีซิมนี้นานไปภายหน้าความรู้วิชาสิ่งใดชำนิชำนาญก็จะได้สำเร็จเป็นเซียน เจ้าทั้งหลายอย่าวุ่นวายเลย ศิษย์เหล่านั้นก็หัวเราะว่า ท่านอาจารย์ช่างเห็นว่า หลวงจีนลูตีซิมเป็นคนดีไปได้ แล้วต่างคนก็ไปที่อยู่

ครั้นรุ่งขึ้นเช้าหลวงจีนตีจินเจ้าวัดก็ใช้ให้ศิษย์ไปเรียกหลวงจีนลูตีซิมมาพูดว่า ซึ่งเจ้ามาบวช เราสั่งสอนให้เล่าเรียนถือศีลแปดข้อเจ้าก็รู้อยู่ เหตุไฉนจึงไปเสพสุราเมามาทุบตีศิษย์ในวัดและพวกทำการเจ็บป่วยเป็นหลายคน ศิษย์เหล่านั้นก็ไม่คิดจะอยู่ทั้งสิ้น นี่หากว่าเราเห็นแก่เตียอวนเงยเศรษฐีดอกเจ้าจึงได้อยู่ หาไม่เราจะไล่เสีย หลวงจีนลูตีซิมว่าข้าพเจ้าผิดแล้วท่านอย่าถือโทษเลย ตั้งแต่นี้สืบต่อไปข้าพเจ้าไม่ทำเช่นนั้นอีก ท่านอาจารย์ว่าจะขืนเสพสุราดังกล่าวจะไล่เสีย พูด แล้วก็เอาเสื้อกางเกงที่ดีมาส่งให้ หลวงจีนลูตีซิมรับคำนับลากลับมาที่อยู่ ตั้งแต่นั้นมาหลวงจีนลูตีซิมก็ไม่อาจทำการล่วงเกินต่อไป อยู่ในวัดได้ห้าเดือนเศษ

อยู่มาวันหนี่งหลวงจีนลูตีซิมเดินไปเล่นนอกวัด ได้ยินเสียงผู้คนอื้ออึงก็คิดเห็นว่าคงมีตลาด จำเราจะไปเที่ยวเล่นบ้าง คิดแล้วก็กลับเข้าไปในวัดหยิบเงินของตัวเล็กน้อยแล้วออกจากวัดเดินตรงไปตามทาง เห็นมีตลาดแห่งหนึ่งมีช่างตีเหล็ก หลวงจีนลูตีซิมเข้าไปถามว่ามีเหล็กดีบ้างหรือไม่ ช่างตีเหล็กเห็นรูปร่างโตใหญ่น่ากลัวก็ตกใจไม่ใคร่จะบอก หลวงจีนลูตีซิมก็ถามอีก ช่างตีเหล็กจึงบอกว่าเหล็กที่ดีมีอยู่ท่านจะทำสิ่งใดหรือ หลวงจีนลูตีซิมบอกว่า จะตีไม้เท้าอันหนี่งกับง้าวเล่มหนึ่ง ช่างเหล็กถามว่าท่านจะตีง้าวจะเอาหนักสักเท่าใด แต่ไม้เท้านั้นไม่เป็นไรข้าพเจ้าจะตีให้งาม หลวงจีนลูตีซิมบอกว่าง้าวนั้นจะเอาหนักร้อยชั่งไม้เท้าเหล็กนั้นตามแต่จะทำได้เถิด ช่างเหล็กบอกว่าร้อยชั่งนั้นหนักนัก กลัวท่านจะใช้ไม่ได้ แต่กวนอ๋องครั้งแผ่นดินสามก๊ก ก็ใช้ง้าวหนักแปดสิบเอ็ดชั่งเท่านั้น หลวงจีนลูตีซิมว่ากวนอ๋องกับเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ใช้ง้าวหนักร้อยชั่งไม่ได้หรือ ช่างเหล็กว่า ครั้นข้าพเจ้าทำแล้วท่านใช้ไม่ได้จะป่วยการเปล่าดอกกระมัง เอาแต่ห้าหกสิบชั่งเถิด

หลวงจีนลูตีซิมว่า ถ้ากระนั้นจะให้หนักแต่แปดสิบเอ็ดชั่งเท่าง้าวกวนก๋งถือ ช่างเหล็กว่า ท่านจะเอาหนักแปดสิบเอ็ดช่างแล้วข้าพเจ้าจะทำให้ดี แต่ไม้เท้านั้น หนักหกสิบสองช่างจะหนักเบาประการใด หลวงจีนลูตีซิมว่าดีแล้ว จะเป็นราคามากน้อยเท่าไร ช่างเหล็กว่าของสองสิ่งนี้จะเอาแต่ห้าตำลึง หลวงจีนลูตีซิมก็หยิบเงินห้าตำลึงส่งให้แล้วพูดว่า ถ้าทำดีเราจะมีรางวัลให้ท่านอีก ช่างเหล็กรับเงินไว้ บอกกับหลวงจีนลูตีซิมว่าช้า ๆ หน่อยท่านจึงมาเอา หลวงจีนลูตีซิมก็ลาออกจากโรงเหล็กเดินไปตามถนน เห็นโรงขายสุราและสิ่งของต่างๆ ก็ตรงเข้าไปในโรงนั้น บอกเจ้าของว่าจะซื้อสุรากิน เจ้าของโรงขายสุราว่าพวกข้าพเจ้าที่ตั้งโรงขายสิ่งของต่างๆ ขึ้นอยู่กับท่านอาจารย์วัดเขาเงาไทซัวทั้งแถบ ท่านให้ทุนมาค้าขายและกำชับสั่งไว้ว่า ไม่ขายสุราให้กับหลวงจีน ถ้าแม้นผู้ใดขายให้จะเอาตัวไปเฆี่ยนแล้วจะเรียกเอาเงินทุนคืน ซึ่งท่านจะมาซื้อสุรากินนั้นข้าพเจ้าขายให้ไม่ได้ เชิญท่านไปหาซื้อที่อื่นเถิด หลวงจีนลูตีซิมอ้อนวอนเท่าใดเขาก็ไม่ขายให้ หลวงจีนลูตีซิมไปเที่ยวถามโรงอื่นๆ เป็นหลายแห่งก็ไม่มีผู้ใดขาย หลวงจีนลูตีซิมเดินไปจนท้ายตลาดเห็นโรงขายสุรามีอยู่อีกโรงหนึ่ง ก็เข้าไปบอกเจ้าของสุราว่า เราเดินมาแต่เมืองไกลเหน็ดเหนื่อยหิวนักจะขอซื้อสุรากินบ้าง เจ้าของสุราสำคัญว่าหลวงจีนมาแต่ไกลไม่เคยเห็นหน้าก็ขายสุราให้ หลวงจีนลูตีซิมกินสุราสิ้นหลายสิบชามแล้วถามว่ามีกับแกล้มสิ่งใดบ้าง เจ้าของสุราว่าไม่มีสิ่งใด หลวงจีนลูตีซิมถามว่าในกะทะเคี่ยวสิ่งใด เจ้าของสุราว่าเคี่ยวเนื้อสุนัข ท่านเป็นหลวงจีนกินไม่ได้ หลวงจีนลูตีซิมว่านั่นแหละของชอบใจของเราแล้ว เอามาขายให้เราบ้างเจ้าของสุราก็เอามาขายให้ หลวงจีนลูตีซิมกินสุรากับเนื้อสุนัขจนมึนเมาสิ้นสุราถังหนึ่งสุนัขสองตัว ก็คิดเงินให้เจ้าของสุราแล้วออกจากโรงสุรามายังศาลาริมวัดก็เข้านั่งพักอยู่ที่ศาลา จึงคิดว่าแต่เรามาบวชก็นานแล้วยังไม่ได้ซักซ้อมฝีมือลองดูเลย จำจะซักซ้อมท่าทางไว้ให้คล่องแคล่ว คิดแล้วก็ลุกขึ้นรำเพลงอาวุธต่างๆ และหลวงจีนลูตีซิมนั้นยิ่งเมาสุราหนักก็ยิ่งมีกำลังมากขึ้น ตรงเข้าผลักเสาศาลาหักพังลง ศิษย์ในวัดได้ยินเสียงดังสนั่นก็ชวนกันออกมาดู เห็นหลวงจีนลูตีซิมเมาสุราทำเสาศาลาหักก็กลับเข้าไปในวัดปิดประตูวัดเสีย หลวงจีนลูตีซิมเห็นเสาศาลาหักก็จะเดินเข้าไปในวัด ครั้นไปจะถึงประตูวัดเห็นรูปตุ๊กตาจีนก่อด้วยอิฐปูนคู่หนึ่ง ยืนถือกระบองอยู่รูปหนึ่ง รูปหนึ่งยืนหัวเราะอยู่ หลวงจีนลูตีซิมว่าตุ๊กตานี้ถือกระบองจะตีเราหรือ ก็วิ่งไปฉุดเอากระดานศาลามาตีรูปตุ๊กตาหน้าประตูหักพังลง เห็นรูปหนึ่งยืนหัวเราะอยู่ก็ว่าเจ้านี้หัวเราะเราทำไม ฉวยเอากระดานทุบรูปตุ๊กตานั้นพังลงอีกรูปหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปเห็นประตูวัดปิดก็ร้องตวาดว่าถ้าไม่เปิดประตูให้เข้าไปเราจะเอาไฟเผาวัดเสีย ศิษย์เหล่านั้นได้ฟังก็ตกใจเปิดประตูวัดให้ หลวงจีนลูตีซิมเข้าไปที่หน้าพระทำสิ่งของแตกทำลายเสียเป็นอันมาก ศิษย์เหล่านั้นเห็นก็โกรธ ครั้นจะไปบอกกับท่านอาจารย์ก็กลัวจะไม่เชื่อ จึงไปร้องเรียกตามบรรดาศิษย์ทั้งปวงประมาณสามร้อยเศษ ถือเครื่องศัสตราวุธตรงมาจะตี หลวงจีนลูตีซิมเห็นก็ลุกขึ้นหักเอาขาโต๊ะที่หน้าพระออกสู้รบกับศิษย์เหล่านั้น ศิษย์สามร้อยสู้ฝีมือหลวงจีนลูตีซิมไม่ได้เจ็บป่วยเป็นหลายคน หลวงจีนตีจินเจ้าวัดได้ยินเสียงอื้ออึงก็ออกมาดู เห็นหลวงจีนลูตีซิมเมาสุราสู้รบกับศิษย์เหล่านั้นอยู่ ศิษย์เหล่านั้นเจ็บป่วยเป็นหลายคนก็ร้องตวาดว่า หลวงจีนลูตีซิมเสพสุราทำหยาบช้าให้ผิดธรรมเนียมไปอีกแล้ว ศิษย์ทั้งหลายเห็นท่านอาจารย์มาก็พากันสงบอยู่ หลวงจีนลูตีซิมวางขาโต๊ะเข้าไปคุกเข่าคำนับอาจารย์

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ