๕๓

โงวหยงว่าข้าพเจ้าก็ตรึกตรองอยู่ เห็นจะต้องไปเชิญกงซุนสินมาจึงจะทำลายสัตว์ป่าได้ ถ้าช้าไปชาจินก็คงตาย ขอท่านจงจัดให้ผู้ใดไปเมืองกิจิวเชิญกงซุนสินโดยเร็วเถิด ซ้องกั๋งว่าเดิมให้ไตจงไปสืบหากงซุนสินที่เมืองกิจิวจนทั่วแล้วก็ไม่พบ โงวหยงว่าในเขตแดนเมืองกิจิวมีตำบลมากจะไปสืบไม่ทั่วเสียดอกกระมัง กงซุนสินนั้นบวชเป็นหลวงจีนคงจะไปอยู่ตามเขาตามเกาะให้เป็นที่สบาย ถ้าผู้ใดจะไปตามกงซุนสินจงจำคำข้าพเจ้าไว้ก็คงพบ

ซ้องกั๋งเห็นชอบด้วย เรียกไตจงมาสั่งว่าน้องจงรีบไปเมืองกิจิวสืบหากงซุนสินเชิญมาโดยเร็ว ไตจงว่าซึ่งจะให้ข้าพเจ้าไปก็ไม่ขัด แต่ขอผู้ใดไปด้วยสักคนหนึ่งจะได้เป็นเพื่อนกัน โงวหยงว่าน้องมีวิชาเดินรวดเร็วนักผู้ใดจะไปด้วยได้ ไตจงว่ามีผู้ไปเป็นเพื่อนก็ใช้ได้ด้วยกัน ลีขุยว่าถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจะไปเอง ไตจงว่าต้องเชื่อถ้อยฟังคำเราจึงจะไปด้วยกันได้ ลีขุยว่าการงานสิ่งใดก็จะเชื่อฟังทั้งสิ้น ซ้องกั๋ง โงวหยงก็มีความยินดี จึงกำชับสั่งไตจง ลีขุยว่ารีบไปรีบมาอย่าได้นอนใจ ไตจง ลีขุยก็จัดเงินทองมาแต่งตัวแล้วลาซ้องกั๋งออกจากค่าย ไตจงเอากะเบ๊ของวิเศษให้ลีขุยใส่บ้าง อ่านมนต์คาถาแล้วออกเดินไปประมาณทางได้ยี่สิบลี้ เห็นมีโรงขายสุราริมทาง ลีขุยก็หยุดยืนชวนไตตงว่าเราซื้อสุรากินแล้วจึงค่อยไป ไตจงว่ามาด้วยของวิเศษจะกินสดคาวไม่ได้ เมื่อจะเสพสุราบ้างเล็กน้อยก็ต้องกินถั่วงาผักจึงจะไปได้สะดวก ลีขุยได้ฟังก็หัวเราะว่าถึงจะกินเนื้อสัตว์ต่างๆ บ้างก็ไม่เป็นไรดอก ไตจงว่าทำไมจึงพูดเช่นนี้ ได้สัญญาไว้ว่าจะเชื่อฟังคำ เวลาก็จวนเย็นค่ำตามใจพรุ่งนี้จึงออกเดินทางแต่เช้า พูดแล้วก็ตรงไปที่โรงสุราเข้าสำนักอาศัย ใจลีขุยอยากจะกินของสดคาวก็จัดอาหารกับถั่วงามาให้ไตจงบอกว่าพี่กินก่อนเถิด ไตจงได้ฟังก็รู้ในทีว่าลีขุยจะกินของสดจึงนิ่งไว้ในใจกินอาหารแล้วลีขุยเดินออกมาสำคัญว่าไตจงอยู่ในห้อง ก็ซื้อเนื้อกระบือหนักสามสี่ชั่งมากินกับสุรา ไตจงแอบดูเห็นก็นึกว่าเวลาพรุ่งนี้เราจะแกล้งทรมานให้ลีขุยเข็ดหลาบจะได้เชื่อฟัง ลีขุยเสพสุรากับเนื้อกระบือแล้วเดินเข้ามาแต่เบาๆ กลัวไตจงจะรู้ พอเข้าไปถึงก็นอน ไตจงมิได้ไต่ถาม นอนนิ่งเลยหลับไปจนสว่าง

ครั้นตื่นขึ้นคิดเงินค่าเช่าให้เจ้าของโรงออกเดินไปได้ประมาณลี้เศษ ไตจงบอกลีขุยว่าเวลาวานนี้เดินทางน้อยนัก วันนี้จะใช้ของวิเศษให้เข้มแข็ง เดินไปให้ได้แปดร้อยลี้ เจ้าจงผูกห่อผ้าไว้ให้ดี ลีขุยก็ผูกมัดห่อผ้าติดตัวไว้แน่นหนา ไตจงเอากะเบ๊สวมใส่ตัวกับลีขุยดีแล้ว ก็อ่านคาถาให้ลีขุยเดินไปหน้า กะเบ๊ของวิเศษก็พัดพาไปรวดเร็วเท้าไม่ถึงดิน ลีขุยครั้นไปด้วยอำนาจของกะเบ๊ก็เมื่อยล้าจนเหน็ดเหนื่อยอ่อนหิวเป็นกำลัง เห็นมีโรงขายสุราและสิ่งของจะหยุดซื้อกิน บัดเดี๋ยวก็พ้นโรงร้านบ้านเรือนไปสิ้น ลีขุยเหลือทนจึงร้องบอกไตจงว่า ข้าพเจ้าหิวนักจะหยุดก็ไม่ได้ ทำอย่างไรดี

ไตจงแกล้งบอกว่า จงหยุดซื้อสิ่งของรับประทานก่อนเถิดแล้วจึงค่อยไป ลีขุยว่าถ้าเดินเช่นนี้เห็นจะตายพี่จงช่วยด้วยเถิด ไตจงก็เอาขนมออกส่งให้ ลีขุยฉวยได้ขนมครึ่งหนึ่งรับประทานไม่อิ่มก็ร้องว่าตายแล้ว ไตจงทำเป็นถามว่า เวลาวานนี้เจ้ารับประทานของสดคาวบ้างดอกกระมัง แต่ก่อนมาก็ไม่เคยเป็นเราจะหยุดบ้างก็ไม่ได้ เจ้ารับประทานสิ่งใดก็บอกเสียตามจริง ลีขุยว่าเวลาวานนี้น้องซื้อเนื้อกระบือรับประทาน ไตจงว่าห้ามก็ไม่ฟังเหมือนกับแกล้งเราด้วยกัน ถ้ารับประทานเนื้อหนหนึ่งก็ต้องเดินไปจนตาย ลีขุยตกใจร้องว่า คราวนี้ไม่ขอทำต่อไปอีกแล้ว ว่ากล่าวสิ่งใดก็จะเชื่อฟังทั้งสิ้น ไตจงแกล้งทรมานลีขุยจนเข็ดหลาบก็อ่านคาถาเรียกกะเบ๊ของวิเศษหยุดแล้วก็ไปสำนักยังโรงเตี๊ยม

ตั้งแต่นั้นมาลีขุยไม่อาจรับประทานของสดคาวเชื่อถ้อยคำทุกสิ่ง ถึงเวลาก็หาอาหารกับถั่วงากิน แล้วชวนกันเดินทางไปหลายวันถึงเขตแดนเมืองกิจิว ไตจงแต่งตัวเป็นนาย ลีขุยเป็นบ่าวเดินตามกันไปเที่ยวสืบหากงซุนสินไม่มีผู้ใดรู้จัก ไตจงกับลีขุยก็กลับไปที่พัก ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเที่ยวสืบหาในเมืองอีกก็ไม่ได้ข่าวคราวกงซุนสินอยู่ที่ไหน ลีขุยแค้นเคืองนักบ่นด่ากงซุนสินว่า หลวงจีนอะไรเช่นนี้เปรียบเหมือนนกบินไปสำนักที่ไหนก็ไม่รู้ ถ้าพบปะแล้วจะจับเอาตัวไปให้พี่ซ้องกั๋ง ไตจงว่าทำไมเจ้าพูดดังนี้เห็นจะลืมความที่ลำบากเสียดอกกระมัง แล้วชวนกันมาที่สำนัก ครั้นเวลารุ่งเช้า ไตจงกับลีขุยออกจากเมืองกิจิวไปเที่ยวสืบหาตามแถวหมู่บ้านและตลาดนอกเมือง เดินไปพบซินแสผู้เฒ่าก็ถามถึงกงซุนสิน เฝ้าแต่ถามผู้คนเรื่อยไปก็ไม่มีผู้ใดรู้จัก จนเวลากลางวันเห็นมีโรงเตี๊ยมขายเครื่องถั่วงาก็เดินตรงเข้าไปจะซื้อ ผู้คนนั่งอยู่มากไม่มีที่ว่าง ไตจงกับลีขุยก็ยืนอยู่กลางถนน เจ้าของโรงเตี๊ยมถามว่าท่านทั้งสองจะซื้อของรับประทานเชิญเข้ามานั่งกับผู้เฒ่านี้ก็ได้ ไตจงกับลีขุยก็เข้าไปในโรงเห็นผู้เฒ่านั่งอยู่ที่โต๊ะแต่ผู้เดียว ไตจงคำนับแล้วก็นั่งตรงหน้า ผู้เฒ่าสั่งให้เจ้าของโรงไปจัดขนมมาให้ก่อน บอกว่าบ้านเราอยู่ไกลจะรีบกินเสียโดยเร็ว เราจะกลับไปฟังฬ่อจินหยินผู้วิเศษเทศนาถึงตำรายาอายุวัฒนะ

ไตจงได้ฟังก็ถามว่าท่านอยู่ที่ตำบลนั้นรู้จักกงซุนสินบ้างหรือไม่ ผู้เฒ่าว่ากงซุนสินอยู่ใกล้เคียงกับข้าพเจ้า คนทั้งปวงเรียกว่าเช็งเต้าหยิน ไตจงจึงถามอีกว่า ตำบลเกาเก็งกุ้ยนั้นใกล้กับเขายิเซียนซัวประมาณสักเท่าไร ผู้เฒ่าว่าซึ่งตำบลเกาเก็งกุ้ยกับเขายิเซียนซัวทางใกล้กันประมาณห้าลี้ เช็งเต้าหยินนั้นเป็นศิษย์ของฬ่อจินหยินผู้วิเศษ ๆ รักใคร่มากกว่าศิษย์ทั้งปวง

ไตจงได้ฟังก็ยินดี เรียกเอาขนมมารับประทานกับผู้เฒ่าแล้วคิดเงินให้เจ้าของโรง ผู้เฒ่าก็ลาไตจงออกจากโรงเตี๊ยมซื้อธูปเทียนกระดาษเงินทองแล้วก็ไป ไตจงกับลีขุยจึงกลับมาโรงที่สำนักจัดแจงห่อผ้าออกจากโรงตรงไปถึงตำบลเกาเก็งกุ้ย ถามคนเหล่านั้นว่าเขายิเซียนซัวไปทางไหน ชาวบ้านบอกว่าไปข้างทิศตะวันออก ประมาณสักห้าลี้ก็จะถึง ไตจงกับลีขุยได้ฟังก็ชวนกันเดินทางไป ใกล้จะถึงเขายิเซียนซัวเห็นหญิงคนหนึ่งเดินออกมา ไตจงถามว่าเช็งเต้าหยินอยู่หรือไปข้างไหน หญิงนั้นบอกว่าเช็งเต้าหยินตำยาอยู่หลังบ้าน ไตจงได้ฟังก็มีความยินดี บอกลีขุยว่าน้องจงนั่งคอยอยู่ที่ใต้ต้นไม้ก่อน ไตจงเดินตรงเข้าไปในบ้าน เห็นหญิงผู้เฒ่าเดินออกมาก็นึกคะเนว่าเห็นจะเป็นมารดากงซุนสิน ไตจงก็คำนับบอกว่าข้าพเจ้ามาหาเช็งเต้าหยิน หญิงผู้เฒ่าจึงถามว่าท่านแซ่ใดชื่อไร ไตจงว่าข้าพเจ้าแซ่ไตชื่อจงอุตส่าห์เดินทางมาแต่เมืองซัวตัง หญิงผู้เฒ่าว่าเช็งเต้าหยินไปเที่ยวช้านานยังไม่กลับมา ไตจงว่าเช็งเต้าหยินกับข้าพเจ้าชอบพอรักใคร่กัน มาทั้งนี้ปรารถนาจะพูดจากันให้เป็นที่สบาย ขอท่านได้เมตตาให้พบสักหน่อยหนึ่งเถิด แต่ไตจงอ้อนวอนเป็นหลายครั้ง หญิงผู้เฒ่านั้นว่าไม่อยู่อย่างเดียว ไตจงจึงลาออกมาบอกลีขุยว่ามารดาเช็งเต้าหยินว่าไม่อยู่ พี่อ้อนวอนเท่าไรก็ไม่บอกความจริง น้องจงไปถามดูบ้าง ถ้ามารดาเช็งเต้าหยินว่าไม่อยู่เจ้าทำเป็นโกรธ แต่อย่าทุบตีเป็นอันขาด

ลีขุยได้ฟังก็ชักขวานสองเล่มออกถือตรงไปยังประตู ร้องเรียกว่ามีผู้ใดอยู่บ้างเชิญออกมาพูดจากัน มารดาเช็งเต้าหยินออกมาเห็นหน้าตารูปร่างลีขุยก็กลัวจึงถามว่าท่านมีธุระสิ่งใด ลีขุยว่าข้าพเจ้าพวกเขาเนียซัวเปาะยี่ห้อเฮกซวนฮอง บัดนี้ซ้องกั๋งผู้เป็นใหญ่ใช้ให้มาเชิญกงซุนสินไป ท่านจงให้ออกมาพูดจากัน ถ้าท่านไม่บอก เราเอาไฟเผาบ้านเสียทั้งสิ้นแล้วก็ร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่ากงซุนซินออกมาเร็วๆ เถิด

มารดาเช็งเต้าหยินว่าไปเที่ยวช้านานแล้วยังไม่กลับมา ลีขุยตวาดว่าถ้าไม่บอกเช็งเต้าหยินออกมาโดยดีก็จะฆ่าเสีย พูดแล้วก็เงื้อขวานขึ้นทำทีจะฟัน มารดาเช็งเต้าหยินตกใจกลัวล้มกลิ้งอยู่กลางดิน กงซุนสินอยู่ข้างในได้ยินเสียงอื้ออึงก็ออกมาร้องว่าทำอะไรเช่นนี้ ไตจงเห็นกงซุนซินออกมาก็ด่าลีขุยว่า ทำให้มารดาของพี่ตกใจวิ่งเข้าไปพยุงมารดากงซุนสินขึ้น ลีขุยก็เข้าไปคำนับกงซุนสินว่าพี่อย่าถือโทษ ถ้าไม่ทำเป็นโกรธพี่ก็ไม่ออกมา กงซุนสินพยุงมารดาเข้าไปข้างใน แล้วออกมาเชิญไตจงกับลีขุยให้นั่งตามสมควร ถามว่าธุระสิ่งใดน้องทั้งสองจึงได้มาจนถึงบ้าน ไตจงว่าตั้งแต่พี่มาจากเขาเนียซัวเปาะ เตียวไก่ ซ้องกั๋งมีความวิตกไม่แจ้งว่าอยู่ดีหรือประการใด จึงใช้ให้ข้าพเจ้ามาตามที่เมืองกิจิวก็ไม่พบครั้งหนึ่งแล้ว ซ้องกั๋งยกไพร่พลไปช่วยชาจินที่เมืองกอตงจิว กอเหลียมผู้รักษาเมืองมีความรู้วิชาต่างๆ รบกันหลายครั้งสู้มนต์คาถาของกอเหลียมไม่ได้ ซ้องกั๋งจึงใช้ให้ข้าพเจ้ากับลีขุยมาเชิญพี่ไป ข้าพเจ้ามาสืบหาที่เมืองกิจิวก็ไม่มีผู้ใดรู้จัก พอผู้เฒ่าคนหนึ่งบอกเล่าชี้แจงจึงชวนกันมาถึงบ้านพี่ ขอเชิญไปให้พบกับซ้องกั๋งสักหน่อยเถิด

กงซุนสินจึงว่า เมื่อขณะยังเที่ยวคบหาพวกพ้องนั้นประการหนึ่ง ตั้งแต่จากมาก็กลับใจเสียใหม่ ด้วยมารดาแก่ชราไม่มีผู้ใดปฏิบัติรักษาแล้วฬ่อจินหยินครูไม่ให้ไปข้างไหน กลัวว่าพี่น้องทั้งหลายจะมาติดตามจึงให้เปลี่ยนชื่อเสียใหม่เรียกว่า เช็งเต้าหยิน ใช่จะไม่คิดถึงพวกพ้องเมื่อไรแต่จนใจนักหนา ครั้นจะไปเสียก็ไม่มีผู้ใดปฏิบัติมารดา

ไตจงคุกเข่าลงคำนับอ้อนวอนหลายครั้ง กงซุนสินว่าน้องอย่าทำร้อนเร็วเราคิดอ่านกันก่อน พูดแล้วก็จัดสุราถั่วงาและผักต่างๆ มาเลี้ยงกัน กงซุนสินถามถึงพี่น้องที่มาใหม่มากน้อยสักเท่าไหร่ ไตจงก็แจ้งความให้ฟังแล้วพูดว่าการครั้งนี้ก็สำคัญ ถ้ากอเหลียมจับพี่ซ้องกั๋งได้ ตำบลเขาเนียซัวเปาะจะมิพากันแตกกระจัดกระจายไปสิ้นหรือ ขอเชิญพี่ไปให้ได้ กงซุนสินว่าจะปรึกษากับฬ่อจินหยินก่อน ถ้ายอมแล้วจึงค่อยไปด้วยกัน เวลานี้จวนเย็นคํ่ารุ่งเช้าจึงจะไปปรึกษากับครู พูดแล้วก็จัดห้องให้ไตจงลีขุยนอน

ครั้นรุ่งขึ้นเช้า กงซุนสินก็พาไตจงกับลีขุยออกจากบ้านไปยังเขายิเซียนซัว เดินขึ้นบนเขาถึงที่สำนักฬ่อจินหยิน เด็กศิษย์เห็นก็เข้าไปแจ้งกับฬ่อจินหยินว่า

เช็งเต้าหยินพาพวกพ้องสองคนจะมาหาท่าน ฬ่อจินหยินได้ฟังก็ให้ศิษย์นำเข้าไป กงซุนสินกับไตจงเห็นฬ่อจินหยินนั่งอยู่บนโต๊ะก็คุกเข่าคำนับ แต่ลีขุยนั้นนั่งดูอยู่ ฬ่อจินหยินจึงถามกงซุนสินว่าสองคนนั้นมาแต่ข้างไหน กงซุนสินบอกว่าคนทั้งสองได้สาบานเป็นพี่น้องกับข้าพเจ้ามาแต่เขาเนียซัวเปาะ บัดนี้ชาจินต้องโทษซ้องกั๋งก็ยกไพร่พลไปช่วย กอเหลียมผู้รักษาเมืองกอตงจิวมีมนต์คาถาต่างๆ ยกมาสู้รบกัน ซ้องกั๋งต้านทานไม่ได้จึงใช้ให้พี่น้องสองคนมาตามข้าพเจ้า ฬ่อจินหยินว่าทุกวันนี้ตัวเราไม่เหมือนแต่ก่อน ด้วยปลดเปลื้องไฟที่ร้อนเสียแล้วปรารถนาจะให้มีความสุขยืดยาว จะกลับไปทำการชั่วนั้นไม่ควร

ไตจงได้ฟังก็คำนับฬ่อจินหยินว่า ท่านได้เมตตาขอให้กงซุนสินไปปราบปรามกอเหลียมสักครั้งหนึ่งเถิด ฬ่อจินหยินว่าท่านทั้งสองไม่เข้าใจ เราได้บวชเรียนทางนี้แล้วการอื่นหาเป็นธุระไม่ จงกลับไปพูดจาปรึกษากันเองเถิด กงซุนสินก็คำนับลากันกลับมาบ้าน ลีขุยจึงถามกงซุนสินว่าครูของพี่ว่ากล่าวประการใด ไตจงว่าเจ้าไม่ได้ยินหรือ ท่านอาจารย์ไม่ให้พี่กงซุนสินไป ลีขุยว่าเราเดินทางมาหลายวัน อดอยากสารพัดทุกสิ่ง อุตส่าห์ทนลำบากมาจนพบปะแล้วยังจะไม่ให้ไป ทำให้เราโกรธขึ้นมาก็จะทำลายวัดที่อยู่เสีย จับเอาตัวฬ่อจินหยินโยนลงไปท้ายเขา ไตจงได้ฟังก็โกรธร้องตวาดว่าเจ้าจะก่อให้เกิดความอีกแล้ว ลีขุยได้ฟังก็หัวเราะว่าน้องพูดเล่นดอก

ขณะนั้นจวนค่ำกงซุนสินจัดหาอาหารมารับประทาน ลีขุยไม่รับประทานด้วย เพราะไม่สู้สบายใจ กงซุนสินกับไตจงรับประทานอาหารเสร็จแล้ว จึงปรึกษากันว่าจะทำประการใดดี กงซุนสินว่าเวลาพรุ่งนี้ไปอ้อนวอนฬ่อจินหยินอีก ถ้ายอม จะได้ไปด้วยกัน พูดแล้วก็จัดที่ให้ไตจงกับลีขุยนอน กงซุนสินก็ไปที่ห้องของตัว ลีขุยนั้นนอนไม่หลับ ครั้นเกือบจะสว่างก็ลุกขึ้นได้ยินเสียงไตจงกรนหลับสนิท จึงคิดว่ากงซุนสินเป็นพวกเดียวกับเราไม่ควรจะทำให้เนิ่นช้ายังจะต้องไปปรึกษาอาจารย์อีก ถ้าไม่ให้ไปซ้องกั๋งพี่เรามิเสียทีกับกอเหลียมหรือ จำจะคิดฆ่าอาจารย์ของกงซุนสินเสีย กงซุนสินไม่มีที่พึ่งก็ต้องไปกับเราอยู่เอง คิดแล้วจับขวานสองมือเปิดประตูออกมาไม่ให้ไตจงรู้รีบตรงไปยังเขายิเซียนซัว

ขณะนั้นเดือนหงายแจ่ม ฬ่อจินหยินผู้วิเศษนั่งภาวนาอยู่รู้เหตุการณ์ทุกสิ่ง ก็อ่านมนต์ป้องกันกาย ลีขุยไปถึงวัดบนเขาเห็นประตูปิดก็โดดข้ามกำแพงเข้าไปชั้นในแอบดู เห็นฬ่อจินหยินนั่งสวดมนต์อยู่บนโต๊ะจุดเทียนสว่าง ลีขุยนึกว่าฬ่อจินหยินเห็นจะถึงที่ตายจึงเผอิญให้เรามาพบ คิดแล้วผลักบานหน้าต่างเข้าไปใกล้ตัวฬ่อจินหยิน เงื้อขวานขึ้นหมายแล้วก็ฟันลงไป เห็นถูกศีรษะฬ่อจินหยินแยกเป็นสองซีกกลิ้งอยู่บนโต๊ะ โลหิตที่ไหลออกมานั้นสีขาว ลีขุยจึงคิดว่า ฬ่อจินหยินนี้บวชมาแต่เล็กมิได้พบอิสตรี ประการหนึ่งก็มิได้รับประทานของสดคาว โลหิตจึงขาวไม่เหมือนคนทั้งหลาย บัดนี้เราฆ่าตายไม่ต้องวิตกที่กงซุนสินจะไม่ไป แล้วเดินออกมาพบเด็กศิษย์ของฬ่อจินหยินตรงมากั้นหน้าไว้ ร้องว่าฆ่าอาจารย์เราตายแล้วจะหนีไปข้างไหน ลีขุยเอาขวานฟันเหมือนกับถูกเด็กศิษย์นั้นตาย ก็ออกจากวัดเขายิเซียนซัวตรงมาถึงบ้านกงซุนสินยังไม่สว่าง ลีขุยเดินไปในห้องเห็นไตจงนอนหลับก็ค่อยย่องเข้าไปนอน

ฝ่ายกงซุนสินพอสว่างดีก็มาจัดอาหารเรียกไตจง ลีขุยกินพร้อมกันเสร็จแล้ว ไตจงจึงพูดกับกงซุนสินว่า เชิญพี่ไปปรึกษากับฬ่อจินหยินอาจารย์ดูอีกสักครั้งหนึ่ง กงซุนสินก็พาไตจงกับลีขุยออกจากบ้านไป ลีขุยนึกหัวเราะอยู่ในใจเดินตามกงซุนสินไป ครั้นถึงวัดเขายิเซียนซัวเห็นเด็กศิษย์ยืนอยู่สองคน กงซุนสินถามว่าท่านอาจารย์อยู่หรือไม่ ศิษย์บอกว่าท่านอาจารย์นั่งอยู่บนโต๊ะเชิญไปเถิด ลีขุยได้ฟังก็ตกใจกลัวยิ่งนัก กงซุนสินพาไตจงกับลีขุยเข้าไปเห็นฬ่อจินหยิน ลีขุยจึงคิดว่าเวลาคืนนี้เราฆ่าฬ่อจินหยินตายแล้ว เหตุใดจึงมานั่งอยู่ดังนี้

ฬ่อจินหยินผู้วิเศษเห็นกงซุนสินจึงถามว่า เจ้าชวนกันมาทำไมอีกเล่า เจ้าคนดำๆ นั้นชื่อไร ไตจงว่าเป็นน้องข้าพเจ้าแซ่ลี ชื่อขุย ขอท่านได้เมตตาช่วยพวกข้าพเจ้าไว้ด้วยเถิด ฬ่อจินหยินหัวเราะแล้วพูดว่า เราหมายจะไม่ให้กงซุนสินไป ก็เห็นแก่หน้าลีขุยมาด้วยจะต้องให้กงซุนสินไปช่วยสักครั้งหนึ่ง ไตจงก็คุกเข่าลงคำนับ ลีขุยได้ฟังก็นึกแต่ในใจว่า ฬ่อจินหยินเห็นจะรู้ตัวกลัวเราจะฆ่าฟันจึงได้ยอมให้กงซุนสินไป ฬ่อจินหยินว่าหนทางจะไปเมืองกอตงจิวนั้นไกลนัก เราจะทำให้รวดเร็วครู่หนึ่งก็จะถึงเมืองกอตงจิวเจ้าจะเห็นประการใด สามนายก็ยินดีคุกเข่าลงคำนับฬ่อจินหยิน แล้วไตจงจึงคิดว่าเรามีกะเบ๊ของวิเศษเดินทางเร็วนักหนาก็ยังต้องเดินหลายวัน ฬ่อจินหยินนี้เห็นจะวิเศษกว่ากะเบ๊ของเราดอกกระมังจึงไปรวดเร็วนัก ฬ่อจินหยินจะทำอย่างไรหนอ

ฬ่อจินหยินสั่งให้ศิษย์เอาผ้าสี่เหลี่ยมมาสามผืน แล้วก็พาสามคนออกมาหน้าวัด เอาผ้าแดงปูลงบนศิลาเรียกให้กงซุนสินมายืนบนผ้าอ่านมนต์ขึ้น บันดาลเป็นเมฆสีแดงมารองรับกงซุนสินลอยขึ้นไปบนอากาศ เอาผ้าสีเขียวปูลงบนศิลาเรียกไตจงยืนบนผ้าอ่านคาถา ก็บันดาลเป็นเมฆสีเขียวรับไตจงพาลอยขึ้นไป แล้วเรียกให้หยุดก็หยุดอยู่ดุจกัน ลีขุยเห็นดังนั้นก็ยินดี ฬ่อจินหยินก็เอาผ้าสีขาวปูลงเรียกลีขุยมายืนอยู่บนผ้า ลีขุยว่าผ้าเท่านี้ที่ไหนจะทนได้ ถ้าพลัดตกลงมามิแหลกเหลวหรือ ฬ่อจินหยินว่าสองคนนั้นทำไมจึงไม่ตกเล่า ลีขุยก็ลุกขึ้นยืนอยู่บนผ้า ฬ่อจินหยินอ่านคาถาบันดาลเป็นเมฆสีขาวพาตัวลีขุยขึ้นไปลอยอยู่ ลีขุยตกใจกลัวร้องว่าปล่อยให้ข้าพเจ้าลงไปเสียเถิด ฬ่อจินหยินจึงเรียกเมฆสีแดงกับเขียวกลับลงมา ไตจงกับกงซุนซินก็คุกเข่าคำนับฬ่อจินหยินเป็นอันดี ลีขุยลอยอยู่บนอากาศมีความกลัวนัก ร้องว่าทำไมจึงไม่ให้ข้าพเจ้าลงไปด้วย

ฬ่อจินหยินจึงร้องตอบขึ้นไปว่า ตัวเราบวชเรียนนับถือพระมิได้คิดร้ายผู้ใด เหตุไฉนเจ้าเอาขวานมาฟันเรา นี่หากว่าเราล่วงรู้จึงปิดบังกายได้ ถ้าไม่รู้การเจ้าก็คงเอาขวานฟันเราตายเสียในคืนนั้นแล้ว ลีขุยตอบลงมาว่าข้าพเจ้าไม่ได้ทำท่านดูผิดไปกระมัง ฬ่อจินหยินก็หัวเราะ แล้วว่าเจ้าทำไม่ดีจะต้องให้ไปทนลำบากเสียสักครั้งหนึ่ง พูดดังนั้นแล้วก็อ่านคาถาเรียกทหารเทพยดามาลอยอยู่บนอากาศ ร้องสั่งว่าจงพาลีขุยไปทรมานเสียให้เข็ดหลาบแล้วจึงเอากลับมา เทพยดาก็บันดาลเป็นลมพายุพัดพาลีขุยเข้ากลีบเมฆไป ลีขุยไม่แจ้งว่าจะไปทิศไหน ได้ยินแต่เสียงลมพายุพัดไม้หักสนั่นหวั่นไหว ก็มีความกลัวแทบจะขาดใจตาย ทหารเทพยดาพาลีขุยทรมานไปบนอากาศจนสิ้นกำลัง จึงเอาตัวลีขุยโยนลงตรงบ้านผู้รักษาเมืองกิจิว ขณะนั้นผู้รักษาเมืองออกว่าราชการ ลมพายุพัดพาเอาคนตกลงมาสำคัญว่ามีวิชาล่องหนหายตัวได้ จึงให้ทหารมัดไว้แล้วถามว่า เจ้าล่องหนหายตัวไปเที่ยวฉกลักของผู้ใดมาจงบอกไปตามจริง ลีขุยต้องทรมานทหารเทพยดาโยนลงศีรษะแตกเจ็บป่วยเกือบจะขาดใจตายไม่รู้สึกตัว ครั้นผู้รักษาเมืองจับมัดไว้ถามก็ค่อยได้สติขึ้นแต่พูดยังไม่ออก ผู้รักษาเมืองเห็นดังนั้นก็โกรธร้องตวาดว่า เจ้านี้ใช้คุณผีแน่แล้ว จึงไม่พูดจาก็ให้เอาของที่เป็นอัปมงคลกับของที่เน่าเหม็นมารดลงจะให้มนต์คาถาและคุณผีเสื่อมสูญ ครั้นลีขุยได้สติรู้สึกตัว เห็นของที่ไม่ดีตกอยู่เหม็นเหลือทนก็ร้องบอกว่า ข้าพเจ้ามิใช่คนร้าย ท่านทั้งหลายก็คงจะรู้จักอยู่สำนักฬ่อจินหยิน คนเหล่านั้นได้ฟังก็เกรงกลัวบอกผู้รักษาเมืองว่า ชายผู้นี้สำนักฬ่อจินหยิน ขอท่านอย่าทำโทษเลย ผู้รักษาเมืองหัวเราะแล้วพูดว่า เราก็ได้เล่าเรียนต่อฬ่อจินหยินมาช้านานไม่เห็นมีศิษย์เช่นนี้ ก็สั่งให้ทหารจับลีขุยเฆี่ยนยับเยินจนโลหิตไหล ลีขุยเหลือทนก็ต้องรับว่าใช้คุณผี ผู้รักษาเมืองสั่งให้เอาตัวไปขังคุกไว้ ผู้คุมเอาตัวลีขุยไปทำตามคำสั่ง แล้วถามลีขุยว่าเจ้ามาแต่ไหนจงบอกเสียตามจริง ลีขุยรู้ว่าคนในเมืองเกรงกลัวฬ่อจินหยินทั้งสิ้น ก็แกล้งบอกกับผู้คุมว่าเราเป็นศิษย์ฬ่อจินหยินผู้วิเศษ บัดนี้เรามีความผิด ฬ่อจินหยินให้ทหารเทพยดาเอาตัวมาทรมาน อีกสองสามวันก็คงมารับเราไป บรรดาพวกผู้คุมเหล่านั้นเคยกลัวเกรงความรู้วิชาของฬ่อจินหยิน สำคัญว่าลีขุยเป็นศิษย์จริงก็จัดหาสุรากับสิ่งของมาให้ลีขุยกินทุกวัน

ฝ่ายฬ่อจินหยินครั้นให้เทพยดาพาลีขุยไปแล้ว ก็เล่าความซึ่งลีขุยคิดร้ายและเอาตัวไปทรมาน ณ เมืองกิจิวให้ไตจงฟังทุกประการ ไตจงแจ้งดังนั้นก็มีความวิตก คุกเข่าคำนับขอโทษลีขุย ฬ่อจินหยินว่าไม่เป็นไร พูดแล้วก็ให้ไตจงค้างอยู่ที่วัด ถามถึงที่เขาเนียซัวเปาะเป็นประการใดบ้าง ไตจงก็เล่าความให้ฬ่อจินหยินฟังว่า เตียวไก่ ซ้องกั๋งผู้เป็นใหญ่ในเขาเนียซัวเปาะสัตย์ซื่อสุจริต ทำการสิ่งใดก็เป็นยุติธรรม มิได้เห็นแก่เงินทอง คิดจะช่วยบำรุงให้บ้านเมืองเป็นสุข ถ้าผู้ใดซื่อตรงกตัญญูก็มิได้คิดร้าย ผู้ที่ไม่ซื่อตรงเที่ยวข่มเหงข่มขี่ราษฎรชาวบ้านอยู่เนืองๆ จึงได้คิดปราบปรามเสีย ไพร่บ้านพลเมืองสรรเสริญเตียวไก่กับซ้องกั๋งทุกคน

ฬ่อจินหยินได้ฟังก็ยินดี แต่ไตจงอยู่กับฬ่อจินหยินที่วัดยิเซียนซัวได้ห้าวันวิตกถึงลีขุย ไม่แจ้งว่าจะเป็นประการใด เวลาวันนั้นไตจงเข้าไปคุกเข่าคำนับฬ่อจินหยินอ้อนวอนขอโทษลีขุย ฬ่อจินหยินว่าคนเช่นนี้ให้ตายเสียดีกว่าอย่าเอาไปด้วยเลย ไตจงว่าข้าพเจ้าจะเล่าความให้ทราบ ลีขุยนั้นเป็นคนโง่เขลาไม่รู้จักธรรมเนียมก็จริง แต่ความดีมีอยู่หลายอย่าง ข้อหนึ่งซื่อตรงไม่เห็นแก่สิ่งของผู้ใด ข้อสองไม่ประจบประแจงพูดไปตามตรง ข้อสามถ้าจะยกไปสู้รบที่ใด ๆ ก็อาสาเป็นหัวหน้าไม่คิดแก่ชีวิต ลีขุยมีดีอยู่ดังนี้ซ้องกั๋งจึงได้เอาไว้เป็นพวกพ้อง ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้ลีขุยไปด้วย จะเอาข้อความสิ่งใดไปแจ้งกับซ้องกั๋ง ขอท่านได้เมตตาปล่อยลีขุยมาเสียเถิด ฬ่อจินหยินหัวเราะแล้วพูดว่าเราก็รู้อยู่ ลีขุยนี้เป็นดาวบนฟ้าเพราะมนุษยโลกทำบาปหยาบช้า จึงใช้ให้ดาวพวกนี้จุติมาคอยล้างผลาญ ถ้าแม้นเราทำอันตรายลีขุย จะมิเป็นคนขัดขืนฟ้าและดินหรือ พูดแล้วก็อ่านมนต์เรียกทหารเทพยดาลงมาบอกว่า คนที่ให้เอาไปทำโทษอยู่ ณ เมืองกิจิวนั้นสิ้นโทษแล้ว จงเอาตัวกลับมาเสียเถิด

ทหารเทพยดาก็คำนับลาออกมา บันดาลเป็นลมพายุพัดพาลอยตรงไปถึงเมืองกิจิว ร้องเรียกลีขุยออกมาจากคุกหอบพาลอยมาถึงวัดเอาตัวเข้าไปส่งให้ฬ่อจินหยินแล้วก็คำนับลากลับไป ลีขุยเห็นฬ่อจินหยินนั่งอยู่แล้วก็คุกเข่าลงคำนับ พูดว่า ข้าพเจ้าไม่อาจทำต่อไปแล้ว ขอท่านอย่าได้ถือโทษเลย ฬ่อจินหยินว่าตั้งแต่นี้สืบไปภายหน้าจงกลับใจเสียใหม่ก็จะมีความเจริญ ลีขุยคุกเข่าลงคำนับอีกว่า ท่านเหมือนกับบิดาว่ากล่าวสิ่งใดก็จะเชื่อฟัง ข้าพเจ้าไม่ทำความชั่วต่อไป ไต่จงจึงถามลีขุยว่าน้องไปไหนมา ลีขุยก็เล่าความตามซึ่งทหารเทพยดาพาลอยไปทรมานแต่ต้นจนปลายให้ฟังทุกประการ และว่าสักครู่หนึ่งน้องนั่งเสพสุรากับผู้คุมอยู่ในคุก ได้ยินเสียงคนร้องก็เดินออกมาดูเห็นทหารเทพยดาลอยลงมาจากอากาศหอบข้าพเจ้าลอยไปประเดี๋ยวใจก็ถึงที่นี่

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ