๑๒

ฝ่ายโจรผู้นั้นครั้นไปถึงก็หาบทรัพย์สิ่งของไปแจ้งกับนายโจรว่าลิมชองแย่งมาได้ นายโจรทั้งสามได้ฟังกับเห็นทรัพย์สิ่งของจึงพูดว่าผู้ใดหนอกล้าหาญหาบสิ่งของมาทางนี้ เห็นจะมีฝีมือเข้มแข็งจำเราจะออกไปดูให้รู้จักว่าผู้ใด พูดแล้วสามนายโจรก็ชวนกันลงเรือมาถึงฝั่งแล้วขึ้นไปดูบนเขาเห็นลิมชองกับชายผู้นั้นสู้รบกันอยู่ ต่างคนมีฝีมือเข้มแข็งว่องไวทั้งสองฝ่าย ลิมชองกับชายผู้นั้นสู้รบกันได้ห้าสิบเพลงยังไม่แพ้ชนะกัน ลิมชองคิดจะฆ่าตัดเอาศีรษะให้ได้ ชายผู้นั้นฝีมือเข้มแข็งคล่องแคล่วว่องไว ลิมชองทำอันตรายไม่ได้ สู้รบกันไปอีกสามสิบเพลง นายโจรเห็นดังนั้นก็ยินดีร้องลงมาว่า ท่านทั้งสองอย่าสู้รบกันเลย ลิมชองได้ฟังก็ถอยห่างออกมารออยู่ นายโจรทั้งสามลงมาพูดว่า ท่านทั้งสองฝีมือเข้มแข็งนักไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน ซึ่งท่านผู้นี้ชื่อลิมชองเป็นพี่น้องของเราเอง ตัวท่านมาแต่ข้างไหนจงบอกให้พวกเราทราบ ชายผู้นั้นจึงบอกว่าเทือกเถาเราเป็นขุนนางนายทหารใหญ่มาได้สามชั่วอายุคนแล้ว ปู่เราแซ่เอียชื่อเลงก๋ง ตัวเราแซ่เอียชื่อจี้ ฉายาเรียกว่าแชมิ่นซิน เราได้เป็นขุนนางตำแหน่งที่เตียนซีฮูจิไซฝ่ายทหาร เดิมพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้มีรับสั่งให้ขุนนางตำแหน่งที่เราว่ากล่าวนี้สิบนายด้วยกันไปเอาศิลาลายที่ทะเลสาบจะต้องพระประสงค์ปูในพระราชวัง เราถือรับสั่งเอาเรือไปบรรทุกศิลาลายมาถึงแม่น้ำฮวงโหเกิดลมพายุพัดกล้า เรือบรรทุกศิลาลำเราล่มลงศิลาลายหายไปสิ้น เราตกใจกลัวหลบหนีเสียไม่เข้าไปทำราชการ ครั้นอยู่นานมาได้ยินข่าวว่ารับสั่งโปรดให้ยกโทษอันนี้แล้ว จึงไปเที่ยวค้าขายได้เงินทองบ้างเล็กน้อย จ้างเขาหาบมาทางนี้หมายว่าจะเข้าไปเดินที่ตำแหน่งเดิมทำราชการต่อไป ซึ่งหาบทรัพย์สิ่งของ ๆ เรา พวกท่านแย่งชิงไว้จงเอามาให้เราเสียเถิดเราจะลาท่านไป เฮงหลุนนายโจรว่า เดิมเราเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น อยู่ ณ เมืองหลวงก็ได้ยินชื่อเสียงท่านอยู่เราจำได้ ซึ่งหาบทรัพย์สิ่งของนั้นเราจะเอามาคืนให้ แต่เชิญท่านไปกินโต๊ะเสพสุราที่สำนักเราก่อนแล้วจึงค่อยไป เอียจี้ว่าถ้าท่านรู้จักจำได้ก็เอาหาบคืนให้เราเถิด ดีกว่าให้กินโต๊ะเสพสุราเราจะได้ลาไป เฮงหลุนว่าเราพบท่านวันนี้เป็นบุญหนักหนาแล้ว เชิญไปกับเราก่อนแล้วจึงค่อยไป เอียจี้ขัดไม่ได้ก็ลงเรือมากับนายโจรด้วยกัน ครั้นถึงที่สำนักก็เชิญเอียจี้กับลิมชองเข้าไปข้างใน จัดเก้าอี้มาให้เอียจี้กับลิมชองนั่งคนละข้าง เฮงหลุนอยู่กลาง พวกเหล่านั้นนั่งเป็นลำดับแล้วจัดโต๊ะมาเลี้ยงกันเป็นอันดี เฮงหลุนนายโจรจึงคิดว่าลิมชองฝีมือเข้มแข็งนัก ครั้นจะให้ลิมชองอยู่กับเราก็จะต้องเกลี้ยกล่อมเอาเอียจี้ไว้จะได้เป็นคู่ปรับกับลิมชอง ถ้าไม่กระนั้นลิมชองจะเย่อหยิ่งถือตัวว่ามีฝีมือเข้มแข็งก็จะทำข่มเราเสีย จำจะพูดเอาใจให้เอียจี้อยู่กับเราจงได้ คิดแล้วเฮงหลุนก็หันไปพูดกับเอียจี้ เอามือชี้ว่า ลิมชองนี้เดิมเป็นครูทหารอยู่ตังเกียเมืองหลวง กอไทอวยข่มเหงกดขี่เอาตัวเฆี่ยนตีแล้วเนรเทศไปเมืองชองจิวก็เกิดไฟไหม้ ลิมชองฆ่าคนตายจึงได้หนีมาอยู่ที่นี่ ซึ่งท่านจะเข้าไปเมืองหลวงเดินเอาที่ตำแหน่งเดิมนั้น มิใช่เราจะห้ามปรามไม่ให้เข้าไปทำราชการเมื่อไร แต่กอไทอวยเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหารทรงโปรดปรานมาก ได้ว่ากล่าวราชการทั้งสิ้น แจ้งว่าท่านมีฝีมือเข้มแข็งก็คงไม่ชุบเลี้ยงท่าน เราเห็นว่ามาอยู่ด้วยกันที่นี่สามพี่สี่น้องมิดีหรือ หาได้เงินทองทรัพย์สิ่งของมามากน้อยเท่าไรก็แบ่งปันให้เท่าๆ กัน ซึ่งจะหากินนั้นก็สบายจงอยู่ด้วยกันที่นี่เถิด เอียจี้ว่า เราขอบใจท่านนักหนา แต่มีธุระอยู่อย่างหนึ่งจะต้องลาท่านไป เดิมเราต้องโทษมีผู้อุปถัมภ์เราไว้ จะต้องไปตอบแทนคุณสักครั้งหนึ่งจึงจะกลับมา ท่านจงเอาหาบทรัพย์สิ่งของมาให้เราเถิดจะได้ลาไป ถ้าท่านไม่ให้ก็จะลาไปแต่ตัวเปล่า เฮงหลุนได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า ถ้าท่านไม่สมัครก็ตามแต่ใจเถิด จงค้างอยู่กับเราสักคืนหนึ่งพรุ่งนี้จึงค่อยไป เอียจี้ได้ฟังก็ดีใจค้างอยู่คืนหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเอียจี้มาลาเฮงหลุนสั่งให้คนใช้หาบทรัพย์สิ่งของเอียจี้ไปส่งจนถึงฝั่ง เอียจี้ก็ลานายโจรทั้งสามเดินตามทางไป นายโจรทั้งสามก็พากันกลับมา เฮงหลุนนายโจรจึงว่า ลิมชองมีฝีมือและสติปัญญาเราจะเอาไว้ไม่ได้ไล่เสียเถิด พวกพี่น้องเหล่านั้นพากันว่ากล่าวทักท้วงให้ เฮงหลุนไม่รู้ที่จะคิดประการใดหมายจะเกลี้ยกล่อมเอียจี้ไว้เป็นคู่ปรับกัน ลิมชองจะได้เกรงกลัว เอียจี้ก็ไม่อยู่ ครั้นชวนกันไปส่งเอียจี้กลับมาแล้ว เฮงหลุนก็ยอมให้ลิมชองเป็นพวกพ้องตั้งให้ลิมชองเป็นนายโจรที่สี่ จูกุ้ยนั้นถอยลงมาเป็นนายโจรที่ห้ายกเก้าอี้มานั่งเป็นลำดับกันทั้งห้านายแล้วจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันเป็นที่สบาย จูกุ้ยก็กลับไปที่โรงขายสุราตามเดิม ตั้งแต่นั้นมาลิมชองเข้าเป็นพวกเนียซัวเปาะ เที่ยวตีปล้นหาเลี้ยงกันอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายเอียจี้ครั้นพวกโจรหาทรัพย์สิ่งของมาส่งจนถึงฝั่งแล้วพวกโจรก็กลับไปเนียซัวเปาะตามเดิมนั้น เอียจี้จ้างชายผู้หนึ่งหาบทรัพย์สิ่งของเดินไปหลายวันจนถึงตังเกียเมืองหลวง ก็เที่ยวหาโรงเตี๊ยมสำนักอาศัย คิดเงินค่าจ้างให้ชายผู้ที่หาบทรัพย์สิ่งของมาแล้ว ก็สำนักที่โรงเตี๊ยมในเมืองหลวงได้เจ็ดแปดวัน จึงเอาเงินทองไปเดินที่ขุนนางตำแหน่งที่คิมิดอี้ฝ่ายทหาร จะว่ากล่าวราชการตามที่เดิมต่อไป เอียจี้เอาเงินไปใช้สอยให้ค่าสินบนจนสิ้นเงินทองที่เอามา ขุนนางตำแหน่งที่คิมิดอี้เห็นว่าเอียจี้ใช้สอยเงินทองมากแล้วก็ทำเรื่องราวพาเอียจี้ไปยื่นแก่กอไทอวย จะขอให้เอียจี้ว่าราชการไปตามตำแหน่งที่เดิมต่อไป กอไทอวยดูเรื่องราวแจ้งความแล้ว จึงพูดว่าเอียจี้คนนี้เดิมเป็นขุนนางตำแหน่งที่เตียนซีฮูจิไซฝ่ายหหาร มีรับสั่งให้ไปบรรทุกศิลาลายที่ทะเลสาบ จะเอามาปูในพระราชวัง แต่ไปบรรทุกศิลาลายด้วยกันถึงสิบนาย ขุนนางเหล่านั้นต่างบรรทุกศิลามาได้ เอียจี้นั้นทำให้เรือล่มศิลาหายก็มีโทษมาก เอียจี้ไม่อาจกลับมากลัวจะต้องโทษก็หลบหลีกหนีไปซุ่มซ่อนเสีย บัดนี้มีรับสั่งโปรดยกโทษให้ก็ดีหนักหนา เอียจี้ยังจะคิดมาเป็นขุนนางทำราชการตำแหน่งเดิมต่อไป ซึ่งตัวต้องโทษครั้งหนึ่งแล้วจะว่าราชการสืบไปนั้นไม่ได้ พูดแล้วกอไทอวยจึงเอาเรื่องราวนั้นทิ้งเสียให้คนไล่เอียจี้ออกไป เอียจี้ถูกไล่ได้ความเจ็บอายก็กลับไปโรงเตี๊ยม คิดว่าเมื่อเราจะมา เฮงหลุนนายโจรได้ว่ากล่าวทักท้วงจะให้อยู่ด้วยเราไม่ฟังขืนมา บัดนี้ก็เห็นจริงเหมือนกับเฮงหลุนว่า ประการหนึ่งซึ่งเทือกเถาของเราได้ว่าราชการเป็นนายทหารใหญ่มาสามชั่วแล้วชื่อเสียงก็ปรากฏในแผ่นดิน ครั้นเราจะเข้าเป็นพวกพ้องเฮงหลุนนายโจรที่เนียซัวเปาะนั้นเล่าคนทั้งหลายก็จะชวนกันนินทา ปู่และบิดาเรามิเสียชื่อเสียงหรือ จึงมิได้เข้าอยู่เป็นพวกพ้องโจร หมายจะเข้ามาทำราชการ นานไปข้างหน้าชื่อเสียงจะได้ปรากฏมีความสุขสืบไป ไม่แจ้งว่ากอไทอวยเป็นขุนนางกังฉินมาแกล้งเราไม่ให้ทำราชการ เงินทองก็เสียหายไปมากจนสิ้นตัวจนไม่มีจะซื้อกิน คิดแล้วก็มีความวิตกยิ่งนัก พักอยู่โรงเตี๊ยมสี่ห้าวัน เอียจี้นึกขึ้นได้ว่าเรามีกระบี่ของวิเศษอยู่เล่มหนึ่ง ตั้งแต่เอียเลงก๋งปู่เราเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหารจะไปข้างไหนก็ถือกระบี่เล่มนี้ไป บัดนี้กระบี่ตกมาอยู่กับเรา ๆ ยากจนไม่มีเงินทองจะใช้สอยซื้อกิน จำจะต้องขายแล้วจะได้หาที่สำนักอื่นต่อไป นึกแล้วก็เขียนหนังสือปิดไว้ที่หน้าโรงเตี๊ยมว่า มีกระบี่ของวิเศษอยู่เล่มหนึ่งจะขายผู้ใดจะซื้อจงเข้ามาดูเถิด ปิดหนังสืออยู่วันหนึ่งก็ไม่เห็นมีผู้ใดเข้ามาดู ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเอียจี้จึงเอากระบี่ไปเที่ยวขายตามตลาดก็ไม่มีผู้ใดถามซื้อ เอียจี้เดินไปที่สะพานเทียนฮัวจิวเกีย ยืนอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่มีผู้ใดถาม เห็นแต่ผู้คนวิ่งหนีเข้าตรอกไป บ้างก็วิ่งหนีมาร้องว่า เสือมาโน่นแล้ว จงพากันหนีไปเสียโดยเร็วเถิด เอียจี้ได้ฟังสำคัญว่าเสือจริง ๆ เข้ามาจะไล่กินคนก็ยืนดู มีชายผู้หนึ่งรูปร่างสูงใหญ่เสพสุราเมาเดินมา ผู้คนพากันหนีไปสิ้น เอียจี้เห็นก็รู้จักว่าคนนี้แซ่จู ชื่อยี่ เป็นคนเก่งอยู่ที่ตังเกีย เที่ยวข่มเหงราษฎรอยู่เนืองๆ ไม่เกรงกลัวผู้ใด เราสำคัญว่าเสือใหญ่มาแต่ป่า เอียจี้รู้จักว่าจูยี่แล้วก็ยืนคอยดูอยู่ที่นั่น จูยี่เดินมาถึงสะพานเห็นเอียจี้ถือกระบี่ของวิเศษยืนอยู่ก็ตรงไปยื้อเอากระบี่ของเอียจี้มา ถามว่ากระบี่นี้เจ้าจะขายเท่าไร เอียจี้ว่ากระบี่วิเศษเล่มนี้แต่ครั้งปู่และบิดาเราต่อๆ กันลงมา บัดนี้ตกมาอยู่กับเรา ๆ ยากจนก็จะขายเสีย แต่จะขายสักสามพันตำลึง จูยี่ว่าอะไรจะเอามากเท่านั้น เราไปซื้อตามตลาดสามสิบอีแปะก็ได้เล่มหนึ่ง เอียจี้ว่ากระบี่ตามตลาดหาเหมือนกันไม่ กระบี่เราเล่มนี้เป็นของวิเศษดีไม่มีของผู้ใดเสมอ จูยี่ว่าอย่างไรจึงเรียกว่ากระบี่ของวิเศษ เอียจี้ว่ากระบี่เราเล่มนี้วิเศษดีสามอย่าง อย่างหนึ่งตัดเหล็กและทองแดงขาดไม่ยู่ยี่ไม่บิ่น อย่างสองเอาผมวางไว้ที่คมกระบี่ เป่าทีเดียวผมนั้นก็ขาด อย่างสามฆ่าฟันคนโลหิตไม่ติดกระบี่จึงเรียกว่าของวิเศษ จูยี่ว่าเจ้าลองฟันทองแดงให้เราดูได้หรือไม่ เอียจี้ว่าไปเอาทองแดงหรือเหล็กมาจะฟันให้ดู จูยี่ไปเลือกเอาเบี้ยอีแปะทองแดงที่ใหญ่หนาเอามาวางลงสะพาน เอียจี้ก็เอากระบี่ฟันอีแปะขาดสิ้นทั้งสิบอัน คนที่ยืนดูอยู่ห่างๆ นั้นก็ชวนกันชมว่ากระบี่เล่มนี้คมดีจริง จูยี่ถามเอียจี้ว่าเจ้าบอกกับเรามีดีสามอย่าง อีกสองอย่างลองอย่างไรเล่าเอียจี้ว่าท่านไปเอาผมมาจะลองให้ดู จูยี่ก็ไปเอาผมคนมาวางบนคมกระบี่เอียจี้ก็เป่าไปผมขาดทุกเส้น จูยี่เห็นก็แจ้งว่ากระบี่ดี ถามว่าอีกอย่างหนึ่งจะลองอย่างไร เอียจี้ว่าจะให้ฆ่าคนนั้นไม่ได้ ท่านไม่เชื่อก็ไปจับสุนัขมาเถิดจะฟันให้ดู จูยี่ว่าสัญญาฆ่าคนไม่ได้สัญญาฆ่าสุนัข เอียจี้ว่าเราพูดให้ฟังท่านไม่เชื่อก็แล้วไปมารบกวนทำไม จูยี่ว่าเราไม่มีเงินมาแต่จะซื้อเอากระบี่เล่มนี้ให้ได้ เอียจี้ว่าท่านไม่เอาเงินมาเราก็ไม่ให้กระบี่ จูยี่ก็ตรงเข้าชิงเอากระบี่ที่เอียจี้ยื้อแย่งกันอยู่เป็นช้านาน จูยี่เมาสุราล้มลงแล้วลุกขึ้นทุบตีเอียจี้จะแย่งเอากระบี่ให้ได้ เอียจี้ร้องบอกคนทั้งหลายว่า เรายากจนเอากระบี่มาขายจะแย่งชิงเอาของเราไป แล้วกลับทุบตีเอาด้วย คนเหล่านั้นเห็นก็ไม่อาจว่ากล่าวห้ามปรามประการใด พากันนิ่งดูอยู่ จูยี่ทุบตีเอียจี้เป็นหนักหนาเอียจี้เหลือทนเอาเท้าถีบจูยี่ล้มลงแล้วลุกขึ้นมายุดมือไว้ จูยี่พูดว่า เจ้าฆ่าเราเสียเถิดถ้าไม่ตายเราจะเอากระบี่ให้ได้ เอียจี้มีความโกรธยิ่งนัก เอาเท้าถีบจูยี่ล้มลงฟันด้วยกระบี่ถูกจูยี่ตาย แล้วร้องบอกว่าท่านทั้งหลายอย่าตกใจเลย เราไม่ทิ้งโทษให้ท่านหรอก พูดแล้วก็ให้คนเหล่านั้นมาด้วย ครั้นไปถึงผู้ชำระเอียจี้จึงบอกความตามซึ่งจูยี่ข่มเหงให้ฟังทุกประการ คนเหล่านั้นไปกับเอียจี้ก็แจ้งว่า จูยี่ข่มเหงเหลือทนจึงได้ฆ่าเสีย ข้าพเจ้าทั้งหลายได้รู้เห็นจริง ผู้ชำระว่าเจ้ามารับโทษเอง กับจูยี่ข่มเหงมีผู้รู้เห็นโทษก็เบาบาง แล้วสั่งให้เอาคาใส่เอียจี้ไว้ให้ผู้คุมไปชันสูตรบาดแผลผู้ตายกลับมาแล้วไต่ถามเอาถ้อยคำเอียจี้ไปปรึกษาโทษ ขุนนางผู้ปรึกษาโทษลงมาสั่งให้เฆี่ยนยี่สิบทีกับสักหน้าว่าฆ่าคนตายแล้วเนรเทศไปเมืองปักเกีย ซึ่งกระบี่ของวิเศษนั้นริบเป็นของหลวง ผู้ชำระก็เอาตัวเอียจี้ไปทำตามโทษแล้วสั่งเตี้ยเหล็ง เตี้ยโฮ้ว คุมตัวเอียจี้เนรเทศไปส่งให้ผู้กำกับคุกเมืองปักเกียตำบลไตเมงฮู้ เตี้ยเหล็ง เตี้ยโฮ้วก็คำนับลาพาตัวเอียวจี้มาที่บ้าน ชาวตลาดที่ตามมามีความเมตตา เที่ยวเรี่ยไรเงินทองพวกพ้องมาให้เอียจี้ไปซื้อกินตามทาง แล้วชวนกันว่ากล่าวกับเตี้ยเหล็ง เตี้ยโฮ้ว ผู้คุมทั้งสองว่าเอียจี้นี้เป็นคนสัตย์ซื่อฝีมือเข้มแข็งนัก ด้วยจูยี่ข่มเหงทุบตีเอาจนเหลือทน เอียจี้จึงได้ฆ่าเสีย จูยี่นี้เป็นคนพาลเที่ยวข่มเหงกดขี่ราษฎรอยู่เนืองๆ ไม่เกรงกลัวผู้ใด บัดนี้ตายเสียพวกข้าพเจ้ามีความยินดีนัก แต่เอียจี้นี้ท่านจะคุมตัวไปเมืองปักเกียนั้น ข้าพเจ้าขอฝากด้วย คนเหล่านั้นก็เอาเงินให้กับผู้คุมทั้งสองพอสมควร ผู้คุมรับเงินแบ่งปันกันแล้วพูดว่าท่านทั้งหลายอย่าวิตกเลย เราจะอุปถัมภ์มิให้ลำบากอดอยากได้ เชิญท่านกลับไปเถิดเราจะลาไปก่อน เอียจี้ได้เงินทองที่เขาให้ก็มีความยินดี พูดว่าท่านทั้งหลายเมตตาแก่ข้าพเจ้าพระคุณเป็นที่ยิ่ง ท่านจงอยู่ให้มีความสุขเถิด ข้าพเจ้าจะขอลาท่านไปแล้ว คนเหล่านั้นได้ฟังมีความสงสารแต่ไม่รู้ที่จะคิดประการใดก็ชวนกันกลับมาที่อยู่ ผู้คุมทั้งสองก็พาตัวเอียจี้ออกจากเมืองหลวงเดินทางไป พอเวลาเย็นถึงที่สำนักก็เข้าพักอาศัย รุ่งขึ้นเช้าชวนกันเดินไปหลายวันจนถึงเมืองปักเกียก็เข้าไปในเมืองหาที่พักหยุดอยู่

ฝ่ายเนียสิเกียดเป็นขุนนางฝ่ายทหารได้ว่าราชการที่เมืองปักเกียเป็นบุตรเขยชัวเกียขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายบุ๋นอยู่ ณ เมืองหลวง ครั้นนานมามีรับสั่งตั้งให้เนียสิเกียดเป็นตงซีไปสำเร็จราชการอยู่เมืองปักเกีย เวลาวันหนึ่งเนียสิเกียดทำงานแซยิดกำลังจัดการอยู่ พอผู้คุมทั้งสองไปถึงเอาตัวเอียจี้กับหนังสือที่ผู้ชำระมีมาฉบับหนึ่งส่งให้เนียสิเกียดรับมาอ่านมีความว่า เอียจี้ฆ่าคนตายต้องโทษเนรเทศให้มาอยู่เมืองปักเกีย เนียสิเกียดจึงคิดว่า เอียจี้นี้เดิมเป็นขุนนางฝ่ายบู๊อยู่ ณ เมืองหลวงชื่อเสียงก็ปรากฏมาช้านาน เหตุไฉนจึงต้องโทษเนรเทศมาถึงนี้ จำจะไปหาตัวมาไต่ถามให้แจ้งก่อน คิดดังนั้นก็ให้หาเอียจี้มาถามว่า เดิมเจ้าเป็นขุนนางทำราชการอยู่ เหตุไฉนจึงต้องโทษ เอียจี้คุกเข่าคำนับแจ้งความว่า เดิมข้าพเจ้าเป็นขุนนางตำแหน่งที่เตียนซีฮูจิไซ รับสั่งให้ข้าพเจ้าไปบรรทุกศิลาลายสิบนายด้วยกัน ครั้นกลับมาเรือลำข้าพเจ้าล่มศิลาจมหายจึงไม่อาจกลับไปเที่ยวหลบซุ่มซ่อนตัวอยู่ ครั้นนานมาแจ้งว่ามีรับสั่งโปรดยกโทษเสีย ข้าพเจ้าก็ยินดีจัดหาเงินทองเข้าไปเดินเอาที่ตำแหน่งเดิม กอไทอวยว่าข้าพเจ้าเป็นโทษครั้งหนึ่งแล้วจะทำราชการไม่ได้ ทิ้งเรื่องราวเสียไล่ออกมา ข้าพเจ้าสำนักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเงินทองของข้าพเจ้าก็ใช้สอยเสียสิ้นจึงเอากระบี่ของวิเศษมาขาย เล่าแต่ต้นจนปลายถี่ถ้วนทุกประการ

เนียสิเกียดได้ฟังก็แจ้งว่า เอียจี้เป็นคนสัตย์ซื่อฝีมือเข้มแข็งกอไทอวยแกล้งไม่ให้เป็นขุนนาง จูยี่ข่มเหงเอากระบี่เขาจึงได้ฆ่าเสีย โทษเอียจี้ก็เบาบางหาเป็นไรไม่ เราจะถอดเอาเอียจี้ไว้ใช้สอยก็ได้ คิดแล้วจึงสั่งให้ผู้คุมถอดคาที่ใส่เอียจี้ออกเสียแล้วก็เขียนหนังสือตอบไปว่าได้รับเอียจี้ไว้มอบให้เตี้ยเหล็ง เตี้ยโฮ้วผู้คุมทั้งสองกลับไป ผู้คุมทั้งสองรับหนังสือคำนับลากลับมาเมืองหลวง

ฝ่ายเอียจี้รับใช้การงานอยู่ที่บ้านเนียสิเกียดมิได้ขาด เนียสิเกียดเห็นเอียจี้เป็นคนสัตย์ซื่อดีจะตั้งให้เป็นขุนนางก็กลัวคนทั้งหลายจะนินทาว่าเอียจี้เป็นโทษ เพิ่งจะส่งมาความชอบสิ่งใดก็ไม่มีทั้งยังเป็นโทษ ถ้าตั้งเป็นขุนนางถ้าคนทั้งปวงเขาไม่ยอมเราจะทำประการใด คิดแล้วจึงเรียกเอียจี้มาถามว่าเรามีจิตเมตตาจะชุบเลี้ยงเจ้าให้ได้เงินทองใช้สอยบ้างเล็กน้อย กลัวคนจะนินทาว่าเจ้ายังไม่มีความชอบสิ่งใด คิดว่าจะทดลองฝีมือพวกทหาร ด้วยได้ยินข่าวเล่าลือว่าฝีมือเพลงอาวุธเจ้าชำนิชำนาญว่องไวนักแต่ไม่รู้ว่าจะจริงหรือไม่ ถ้าเจ้าซักซ้อมได้ดีจริงแล้วเราจะตั้งให้เป็นขุนนางมียศศักดิ์ขึ้นบ้าง เอียจี้ว่าตัวข้าพเจ้านี้ตั้งแต่เล็กจนใหญ่ไม่ได้ทำสิ่งใด ฝึกหัดแต่เพลงอาวุธอย่างเดียวเท่านั้น และท่านมีความเมตตาจะชุบเลี้ยงข้าพเจ้าขอทดลองฝีมือให้ท่านดูสักครั้งหนึ่ง เนียสิเกียดได้ฟังก็ยินดีสั่งให้ขุนนางทหารตระเตรียมกันไว้พร้อม ขุนนางฝ่ายทหารก็ไปจัดการเตรียมไว้เสร็จ ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าเนียสิเกียดเอาเสื้อเกราะและกางเกงเครื่องแต่งตัวให้เอียจี้แล้วพาไปสนาม ลีเส็งกับบุนตัดนายทหารรองของเนียสิเกียด ลีเส็งนั้นชาวบ้านมักเรียกว่าลีเทียนอ๋อง บุนตัดนั้นก็เป็นสองชื่อ เรียกว่าบุนตัวตอชื่อหนึ่ง นายทหารสองคนนี้ฝีมือเข้มแข็ง เห็นเนียสิเกียดผู้สำเร็จราชการมาก็ลงจากเก้าอี้มาเชิญเนียสิเกียดขึ้นนั่งที่สมควร ขุนนางนายทหารเหล่านั้นก็นั่งเป็นลำดับตามผู้ใหญ่ผู้น้อย เนียสิเกียดเห็นทหารที่จะทดลองฝีมือเพลงอาวุธมาพร้อมกันแล้ว ก็สั่งให้ขี่ม้าตั้งเป็นกระบวนยืนเรียงกัน ร้องเรียกจิวกิ้นนายทหารมาบอกว่า วันนี้เราจะให้พวกเจ้าซ้อมเพลงอาวุธให้สิ้นฝีมือ เจ้าจงซักซ้อมให้เราดูแต่คนเดียวก่อน จิวกิ้นก็คำนับถอยออกมาขับม้ารำเพลงอาวุธแต่ผู้เดียวได้ครู่หนึ่งแล้วก็หยุดม้ายืนอยู่ข้างสนาม คนทั้งปวงก็พากันชมว่าจิวกิ้นฝีมือเข้มแข็งคล่องแคล่วดี เนียสิเกียดร้องเรียกเอียจี้มาพูดว่า เดิมเจ้าก็เป็นขุนนางฝ่ายทหารเมืองหลวง บัดนี้บ้านเมืองเกิดโจรผู้ร้ายชุกชุม ไม่มีความสุข จึงได้ซ้อมเพลงอาวุธปรารถนาจะหาคนที่มีฝีมือเข้มแข็งไว้สำหรับปราบโจรผู้ร้ายและข้าศึกศัตรูซึ่งเกิดขึ้นในแผ่นดิน ตัวเจ้าเขาเลื่องลือว่าฝีมือดีจะทดลองดูกับจิวกิ้นขุนนางนายทหารได้หรือไม่ ถ้าเจ้ามีชัยชนะแก่จิวกิ้น เราจะตั้งให้ว่าราชการตำแหน่งจิวกิ้นสืบต่อไป เอียจี้ว่าข้าพเจ้าจะทดลองให้ท่านดูสุดแล้วแต่จะเห็นควร เนียสิเกียดจึงสั่งให้เอาม้ากับเครื่องอาวุธมาให้ เอียจี้ก็แต่งตัวถือทวนขึ้นม้าออกมากลางสนาม จิวกิ้นถือทวนขับม้าออกมาร้องตวาดว่า เจ้าคนโทษนี้หรือจะทดลองฝีมือกับเรา ก็ขับม้าจะเข้าสู้รบกัน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ