๗๔

เวลาวันหนึ่งกองตระเวนจับชาวเมืองฮ่องเซียงฮู้ได้แปดคน มาถามแจ้งความว่าจะพากันไปคำนับเทียนซีเซียนตี้เทพารักษ์ ณ เมืองไทอันจิว และที่ศาลเทพารักษ์นั้นครั้นถึงฤดูเดือนสามพวกชาวเมืองไทอันจิวและชาวเมืองอื่นมาประชุมพร้อมเล่นการต่างๆ มีชายผู้หนึ่งชื่อยิ่มหงวนเป็นนักเลงมวยมีฝีมือ พวกแปดคนไปพนันชกแพ้มาถึงสองครั้ง บัดนี้จะไปพนันชกแก้มือใหม่ ซ้องกั๋งทราบดังนั้นจึงให้ปล่อยพวกแปดคนนั้นไป แล้วสั่งทหารกองตระเวนว่า ถ้าคนเดินทางโดยปกติอย่าจับกุมมาให้ลำบากเลย

ฝ่ายเอียนเช็งได้ยินชาวเมืองฮ่องเซียงฮู้แจ้งความว่าจะไปชกมวยพนันกับยิ่มหงวน จึงคิดว่าวิชามวยเราได้เรียนไว้แต่เล็กยังไม่ได้ชกพนันกับผู้ใดอยากจะลองฝีมือดูบ้าง ก็บอกซ้องกั๋งว่าข้าพเจ้าจะลาไปพนันชกมวยกับยิ่มหงวน ซ้องกั๋งยังไม่ตอบประการใด โลวจุนหงีจึงว่ายิ่มหงวนคนนี้สูงถึงสิบเชี้ยะล่ำสันแข็งแรงกว่าเอียนเช็งมากเห็นจะสู้ไม่ได้ เอียนเช็งตอบว่าตัวข้าพเจ้าเล็กก็จริง แต่เชื่อฝีมือว่าคล่องแคล่วรู้จักหนักและเบา เปรียบเหมือนเพลิงเท่าหิ่งห้อย ถ้ามีสิ่งของเป็นเชื้อแล้วก็ย่อมจะไหม้เผาของใหญ่ได้ ซ้องกั๋งจึงว่าเอียนเช็งมีความรู้สติปัญญาหลักแหลมพอไว้ใจได้จะไปเล่นบ้างก็ตามเถิด

ขณะนั้นลีขุยจึงว่าเอียนเช็งกับข้าพเจ้าเหมือนเงาติดตัวอยู่กับกายจะไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน ซึ่งเอียนเช็งจะไปต่อสู้ยิ่มหงวนนั้นข้าพเจ้าขอไปด้วย ซ้องกั๋งได้ฟังก็หนักใจจึงถามเอียนเช็งว่าท่านจะเอาลีขุยไปด้วยหรือไม่ เอียนเช็งตอบว่าจะให้ไปก็ได้ ซ้องกั๋งว่าถ้าเอียนเช็งเป็นนายประกันแล้วก็จงไปเถิด เอียนเช็ง ลีขุยก็คำนับลาไป ครั้นถึงศาลเจ้าเมืองไทอันจิว เอียนเช็ง ลีขุยก็เข้าไปจุดธูปเทียนบูชาคำนับเทียนซีเซียนตี้ตามธรรมเนียม

ฝ่ายเจ้าเมืองกรมการทหารและราษฎรกับยิ่มหงวน ถึงเดือนสามแรมสิบสามค่ำข้างจีนเป็นวันกำหนดก็พากันมาไหว้เจ้าแล้วมีมวยปลํ้าลองฝีมือเรียกว่างานปี คำนับเทพารักษ์เสร็จแล้วก็ขึ้นไปบนเก๋งสนามมวย ยิ่มหงวนร้องประกาศว่าตัวเราผู้มีกำลังและฝีมือไม่มีใครต่อสู้ เคยมีชัยชนะได้รางวัลมามากแล้ว แม้นผู้ใดฝีมือมวยดีจงขึ้นมาชกกันให้คนทั้งหลายดูเล่น

เอียนเช็งได้ฟังจึงบอกลีขุยว่าท่านคอยอยู่ข้างล่างก่อน สั่งแล้วก็ขึ้นไปบนเก๋งสนาม เจ้าเมืองไทอันจิวถามว่าตัวเป็นชาวเมืองไหน ชื่อและแซ่อย่างไรจึงสามารถมาสู้รบกับยิ่มหงวน เปรียบเหมือนหนูจะมาสู้กับแมวพริบตาเดียวก็จะตาย เอียนเช็งตอบว่าข้าพเจ้าแซ่เตี้ยเป็นพ่อค้ามาแต่เมืองซัวตัง ได้ยินข่าวเล่าลือว่ายิ่มหงวนมีฝีมือในเชิงมวย ข้าพเจ้าก็ได้ฝึกหัดอยู่บ้างจึงอุตส่าห์มาปรารถนาจะดูกำลังและฝีมือยิ่มหงวน ถึงตัวจะตายก็ไม่ว่าขอให้ได้ชกกันสักท่าหนึ่งเถิด

เจ้าเมืองไทอันจิวจึงเรียกยิ่มหงวนมาดู ยิ่มหงวนพิเคราะห์ดูรูปร่างลักษณะเอียนเช็งเห็นกิริยาว่องไว แล้วเอาหมึกสักเป็นดอกไม้ทั่วทั้งตัว จึงคิดว่าไอ้คนนี้ ชะรอยจะเป็นคนดีมีฝีมือแน่นักหนา ยิ่มหงวนนึกขยาดกลัวเอียนเช็งแต่จำใจสู้ด้วยตัวเป็นคนลือมาแต่ก่อน จึงตั้งท่าเข้าชก เอียนเช็งก็หลบหลีกป้องปัดลอดไปตามระหว่างรักแร้และขา ยิ่มหงวนชกไม่ถูกแต่สู้กันอยู่ประมาณยี่สิบเพลงพอยิ่มหงวนยกเท้าเตะ เอียนเช็งหลบลอดลงเบื้องล่างเอาบ่าแบกเท้ายิ่มหงวน เอียนเช็งได้ทีถนัดจึงกระแทกไปด้วยกำลังแรง ยิ่มหงวนเสียทีตกลงจากเก๋งสนาม เอียนเช็งก็รีบลงมาจะซ้ำ พอลูกศิษย์ยิ่มหงวนจะเข้าแก้อาจารย์ ลีขุยเห็นจึงเอาไม้พลองไล่ตีพวกศิษย์ยิ่มหงวนแตกกระจายไป ราษฎรที่มาดูอยู่นั้น ลีขุยสำคัญว่าพวกยิ่มหงวนก็ไล่ตีเป็นอลหม่าน

เจ้าเมืองไทอันจิวกับกรมการเห็นก็จำได้ว่าลีขุยเป็นพวกโจรอยู่ที่เขาเนียซัวเปาะ จึงเร่งขับทหารเข้าล้อมไว้เป็นสามารถ เอียนเช็งกับลีขุยช่วยกันตีจะหักออกมิได้ด้วยอาวุธของตัวนั้นไม่ได้ถือไป เจ้าเมืองไทอันจิวก็ขับทหารเข้าล้อมเอียนเช็ง ลีขุยเสียทีจะหนีออกจากทางไหนก็ไม่ได้ พากันหนีขึ้นไปบนหลังคาศาลเจ้า ทหารเมืองไทอันจิวล้อมไว้หลายชั้นมั่นคง

ฝ่ายโลวจุนหงีเมื่อเอียนเช็งกับลีขุยไปเมืองไทอันจิวก็มีความวิตก จึงพูดแก่ซ้องกั๋งว่า เอียนเช็ง ลีขุยไปครั้งนี้ข้าพเจ้าหนักใจนัก ด้วยชาวเมืองไทอันจิวรู้จักตัวจำได้คงจะมีอันตรายเป็นแน่ ข้าพเจ้าจะขอซือจิน มกหอง ลูตีซิม บู๊สง เกยเตียน เกยโปกับทหารเลวพันหนึ่งไปตาม ถ้ามีเหตุภัยจะได้ช่วยแก้ไขทัน ซ้องกั๋งก็ยอมอนุญาต นายทหารทั้งเจ็ดก็คำนับลาคุมทหารไป ณ เมืองไทอันจิว

ครั้นถึงเห็นเจ้าเมืองไทอันจิวคุมทหารตั้งล้อมเอียนเช็ง ลีขุยไว้เป็นสามารถ นายทหารทั้งเจ็ดก็แยกทหารระดมตีโอบหลังเข้าไป เอียนเช็ง ลีขุยเห็นพวกของตัวยกมาช่วยก็รีบลงจากหลังคาตีกระหนาบออกมา ชาวเมืองไทอันจิวก็แตกหนีไปสิ้น เอียนเช็ง ลีขุยก็เข้าไปหาโลวจุนหงีเล่าความให้ฟัง แล้วก็พากันออกจากเมืองไทอันจิวกลับไปค่ายเขาเนียซัวเปาะ เล่าความให้ซ้องกั๋งฟังทุกประการ ซ้องกั๋งจึงว่าลีขุยไปครั้งไรก็มีเหตุเกิดความทุกครั้ง ตั้งแต่นี้จะไปข้างไหนให้บอกเราก่อน แม้นเราอนุญาตจึงไป ถ้าขัดขืนจะทำโทษตามอาญาศึกแล้วให้เขียนคำประกาศปิดไว้ทุกประตูค่าย

ฝ่ายเจ้าเมืองไทอันจิว เมื่อเสียทีกับพวกซ้องกั๋งแล้วก็พากันหนีกลับเข้าเมือง ให้ทหารปิดประตูเมืองรักษาหน้าที่ไว้มั่นคง ครั้นม้าใช้เข้ามาแจ้งความว่าทหารโจรยกกลับไปแล้วก็มิได้ให้ทหารยกไปติดตาม จึงแต่งหนังสือบอกเข้ากราบทูลพระเจ้าซ้องฮุยจงฉบับหนึ่งมีความว่า “ซ้องกั๋งตั้งเป็นโจรอยู่เขาเนียซัวเปาะ ใช้ทหารมากระทำการข่มเหงย่ำยีเมืองไทอันจิวและเมืองขึ้นซึ่งเป็นราชอาณาเขตให้ได้รับความเดือดร้อนอยู่เนืองๆ ข้าพเจ้าคิดจะยกกองทัพไปจับโดยลำพังก็เห็นว่าพวกโจรนั้นมากกว่าสองสามเท่าเหลือกำลัง ขอให้ทัพหลวงยกมาช่วยกำจัดเสียโดยเร็ว” ครั้นแต่งเสร็จแล้วให้ม้าใช้ถือเข้าไปให้เจ้าพนักงาน ณ เมืองตงเกีย

เมื่อทหารม้าใช้ไปถึงเมืองหลวง พอพระเจ้าซ้องฮุยจงเสด็จออกว่าราชการ ขุนนางที่สัตย์ซื่อต่อแผ่นดินนั้นเฝ้าพร้อมกัน แต่พวกกังฉินไม่ได้เข้าไป ทหารม้าใช้เอาหนังสือบอกส่งให้เจ้าพนักงานอ่านถวาย พระเจ้าซ้องฮุยจงทราบในหนังสือบอกแล้วตรัสปรึกษาขุนนางว่า ซ้องกั๋งตั้งกองเป็นโจรอยู่ ณ เขาเนียซัวเปาะนั้น เราคิดว่าจะยกทหารไปปราบปรามก็ยังไม่มีโอกาส บัดนี้ซ้องกั๋งมีใจกำเริบเที่ยวทำย่ำยีเบียดเบียนบ้านเมืองยิ่งขึ้นไปกว่าแต่ก่อน เราควรจะแต่งกองทัพไปตีเสียให้แตกฉานอย่าให้ตั้งอยู่ได้

ขณะนั้นซุยเจ๋งกราบทูลว่า ซึ่งพระองค์คิดจะปราบปรามศัตรูเสี้ยนหนามแผ่นดินให้เรียบร้อยนั้นสมควรแก่ประเพณีพระมหากษัตริย์แล้ว แต่ข้าพเจ้าทราบว่าซ้องกั๋งทำธงปักไว้หน้าค่ายมีอักษรเทยเทียนเตี้ยเต๋า แปลว่าประพฤติการสุจริตโดยเที่ยงทางสวรรค์ ข้าพเจ้าจึงคิดเห็นว่าซ้องกั๋งยังตั้งอยู่ในความสัตย์และซ้องกั๋งมีทหารเอกถึงร้อยแปดคนและทหารเลวหลายพัน ซึ่งเราจะยกไปเห็นทีจะเอาชัยชนะยาก อีกประการหนึ่งได้ยินข่าวว่าทางเมืองไต้เหลียวจะยกกองทัพมาตีเมืองเรา และจะให้ยกกองทัพไปจับซ้องกั๋งนั้น ถ้าเมืองไต้เหลียวยกมาก็จะพะว้าพะวัง ขอพระองค์ได้ทรงตรึกตรองอย่าให้เกิดศึกขึ้นได้ทั้งสองทิศ

พระเจ้าซ้องฮุยจงจึงถามซุยเจ๋งว่าท่านจะคิดอ่านประการใดดี ซุยเจ๋งทูลว่า ขอให้พระองค์แต่งผู้ที่มีสติปัญญาถือหนังสือรับสั่งไปเกลี้ยกล่อมซ้องกั๋งเข้ามาตั้งให้เป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองไต้เหลียว ตัดศึกเสียทั้งสองฝ่ายแล้วซึ่งค่อยคิดจะกำจัดซ้องกั๋งก็จะได้โดยง่าย ข้าพเจ้าคิดทั้งนี้หวังมิให้มีความลำบากแก่ทหารทั้งปวงเลย

พระเจ้าซ้องฮุยจงจึงตรัสว่า ถ้าซ้องกั๋งกระด้างกระเดื่องถือทิฐิไม่เข้ามาเรามิได้รับความอัปยศหรือ ซุยเจ๋งจึงทูลว่าซ้องกั๋งนี้เป็นคนรักยศอยากจะทำราชการเป็นขุนนางในตำแหน่งแต่ไม่มีช่องโอกาส ถ้ามีหนังสือรับสั่งให้หาแล้วคงเข้ามาสนองพระคุณเป็นมั่นคง พระเจ้าซ้องฮุยจงทรงเห็นชอบ จึงให้เจ้าพนักงานแต่งหนังสือรับสั่งให้ตั้นจองเสียนถือไปเกลี้ยกล่อมซ้องกั๋งแล้วก็เสด็จขึ้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ