๑๐๙

ซ้องกั๋งจึงปรึกษากับโงวหยงว่า บัดนี้เราตีไล่เมืองเขตแดนฮ่วยไซล่วงเข้ามาจวนจะถึงเมืองซินจิวอยู่แล้ว อองเข่งเห็นว่าจะต้านทานไม่ได้คงหนีไปเอาชีวิตรอดจำจะต้องคิดป้องกันอย่าทันให้อองเข่งหนีได้ โงวหยงตอบว่าท่านอย่าวิตก เดิมราษฎรแขวงเมืองฮ่วยไซได้บอกไว้ทุกแห่งว่า หลังเมืองซินจิวไปไม่สู้ไกลนักถึงฮูซอกซัวม้อทะเลสาบ แม้นกองทัพเรารุกกระชั้นไปประชิดเมืองซินจิวไว้ อองเข่งเห็นว่าเหลือที่จะสู้รบคงหนีไปเข้าอยู่ในเขตแดนฮูซอกซัวม้อเป็นแน่ ท่านจงให้โลวจุนหงีแยกกองทัพเรือยกอ้อมไปหลังเมืองซินจิวตั้งสกัดต้นทางฮูซอกซัวม้อไว้อย่าให้อองเข่งหนีลงทะเลสาบได้ แล้วจงยกกองทัพเข้าหักเมืองซินจิวดูท่วงทีอองเข่งจะคิดประการใด ซ้องกั๋งก็เห็นชอบ จึงให้หาโลวจุนหงีมาปรึกษาว่าจะให้ผู้ใดยกกองทัพเรือไปตี โลวจุนหงีตอบว่าข้าพเจ้าจะไปเอง จึงจัดเอาชาจิน ลิเอง จูตง แต้เทียนซิว เอียวจงอ๋วงกับทหารสองหมื่นออกจากด่านเขาอังทอซัวตรงไปถึงแม่นํ้าเกาอวนหอ ให้ลี้จุนจัดเรือรบชนิดเล็กห้าสิบลำ โลวจุนหงีกับทหารก็ลงเรือตรงไปถึงปากน้ำลิวซัวหอ ต้นทางที่จะไปตำบลฮูซอกซัวม้อจึงปลอมเป็นไพร่พลตำบลนั้นเที่ยวลาดตระเวนอยู่ทุกเวลา

ฝ่ายซ้องกั๋งครั้นโลวจุนหงีไปแล้ว จัดให้ทหารอยู่รักษาด่านเขาอังทอซัวพอสมควร ซ้องกั๋งก็ยกทัพใหญ่ไปเมืองซันจิว ม้าใช้เห็นกองทัพยกมาก็รีบไปบอกกับพวกเจ้าพนักงานนำข้อความเข้าแจ้งแก่อองเข่งว่าซ้องกั๋งตีได้ด่านเขาอังทอซัว บัดนี้ยกตรงมาเมืองซินจิวแล้ว อองเข่งได้ฟังก็ตกใจให้หาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊มาพร้อมปรึกษาว่า บัดนี้กองทัพซ้องกั๋งรุกล่วงเข้ามาใกล้เมืองเราแล้วจะคิดอ่านต้านทานประการใดดี พัวติตงขุนนางฝ่ายบุ๋นคำนับแล้วว่า กองทัพซ้องกั๋งตีบ้านเมืองเข้ามาใกล้จะถึงเมืองซินจิว การก็ร้อนอยู่แล้วอย่าให้ข้าศึกยกเข้าล้อมเลย ข้าพเจ้าจะขออาสายกกองทัพไปต้านทานไว้

อองไทซือโหรจึงว่าเวลาคืนนี้ข้าพเจ้าตรวจดูดาวบนอากาศเห็นดาวประจำตัวท่านมัวหมองมาก ซึ่งจะคิดสู้รบนั้นไม่ได้ขอท่านจงจัดให้ขุนนางถือหนังสือไปอ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์เปิดประตูเมืองรับแต่โดยดีจึงจะยืดยาว ถ้าคิดจะสู้รบไพร่บ้านพลเมืองก็จะได้ความลำบาก ประการหนึ่งตัวท่านก็จะไปไม่ตลอดได้ ถ้าท่านเชื่อข้าพเจ้าแล้วเห็นจะมีความสุขด้วยกันสืบไป อองเข่งได้ฟังก็นั่งตรึกตรองอยู่ ลิวง่วนเก็งจึงว่าอองไทซือพูดไม่ถูก จะให้ท่านสามิภักดิ์กับกองทัพซ้องกั๋งนั้นไม่ควร ในเมืองซินจิวนี้ทหารมีฝีมือเข้มแข็งก็ยังมีมาก ไพร่พลก็หลายหมื่นจะกลัวทำไมไม่ต้องการ ถ้ากองทัพซ้องกั๋งยกมาก็ออกสู้รบให้สิ้นฝีมือสักครั้งหนึ่ง แม้นเทพยดาฟ้าและดินไม่ช่วยบำรุงก็เป็นที่จนใจชวนกันหนีไปเข้าไปอยู่ในตำบลฮูซอกซัวม้อ เขตแดนแขวงเมืองฮวนเสียจะทำไมได้ อองเข่งได้ฟังก็เห็นชอบด้วยเป็นคราวจะสิ้นวาสนา จึงสั่งให้อองเหล็งผู้บุตรกับอองไทซืออยู่รักษาเมืองแล้วตั้งให้ลิวง่วนเฮียงกับพัวติตงเป็นแม่ทัพซ้ายขวา ให้ซึงเหม็ง จิวเจ๊ก ปังโฮ้ว ตันเหล็ง ทหารเอกทั้งสี่นายคุมไพร่พลสองหมื่นยกออกจากเมืองประมาณทางสี่สิบลี้ถึงตำบลมิดเข่งก็ตั้งค่ายมั่นลงไว้

ฝ่ายซ้องกั๋งยกมาใกล้จะถึงเมืองซินจิว เห็นกองทัพตั้งค่ายเรียงรายอยู่เป็นอันมาก ซ้องกั๋งจึงชวนโงวหยงกับนายทหารรีบล่วงหน้าไปดูกระบวนค่ายเห็นทำเลชัยภูมิท่วงทีชอบกล จึงถามราษฎรว่าที่ข้าศึกมาตั้งค่ายนั้นตำบลใด ราษฎรชาวบ้านบอกว่าที่ตำบลนี้เรียกมิดเข่ง โงวหยงได้ฟังก็รู้ในเหตุการณ์จึงพูดแก่ซ้องกั๋งว่า อองเข่งยกกองทัพมาตั้งค่ายที่ตำบลมิดเข่งนี้ชีวิตของอองเข่งจะไม่ยืดยาวนาน ด้วยอักษรตัวมิดนั้นแปลว่าดับสูญ อักษรตัวเข่งคือได้กับชื่ออองเข่งการเรื่องนี้ไม่ช้าดอกคงจะได้เห็น

ซ้องกั๋งได้ฟังก็ยินดี ชวนทันกลับมากองทัพใหญ่แบ่งทหารเป็นสามกอง จัดให้ฉินเหม็ง ฮวยหยง ลิมชอง เป็นกองหน้าให้กวนเส็ง อูเอียนเจียก ลูตีซิมเป็นกองที่สอง ให้ลีขุย หังชอง ลีกุนเป็นกองที่สามคุมทหารกองละหมื่นยกไปเป็นลำดับไปตีค่ายข้าศึกก่อน ซ้องกั๋งพักกองทัพหยุดคอยฟังข่าวอยู่ตามทาง ฉินเหม็งกองหน้ายกล่วงไปใกล้จะถึงเมืองซินจิว ซึงเหม็งนายทหารเอกแจ้งความก็คุมไพร่พลหมื่นหนึ่งออกจากค่าย ฉินเหม็งขับม้าตรงเข้ารบกันได้สามสิบเพลงยังไม่แพ้ชนะกัน จิวเจ๊กทหารเอกเห็นซึงเหม็งเอาชัยชนะทหารซ้องกั๋งไม่ได้ก็ขับม้าตรงมาจะเข้าช่วย ลิมชองตรงเข้ารบกับจิวเจ๊กเป็นสามารถ ฮวยหยงเห็นฉินเหม็งเอาชัยชนะแก่ข้าศึกไม่ได้ก็ยิงเกาทัณฑ์มา ซึงเหม็งหลบลูกเกาทัณฑ์เสียที ฉินเหม็งตีด้วยกระบองถูกซึงเหม็งตกม้าตาย จิวเจ๊กเห็นดังนั้นก็ตกใจไม่เป็นอันรบคิดจะล่าถอย ลิมชองได้ทีเอาทวนแทงถูกชายโครงจิวเจ๊กตกม้าตาย พอกองทัพทั้งสองหนุนมาทันก็ช่วยกันไล่ฆ่าฟันนายทหารและไพร่พลเมืองซินฉิวตายลงมากที่เหลือตายก็แตกหนีกระจัดกระจายไป นายทหารซ้องกั๋งทั้งสามกองได้ชัยชนะก็ยกกลับมาค่ายแจ้งความให้ซ้องกั๋งฟัง

ซ้องกั๋งมีความยินดีนัก จึงยกกองทัพมาล้อมค่ายข้าศึกเข้าไว้ไพร่พลที่แตกหนีก็รีบมาแจ้งกับอองเข่งว่า ซึงเหม็ง จิวเจ๊กนายทหารเอกตายในที่รบทั้งสองคนเสียไพร่พลเป็นอันมาก บัดนี้กองทัพซ้องกั๋งยกมาตั้งล้อมค่ายชายเขาไว้แน่นหนา มาตรว่าเป็นนํ้าก็ไหลซึมซาบออกไปไม่ได้ อองเข่งแจ้งความก็ตกใจปรึกษากับขุนนางนายทหารทั้งปวงว่า ข้าศึกยกมาล้อมค่ายเราไว้จะคิดอ่านสู้รบอย่างไรดี

พัวติตงแม่ทัพจึงพูดว่า การศึกคราวนี้เข้มแข็งนักเชิญท่านกำกับยกออกรบสักครั้งหนึ่ง นายทหารและทหารทั้งปวงคงต่อสู้จนสิ้นฝีมือ ถ้ามีชัยชนะก็รุกไล่ไปตีเอาเมืองคืนตั้งมั่นไว้ แม้นว่าปราชัยก็ล่าถอยเข้าเมืองคิดหาอุบายสู้รบต่อไปอีก อองเข่งได้ฟังก็เห็นชอบจึงยกกองทัพใหญ่ออกจากค่าย ซ้องกั๋งแจ้งว่าอองเข่งยกมาเองก็ออกไปยืนอยู่หน้าทหาร เห็นอองเข่งใส่เสื้อหมวกมังกรลายทองคล้ายกับกษัตริย์ อองเข่งเห็นซ้องกั๋งยืนม้าอยู่หน้ากระบวน จึงสั่งให้ปังโฮ้ว ตันเหล็งขับม้าตรงเข้ามาท้ารบ ซ้องกั๋งก็ให้ซิซุนเฮากับปังจือทหารเมืองฮ่อปักออกรบ ซิซุนเฮาเข้ารบกับปังโฮ้ว ปังจือเข้ารบกับตันเหล็งได้หลายเพลง ซิซุนเฮาสู้ฝีมือปังโฮ้วไม่ได้ ปังโฮ้วเอากระบองตีถูกซิซุนเฮาตกม้าก็ถึงแก่ความตาย ปังจือสู้กำลังตันเหล็งไม่ได้ ตันเหล็งเอาง้าวฟันถูกคอปังจือขาด ทั่งเปียนเห็นพวกพ้องตายก็โกรธ ขับม้าเข้ารบกับปังโฮ้วได้หลายเพลง ทั่งเปียนแกล้งทำขับม้าหนี ปังโฮ้วไม่รู้ทีก็ขับม้าไล่กระชั้นไป ทั่งเปียนชักม้ากลับเอาง้าวฟันถูกกลางตัวปังโฮ้วขาดสองท่อน บุนตงหยงทหารซ้องกั๋งก็ร้องว่า ไม่จับอองเข่งเสียเดี๋ยวนี้จะรอคอยอยู่เมื่อใด

ร้องสั่งดังแล้วนั้นก็ขับม้าฝ่าหักกระบวนตรงไปที่อองเข่ง อึ้งเกียนเจียงทหารรักษาอองเข่งก็ตรงเข้าต้านทานบุนตงหยงไว้รบกันได้สามเพลง บุนตงหยงเอาง้าวฟันถูกกลางตัวอึ้งเกียนเจียงขาด อองเข่งเห็นทหารสองนายตายก็ตกใจขับม้าหนีเข้าเมืองจึงให้ไพร่พลปิดประตูขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง ซ้องกั๋งเห็นได้ทีก็เร่งกองทัพรุกกระชั้นยกเข้าล้อมเมืองซินจิวไว้ทั้งสามด้านยังเหลือแต่ประตูปักหมึงทิศเหนือด้านหนึ่ง ปรารถนาจะให้อองเข่งกับขุนนางและนายทหารหนีไปทางนั้น แล้วก็ตั้งค่ายมั่นลงไว้เข้มแข็ง

ฝ่ายอองเข่งเห็นกองทัพซ้องกั๋งยกตามมาตั้งล้อมกำแพงไว้แน่นหนาก็ตกใจ จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ซ้องกั๋งยกกองทัพมาตั้งล้อมอยู่ดังนี้ กองทัพเมืองใดที่จะยกมาช่วยก็ไม่มีทำอย่างไรจึงจะได้ชัยชนะ ลิวง่วนเก็งว่าท่านอย่าวิตก เสบียงอาหารเราบริบูรณ์ ไพร่พลก็ยังมีมาก ควรที่เราจะตั้งมั่นรักษาเมืองไว้ให้เข้มแข็ง ประการหนึ่งคูเมืองก็ลึก มาตรว่าข้าศึกลอบเข้ามาก็ทำอันตรายไม่ได้ ข้าพเจ้าจะขออาสาคุมไพร่พลไปเที่ยวตรวจตรารักษาประตูกำแพงเมืองทั้งสี่ด้านไว้ให้กวดขันคอยดูท่วงทีกองทัพซ้องกั๋งจะคิดอ่านประการใด

อองเข่งได้ฟังก็ยินดีเห็นเป็นที่วางใจได้ อองเข่งก็เสพสุราอยู่กับหญิงข้างในทุกเวลาไม่ออกว่าการงาน ราษฎรชาวเมืองที่มีความโกรธแค้นอองเข่งอยู่ก็คิดจะเปิดประตูเมืองออกรับกองทัพซ้องกั๋งแต่ยังไม่ได้ทีก็นิ่งอยู่

ฝ่ายซ้องกั๋งแม่ทัพคุมทหารเข้าหักเมืองทุกเวลานายทหารและไพร่พลในเมืองซินจิวพุ่งแหลนหลาวยิงเกาทัณฑ์ขว้างก้อนศิลาลงมาดังห่าฝน ทหารซ้องกั๋งไม่อาจเข้าใกล้ได้ต้องล่าถอยกลับเข้าค่ายแต่ยกเข้าปีนปล้นเมืองอยู่ยี่สิบวันก็ตีหักเข้าไปไม่ได้

ขณะนั้นพอเปลี่ยนฤดูใหม่ฝนตกน้ำท่วมไอดินขึ้นทหารและม้าพากันเจ็บป่วยมาก ซ้องกั๋งได้แจ้งก็มีความวิตกจึงปรึกษาโงวหยงว่า เทศกาลนี้คับขันทหารและม้าอิดโรยนัก ยกเข้าตีหลายครั้งก็ไม่แตกเราจะคิดการอย่างไรดี โงวหยงตอบว่าเมืองซินจิวก็มั่งคั่งเสบียงอาหารบริบูรณ์นายทหารและไพร่พลรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เข้มแข็ง จะยกเข้าหักเมืองในฤดูนี้เห็นการจะไม่สำเร็จ

กงซุนสินได้ฟังจึงว่าข้าพเจ้ามีอุบายอยู่สิ่งหนึ่งขอให้ท่านตรึกตรองดูแล้วกระซิบบอกความลับให้ซ้องกั๋งฟัง ซ้องกั๋งแจ้งความก็ยินดีตอบว่าอุบายของท่านนี้ดีนักคงจะสมความคิดเป็นแน่ จึงสั่งทหารตัดเอาฟืนและหญ้าที่แห้งไปกองไว้ริมกำแพงสูงเท่าประตูเมืองโดยรอบทั้งสามด้าน เหลือไว้แต่ประตูปักหมึงทิศเหนือจะให้อองเข่งกับทหารทั้งปวงหนีออกทางนั้น ให้เลงจิ้นเตรียมประทัดแตกและเชื้อไฟไว้ กำหนดวันกลางเดือนยี่เวลากลางคืนให้จุดเชื้อเพลิงติดฟืนขึ้น จุดประทัดแตกระดมเข้าในเมืองให้พร้อมกัน ทหารก็แยกย้ายรีบไปจัดการตามอุบายที่ซ้องกั๋งสั่งทุกประการ ครั้นถึงวันกำหนดตกดึกประมาณสองยาม กงซุนสินก็ถือกระบี่วิเศษขึ้นบนหอรบริมกำแพงเมืองอ่านคาถาบันดาลเป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดมา เลงจิ้นจุดประทัดแตกทิ้งระดมเข้าไปในเมืองเสียงดังสนั่น ทหารก็เอาเชื้อไฟจุดกองฟืนซึ่งอยู่รอบกำแพงเมืองขึ้นทั้งสามด้าน ลมก็พัดกระพือหนักไฟติดสว่างทั่วทั้งเมือง พวกในเมืองได้ยินเสียงประทัดและเห็นไฟติดก็ตกใจ ทหารซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินเห็นดังนั้นก็วิ่งไปป้องกันบ้านเรือน ลิวง่วนเก็งก็รีบไปแจ้งให้อองเข่งทราบ อองเข่งออกมาดูเห็นไฟติดทั่วทั้งสามด้านก็ตกใจกลัวยิ่งนักมิได้คิดจะสู้รบ จึงกลับเข้าไปพาบุตรภรรยาที่รักใคร่กับขุนนางคนสนิทเปิดประตูปักหมึงข้างทิศเหนือตรงไปยังตำบลฮูซอกซัวม้อ อองไทซือผู้เป็นโหรเห็นดังนั้นจึงมาเปิดประตูไซหมึงทิศตะวันตกรับกองทัพ ซ้องกั๋งก็คุมทหารกรูเข้าเมืองรุกไล่ฆ่าฟันพลเมืองซินจิวล้มตายเป็นอันมาก บ้างก็เข้าในวังอองเข่งเก็บริบเอาเงินทองทรัพย์สิ่งของที่อย่างดีไว้และจับตัวภรรยาน้อยของอองเข่งไว้สองร้อยคน

พอเวลาเช้าซ้องกั๋งให้ทหารช่วยกันดับไฟ เกลี้ยกล่อมมิให้ราษฎรชาวเมืองแตกตื่น รวบรวมทหารเป็นหมวดเป็นกองแล้วตรวจดูไพร่พลแจ้งว่าเซียงซือเส็งกับฮูเอียงถูกเกาทัณฑ์ตายก็มีความเสียดายนัก อองไทซือตรงมาคำนับแจ้งความเดิมที่เกลี้ยกล่อมอองเข่งให้ยอมสามิภักดิ์นั้นทุกประการ ซ้องกั๋งได้แจ้งก็ต้อนรับอองไทซือเป็นอันดี แล้วถามว่าอองเข่งหนีไปทางไหน อองไทซือว่า เวลาคืนนี้อองเข่งพาบุตรภรรยากับขุนนางนายทหารเปิดประตูปักหมึงหนีไปตำบลฮูซอกซัวม้อ ซ้องกั๋งได้ฟังก็สั่งให้ฮวยหยง ฉินเหม็ง ลิมชอง กวนเส็ง อูเอียนเจียกคุมทหารหมื่นหนึ่งรีบตามอองเข่งไปจับเป็นมาให้ได้ นายทหารทั้งห้าก็ออกจากเมืองตามอองเข่งไปทางทิศเหนือ ซ้องกั๋งก็พักกองทัพอยู่ในเมืองเกลี้ยกล่อมราษฎรทำมาหากินเป็นปกติตามภูมิลำเนา

ฝ่ายอองเข่งพาบุตรภรรยา ทั้งขุนนางนายทหารไพร่พลหนีออกจากเมืองซินจิวไปทางทิศเหนือได้คืนกับหนึ่งวัน ก็หิวอ่อนเพลียเต็มที เพราะไม่มีเสบียงอาหารรับประทาน จึงเที่ยวตีปล้นพวกชาวบ้านได้มาก็ชวนกันหยุดอยู่ที่พุ่มไม้กอหญ้าหาหุงต้มเลี้ยงกันทั้งนายไพร่ประมาณร้อยเศษ อองเข่งเห็นว่ากินอยู่กันดารนักก็ร้องไห้พูดกับลิวง่วนเก็ง พัวติตงว่า วาสนาของเราช่างตกอับกระไรหนอ เมืองก็แหลกญาติวงศ์ก็ล้มตายนายทหารและไพร่พลก็มิได้เหลือเพราะตัวเราทำไม่ดีเอง ท่านทั้งปวงตัดเอาศีรษะเราไปอ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์แก่ซ้องกั๋งโทษก็จะเบาบางลง แล้วก็ไม่ต้องมาทนทุกข์เวทนาอยู่ดังนี้ เรามีความสังเวชนัก

ลิวง่วนเก็งว่าท่านอย่าเสียใจไปเลยเป็นเพราะผลกรรมเราได้สร้างไว้จึงเผอิญเป็น พวกข้าพเจ้าทั้งหลายก็ได้พึ่งบารมีท่านเป็นสุขมาช้านาน บัดนี้ท่านมีทุกข์ซึ่งจะเอาตัวออกห่างไปหาความสุขนั้นไม่ควร ยากเย็นประการใดจะสู้ตายตามท่านมิได้คิดชีวิต แต่การครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าเราพากันหนีไปเข้าในเขตแดนฮูซอกซัวม้อ อ่อนน้อมเจ้าเมืองนั้น แล้วขอยืมกองทัพยกมาแก้แค้นตีเอาบ้านเมืองกลับคืนตามเดิมท่านจะเศร้าโศกไปทำไมเล่า

พูดยังไม่ทันขาดคำเห็นกองทัพรุกไล่ตามมาก็ตกใจชวนกันรีบขึ้นม้าขับหนีไปตามทางโดยเร็ว ถึงแม่น้ำลิวซัวหอ อองเข่งเห็นเรือในแม่น้ำมีมากก็สำคัญว่าเรือพวกตำบลพวกตำบลฮูซอกซัวม้อก็ใช้ให้ไพร่พลลงไปในแม่น้ำร้องบอกว่าพวกเรานี้คือชาวเมืองซินจิวตั้งหน้ามาสามิภักดิ์แก่เจ้าเมืองฮูซอก เชิญท่านมารับเราด้วยเถิด

ฝ่ายพวกทหารของโลวจุนหงีซึ่งปลอมเป็นพวกเรือชาวเมืองฮูซอกเที่ยวตรวจตราคอยจับตัวอองเข่งอยู่ ครั้นได้ฟังก็ตอบว่าเรือพวกเรานี้เป็นกองลำเลียงเสบียงอาหารเมืองฮูซอกซัวม้อ ก็พวกเจ้าบอกว่ามาแต่เมืองซินจิวเห็นจะเป็นอองเข่งซินอ๋องมาด้วยดอกกระมัง อองเข่งได้ฟังดังนั้นก็สำคัญว่าเป็นพวกเมืองฮูซอกซัวม้อจริงจึงร้องบอกว่าตัวเรานี้คือซินอ๋องมารับด้วยเถิด ทหารโลวจุนหงีได้ฟังก็ดีใจรีบถอยเรือเข้ามาพลางพูดว่า ถ้าท่านซินอ๋องจะสามิภักดิ์กับเจ้านายจริงแล้วเรานำไปคงมีความชอบมาก

พูดดังนั้นก็รีบให้เรือเข้ามาถึงฝั่ง อองเข่งกับบุตรภรรยาและขุนนางมีความยินดีชวนกันลงเรือ ทหารของโลวจุนหงีถอยเรือออกจากฝั่งถึงกลางแม่น้ำ โลวจุนหงีกองหลังเห็นว่าอองเข่งกับพวกพ้องลงในเรือถอยออกจากตลิ่งแล้วก็ให้เป่าปี่สัญญา เรือขึ้นเร่งตรงมา ทหารเรือกองหน้ากรูกันเข้าจับอองเข่งกับพวกพ้องมัดไว้ พอกวนเส็งทัพบกไล่มาถึงริมฝั่งก็สั่งให้แจวเรือเข้ามาริมตลิ่งสมทบเป็นกองเดียวกัน แล้วก็ยกกองทัพคุมตัวอองเข่งกับกับบุตรภรรยาและทหารมาถึงเมืองซินจิวแจ้งความให้ซ้องกั๋งฟังทุกประการ ซ้องกั๋งสั่งให้เอาตัวอองเข่งจำขังไว้ในเกวียนจะคุมเข้าไปยังเมืองหลวง แต่พวกทหารของอองเข่งนั้นให้เอาตัวไปฆ่าเสีย ซึ่งรั้ววังที่นั่งของอองเข่งก็ให้พังรื้อลงทั้งสิ้น ภรรยาน้อยสองร้อยเศษที่อองเข่งไปฉุดคร่าข่มขืนมาก็ปล่อยให้กลับไปบ้านตามเดิม จัดการในเมืองซินจิวเรียบร้อยปกติแล้วก็จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกันเป็นอันดี ซ้องกั๋งจึงปรึกษากับโลวจุนหงีและพวกพ้องทั้งปวงจะยกกองทัพกลับเข้าเมืองตังเกีย

โงวหยงจึงพูดแก่ซ้องกั๋งว่า เมืองซินจิวนี้ใกล้เคียงกับเขตแขวงเมืองฮูซอกซัวม้อมาตรว่าเจ้าเมืองฮูซอกซัวม้อรู้ว่าเมืองซินจิวแตกก็คงจะยกกองทัพมารบกวน ขอท่านจงจัดให้ผู้ใดอยู่รักษาเมืองไปก่อน ถ้ายกกองทัพกลับไปถึงเมืองหลวงแล้ว จึงค่อยคิดอ่านต่อไปภายหลัง ซ้องกั๋งก็เห็นชอบจึงตอบว่า อองไทซือโหรของอองเข่งเป็นคนสัตย์ซื่อควรจะให้อยู่รักษาเมืองซินจิวปกป้องราษฎรไพร่บ้านพลเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขท่านจะเห็นประการใด อองไทซือว่าถ้าท่านเมตตาข้าพเจ้าจะฉลองพระเดชพระคุณ แต่ขอผู้ใดไว้ช่วยว่ากล่าวการงานสักคนหนึ่ง ซ้องกั๋งจึงสั่งโซวเองซีขุนนางในเมืองซินจิวที่เข้าสามิภักดิ์พร้อมกันกับอองไทซือให้อยู่รักษาเมือง และให้ช่วยอองไทซือว่าราชการ อองไทซือกับโซวเองซีก็รับคำสั่ง ซ้องกั๋งจึงยกกองทัพออกจากเมืองซินจิว ให้คุมตัวอองเข่งกับบุตรภรรยาบรรทุกเกวียนเดินทางตรงมาถึงเมืองเอี้ยวเอี๋ยงแล้วรวบรวมทหารเข้าสมทบกันยกกองทัพออกจากเมืองเดินทางมาหลายวันถึงเมืองเนี้ยจิ๋ว จูบู๊ก็ออกมารับซ้องกั๋งเชิญเข้าในเมืองใช้ทหารไปแจ้งกับเตียเจียวท้อ ณ เมืองเจียคีเสียให้ทราบ

โงวหยงจงพูดแก่ซ้องกั๋งว่า ท่านจงจัดให้ผู้ใดอยู่รักษาเมืองเนี้ยจิ๋วจึงจะควร ซ้องกั๋งก็จัดให้เล่าหวงขุนนางตำแหน่งที่โตวก้ำว่าราชการในเมืองเนี้ยจิ๋วมาแต่เดิม ให้อยู่รักษาเมืองเนี้ยจิ๋วกับทหารหมื่นหนึ่ง แล้วซ้องกั๋งก็นำกองทัพออกจากเมืองเนี้ยจิ๋วยกไปถึงเมืองเจียคีเสีย เตียเจียวท้อแจ้งความว่าซ้องกั๋งยกกองทัพกลับก็ยินดีจึงชวนทหารมาคอยรับอยู่นอกเมือง พอซ้องกั๋งมาถึงเตียเจียวท้อก็เชิญซ้องกั๋งเข้าไปในเมือง จัดที่ให้นั่งคำนับกันตามธรรมเนียมแล้วพูดว่า ท่านยกกองทัพไปปราบปรามอองเข่งเรียบร้อยกลับมาข้าพเจ้ามีความยินดีนัก พระเจ้าแผ่นดินคงพระราชทานยศศักดิ์ให้เป็นใหญ่ ซ้องกั๋งตอบว่า ข้าพเจ้าไปปราบเมืองฮ่อปักเรียบร้อยราบคาบก็ยกกลับเข้าเมือง จึงรับสั่งให้ยกกองทัพไปแขวงเมืองฮ่วยไซอีก กว่าจะสำเร็จศึกก็เสียทหารเมืองฮ่อปักเป็นอันมาก ข้าพเจ้ามีความอาลัยยิ่งนัก เตียเจียวท้อว่าท่านอย่าวิตกซึ่งพวกทหารแขวงเมืองฮ่อปักก็ตั้งใจทำราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยซื่อสัตย์ บัดนี้มาล้มตายกลางศึกก็มีความชอบต่อแผ่นดินมากต้องกราบทูลให้ทรงทราบ คงโปรดพระราชทานยศและเบี้ยหวัดเงินเดือนให้บุตรหลานของทหารผู้ตายมีความสุขสืบไปดอก เตียเจียวท้อจึงสั่งให้จัดโต๊ะและสุราเลี้ยงซ้องกั๋งกับพวกทหารเสร็จแล้ว ซ้องกั๋งพักอยู่ณเมืองเจียคีเสียหลายเวลาจึงพูดกับโงวหยงว่าจะทำการกงเต๊กให้ทหารเมืองฮ่อปักที่ตายลงในกลางศึกขึ้นสวรรค์และไปเกิดเสียโดยเร็ว

โงวหยงก็เห็นชอบ ซ้องกั๋งสั่งให้คนใช้ไปที่ศาลเจ้าเล่งเซียนเปียวริมประตูตังหมึงเมืองเจียคีเสียทิศตะวันออก นิมนต์หลวงจีนมาทำกงเต๊กให้ทหารที่ตายในกลางศึกครบสามวันสามคืนแล้ว พอปกซิ่น อูเสียงป่วยลง ซ้องกั๋งจึงให้อูยิดบุตรอยู่รักษาอูเสียงผู้บิดากับปกซิ่น ณ เมืองเจียคีเสีย งักชวนตงคิดถึงมารดาอยากจะใคร่กลับไปก็คำนับซ้องกั๋งแจ้งความว่าข้าพเจ้าจะลาท่านไปบ้านด้วยมารดาชรานักจะได้ปฏิบัติรักษา ซ้องกั๋งอ้อนวอนให้อยู่ทำราชการด้วยกันงักชวนตงไม่ยอม ซ้องกั๋งก็เป็นที่จนใจจัดเงินทองให้งักชวนตงเป็นอันมาก งักชวนตงก็คำนับลาไป

ขณะนั้นเฮียเสียงป่วยตาย เฮียกงผู้บุตรร้องไห้เศร้าโศกยิ่งนักจัดหีบมาใส่เอาศพไปฝังตามยศขุนนางนายทหารเสร็จแล้ว ซ้องกั๋งก็ยกกองทัพไปหลายสิบวันถึงเมืองตังเกีย พักกองทัพตั้งค่ายอยู่นอกเมืองคอยฟังรับสั่งอยู่

ฝ่ายขุนนางที่สัตย์ซื่ออยู่ในเมืองตังเกียแจ้งว่าซ้องกั๋งยกกองทัพกลับมาแล้วก็ยินดี ครั้นรุ่งขึ้นเช้าเข้าเฝ้าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้กราบทูลว่าซ้องกั๋งยกกองทัพกลับมาถึงเมืองตังเกียแล้ว พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังก็มีพระทัยยินดี จึงมีรับสั่งให้หาซ้องกั๋งกับโลวจุนหงี เข้ามาคุกเข่าถวายบังคมแล้วพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้จึงตรัสว่าพวกท่านยกกองทัพไปปราบโจรแขวงเมืองฮ่วยไซ เรียบร้อยราบคาบ เหน็ดเหนื่อยนักมีความชอบมากหาที่เปรียบไม่ได้ จะเลื่อนยศศักดิ์ให้เป็นใหญ่สมกับความชอบของท่าน

ซ้องกั๋งกราบทูลว่า การซึ่งชนะข้าศึกทั้งนี้ก็เพราะบารมีของพระองค์จึงจับตัวอองเข่งกับบุตรภรรยามาได้ตามแต่จะโปรด ซึ่งข้าพเจ้ายกกองทัพไปครั้งนี้ เสียทหารเป็นอันมาก ขอจงโปรดแก่ทหารที่ตายให้มีชื่อปรากฏชุบเลี้ยงบุตรและหลานต่อไป ประการหนึ่งราษฎรในแขวงเมืองฮ่วยไซได้ความเดือดร้อนทั่วทั้งอาณาเขต เพราะอองเข่งประพฤติการไม่เป็นยุติธรรม ราษฎรยากจนมาก พระองค์โปรดยกภาษีอากรเสียสักสามปีให้ราษฎรมีความสุขทั่วกัน แขวงเมืองฮ่วยไซก็จะมั่งคั่งบริบูรณ์ขึ้น

พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ได้ทรงฟังก็เห็นชอบตรัสกับซ้องกั๋งว่า ถ้าท่านเห็นดีแล้วก็จะทำตามจึงรับสั่งให้ขุนนางเจ้าพนักงานปรึกษาโทษอองเข่งแล้วให้มีข้าหลวงถือท้องตราออกไปเมืองฮ่วยไซ ให้ยกภาษีอากรแก่ราษฎรสามปี ขุนนางเจ้าพนักงานถวายบังคมลาไปจัดการตามรับสั่ง

ฝ่ายซัวเกียไทซือ กอกิว ท่องกวนขุนนางกังฉินจึงกราบทูลว่าซ้องกั๋งกับนายทหารมีความชอบมาก พวกข้าพเจ้าไปปรึกษากันไว้ว่าจะเลื่อนยศศักดิ์ให้สมควร แต่ทหารที่ตายในที่รบให้แกะเป็นป้ายรูปไว้เซ่น บุตรหลานทั้งหลายตั้งให้เป็นจี้ฮุยไซขุนนางนายทหาร ให้รับเบี้ยหวัดเงินเดือนเสมอทุกปี ซ้องกั๋งกับโลวจุนหงีนั้น ให้ว่าที่เซียนฮองแม่ทัพคุมนายทหารรักษาเมืองตังเกียไปพลางภายหลังจึงเลื่อนยศศักดิ์ให้อีก ซึ่งอองเข่งนั้นคิดกบฏโทษมากให้เอาตัวไปประหารชีวิตเสียตามกฎหมาย พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็โปรดตามคำขุนนางผู้ใหญ่กราบทูล จึงรับสั่งให้จัดโต๊ะและสุราเลี้ยงซ้องกั๋งกับโลวจุนหงีแล้วพระราชทานเสื้อหมวกที่ทำอย่างดี กับม้าฝีเท้าดีสองม้า ให้ซ้องกั๋งและโลวจุนหงีและพระราชทานเสื้อหมวกให้นายทหารทั้งปวงด้วย ซ้องกั๋งและโลวจุนหงีรับของพระราชทานถวายบังคมลาออกจากเมือง ตรงมาถึงค่ายริมประตูไซฮัวหมึงพักอยู่คืนหนึ่ง

รุ่งขึ้นเช้าเคียวเตาเช็งกับกงซุนสินคิดถึงคำอาจารย์สั่งก็ชวนกันมาคำนับซ้องกั๋งว่า เดิมทีฬ่อจินหยินผู้เป็นอาจารย์สั่งไว้ให้ข้าพเจ้ามาช่วยทำศึก ถ้าสำเร็จก็ให้กลับไปถือศีลตามเพศเซียน บัดนี้การศึกเรียบร้อยแล้วน้องจะขอลาไปปฏิบัติอาจารย์กับมารดาพอให้ท่านมีความสุข ซ้องกั๋งได้ฟังกงซุนสินกับเคียวเตาเช็งจะจากไปก็ร้องไห้พูดว่า พี่น้องอยู่พรักพร้อมกันเปรียบเหมือนดอกไม้บาน บัดนี้จะจากกันก็เหมือนดอกไม้ที่ร่วงโรย และเคียวเตาเช็งนั้นก็เพิ่งเข้าสามิภักดิ์ใหม่ได้สั่งสอนการงานให้ทหารทั้งปวงยังไม่ทันโรก็จะทิ้งพี่เสียมีความอาลัยนักจงอยู่ด้วยกันเถิดอย่าเพิ่งไปเลย

กงซุนสินว่ามิใช่ว่าน้องจะทิ้งพี่เสียเมื่อไร ได้บอกไว้แต่เดิมถ้าเสร็จศึกแล้วจะขอลา บัดนี้สิ้นศึกสงครามพี่ก็ได้เป็นขุนนางมีความสุขมาก น้องไม่อยากทำราชการแล้วจงให้น้องไปเถิด ซ้องกั๋งเฝ้าอ้อนวอนอยู่เป็นหลายครั้ง กงซุนสินกับเคียวเตาเช็งก็ไม่ยอมอยู่ ซ้องกั๋งกับพี่น้องทั้งปวงไม่รู้ที่จะคิดประการใดจึงจัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยงกงซุนสินกับเคียวเตาเช็ง แล้วเอาเงินทองสิ่งของที่ดีให้เป็นอันมาก กงซุนสินกับเคียวเตาเช็งเก็บของใส่ห่อผ้าลาซ้องกั๋งกับพี่น้องทั้งปวงออกจากค่ายไปทางทิศเหนือ ซ้องกั๋งกับพวกพ้องตามไปส่งจนลับแล้วก็กลับเข้าค่ายมีความอาลัยถึงกงซุนสิน เคียวเตาเช็งยิ่งนัก

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ