๑๘

เมื่อวันก่อนนี้ข้าพเจ้าพบเพื่อนเล่นเบี้ยด้วยกันคนหนึ่ง ชวนไปเล่นที่ตำบลอันลกชวน เข้าไปพักที่โรงเตี๊ยมของเฮงเซียวยี่คืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า กำนันนายอำเภอมาป่าวร้องว่ามีท้องตรามาให้เจ้าของโรงเตี๊ยมทำบัญชีไว้ว่า ถ้าผู้ใดเดินทางไปมาค้าขายก็ให้ถามแซ่และชื่อตำบลบ้าน ให้รู้ว่าเอาสินค้ามาแต่เมืองใดจะไปขายที่ไหนก็ให้จดบัญชีไว้ทั้งสิ้น พอถึงเดือนหนึ่งนายอำเภอมาตรวจดูบัญชีทุกๆ ตำบล เฮงเซียวยี่ไม่รู้จักหนังสือจ้างให้ข้าพเจ้าจดบัญชีอยู่ครึ่งเดือน ครั้นถึง ณ วันเดือนหกขึ้นสามค่ำมีพวกหนึ่งเจ็ดคนเอาเกวียนบรรทุกพุทรามาสำนักที่โรงเตี๊ยมของเฮงเซียวยี่ ข้าพเจ้าเห็นเตียวไก่ก็จำได้ เตียวไก่คนนี้อยู่ตำบลตังเคยชึง แขวงเมืองหุนเสียกุ้ยขึ้นกับเมืองเจ๋จิวฮู้ เดิมจะรู้จักเตียวไก่นั้นเพื่อนข้าพเจ้าคนหนึ่งเล่นเบี้ยเสียชวนกันหนีไปหาเตียวไก่ ๆ ก็ออกเงินใช้หนี้ให้เขา ข้าพเจ้าจึงรู้จัก ครั้นพวกหกคนกับเตียวไก่เข้าไปสำนักโรงเตี๊ยม เฮงเซียวยี่ถามแซ่และชื่อจะให้ข้าพเจ้าจดบัญชี พวกที่มากับเตียวไก่คนหนึ่งหน้าขาวมีหนวดยาวรูปร่างดี บอกว่าเป็นพวกแซ่ลี้ อยู่ ณ เมืองฮ่อจิวเอาเกวียนบรรทุกพุทราจะไปขายเมืองหลวง ข้าพเจ้าก็จดบัญชีตามคำเขาบอก แต่สงสัยว่าเตียวไก่เป็นตัวนายอยู่ที่ตำบลตังเคยชึง เหตุไฉนจึงบอกว่าแซ่ลี้อยู่เมืองฮ่อจิว

ครั้นรุ่งเช้าพวกเจ็ดคนก็ไป ข้าพเจ้ากับเฮงเซียวยี่เจ้าของโรงเตี๊ยมไปเล่นเบี้ยที่ตลาด ครั้นถึงหนทางสามแยกพบชายผู้หนึ่งหาบถังมา เฮงเซียวยี่รู้จักกันร้องว่า แป๊ะตั้วกอ แปลว่า พี่แซ่แป๊ะหาบอะไรจะไปข้างไหนชายหาบถังบอกว่าหาบนํ้าส้มสายชูจะไปช่วยชาวบ้านแล้วชายผู้นั้นก็เดินเลยไป เฮงเซียวยี่บอกกับข้าพเจ้าว่าคนที่หาบถังสุรานั้นชื่อแป๊ะสิน เป็นนักเลงเล่นเหมือนกัน ครั้นรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งก็ได้ข่าวว่า พ่อค้าเกวียนเจ็ดคนแกล้งเอาสุรายาเบื่อไปขายพวกที่คุมของมาแล้วขนเอาเพชรพลอยไป ข้าพเจ้าแจ้งความก็คิดเห็นว่าคงจะเป็นเตียวไก่แน่แล้ว ถ้าไปเอาตัวแป๊ะสินมาซักถามก็คงได้ความจริง บัญชีนั้นข้าพเจ้าได้เขียนกับมือเอง พี่อย่าระแวงสงสัยเลย

ฮอต๋อได้ฟังก็ยินดี พาฮอเช็งไปหาผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ถึงที่ข้างในแจ้งความตามซึ่งฮอเช็งมาบอกแต่ต้นจนปลายถ้วนถี่ทุกประการ ผู้รักษาเมืองสั่งให้ขุนนางกรมการแปดคน กับฮอต๋อ ฮอเช็ง ไปจับตัวแป๊ะสิน ฮอต๋อ ฮอเช็ง คำนับลาพาขุนนางกรมการไปถึงโรงเตี๊ยม ก็เรียกเฮงเซียวยี่มาเป็นพยานรีบตรงไปบ้านแป๊ะสิน

ขณะนั้นเวลาดึกประมาณยามสามเศษ ไปถึงบ้านแป๊ะสินก็เรียกให้เปิดประตูรับ ได้ยินเสียงแป๊ะสินพูดอยู่กับภรรยาว่า โรคอันนี้ร้อนหรือหนาวก็ไม่รู้ แต่ไม่มีเหงื่อเลยเห็นจะตายเสียดอกกระมัง พอภรรยาแป๊ะสินได้ยินเสียงคนมาร้องเรียกก็เปิดประตูออกไปดู พวกเหล่านั้นก็ตรูกันเข้าไป เห็นแป๊ะสินป่วยนอนอยู่บนเตียงก็ตรงเข้าจับแป๊ะสินกับภรรยามัดไว้ ซักถามแป๊ะสินกับภรรยาก็ไม่รับ ขุนนางแปดคนเข้าค้นในห้องเรือนเห็นดินใต้เตียงนอนไม่เสมอกันก็ขุดลงไปดูลึกประมาณสองศอกเศษ พบเงินและทองกับเพชรพลอยก็เอาขึ้นมา แป๊ะสินเห็นเขาค้นพบสิ่งของดั่งนั้นก็เสียใจ สีหน้าผิดปกติ ฮอต๋อกับขุนนางทั้งแปดก็คุมตัวแป๊ะสินกับภรรยาและสิ่งของที่ค้นได้มาในเวลากลางคืน พอสว่างถึงบ้านผู้รักษาเมือง ๆ ออกนั่งยังโรงชำระเอาตัวแป๊ะสินเข้าผูกถามแป๊ะสินก็ไม่ยอมรับ ผู้รักษาเมืองว่า ความรายนี้ผู้ที่ไปจับเขารู้ว่าเตียวไก่นายอำเภอเป็นต้นคิด เหตุไฉนเจ้าไม่ให้การไปตามความจริง ก็ให้ทหารเฆี่ยนหลายสิบที แป๊ะสินเจ็บป่วยเจียนจะขาดใจตายทนไม่ได้ก็ต้องรับว่าเตียวไก่เป็นต้นคิดจริง แต่อีกหกคนเตียวไก่ชักชวนมาแต่ไหนข้าพเจ้าไม่รู้จัก ผู้รักษาเมืองว่า ถ้ากระนั้นไปเอาตัวเตียวไก่มาถามก็คงได้ความ จึ่งสั่งให้เอาตัวแป๊ะสินกับภรรยาไปจำขังไว้ในคุก ผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้จึงเขียนหนังสือไปถึงผู้รักษาเมืองหุนเสียกุ้ยฉบับหนึ่งว่า ให้จับเตียวไก่นายอำเภอตำบลบ้านตังเคยชึงส่งมาโดยเร็วแล้วมอบให้ฮอต๋อกับงิโหวสองนายที่เล่าโตก๊วนให้อยู่ กับทหารอีกยี่สิบคนถือไป ฮอต๋อ งิโหวและทหารคำนับลาตรงไปถึงเมืองหุนเสียกุ้ย ฮอต๋อให้งิโหวกับทหารหยุดพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมก่อน ฮอต๋อถือหนังสือไปแต่ผู้เดียวถึงโรงชำระหน้าบ้านผู้รักษาเมืองเวลาเที่ยง ผู้รักษาเมืองกรมการเลิกกลับไปเสียสิ้น ฮอต๋อก็ไปที่โรงขายน้ำชา ซื้อกินแล้วถามเจ้าของโรงว่าเวลาวันนี้ผู้รักษาเมืองกรมการไปไหนหมดไม่เห็นมาชำระความ เจ้าของโรงบอกว่าวันนี้ไม่เห็นมีถ้อยความสิ่งใด เจ้าเมืองกรมการกลับไปบ้านเสียแต่เวลาเช้าแล้ว ฮอต๋อจึงถามว่า ขุนนางพนักงานที่สำหรับเอาหนังสือไปเสนอผู้รักษาเมืองนั้นชื่ออะไร อยู่ที่บ้านไหน พอขุนนางพนักงานเดินมาตามถนน เจ้าของโรงก็ชี้บอกผู้ที่เดินมานั้นแหละเป็นขุนนางสำหรับรับหนังสือไปเสนอผู้รักษาเมือง กับราชการอื่นก็ได้บังคับบัญชาว่ากล่าวอยู่บ้าง ฮอต๋อเห็นขุนนางผู้นั้นรูปร่างต่ำหน้าดำจึงถามว่าชื่ออะไร เจ้าของโรงบอกว่าแซ่ซ้องชื่อกั๋ง คนทั้งหลายเรียกว่าโอวซ้องกั๋งเป็นชาวเมืองหุนเสียกุ้ย ตำบลบ้านซองเกชึง เป็นคนซื่อสัตย์กตัญญู การหนังสือชำนิชำนาญคล่องแคล่วดี มารดาตายยังแต่บิดากับน้องชายคนหนึ่ง ตัวซ้องกั๋งนั้นเขัาทำราชการเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น รู้การงานลึกซึ้งใจคอโอบอ้อมอารีนัก คนที่มีฝีมือเข้มแข็งก็มาสามิภักดิ์เป็นพวกพ้องมาก ผู้ใดยากจนขัดสนสิ่งใดมาหาก็ให้เงินทองข้าวของทุกๆ คน ถ้าผู้ใดทุกข์สุขด้วยถ้อยความเล็กน้อยก็ห้ามปรามไกล่เกลี่ยเสียมิให้ยืดยาวได้ ราษฎรชาวบ้านพากันสรรเสริญนับถือมาก ชื่อเสียงปรากฏไปทุกบ้านทุกเมือง คนที่รู้จักชื่ออยากจะเข้าอยู่เป็นพวกพ้องทั้งสิ้น ถ้าเวลาว่างธุระการงานไม่มี ก็ฝึกหัดเพลงอาวุธต่างๆ คล่องแคล่วดี ฝีมือเข้มแข็ง คนทั้งปวงเรียกว่า กับสิโหว แปลว่า ฝนตกถูกต้องตามฤดู ผลไม้ทั้งปวงก็ชุ่มชื่นงดงามไม่เป็นอันตราย ครั้นซ้องกั๋งกับชายผู้หนึ่งเดินมาถึงหน้าโรงที่ขายน้ำชา ฮอต๋อเห็นมาใกล้ก็ออกมาเชิญเข้ามานั่งกินน้ำชา ซ้องกั๋งเห็นฮอต๋อนุ่งห่มท่วงทีเป็นขุนนางจึงถามว่า ท่านมาแต่ไหน ฮอต๋อว่า เชิญท่านสนทนากับข้าพเจ้าก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะเล่าความให้ฟัง ซ้องกั๋งก็เข้าไปในโรงคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว ซ้องกั๋งจึงถามว่าท่านแซ่ใดชื่อไร ฮอต๋อว่าข้าพเจ้าชื่อฮอต๋อ เป็นขุนนางตำแหน่งกรมเมืองอยู่ ณ เมืองเจ๋จิวฮู้ตัวท่านแซ่ใด ชื่อใดเล่า ซ้องกั๋งว่าเราแซ่ซ้องชื่อกั๋ง ฮอต๋อได้ฟังก็คุกเข่าลงคำนับแล้วพูดว่า ข้าพเจ้าได้ข่าวเล่าลือชื่อเสียงท่านปรากฏนักหนา วันนี้ได้มาพบก็ดีแล้วและเชิญให้ซ้องกั๋งนั่งที่สมควร จัดที่นํ้าชามาให้กินแล้ว ซ้องกั๋งจึงถามว่าท่านมาด้วยธุระสิ่งใด

ฮอต๋อว่ามีความสำคัญเป็นข้อใหญ่ ข้าพเจ้าจึงต้องมาเอง ผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้มีหนังสือมาด้วยฉบับหนึ่ง ซ้องกั๋งว่าถ้าดังนั้นก็ต้องจัดแจงเสียโดยเร็วด้วยไม่ทราบว่าเรื่องความสิ่งใด ฮอต๋อว่าท่านเป็นขุนนางทำราชการด้วยกันถึงจะบอกกับท่านได้ จึงเล่าความเรื่องโจรผู้ร้ายที่ตำบลอึงนีกังให้ซ้องกั๋งฟังทุกประการ แล้วว่าซัวเกียไทซือให้ขุนนางสองนายมาคอยกำกับจับพวกโจรกับของกลางส่งเข้าไปโดยเร็ว ซ้องกั๋งว่า ถึงไม่มีขุนนางผู้กำกับมาก็ต้องจับตัวส่งให้ท่านไปจนได้ ซึ่งพวกโจรเจ็ดคนที่แป๊ะสินซัดมานั้นชื่อไร ฮอต๋อบอกว่าชื่อเตียวไก่ นายอำเภอตำบลบ้านตังเคยชึงเป็นต้นคิด อีกหกคนนั้นยังไม่รู้จักชื่อว่าจะเป็นผู้ใด ซ้องกั๋งได้ฟังก็สะดุ้งใจนึกว่าเตียวไก่เป็นคนชอบอัชฌาสัยรักใคร่กับเรา บัดนี้มาทำให้เกิดการใหญ่ขึ้นถ้าจับตัวส่งไปก็คงตาย จำเราจะต้องช่วยชีวิตไว้ คิดแล้วจึงแกล้งพูดว่า เตียวไก่ประพฤติการไม่ดีชาวบ้านตำบลนี้ติเตียนนินทาทุกคน ยังจะมาคิดกำเริบคบเพื่อนฝูงทำการทุจริตอีกเห็นชีวิตเป็นอันตรายเสียแน่แล้ว ฮอต๋อว่าความเรื่องนี้ท่านก็รู้อยู่ เชิญไปจัดการเสียโดยเร็วเถิด ซ้องกั๋งว่าซึ่งจะจับนั้นง่ายเปรียบเหมือนปลาขังไว้ในอ่าง ถ้าไปถึงเมื่อไรก็จับได้เมื่อนั้น แต่ท่านต้องเอาหนังสือไปวางกับผู้รักษาเมืองเองจึงจะได้ ตามแต่จะสั่งให้ขุนนางนายทหารผู้ใดไปจับ ตัวเราเป็นผู้น้อยจะรับหนังสือฉีกออกอ่านจัดการไปจับกุมตามกำลังนั้นไม่ได้ ฮอต๋อว่าถ้าผู้รักษาเมืองมาว่าราชการ ท่านจงช่วยนำข้าพเจ้าเอาหนังสือไปวางด้วย ซ้องกั๋งว่าเวลาเช้าออกว่าราชการครั้งหนึ่งแล้ว ยังเวลาบ่ายอีกครั้งหนึ่ง ถ้าผู้รักษาเมืองมาว่าราชการเราจึงจะบอกให้ทราบ ท่านจงคอยอยู่ที่นี่ก่อนเถิดแล้วเรียกเจ้าของขายน้ำชามาสั่งว่า ถ้าท่านฮอต๋อจะกินนํ้าชามากน้อยเท่าไรอย่าได้ขัดขืนเงินทองนั้นเราจะคิดให้ตามราคา แล้วเดินมาที่หน้าโรงชำระ สั่งพวกขุนนางกรมการด้วยกันว่าถ้าผู้รักษาเมืองมาว่าราชการ เจ้าจงจัดหาของที่เคยใช้ไว้ให้พร้อม เราจะไปบ้านสักครู่หนึ่งจึงจะกลับมา สั่งแล้วก็เดินไปหลังโรงชำระ ขึ้นม้าขับไปทางประตูเมืองทิศตะวันออกตรงไปยังบ้านเตียวไก่ ณ ตำบลตังเคยชึง

ฝ่ายอวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิด สามคนพี่น้องได้ของแบ่งปันแล้วลาเตียวไก่กับพี่น้องเหล่านั้นกลับไปบ้าน โงวหยง เล่าตง กงซุนสินอยู่ที่บ้านเตียวไก่ เวลานั้นเตียวไก่กับโงวหยง เล่าตง กงซุนสินสี่คนนั่งเสพสุราอยู่ พอคนใช้เข้าไปแจ้งกับเตียวไก่ว่าซ้องกั๋งมาหาท่าน เตียวไก่จึงถามคนใช้ว่าซ้องกั๋งมาคนเดียวหรือหลายคน คนใช้บอกว่าขี่ม้ามาคนเดียว เตียวไก่จึงคิดว่าซ้องกั๋งมาแต่ผู้เดียวคงจะมีเหตุการณ์สิ่งใดเป็นแน่ ก็ออกมารับเชิญเข้าไปข้างใน ซ้องกั๋งจูงมือเตียวไก่ไปในที่ลับ เตียวไก่ถามซ้องกั๋งว่าท่านมาหาข้าพเจ้ามีธุระสิ่งใดหรือ ซ้องกั๋งว่าท่านยังไม่รู้เหตุ ข้าพเจ้ากับท่านก็เป็นที่รักใคร่กันสนิทจึงได้รีบเร็วมา ด้วยรู้ความร้ายว่าบัดนี้นั้นเขาจับแป๊ะสินไปได้ ซัดว่าท่านเป็นต้นคิด นอกกว่านั้นหารู้จักไม่ ผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ให้ฮอต๋อถือหนังสือคุมทหารมาซุ่มอยู่ เอาหนังสือไปวางแล้วก็จะมาจับท่าน ฮอต๋อไปพบเรา ๆ ล่อลวงถามได้ความจึงได้รีบมาแจ้งแก่ท่าน ๆ จงคิดอ่านหลบหนีไปเสียโดยเร็วเถิด ถ้าแม้นว่าช้าอยู่เขาพากันมาจับเอาตัวไปได้ก็พากันเป็นอันตรายยับเยิน เตียวไก่ได้ฟังก็ตกใจจึงพูดว่า ท่านรีบมาบอกเหมือนกับช่วยชีวิตไว้พระคุณเป็นที่ยิ่งและพวกข้าพเจ้าเจ็ดคนด้วยกัน แต่อวนเซียวยี อวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดสามคนพี่น้องนั้น เขาแบ่งปันเอาข้าวของกลับไปตำบลบ้านเจี๊ยะชวนแล้ว ยังอีกสามคนอยู่สวนดอกไม้เชิญท่านไปพบปะให้รู้จักกันก่อน พูดแล้วก็พาซ้องกั๋งไปสวนดอกไม้ เตียวไก่จึงบอกว่าคนนั้นชื่อโงวหยง คนนั้นชื่อเล่าตง เป็นชาวเมืองตังโล่วจิว หลวงจีนนั้นชื่อกงซุนสินเป็นชาวเมืองกีจิว คนทั้งสามก็ลุกขึ้นคำนับซ้องกั๋ง ๆ รับคำนับรู้จักกันแล้วจึงพูดว่าข้าพเจ้าจะลาไปก่อน ท่านจงคิดผ่อนปรนขนข้าวของหนีไปโดยเร็วเถิด พูดดังนั้นแล้วก็ออกมาขึ้นม้ารีบกลับไปยังโรงชำระ ณ เมืองเจ๋จิวฮู้

ฝ่ายเตียวไก่ครั้นซ้องกั๋งกลับไปแล้วจึงถามโงวหยง เล่าตง กงซุนสินว่า คนที่กลับไปนั้นท่านทั้งสามรู้จักหรือไม่ โงวหยงว่าเป็นการด่วนไม่ทันจะพูดจาและจำไม่ได้ถนัด เตียวไก่ว่าพี่น้องทั้งสามยังไม่รู้ นี่หากว่าเป็นบุญของพวกเรานักหนาถ้าท่านที่กลับไปไม่มาบอกความให้รู้แล้วก็จะพากันตายทั้งสิ้น โงวหยง เล่าตง กงซุนสินตกใจถามว่าความร้ายแห่งเรานี้เกิดเหตุขึ้นแล้วหรือ เตียวไก่ว่าเขาจับแป๊ะสินได้ซัดมาถึงพวกเราเจ็ดคน ผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ให้ฮอต๋อถือท้องตรากับคุมทหารมาจะจับพวกเรา ชายผู้นั้นพูดล่อลวงถามได้ความแล้วจึงรีบบอกให้รู้ ถ้าชายผู้นั้นกลับไปถึงเขาก็คงจะมาจับพวกเรา จะคิดอ่านประการใดดี โงวหยงถามว่าชายผู้นั้นแซ่ใดชื่อไร อุตส่าห์รีบมาบอกความให้รู้ก่อนบุญคุณนักหนา ถ้าหาไม่เขาคงจับพวกเราไปได้ เตียวไก่ว่าแซ่ซ้องชื่อกั๋ง เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นตำแหน่งที่รับหนังสือและท้องตราจึงได้รู้ความ โงวหยงว่าเราก็ได้ยินข่าวมาช้านานแล้วว่าซ้องกั๋งคนนี้ดีนักอยู่เมืองเดียวกันก็จริงแต่ไม่รู้จัก เล่าตง กงซุนสินว่าที่ชาวบ้านตั้งชื่อเรียกว่ากิบสิโหวซ้องกงเหม็งคนนี้หรือมิใช่ เตียวไก่ว่าคือซ้องกั๋งนี้แหละ และกับเรารักใคร่ได้สาบานเป็นพี่น้องกัน บัดนี้การจวนตัวสำคัญนัก ท่านซินแสจะคิดอ่านอย่างไรดี โงวหยงว่าอุบายถึงสามสิบหกอย่างแต่สู้หนีไปเสียไม่ได้ เตียวไก่ว่าพวกเราจะหนีไปอยู่ที่ไหนดี โงวหยงว่าเราคิดไว้แล้ว ท่านจงจัดทรัพย์สิ่งของเพชรพลอยใส่หาบ แล้วล่วงหน้าไปอาศัยอยู่ตำบลเจียะเกียดชวนบ้านอวนเซียวยี แต่ให้รีบบอกกับอวนเซียวยีรู้ตัวเสียก่อน อย่าให้สามพี่น้องสามคนตกใจ เตียวไก่ว่าซึ่งอวนเซียวยีกับพี่น้องทั้งสามเป็นคนหาปลา พวกเราจะไปสำนักอาศัยเห็นจะไม่ได้ดอกกระมัง โงวหยงว่าท่านไม่เข้าใจที่ตำบลเจี๊ยะเกียดชวนบ้านอวนเซียวยีกับเขาเนียซัวเปาะใกล้กัน ที่ตำบลนั้นไม่มีผู้ใดไปรบกวนข่มเหงได้ ทหารหัวเมืองทั้งหลายก็เกรงกลัวทุกแห่ง เราพากันไปสำนักอาศัยอยู่ที่นั่นก่อน ถ้าเห็นไม่พ้นจวนตัวแล้วเราจึงหนีไปเข้าเป็นพวกเขาเนียซัวเปาะเสียก็ทำไมกับพวกเราไม่ได้ เตียวไก่ว่าท่านคิดดังนี้ก็ดีอยู่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ใช่เป็นเพื่อนฝูงรู้จักกันมาเดิม ถ้าแม้พวกเขาเนียซัวเปาะไม่รับเราไว้เป็นพวกพ้องท่านจะคิดประการใด โงวหยงว่าเพชรพลอยเงินทองของเราถมไปแบ่งปันให้เขาบ้างแล้วยอมตัวเข้าให้เขาใช้ก็คงรับไว้เป็นพวกพ้อง เตียวไก่ว่าถ้ากระนั้นเราจะจัดทรัพย์สิ่งของเงินทองใส่หาบให้คนใช้เอาไปก่อน ท่านซินแสกับเล่าตงจงคุมไปที่บ้านอวนเซียวยีก่อน เอาทรัพย์สิ่งของไว้แล้วท่านจงมาคอยรับเรากับกงซุนสินที่กลางทาง แล้วจัดเอาเพชรพลอยกับทรัพย์สิ่งของเงินใส่หาบไว้แปดหาบมอบให้โงวหยงกับเล่าตงคุมหาบออกจากตำบลบ้านตังเคยชึงตรงไปยังตำบลเจี๊ยะเกียดชวน เตียวไก่จึงจัดรวบรวมข้าวของที่บ้านไว้แล้ว ถามว่าผู้ใดจะไปด้วยกับเราหรือไม่ ที่ไม่ไปก็ให้เงินทองข้าวของไปทำมาหากินตามสบาย พวกที่รักใคร่เตียวไก่จะไปด้วยก็ช่วยกันเก็บรวบรวมทรัพย์สิ่งของเงินทองใส่หาบเตรียมไว้

ฝ่ายซ้องกั๋งกลับมาถึงเมืองหุนเสียกุ้ย เห็นฮอต๋อนั่งคอยอยู่ที่โรงขายนํ้าชาก็ลงจากม้าถามว่าท่านคอยอยู่นานขออภัยด้วย ท่านกับข้าพเจ้าไปนั่งสนทนาคอยผู้รักษาเมืองที่โรงชำระด้วยกันเถิด พูดแล้วก็พาฮอต๋อไปยังโรงชำระ

ฝ่ายซิบุนปินผู้รักษาเมืองหุนเสียกุ้ย ครั้นถึงเวลาก็ออกว่าราชการ ซ้องกั๋งเอาหนังสือเข้าไปแจ้งความว่า ผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ให้ฮอต๋อขุนนางตำแหน่งกรมเมืองนำหนังสือมาวาง ด้วยเกิดโจรผู้ร้ายสำคัญนัก ซิบุนปินรับหนังสือมาฉีกผนึกอ่านแจ้งแล้วก็ตกใจ จึงพูดกับซ้องกั๋งว่าความรายนี้สำคัญนัก ชัวเกียไทซือให้ขุนนางถือท้องตรากับมีผู้กำกับมาให้เร่งจับโจรผู้ร้ายให้ทันกำหนดให้จงได้ ซ้องกั๋งว่าถ้าไปจับกลางวันก็กลัวพวกโจรรู้จะหลบหลีกหนีไป ต่อเวลากลางคืนตรงไปจับเอาเตียวไก่นายอำเภอให้จงได้ อีกหกคนนั้นก็อยู่ในเตียวไก่เหมือนกับได้ตัวเหมือนกัน ซิบุนปินว่าเตียวไก่คนนี้เขาเล่าลือว่าสติปัญญาฝีมือเข้มแข็ง เหตุไฉนจึงได้คิดกำเริบทำการทุจริตดังนี้ แล้วให้หาขุนนางผู้หนึ่งชื่อไม่ปรากฏ กับจูตง ลุยเหงนายทหารทั้งสองมาสั่งให้คุมทหารเดินเท้าและทหารม้าประมาณร้อยคน กับทหารและผู้กำกับที่มาด้วยฮอต๋อนั้นให้ไปจับเตียวไก่ที่ตำบลบ้านตังเคยชึง ขุนนางผู้นั้นกับนายทหารทั้งสองและฮอต๋อก็มาจัดทหารพร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธแล้วออกจากเมืองหุนเสียกุ้ยไปในเวลากลางคืน ใกล้จะถึงตำบลตังเคยชึงบ้านเตียวไก่ พบศาลเจ้าอยู่แห่งหนึ่งชวนกันเข้าไปหยุดพักดูท่วงทีทางจะเข้าบ้านเตียวไก่ และจูตงกับลุยเหงนายทหารเมืองหุนเสียกุ้ยสองคนนี้ เดิมก็เคยไปหาเตียวไก่ ๆ ให้เงินทองอยู่เนืองๆ นายทหารทั้งสองคิดจะให้เตียวไก่หนีไปเสีย ลุยเหงนายทหารจึงพูดว่า หนทางจะเข้าไปบ้านเตียวไก่นั้นมีอยู่สองทาง หน้าบ้านทางหนึ่งหลังบ้านทางหนึ่ง ถ้าพวกเราเข้าทางหน้าบ้าน พวกเตียวไก่ก็คงจะหนีออกทางหลังบ้าน ถ้าเราเข้าจับทางหลังบ้าน พวกเขาก็คงจะออกทางหน้าบ้าน ด้วยเตียวไก่นั้นสติปัญญาดีฝีมือก็เข้มแข็งที่ไหนจะยอมให้พวกเราจับได้โดยง่าย พวกโจรหกคนกับผู้คนบ่าวไพร่เตียวไก่ก็มาช่วยกันต่อสู้ตีหักออกมา พวกเราที่ไหนจะต้านทานได้ ข้าพเจ้าเห็นว่าให้จูตงคุมทหารไปเข้าทางหลังบ้าน ตัวข้าพเจ้ากับพวกท่านไปเข้าทางหน้าบ้านพร้อมกันแล้วร้องให้อึงขึ้น เตียวไก่กับพวกพ้องเหล่านั้นตกใจพากันวิ่งออกมาดูด้วยไม่แจ้งว่าเหตุการณ์สิ่งใด ถึงจะคิดหนีไปก็ไม่พ้น เราคงจับตัวเตียวไก่ได้โดยง่าย ท่านทั้งหลายจะเห็นเป็นประการใด ลุยเหงและขุนนางที่ผู้รักษาเมืองหุนเสียกุ้ยให้กำกับมานั้นก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้จูตงลุยเหงคุมทหารไปคนละครึ่ง จูตงบอกว่าขอทหารให้ไปกับข้าพเจ้าสักสามสิบคนก็จะจับตัวเตียวไก่ได้ พูดแล้วก็คุมทหารสามสิบคนตรงไปหลังบ้าน ขุนนางผู้กำกับและฮอต๋อ ลุยเหงคุมทหารไปใกล้จะถึงบ้านเตียวไก่ดึกประมาณยามเศษ ขุนนางผู้กำกับและนายทหารก็สั่งให้จุดคบเพลิงตรงเข้าล้อมสกัดหน้าบ้านเตียวไก่ไว้ จูตงคุมทหารสามสิบตรงไปทางหลังบ้านไม่มีคบเพลิงคิดจะปล่อยให้เตียวไก่หนีไปเสียก็คุมทหารเข้าซุ่มอยู่ที่มืดๆ

ฝ่ายลุยเหงก็คิดจะปล่อยให้เตียวไก่หนีไปเสียเหมือนกัน ครั้นจุดคบเพลิงสว่างแล้วก็สั่งให้ทหารร้องอื้ออึงขึ้น

ขณะนั้นเตียวไก่กำลังเก็บทรัพย์สิ่งของใส่หาบอยู่ คนใช้เข้าไปแจ้งว่าพวกทหารมาล้อมหน้าบ้านไว้แล้ว เตียวไก่ได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ สั่งให้พวกเหล่านั้นจุดไฟเผาบ้านขึ้นทั้งสิ้น เตียวไก่กับกงซุนสินก็คุมหาบทรัพย์สิ่งของเงินทองออกทางหลังบ้านไป ขุนนางผู้กำกับกับฮอต๋อและลุยเหงนายทหารเห็นไฟติดบ้านเตียวไก่ขึ้นทั้งสี่ทิศแสงไฟสว่าง ก็ขับทหารหักพังประตูเข้าไปได้ไม่เห็นมีผู้คน ลุยเหงนายทหารร้องว่าจับตัวให้ได้

ฝ่ายเตียวไก่กับกงซุนสินคุมหาบออกทางหลังบ้าน จูตงคุมทหารซุ่มอยู่ที่มืด เห็นเตียว่ไก่คุมหาบออกมาก็ร้องบอกว่า เรามาซุ่มคอยบอกท่านให้รีบไปโดยเร็วเถิด ขณะนั้นเตียวไก่กำลังตกใจ คุมหาบรีบไปไม่ได้ยิน ครั้นเตียวไก่ไปพ้นแล้วจูตงก็คุมทหารหักพังประตูหลังบ้านเข้ามา ร้องด้วยเสียงอันดังว่า ทหารข้างหน้าบ้านจับตัวให้ได้ ผู้กำกับกับฮอต๋อและลุยเหงได้ฟังเสียงจูตงก็ให้ทหารเที่ยวค้นหา จูตงบอกกับทหารว่าช่วยกันเที่ยวค้นหาดูจะมีผู้ใดแอบอยู่บ้าง ตัวเราจะไปดูตามทาง จูตงตามเตียวไก่ไปทัน เตียวไก่เห็นจูตงนายทหารตามมาจึงร้องถามว่า ท่านตามข้าพเจ้ามาด้วยเหตุอันใด จูตงเหลียวไปดูไม่เห็นมีผู้คนก็บอกเตียวไก่ว่าเรานี้กลัวลุยเหงนายทหารจะไม่เข้าใจ จึงได้พูดล่อลวงให้ลุยเหงคุมทหารเข้าล้อมหน้าบ้าน เราคุมทหารมาทางหลังบ้านเข้าซุ่มอยู่ พอเห็นท่านพาพวกพ้องออกมาแล้วเราจึงตามมาแจ้งความให้ทราบ ท่านจงเร่งไปเข้าสำนักที่เขาเนียซัวเปาะเถิดจึงจะมีความสุข เตียวไก่ว่าท่านช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ครั้งนี้บุญคุณนักหนาสืบไปภายหน้าจะตอบแทนคุณให้จงมาก พอพูดดังนั้นได้ยินเสียงลุยเหงร้องว่า พวกทหารตามจับตัวมาให้ได้ จูตงว่าเชิญท่านรีบไปเถิดเราจะกลับไปพูดล่อลวงให้ลุยเหงกับทหารให้ไล่ตามไปทางอื่น พูดแล้วจูตงก็กลับมาร้องบอกลุยเหงว่า ท่านจงคุมทหารไล่ตามไปทางทิศตะวันออกจับตัวให้ได้ เราจะตามไปทางนี้ ลุยเหงก็คุมทหารไล่ตามไปทางทิศตะวันออก จูตงก็วกกลับตามเตียวไก่ไปทางเก่า ครั้นเตียวไก่ไปไกลแล้วก็จะกลับหลัง พอเห็นขุนนางผู้กำกับและฮอต๋อคุมทหารตามมาทัน จูตงทำเป็นตกม้าลงนอนกลิ้งอยู่กลางทาง พอพวกเหล่านั้นมาถึงก็เข้าพยุง จูตงพูดว่าขับม้าตามมา ไม่เห็นมีผู้คนแล้วมืดนักจึงตกม้า ทำอย่างไรจึงจะจับตัวเตียวไก่ได้ พอลุยเหงคุมทหารกลับมาแจ้งความว่าไล่ตามไปก็ไม่เห็นมีผู้ใด จะพากันหนีไปทางไหนก็ไม่รู้ ขุนนางผู้กำกับกับฮอต๋อจึงปรึกษากันจะจับคนที่อยู่ใกล้บ้านเตียวไก่ไปให้ผู้รักษาเมืองสักสามคน ครั้นปรึกษาเห็นพร้อมก็เข้าสมทบกัน ตรงไปที่ตำบลตังเคยชึง จับชาวบ้านสามคนกลับไปเมืองหุนเสียกุ้ยแจ้งความกับซิบุนปินผู้รักษาเมืองว่า พวกผู้ร้ายเอาไฟเผาบ้านพากันหนีไปสิ้น ข้าพเจ้าจับเอาคนที่ตำบลนั้นมาสามคน ซิบุนปินได้ฟังก็มิรู้จะทำประการใด เอาคนทั้งสามไต่ถามว่ารู้เห็นบ้างหรือไม่ ชายสามคนนั้นแจ้งความว่า บ้านข้าพเจ้าอยู่ไกลกับบ้านเตียวไก่ไม่รู้เรื่องราว ท่านจงเอาคนที่บ้านเรือนอยู่ใกล้กันมาถามก็คงจะทราบดอก ซิบุนปินได้ฟังก็ให้ทหารไปเอาตัวคนที่ตำบลตังเคยชึง อยู่บ้านใกล้เคียงกับเตียวไก่มาสองคน ถามว่าโจรผู้ร้ายเหล่านั้นเจ้ารู้จักบ้างหรือไม่ ชายสองคนบอกว่าข้าพเจ้าจำได้แต่โงวหยงซินแสชาวบ้านนี้คนหนึ่ง กับชื่อกงซุนสินไม่แจ้งว่าชาวบ้านเมืองไหน อีกคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ชื่อเล่าตง สามคนนี้ข้าพเจ้ารู้จักจำได้ถนัด อีกสามคนนั้นได้ยินแต่ว่าแซ่อวน อยู่ตำบลเจี๊ยะเกียดชวน เป็นคนหาปลา โงวหยงชักชวนมาข้าพเจ้าไม่รู้จักเลย

ซิบุนปินได้ฟังก็จดเอาถ้อยคำของชายสองคนนั้นไว้ เขียนหนังสือแจ้งความจับโจรไม่ได้มอบให้ฮอต๋อถือกลับมา ฮอต๋อคำนับลาคุมทหารกลับไปเมืองเจ๋จิวฮู้ ก็พาชายสองคนเข้าไปแจ้งความให้ผู้รักษาเมืองฟังทุกประการ แล้วเอาหนังสือตอบกับถ้อยคำชายสองคนนั้นส่งให้ผู้รักษาเมืองรับฉีกออกอ่านแจ้งแล้วพูดว่า ถ้ากระนั้นเอาตัวแป๊ะสินมาถามก็คงรู้ความ จึงสั่งให้เอาตัวแป๊ะสินมาซักถามว่า เจ้ารู้จักพวกแซ่อวนนั้นชื่อไรอยู่ตำบลบ้านไหน แป๊ะสินถูกเฆี่ยนแต่ครั้งก่อนเจ็บป่วยหนัก ครั้นถูกเอาตัวถามอีกก็บอกความจริงว่าแซ่อวนสามคนพี่น้องนั้นหาปลาอยู่ตำบลเจี๊ยะเกียดชวน พี่ชายใหญ่ชื่ออวนเซียวยี ชาวบ้านเรียกว่าลิบตีไทสวย น้องที่สองชื่ออวนเซียวเหงา ชาวบ้านเรียกว่าตอเมี้ยยิหนึง น้องที่สามชื่ออวนเซียวชิด ชาวบ้านมักเรียกว่าอัวะเงียมหลอ ผู้รักษาเมืองเจ๋จิวฮู้ได้ฟังจึงถามแป๊ะสินว่า อีกสามคนนั้นชื่อไรแป๊ะสินบอกว่าชื่อโงวหยงชื่อหนึ่ง ติโตวแซชื่อหนึ่ง กงซุนสินคนนี้ชาวบ้านมักเรียกว่ายิบฮุนเหล็ง เล่าตงนั้นเรียกว่าเซี๊ยะหมอกุ้ยชื่อหนึ่ง ผู้รักษาเมืองรู้ชื่อโจรทั้งหกแล้วก็ให้ผู้คุมเอาแป๊ะสินไปไว้ ณ คุกตามเดิม แล้วสั่งฮอต๋อว่าให้คุมทหารไปจับพวกแซ่อวนสามคนพี่น้องมาให้จงได้

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ