๑๑๑

ซ้องกั๋งได้ฟังผู้ว่าราชการแจ้งความดังนั้นก็นึกหนักใจ จึงปรึกษาโงวหยงว่า เราไปตีเมืองไต้เหลียว เมืองฮ่อปัก เมืองฮ่วยไซทั้งสามทิศนั้นก็นึกว่าหนทางกันดารอยู่แล้วและหนทางจะไปกังหนำคราวนี้มีแม่น้ำกว้างขวางกันดารยิ่งกว่าทางในทิศทั้งสามนั้น เราจะคิดผ่อนผันอย่างไรจึงจะทำการให้สำเร็จโดยสะดวก โงวหยงเห็นซ้องกั๋งมีความวิตกท้อใจนักจึงว่าเกิดมาเป็นชายชาติทหารทำการอาสาเจ้าแผ่นดินแล้วมิได้เป็นห่วงอาลัยแก่ชีวิต ซึ่งท่านจะมาวิตกกลัวความยากลำบากอยู่เช่นนี้ไม่ต้องด้วยขนบธรรมเนียม ธรรมดาแม่ทัพนั้นจะคิดอ่านการสิ่งใดต้องตรึกตรองการข้างหน้าให้เห็นตลอด จึงคิดตั้งหน้าทำไปอย่าได้ถอยหลัง และซึ่งท่านอาสาพระเจ้าแผ่นดินยกกองทัพล่วงมาถึงแดนต่อแดนแล้วต้องพากเพียรไปกว่าศึกจะสำเร็จ ข้าพเจ้าจะให้พวกเราไปเที่ยวตรวจดูทางและสืบข่าวศึกเมืองยุ่นจิวมาให้แน่นอน ถ้าได้ความประการใดจึงจะผ่อนไปตามควร

ซ้องกั๋งได้ฟังก็เห็นชอบ จึงสั่งชาจิน เตียสุน เจียสิว อวนเซียวชิดไปตรวจดูหนทางนํ้าและบกสืบข่าวข้าศึกให้มาแจ้ง นายทหารทั้งสี่คำนับลาพากันลงเรือเล็กข้ามแม่น้ำไปตามสั่ง เจียสิว อวนเซียวชิดนั้นไปเมืองยุ่นจิว ชาจิน เตียสุนนั้นไปเข้าปากนํ้าเมืองกวยจิว ครั้นชาจิน เตียสุนไปถึงปากน้ำกวยจิวแล้วเห็นโรงเรือนราษฎรที่ตำบลปากน้ำนั้นแน่นหนา แต่ไม่ได้ยินเสียงผู้คนนึกสงสัย จึงพากันขึ้นไปเปิดประตูดูในโรงพบหญิงผู้เฒ่าคนหนึ่ง เตียสุนจึงถามว่าเจ้าของบ้านเรือนเหล่านี้พากันไปข้างไหน หญิงผู้เฒ่าบอกว่าเจ้าแผ่นดินซ้องให้ซ้องกั๋งยกกองทัพมาจับฮองละ บัดนี้มาพักกองทัพอยู่เมืองเอี้ยงจิวจะยกเข้ามาในเร็ว ๆ พวกบ้านเราจึงพากันหนีไปสิ้น นี่พวกเจ้าเป็นชาวบ้านไหนพากันมาทำไมที่บ้านนี้

ชาจิน เตียสุนบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองมกจิวพากันไปธุระ พอได้ข่าวศึกจึงรีบกลับมาทางหน้าเมืองเอี้ยงจิวก็ไม่เห็นกองทัพตั้งอยู่ที่นั้น แต่จะต้องรอคอยฟังข่าวดูให้แน่จึงจะเข้าไปเมืองมกจิว ขออาศัยอยู่ด้วยยายสักสองสามเวลา จะคิดเงินค่าโสหุ้ยให้ตามสมควร

หญิงผู้เฒ่าจึงพูดว่า เจ้าจะอยู่ด้วยเรานั้นไม่กลัวพวกกองทัพซ้องกั๋งหรือ ชาจิน เตียสุนตอบว่า ยายอย่าวิตกเลยถ้าพวกซ้องกั๋งมาข้าพเจ้าจะหนีไปเสีย ไม่ให้ยายได้ความเดือดร้อนรำคาญหรอก หญิงแก่ก็ยอมให้นายทหารทั้งสองอาศัยอยู่ที่โรง ครั้นเวลาค่ำเตียสุนจึงพูดกับชาจินว่า เราจะลงน้ำไปดูขุนนางกรมการในเมืองยุ่นจิวคงจะไปมาตรวจตราตระเวนตามลำนํ้าจะได้จับตัวไต่ถามให้ได้ข่าว เจ้าจงคอยเราอยู่ที่นี่อย่าไปข้างไหน

พูดแล้วจัดแจงแต่งตัวถืออาวุธลงนํ้าดำว่ายมาขึ้นที่เกาะกิมซัวจี เข้าไปขออาศัยนอนค้างอยู่ด้วยหลวงจีน เวลารุ่งเช้าเตียสุนลงมายืนอยู่หน้าวัดแลเห็นเรือเล็กลำหนึ่งมีธงแดงปักประจำจอดอยู่ฟากเขาข้างโน้น ไม่มีผู้คนอยู่รักษาก็เข้าใจว่าเป็นเรือกองตรวจการในเวลากลางคืน ค่ำวันนี้เราจะคอยดูให้เห็นเหตุจงได้ จึงกลับมานอนอยู่บนวัด ครั้นเวลาค่ำเตียสุนลงไปก็นั่งคอยดูอยู่ที่ริมนํ้า แสงเดือนสว่างแลเห็นเรือลำหนึ่งแจวมา เตียสุนจึงลงนํ้าดำไปปีนขึ้นบนเรือเอากระบี่ไล่ฟันพลแจวตายทั้งสิ้น คนซึ่งอยู่ในเก๋งเรือสองคนตกใจเยี่ยมหน้าออกมาดู เตียสุนเอากระบี่ตัดคอเสียคนหนึ่งยังเหลืออยู่แต่ผู้เดียว เตียสุนเอาเท้าเหยียบบ่าชายผู้นั้น ถือกระบี่รอไว้ที่คอทำอำนาจขู่ถามว่าพวกเจ้าเป็นชาวเมืองไหนพากันมาด้วยเหตุประการใดจงบอกไปให้แจ้ง ถ้าไม่บอกเราจะตัดศีรษะเสียเดี๋ยวนี้

ชายผู้นั้นกลัวตายจึงบอกว่า ข้าพเจ้าชื่อโงวเล็งเป็นคนใช้ตั้นเจียงสือซึ่งเป็นเศรษฐีอยู่ ณ เมืองเอี้ยงจิว ให้ข้าพเจ้าไปแจ้งความแก่ลีซือเสียงผู้เป็นที่ลือคูมิด ณ เมืองยุ่นจิวว่า ตั้นเจียงสือนายข้าพเจ้าเตรียมไพร่พลไว้พร้อมจะตีเอาเมืองเอี้ยงจิวไปขึ้นแก่ฮองละแต่ยังไม่ได้โอกาส อำนาจของขุนนางในเมืองมกจิวสั่งบังคับไปจึงไม่ได้ยกเข้าตี ประการหนึ่งถ้ากองทัพซ้องกั๋งยกมาถึงแล้ว ตั้นเจียงสือจะเตรียมเสบียงไว้คอยรับ ลีซือเสียงมีหนังสือมาแจ้งความส่งตัวข้าพเจ้าให้ฮองเหมาผู้เป็นน้องฮองละ ซึ่งเป็นที่ซำไต้อ๋องเจ้าเมืองโซวจิว ฮองเหมาได้แจ้งมีความยินดีจึงมีหนังสือตราตั้งมาให้เอียบกุ้ยที่ท่านฆ่าเสียนี้ถือมา ถ้าตั้นเจียงสือตีเมืองเอี้ยงจิวได้แล้ว ก็ให้ตั้งตั้นเจียงสือเป็นผู้ว่าราชการเมืองเอี้ยงจิวให้ธงยี่ห้อสำหรับทัพมาสามร้อยคัน เสื้อปักเป็นดวงตราสำหรับไพร่พลนั้นพันหนึ่ง เพื่อจะให้รู้จักตัวว่าเป็นข้าอยู่ในฮองละ อนึ่งฮองเหมาได้ทราบความว่ากองทัพเมืองตังเกียจะยกมาทำศึกจึงสั่งให้ตั้นเจียงสือเตรียมเสบียงไว้ห้าหมื่นถัง จัดเรือไว้สามร้อยลำสำหรับจะได้จับจ่ายใช้สอย เพื่อทำศึกกับพวกเมืองตังเกียเป็นความสัตย์จริงเช่นนี้ ถ้าท่านไม่เชื่อจงดูตราตั้งธงเสื้อซึ่งอยู่ในเรือนี้เถิด

เตียสุนจึงถามว่า ตั้นเจียงสือนายเจ้านั้นมีม้าและไพร่พลประมาณเท่าใดจึงจะคิดอ่านเป็นเจ้าเมือง โงวเส็งบอกว่า นายข้าพเจ้ามีไพร่หลายพันม้าประมาณร้อยเศษ เตียสุนได้ฟังจะแจ้งสิ้นสงสัยมีความยินดี จึงตรึกตรองว่าถ้าเราไม่ฆ่าโงวเส็งเสียความก็จะแพร่งพรายรู้ไปถึงตั้นเจียงสือและลีซือเสียง ถ้าเราฆ่าเสียความจึงจะลับคิดแล้วเอากระบี่ตัดคอโงวเส็งขาดเอาศพและศีรษะโยนลงน้ำ เตียสุนก็แจวเรือนั้นแวะเข้ารับชาจินที่โรงยายแก่เล่าความให้ฟังทุกประการ ชาจินได้แจ้งมีความยินดีจึงช่วยกันแจวเรือข้ามกลับมายังแขวงเมืองเอี้ยงจิว เตียสุน ชาจินขนเอาธงและเสื้อขึ้นกองไว้บนฝั่งเอาศิลาถ่วงเรือจมไว้แล้วช่วยกันหาบเอาธงและเสื้อเดินมาตามทางประมาณห้าลี้ แลเห็นค่ายซ้องกั๋งจึงรีบเดินมาพักหนึ่งก็ถึงค่าย วางหาบลงไว้แล้วเข้าไปคำนับซ้องกั๋งเอาหนังสือตราตั้งส่งให้ แจ้งความตามโงวเส็งให้การและได้เสื้อและธงมานั้นให้ทราบ

ซ้องกั๋งยังมิได้ตอบประการใด โงวหยงจึงพูดว่าน้องเราไปสืบข่าวได้ความมาแม่นยำและได้ของสำคัญมาด้วยเช่นนี้ลัดนิ้วมือเดียวเมืองยุ่นจิวก็จะแตก ซ้องกั๋งถามว่าท่านซินแสเห็นอุบายอย่างไรหรือจึงได้พูดเช่นนี้เล่า โงวหยงตอบว่า ข้าพเจ้าคิดจะกำจัดตั้นเจียงสือเสียก่อนแล้วจึงจะยกข้ามไปตีเมืองยุ่นจิว ซ้องกั๋งก็เห็นชอบ ให้โงวหยงจัดแจงไปตามความคิด โงวหยงจึงให้เอียนเช็งแต่งตัวแปลงเป็นพวกเมืองโซวจิว เกยเตียน เกยโปแต่งตัวเป็นทหารคู่เคียงแล้วให้ทหารเอกสิบหกนายตามไปข้างหลังแม้นมีเหตุภัยจะได้ช่วยแก้ไขทัน โงวหยงจึงเอาหนังสือตรายี่ห้อของฮองเหมาที่เตียสุนได้มานั้นมอบให้เอียนเช็ง การซึ่งจะพูดจาล่อลวงตั้นเจียงสือให้ลุ่มหลงในกลอุบายอย่างไร โงวหยงก็สั่งสอนไปทุกประการ เอียนเช็ง เกยเตียน เกยโปและนายทหารสิบหกคนคำนับลาออกมาเตรียมตัวพร้อมแล้ว พากันเข้าไปในเมืองเอี้ยงจิวตรงไปบ้านตั้นเจียงสือ

ฝ่ายตั้นเจียงสือตั้งแต่ใช้โงวเส็งไปเมืองยุ่นจิวแล้วจึงจัดเสบียงห้าหมื่นถังบรรทุกเรือไว้สามร้อยสำ ให้คนใช้ถอยไปจอดซุ่มอยู่ในคลองเล็กคอยท่าโงวเส็งกลับมา จึงจะคุมเสบียงข้ามไปส่ง ณ เมืองยุ่นจิว แต่คอยโงวเส็งอยู่หลายเวลาก็ยังหากลับมาไม่ พอคนใช้เข้ามาแจ้งความว่าขุนนางมาหา ตั้นเจียงสือจึงให้คนใช้กลับออกมาเชิญเข้าไปข้างใน เอียนเช็ง เกยเตียน เกยโปก็เข้าไปทั้งสองต่างคำนับกันตามธรรมเนียม ตั้นเจียงสือจึงเชิญให้เอียนเช็งนั่งที่สมควร เกยเตียน เกยโประวังอยู่

ตั้นเจียงสือจึงถามว่า ท่านเป็นขุนนางอยู่เมืองไหน มาหาข้าพเจ้าด้วยกิจธุระสิ่งใด เอียนเช็งบอกว่าข้าพเจ้าชื่อเอียบกุ้ยเป็นขุนนางอยู่ในฮองเหมาผู้เป็นน้องซำไต้อ๋องครองเมืองโซวจิว ซำไต้อ๋องให้เชิญตราตั้งกับเสื้อและธงสำหรับมาให้แก่ท่าน ข้าพเจ้ากับโงวเส็งพากันมาถึงเมืองยุ่นจิว โงวเส็งป่วยหนักลงมาหาได้ไม่ ซินแสรักษาตัวอยู่ ณ เมืองยุ่นจิว ครั้นข้าพเจ้าจะรอท่าโงวเส็งหายป่วยการจะช้าไปจึงได้รับเชิญตรามาตั้งให้ท่านเป็นผู้ว่าราชการเมืองเอียงจิวก่อน อนึ่งลีซือเสียงผู้ว่าราชการเมืองยุ่นจิวสั่งความว่า เสบียงและเรือนั้นถ้าเตรียมพร้อมแล้วให้รีบคุมข้ามไปส่งโดยเร็ว พูดแล้วเอาหนังสือตราตั้งส่งให้ ตั้นเจียงสือคำนับรับตราตั้งด้วยยินดีมิได้มีความสงสัย จึงเรียกตั้นเอียะ ตั้นเกียง ออกมาคำนับข้าหลวง แล้วก็สั่งให้คนใช้ยกโต๊ะและสุรามาเลี้ยง ตั้นเจียงสือ เอียนเช็ง เกยเตียน เกยโป ตั้นเอียะ ตั้นเกียงก็เข้านั่งกินโต๊ะเป็นลำดับ ตั้นเอียะ ตั้นเกียงก็รินสุราคำนับส่งให้บิดา เอียนเช็งจึงพูดว่าข้าพเจ้าจะขอรินสุราคำนับท่านทั้งปวงบ้าง จึงหยิบเอาขวดสุรามาแล้วลอบเอายาพิษใส่ลงในขวดรินสุราลงในจอกแสร้งอมเข้าไปหน่อยหนึ่ง พอหายสงสัยแล้วคำนับส่งให้ตั้นเจียงสือ ตั้นเอียะ ตั้นเกียงและคนใช้ข้างซ้ายขวาดื่ม คนเหล่านั้นก็เมาล้มลงสิ้นสติไม่สมปฤดี เกยเตียน เกยโปก็เอาเพลิงจุดเผาบ้านขึ้น คนในบ้านพากันตื่นตกใจเป็นอลหม่าน นายทหารสิบคนซึ่งอยู่ข้างนอกเข้าไล่ฆ่าฟันคนใช้และไพร่พลของตั้นเจียงสือตายสิ้น เกยเตียน เกยโปก็ตัดเอาศีรษะตั้นเจียงสือ ตั้นเอียะ ตั้นเกียงหิ้วมา เอียนเช็งจึงให้จูตง ซกเถียว เตียแช ฮวนสุน ลีตง จิวทองไปเที่ยวค้นหาเรือเสบียงว่าจอดซุ่มอยู่ที่ไหน นายทหารหกคนรีบมาเห็นคนใช้ของตั้นเจียงสือวิ่งหนีไปสองคนจึงไล่ตามจับตัวได้มาถามชายสองคนนั้นก็แจ้งความไปตามจริงและนำนายทหารทั้งหกไปที่เรือเสบียงจอดอยู่นั้น นายทหารทั้งหกก็มาแจ้งความแก่โงวหยงให้ทราบ โงวหยงได้แจ้งมีความยินดีจึงสั่งทหารให้ถอยเรือเสบียงมาทั้งสามร้อยลำ แล้วขนเครื่องศัสตราวุธบรรจุไว้ในท้องเรือบนปากเรือนั้นเอากระสอบเสบียงบรรทุกรายไว้ เอาทหารซุ่มไปสามหมื่น พลกรรเชียงพันหนึ่งนั้นให้สวมเสื้อตราของฮองเหมาเอาธงสัญญายี่ห้อฮองเหมา ซำไต้อ๋องปักประจำลำละคนแล้วแบ่งเรือสามร้อยลำออกเป็นสองกอง กองละร้อยห้าสิบลำ ให้มกหองแปลงตัวเป็นตั้นเอียะนายกอง หังชอง ลีกุน เปาหยก สิย้ง เอียหลิม โตวเซียน ซองบาน โจวเอี๋ยน โจวหยุน เจียะย้ง สิบคนเป็นทหารคุมเรือเสบียงกองหนึ่ง ให้ลี้จุนแปลงตัวเป็นตั้นเกียนนายกอง ทองอุย ทองเม้ง ขงเม่ง ขงเหลียง ลี้ลิบ ลิหุน แต้เทียนซิว เอียวจงอ๋วง แป๊ะสิน ซิอินเป็นทหารคุมเรือเสบียงกองหนึ่ง การอุบายซึ่งจะพูดจาล่อลวงชาวเมืองยุ่นจิวนั้น โงวหยงก็สั่งสอนให้ทุกประการ และกองทัพหนุนอีกสองกองนั้นให้เตียสุน เชาเจีย โตวเฮง เก็งอ๋อง เต็งติดซุน ตังซิหลงหกนายคุมทหารพันหนึ่งเป็นทัพหน้าที่สองข้างซ้าย ให้เตียหวย โฮวเกียน ทึงหลง เจียวเท้ง เม่งคง เตียเก็งยก หกนายคุมทหารพันหนึ่งเป็นทัพหน้าที่สองข้างขวา ให้ซือจิน ลุยเหง เอียหยง เล่าถัง ซัวเค่ง เตียแช ลีขุย เกียเตียน เกยโป ชาจินสิบนายคุมทหารสองพันเป็นทัพหนุน ครั้นได้เวลาฤกษ์ดี ซ้องกั๋งก็ให้ยกกองทัพข้ามแม่น้ำซือจุยไปโดยลำดับ ครั้นกองทัพสามกองยกข้ามไปแล้วซ้องกั๋งจึงสั่งอวนเซียวเหงา อวนเซียวชิดให้เอาม้าและเครื่องศัสตราวุธลงบรรทุกเรือพร้อมจัดเป็นหมวดเป็นกองไว้คอยรอฟังอยู่ที่หน้าเมืองเอี้ยงจิว

ฝ่ายทหารม้าใช้ที่ตรวจตราตระเวนอยู่ริมฝั่งแลเห็นเรือประมาณสามร้อยลำมีธงยี่ห้อซำไต้อ๋องปักไว้เป็นสำคัญก็เข้าใจว่าเรือบรรทุกเสบียงมาส่ง จึงเข้าไปแจ้งความแก่ลือคูมิดผู้ว่าราชการเมืองยุ่นจิวให้ทราบ ลือคูมิดได้ทราบก็มีความยินดีจึงคุมทหารเอกสิบสองนายกับไพร่พลพอสมควรไปคอยท่าอยู่ริมน้ำ

ฝ่ายลี้จุน มกหองคุมเรือเสบียงมาถึงจึงให้จอดเรือเทียบท่า ลี้จุน มกหองก็ออกไปคำนับหน้าเรือแล้วจะพากันขึ้นฝั่ง ทหารของลือคูมิดร้องตวาดว่าพวกที่คุมเสบียงนั้นอย่าเพิ่งขึ้นมาแล้วถามว่าพวกนี้ชื่อไรพากันมาแต่เมืองไหนจะคุมเสบียงไปให้ผู้ใดจงบอกให้แจ้งก่อน มกหองตอบว่าข้าพเจ้าแซ่ตั้นชื่อเอียะ น้องคนนี้ชื่อเกียง บิดาชื่อตั้นเจียงสือใช้ให้คุมเรือสามร้อยลำบรรทุกเสบียงห้าหมื่นถังมาคำนับท่านผู้ว่าราชการเมืองยุ่นจิว ทหารผู้หนึ่งจึงถามว่านายเราได้ใช้ให้เอียบกุ้ยเชิญตราตั้งและนำสิ่งของให้บิดาแล้วก็ป่วยเป็นลมวิงเวียนจะลุกนั่งให้อาเจียนมามิได้ บิดาข้าพเจ้าให้ซินแสพยาบาลอยู่ที่บ้าน มกหอง ลี้จุนก็เอาหนังสือส่งเจ้าพนักงานนายทหารมีชื่อยี่สิบคนก็ตามขึ้นไปด้วย ทหารของลือคูมิดจึงร้องห้ามว่า ให้ตั้นเอียะ ตั้นเกียงเข้ามาแต่สองคน นอกนั้นอย่าเข้ามาในวงล้อม จงพักอยู่ข้างนอกก่อน มกหอง ลี้จุนจึงเข้าไปคุกเข่าคำนับ เจ้าพนักงานก็รับเอาหนังสือมาส่งให้ ลือคูมิดรับมาอ่านแจ้งความแล้วถามว่าเหตุใดบิดาเจ้าจึงมิได้มา

มกหอง ลี้จุนตอบว่า ซ้องกั๋งยกกองทัพมาตั้งค่ายอยู่หน้าเมือง ครั้นบิดาจะมาคำนับท่านก็เป็นห่วงด้วยบ้านเรือนและครอบครัวกลัวจะเป็นอันตราย ลือคูมิดถามว่า เจ้าทั้งสองได้ฝึกหัดเพลงอาวุธไว้ชำนิชำนาญหรือไม่ อนึ่งบิดาและตัวเจ้าทั้งสองนี้ยังมีใจสัตย์ซื่อต่อเจ้านายของเราโดยสุจริตแน่แล้วหรือ มกหอง ลี้จุนตอบว่า บิดาและข้าพเจ้าตั้งใจสามิภักดิ์ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณในไต้อ๋องทั้งสองโดยสุจริตมิได้คิดประทุษร้ายให้ขุ่นเคือง บิดาได้ปรึกษาข้าพเจ้าทั้งสองว่า จะไปทำสัตย์ ณ เมืองโซวจิวหรือเมืองมกจิวให้ไต้อ๋องทั้งสองเห็นความสุจริต พอกองทัพซ้องกั๋งยกมาถึงจึงยังหาได้ไปไม่ อนึ่งเพลงอาวุธและการกระบวนศึกนั้น ข้าพเจ้าได้ฝึกหัดร่ำเรียนไว้ชำนาญ ขออาสาทำราชการอยู่ด้วยท่านกว่าจะสิ้นชีวิต ลือคูมิดจึงว่าเราพิเคราะห์ดูทหารในเรือของเจ้าล้วนแต่ท่วงทีล่ำสันแข็งแรงจะวางใจลงเป็นหนึ่งแน่ยังไม่ได้ จะขอค้นดูในเรือให้สิ้นสงสัยเสียก่อน ถ้าไม่มีสิ่งของต้องห้ามอยู่ในเรือเราจึงจะเชื่อถือ

ขณะนั้นทหารม้าใช้เข้ามาแจ้งความว่าขุนนางเมืองมกจิวถือหนังสือไต้อ๋องฮองละมาถึง บัดนี้ยังพักอยู่ข้างนอกเมืองทิศใต้ ลือคูมิดได้แจ้งจึงสั่งทหารเหล่านั้นว่าอย่าให้คนในเรือเสบียงขึ้นมาบนฝั่ง ลือคูมิดก็พามกหอง ลี้จุนขึ้นม้ามารับข้าหลวง ปังฮี้ผู้ถือหนังสือกับลือคูมิดนั้นต่างคนคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วปังฮี้กระซิบบอกว่าโหรทำนายว่าเคราะห์ชาตาเมืองในแผ่นดินเจ้านายของเรานั้นร้ายแทบถึงขาด จะมีข้าศึกศัตรูในตังปักคือทิศเหนือมาเบียดเบียนบ้านเมืองจะเกิดจลาจล ไต้อ๋องได้ทราบก็วิตกจึงมีหนังสือมาถึงท่านให้แต่งทหารออกตรวจตระเวนในลำน้ำจงกวดขัน อย่าให้เรือข้าศึกล่วงเข้ามาในเขตแดนได้ ลือคูมิดคำนับรับมาอ่านแจ้งความแล้วเชิญปังฮี้ไปหน้าเมือง

ขณะนั้นข้าหลวงเมืองโซวจิวถือหนังสือฮองเหมาซำไต้อ๋องมาถึง ลือคูมิดก็ไปต้อนรับเชิญให้นั่งที่สมควร ข้าหลวงก็เอาหนังสือส่งให้ลือคูมิดคำนับรับหนังสือมาอ่านใจความต้องกันกับหนังสือเมืองมกจิว ลือคูมิดก็วิตกเป็นอันมาก จึงสั่งทหารม้าใช้ไปบอกทหารที่อยู่รักษาเมืองด้านเหนือริมน้ำว่าคนในเรือเสบียงนั้นอย่าให้ขึ้นมาบนฝั่งเป็นอันขาด แล้วแต่งโต๊ะและสุราเลี้ยงพวกข้าหลวงทั้งสองเมือง

ฝ่ายเตียหวย เตียสุนกองทัพหน้าที่สองคุมทหารมาถึงริมฝั่งเห็นทหารในเรือเสบียงไม่พากันขึ้นไปมีความโกรธนัก จึงให้พลแจวเทียบเรือเข้าริมฝั่งต้อนทหารพลรบให้ยกขึ้นบก เตียหวย เตียสุนก็ขึ้นม้าถืออาวุธตามขึ้นไป ทหารเมืองย่นจิวซึ่งตั้งกองรักษาอยู่ชายฝั่งห้ามปรามก็มิฟัง ทหารเอกยี่สิบนายที่มาในเรือเสบียงเห็นดังนั้นก็เรียกทหารในเรือขึ้นมาพร้อมแล้วพากันเข้าฆ่าฟันทหารเมืองย่นจิวเป็นอลหม่าน ซิมกังขับม้าตรงเข้ารบกับซือจิน พัวบุนเต๊กก็ขับม้าเข้ารบกับเตียหวยเป็นสามารถ แต่ต่อสู้กันอยู่สิบห้าเพลง ทหารเมืองยุ่นจิวสองนายนั้นเสียที ทหารซ้องกั๋งฆ่าทหารเมืองยุ่นจิวตายในที่รบ แล้วคุมทหารไล่ฆ่าฟันทหารเมืองยุ่นจิวไปจนหน้าเมือง เมื่อลือคูมิดกับข้าหลวงกินโต๊ะเสพสุราเมาเพลิดเพลินอยู่ มกหอง ลี้จุนก็พากันเลี่ยงหนีเข้าในเมือง พอได้ยินเสียงม้าล่อและประทัดก็เข้าใจว่าพวกที่เรือยกตีเข้ามาจึงเอาเพลิงจุดโรงเรือนราษฎรไหม้ขึ้นหลายแห่ง ทหารซ้องกั๋งก็โห่ร้องคุมกันเป็นหมู่หมวดแยกเข้าไปในเมืองบ้าง ตรงเข้ารบทหารที่รักษาลือคูมิดบ้าง ลือคูมิดเห็นดังนั้นก็ตกใจแลหาตั้นเอียะ ตั้นเกียงก็ไม่เห็นอยู่ในที่ประชุมจะพากันเข้าในเมืองก็ไม่ได้ ประตูเมืองนั้นปิดมั่นคง ทหารซ้องกั๋งยิ่งหนุนแน่นรุกเข้ามาใกล้ ลือคูมิดมีความเสียใจสิ้นสติไม่คิดอ่านจะต่อสู้จึงขึ้นม้าพาทหารหนีไปทางเมืองตันเอียงกุ้ย ทหารซ้องกั๋งไล่ติดตามไปประมาณสิบลี้

ฝ่ายทหารซ้องกั๋งที่เข้าเมืองได้แล้วปิดประตูเมืองให้ทหารรักษาหน้าที่ไว้ทั้งสี่ด้าน พวกขุนนางนายทหารในเมืองยุ่นจิวก็คุมทหารออกต่อรบเป็นหมู่ ๆ ทหารเมืองยุ่นจิวและทหารซ้องกั๋งต่างฆ่าฟันกันล้มตายทั้งสองข้าง พอกองทัพพวกซ้องกั๋งที่สามยกหนุนมาช่วย ทหารในเมืองจึงได้แตกกระจายออกไป ทหารซ้องกั๋งไล่ฆ่าฟันทหารเมืองยุ่นจิวตายลงเป็นอันมาก ที่เหลือตายไม่อาจหนีไปได้ พากันคุกเข่าคำนับทั้งสิ้น นายทหารก็มาประชุมพร้อมผู้ว่าราชการเมืองกวยจิวซึ่งอยู่ในลำน้ำแยกคนละฟากข้างตะวันออกเมืองยุ่นจิวนั้น ครั้นทราบว่าเมืองยุ่นจิวเกิดศึกจึงให้ขุนนางกรมการคุมทหารพันหนึ่งยกข้ามน้ำมาช่วย พอกองทัพซ้องกั๋งยกข้ามแม่น้ำซือจุยมาถึงปะทะกันที่เชิงกำแพงเมืองยุ่นจิวด้านเหนือ ซ้องกั๋งให้ทหารแยกเป็นปีกกาตีประดาโอบบรรจบวงล้อมทหารเมืองกวยจิวไว้ได้ทั้งกองทัพ แล้วก็ขับทหารเข้าฆ่าฟันทหารเมืองกวยจิวตายประมาณแปดร้อยเก้าร้อยคนที่หนีไปได้สักร้อยเศษ ซ้องกั๋งก็โบกธงสัญญาให้เดินทัพมาถึงประตูเมือง

ฝ่ายนายทหารที่ประชุมกันอยู่ในเมืองยุ่นจิวทราบว่าซ้องกั๋งมาถึงจึงพากันเปิดประตูเข้าไปในเมืองแจ้งความตามซึ่งได้ชัยชนะให้ทราบทุกประการ ซ้องกั๋งได้แจ้งมีความยินดีสรรเสริญสติปัญญาโงวหยงและนายทหารทั้งปวง แล้วให้ตรวจดูทหารเอกโทจะครบจำนวนหรือไม่ เจ้าพนักงานก็มาตรวจตามสั่งขาดไปสี่นาย คือ ซองบาน เจียวเท้ง เอียวจงอ๋วง บู๊เหม็ง ซ้องกั๋งจึงสั่งทหารให้ทหารเที่ยวสืบถามได้ความว่านายทหารทั้งสี่ตายในที่รบพบศพอยู่ในเมือง ซ้องกั๋งแจ้งว่านายทหารทั้งสี่ตายมีความโศกเศร้าร้องไห้รำพันถึงความหลังเป็นอันมาก โงวหยงจึงพูดว่าธรรมดาคนที่เกิดมาแล้วมีความตายเป็นธรรมดา ท่านจะร้องไห้รักอยู่นั้นใช่ว่าทหารทั้งสี่จะคืนเป็นมาก็หามิได้ ถ้ามีความเมตตาแก่ผู้ตายแล้วจงคิดอ่านทำการศพให้สมควรเถิด

ซ้องกั๋งตอบว่าความที่ท่านว่านั้นถูกต้องแล้ว แต่เราเสียใจอาลัยถึงความหลังครั้งอยู่เขาเนียซัวเปาะพี่น้องทั้งร้อยแปดคนอยู่ด้วยกันพรักพร้อมจะมีทุกข์สุขและไปมาข้างไหนก็ได้ปรึกษาหารือกันเปรียบเหมือนเงาอันปรากฏอยู่กับกาย อนึ่งกิมไต้เกียน หองโพวตวนนั้นพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็เอาตัวไว้ใช้ในราชการ กงซุนสินก็ไปอยู่ปฏิบัติอาจารย์และมารดา พี่น้องของเราขาดหน้าไปหลายคนเรามีความเสียใจอาลัยมากนัก

โงวหยงพูดว่าอาจารย์ฬ่อจินหยินเขียนคำโคลงทำนายไว้ว่าถึงเวลาฤดูร้อนพี่น้องจะพลัดพรากจากกันเหมือนฝูงนก และในครั้งนี้ก็ไปทำการสมด้วยคำทำนาย ซึ่งน้องของท่านจากกันและตายไปนั้นจะโศกเศร้าทำไมไม่ต้องการ ซ้องกั๋งได้ฟังโงวหยงว่าดังนั้นค่อยคลายโศกจึงสั่งทหารให้เอาตัวโต๊ะบวนลี้ ฮั่วถำ ทหารเมืองยุ่นจิวที่จับไว้ได้นั้นไปตัดศีรษะแหวะตับและหัวใจมาเซ่นศพนายทหารทั้งสี่เสร็จให้เอาศพไปฝังไว้นอกกำแพงเมืองทิศตะวันตกแล้วซ้องกั๋งก็พักกองทัพอยู่ในเมืองยุ่นจิว

ฝ่ายลือคูมิดกับทหารเอกหกนายพากันหนีเข้าไปอยู่ในเมืองตันเอียงกุ้ย จึงแต่งหนังสือบอกข้อความซึ่งเสียเมืองและขอกองทัพยกมาช่วยตีเอาเมืองยุ่นจิวนั้นเข้าไปถึงซำไต้อ๋อง ณ เมืองโซวจิว ซำไต้อ๋องได้แจ้งมีความโกรธและวิตกเป็นอันมาก จึงสั่งเหี่ยเจ่งคุมทหารและไพร่พลมาบรรจบกองทัพของลือคูมิด ณ เมืองตันเอียงกุ้ย เหี่ยเจ่งคำนับลามาเตรียมไพร่พลเครื่องศัสตราวุธและเสบียงอาหาร ครั้นได้ฤกษ์ก็ยกกองทัพออกจากเมืองโซวจิวรีบมาถึงเมืองตันเอียงกุ้ย ลือคูมิดได้แจ้งว่าเหี่ยเจ่งยกกองทัพมาก็มีความยินดี จึงออกไปต้อนรับคำนับกันตามธรรมเนียม เหี่ยเจ่งกับทหารก็พากันเข้าพักอยู่ในเมือง

เหี่ยเจ่งจึงพูดว่า ซำไต้อ๋องให้เรายกกองทัพมากำจัดซ้องกั๋งครั้งนี้เราคิดว่าจะตีเอาเมืองยุ่นจิวคืนให้จงได้ ท่านรักษาเมืองตันเอียงกุ้ยไว้ให้มั่นคง เวลาพรุ่งนี้เราจะยกทหารไปตีท่านจะเห็นประการใด ลือคูมิดตอบว่าท่านคิดอ่านการศึกอย่างนี้ชอบแล้ว เราจะรักษาเมืองไว้มิให้เป็นอันตราย ครั้นเวลารุ่งเช้าเหี่ยเจ่งจัดทหารเป็นกระบวนพร้อมแล้วก็ยกกองทัพออกจากเมืองมาตามทาง

ฝ่ายทหารกองสอดแนมได้ทราบว่าลือคูมิดหนีไปอยู่เมืองตันเอียงกุ้ยจึงรีบมาแจ้งความแก่ซ้องกั๋งให้ทราบ ซ้องกั๋งจึงสั่ง กวนเส็ง ฉินเหม็ง อูเอียนเจียก ตังเผ็ง ฮวยหยง ซือเหล็ง จูตง ลุยเหง ซกเถียว เอียจี้คุมไพร่พลห้าพันยกไปตีเมืองตันเอียงกุ้ย นายทหารทั้งสิบคำนับลามาเตรียมไพร่พลพร้อมแล้วรีบยกไปตามสั่ง พบกองทัพเหี่ยเจ่งที่กลางทางพอทหารปะทะกัน เหี่ยเจ่งเห็นดังนั้นก็พาทหารเอกหกนายขึ้นม้ามาหน้าทหาร กวนเส็งก็ขับม้าเข้ารบกับเหี่ยเจ่งเป็นสามารถ ทหารซ้องกั๋งอีกเก้านายก็ขับม้าไล่ฆ่าฟันทหารกังหนำล้มตายเป็นอันมาก

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ