๑๐๑

ฝ่ายซัวเกียไทซือตั้งแต่ซ้องกั๋งยกกองทัพกลับมาแล้วกลัวว่าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้จะตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ก็มีใจอิจฉา ปรึกษากับกอกิวจะแกล้งให้พวกซ้องกั๋งเป็นอันตรายก็ยังไม่มีอุบายสิ่งใด พอท่องกวนลอบมาหาซัวเกีย กอกิวก็ออกมาต้อนรับเชิญเข้าไปข้างในคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วท่องกวนจึงพูดว่าหัวเมืองทิศตะวันตกนั้นอองเข่งไปตั้งตัวขึ้นเป็นอ๋องเจ้าฮ่วยไซยี่ห้อเรียกว่าเฮงก๊กเที่ยวตีได้เมืองขึ้นไว้เป็นอันมาก เพราะนายทหารมีความรู้วิเศษต่างๆ บัดนี้ซ้องกั๋งมีความชอบมากพระเจ้าแผ่นดินจะตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ พวกเราทั้งหลายมิพากันตกต่ำไปหรือ ท่านทั้งสองช่วยกันทูลให้พวกซ้องกั๋งยกกองทัพไปปราบเมืองฮวยไซเห็นจะสู้ทหารและไพร่พลอองเข่งไม่ได้ ซ้องกั๋งและพวกพ้องคงตายสิ้นเราจึงจะมีความสุข ซัวเกีย กอกิวก็เห็นชอบปรึกษากันแล้วต่างคนก็กลับมาบ้าน

และอองเข่งนั้น เดิมเป็นขุนนางอยู่ในเมืองหลวงแต่กอกิวยังไม่ได้เป็นขุนนาง เที่ยวอยู่ ณ เมืองเล่งจิวตำบลเล่งเปียกุ้ย พอป่วยลงยังมีชายผู้หนึ่งแซ่ลิวชื่อซิหยง ตั้งโรงเตี๊ยมให้ผู้คนที่ไปมาพักที่ตำบลเล่งเปียกุ้ย เห็นกอกิวเจ็บป่วยมาช้านานเงินไม่มีจะใช้ ลิวซิหยงก็เอาเงินให้สิบตำลึง กอกิวรักษาตัวหายกลับเข้าเมืองตังเกียไม่ช้านานกอกิวเข้าทำราชการได้เป็นขุนนางตำแหน่งที่ไทอวย ลิวซิหยงก็มาทำราชการได้เป็นขุนนางนายทหาร ครั้นทราบว่ากอกิวได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ก็ไปหา กอกิวออกต้อนรับเข้าไปข้างในจึงพูดกับลิวซิหยงว่า ข้าพเจ้าจะหาที่ขุนนางนายทหารใหญ่ ให้ท่านว่ากล่าวฉลองพระคุณที่อุปถัมภ์ข้าพเจ้ามาท่านอย่าวิตกเลย กอกิวจึงถามเตียเปียนขุนนางสำหรับใช้ว่าเห็นมีที่ตำแหน่งอะไรว่างบ้าง เตียเปียนว่าครั้งนี้เจ้าเมืองทั้งหกจัดให้ทหารเอกมาหกนาย ขอลองฝีมือกับทหารเมืองตังเกีย ถ้าสู้ฝีมือไม่ได้เมืองทั้งหกจะเข้ามาอ่อนน้อม แม้นชนะทหารเมืองตังเกียก็ต้องไปอ่อนน้อมเหมือนกัน จึงรับสั่งให้อองเข่งขุนนางนายทหารทดลองฝีมือกับนายทหารหัวเมือง นายทหารหกเมืองสู้ฝีมืออองเข่งไม่ได้อองเข่งฆ่าตายสิ้น จึงรับสั่งตั้งให้อองเข่งเป็นโตวจงก๊วนขุนนางนายทหารใหญ่ไปกำกับเมืองทั้งหก อีกสี่เดือนครบกำหนดอองเข่งก็จะต้องออกไปถ้าท่านจะตอบแทนคุณลิวซิหยงจงขอตำแหน่งที่นั้นให้กับอองเข่งก็สมควร กอกิวจึงหาตัวอองเข่งมาพูดว่าเรามีพวกพ้องอยู่ผู้หนึ่งชื่อลิวซิหยงมีคุณต่อเรามากคิดจะแทนคุณ จึงให้หาท่านมาปรึกษาขอที่จงก๊วนจะกราบทูลให้ลองสู้ฝีมือกับท่าน จงแกล้งทำเป็นแพ้แก่ลิวซิหยง แล้วเราทูลให้ท่านมียศใหญ่ยิ่งขึ้นไป พูดแล้วก็เอาเงินห้าสิบตำลึงส่งให้อองเข่ง ๆ ว่าข้าพเจ้ารับเงินของท่านไม่ได้หรอก ถ้าสืบต่อไปมีคนรู้จะเกิดความพูดแล้วก็กลับมา กอกิวเข้าไปข้างในเล่าความซึ่งพูดกับอองเข่งให้ลิวซิหยงฟังทุกประการ

ฝ่ายอองเข่งกลับมาถึงบ้านเล่าความให้ภรรยาฟัง ภรรยาจึงว่าถ้าไม่ทำแพ้ยกที่จงก๊วนให้กอกิวก็คงโกรธคิดพยาบาทต่อไป ท่านจงยกให้ยอมแพ้เสียเถิด อองเข่งได้ฟังก็ไม่เชื่อภรรยาห้าม ครั้นรุ่งขึ้นเช้ากอกิวก็เข้าเฝ้ากราบทูลว่ายังมีทหารผู้หนึ่งขอทดลองฝีมืออีก ถ้าผู้ใดมีชัยชนะจะตั้งให้เป็นที่จงก๊วนขุนนางนายทหารใหญ่ พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็โปรดให้ลองฝีมือกัน กอกิวจึงให้หาตัวลิวซิหยงกับอองเข่ง มาทดลองฝีมือหน้าพระที่นั่ง อองเข่งเอาทวนแทงแต่เบา ๆ ถูกลิวซิหยงล้มลงบรรดาขุนนางก็ร้องว่าแพ้อองเข่ง พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้ก็เสด็จขึ้น ลิวซิหยงได้รับความอัปยศจึงไปหากอกิวที่บ้านแล้วพูดว่าท่านล่อลวงข้าพเจ้าให้ได้รับความอับอายยิ่งนัก กอกิวว่าท่านอย่าวิตกอองเข่งยังอยู่ในบังคับเรา ๆ จะแก้แค้นตอบแทนให้ แล้วใช้ทหารสิบนายไปคิดฆ่าอองเข่งเสียให้ตาย พวกทหารที่รักใคร่ก็มาแจ้งกับอองเข่ง ๆ จึงคิดว่าถึงกอกิวจะพยาบาทเราไม่ออกไปเที่ยวอุตส่าห์รักษาตัวอยู่ให้ครบสี่เดือน รับตราตั้งไปว่าราชการที่อื่นแล้วก็จะทำอะไรเราไม่ได้ พูดดังนั้นแล้วก็ยกโต๊ะเครื่องบูชามาคำนับเทพยดาที่หน้าบ้าน

ขณะนั้นเกิดอัศจรรย์โต๊ะและกระถางธูปลอยกลับเข้าในเรือน อองเข่งเห็นก็โกรธ ทุบกระถางธูปและโต๊ะเครื่องบูชาแตกหัก ไม้โต๊ะกระเด็นถูกแขนอองเข่งเจ็บปวดยิ่งนัก อองเข่งก็ออกจากบ้านมาเที่ยวจะซื้อยาทาและรับประทาน พบหลีเกียดหมอดู อองเข่งก็เข้าไปคำนับ หลีเกียดจึงทำนายว่าท่านเคราะห์ร้ายต้องระวังตัวให้ดีจะมีโทษแต่ไม่ถึงแก่ชีวิต อองเข่งได้ฟังก็ลาไปซื้อยากลับมาถึงกลางทางพบพวกทหารแจ้งกับอองเข่งว่า กอกิวมาตรวจทหารเป็นหลายวันก็มิได้พบท่าน บัดนี้กอกิวมาตรวจที่ค่ายอีกจึงใช้พวกข้าพเจ้ามาตาม อองเข่งได้ฟังก็ตกใจรีบตรงมาค่ายคำนับกอกิวเป็นอันดี กอกิวแกล้งทำเป็นตรวจทหารทั้งปวงอยู่ เห็นอองเข่งมาก็ถามอองเข่งว่า มีรับสั่งให้เรามาตรวจทหารเป็นหลายเวลาเหตุใดเจ้าจึงไม่มาคอยรับตรวจ

อองเข่งตอบว่าเวลาคืนวานนี้ข้าพเจ้าตั้งโต๊ะจุดธูปเทียนบูชาเทพยดาเผอิญเกิดวิปริต กระถางปักธูปและเครื่องบูชานั้นลอยกลับเข้ามาในเรือนข้าพเจ้าเห็นการเป็นอัศจรรย์ จึงเอาไม้ฟาดโต๊ะแตกกระเด็นถูกแขนซ้ายฟกช้ำนัก ข้าพเจ้าจึงไปเที่ยวซื้อเครื่องยามาทาและรับประทานจึงไม่แจ้งว่าท่านจะมาตรวจการ กอกิวว่าเมืองหลวงประกอบด้วยความเจริญ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขทั่วทั้งพระราชอาณาเขต ทำไมท่านจึงเอาเหตุซึ่งเป็นของร้ายมากล่าวให้เป็นลางแก่บ้านเมืองจนราษฎรพากันเคืองลือว่านิมิตร้ายบังเกิดในเมืองหลวง ข้อหนึ่งเรารับอำนาจแต่พระเจ้าแผ่นดินมาตรวจทหาร ท่านมิได้อ่อนน้อมคำนับตามธรรมเนียม แล้วเสพสุรามาทุ่มเถียงขัดขวางในราชการนั้นมีความผิดมาก จึงสั่งทหารให้ยุดตัวอองเข่งคว่ำลงจะตี

อองเข่งโกรธจึงเถียงว่าเราไม่มีข้อผิดท่านจะมาทำโทษโบยตีนั้นเราก็เป็นข้าราชการมีบรรดาศักดิ์เหมือนกัน อีกประการหนึ่งท่านคิดอ่านจะแก้แค้นแทนลิวซิหยงหรือ กอกิวเห็นอองเข่งพูดถูกต้องจึงห้ามทหารมิให้ตีแล้วให้ทหารคุมตัวมาแจ้งความแก่ขุนนางผู้ใหญ่ตามอุบาย ขุนนางทั้งปวงสำคัญว่าเป็นจริงจึงไม่สงสัย จึงพูดกับกอกิวว่าท่านจะให้ข้าพเจ้าปรึกษาโทษแต่ลำพังกันไม่ได้ ด้วยอองเข่งเป็นขุนนางในตำแหน่งเวลาพรุ่งนี้จึงจะนำความขึ้นกราบทูล ท่านจงเอาตัวอองเข่งไปมอบผู้คุมรักษาไว้ให้มั่นคงเถิด อองเข่งว่าแต่เดิมข้าพเจ้ากับลิวซิหยงเป็นคนอริกัน กอกิวเป็นพวกลิวซิหยงจึงแต่งอุบายกล่าวโทษข้าพเจ้าข้อหนึ่ง เหตุนิมิตซึ่งเกิดนั้นข้าพเจ้ามิได้เอาเท็จมากล่าว ถ้าท่านทั้งปวงไม่เชื่อจงสืบถามชาวบ้านที่ใกล้เคียงดูเถิด ขุนนางผู้ใหญ่จึงพูดว่าตัวให้การรับเป็นข้อใหญ่ใจความควรฟังเอาคำกล่าวหาของกอกิวเป็นจริงตลอดเรื่องไม่ต้องไปสืบสวนให้ลำบากหรอก กอกิวจึงให้ทหารพาตัวไปจำไว้ ครั้นเวลารุ่งเช้าพระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้เสด็จออกว่าราชการ ขุนนางผู้ใหญ่ก็นำเรื่องความกอกิวกล่าวโทษและคำอองเข่งให้การรับขึ้นกราบทูล

พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้จึงตรัสว่า อองเข่งคนนี้เราเชื่อถือวางใจให้เป็นขุนนางกำกับทหารถึงแปดสืบหมื่นไม่ควรจะประพฤติการหยาบช้าเอาเหตุซึ่งวิปริตมากล่าวให้ร้ายแก่บ้านเมืองและดูหมิ่นขุนนางผู้ใหญ่เลย ซึ่งอองเข่งทำเช่นนี้มีความผิด ให้ขุนนางที่ปรึกษาปรับโทษตามกฎหมายสำหรับแผ่นดิน ขุนนางผู้ปรึกษากราบทูลว่า อองเข่งทำความผิดอย่างนี้มีโทษสี่สถานคือให้ถอดเสียจากที่ขุนนาง และสักหน้าเฆี่ยนยี่สิบทีเนรเทศให้พ้นบ้านเมือง โทษสี่สถานนี้จะให้ทำประการใดแล้วแต่จะโปรด พระเจ้าซ้องฮุยจงฮ่องเต้จึงตรัสสั่งให้ลงโทษทั้งสี่สถานแล้วก็เสด็จขึ้น ขุนนางเจ้าพนักงานก็ให้ลงโทษแก่อองเข่งตามรับสั่ง ให้ทหารคุมตัวอองเข่งไปมอบผู้ว่าราชการเมืองลีจิวซึ่งเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองซัวไซ อองเข่งต้องสักหน้าและเฆี่ยนได้รับความเจ็บอายคิดหมายจะล้างชีวิตกอกิวให้จงได้ จึงบอกผู้คุมว่าเราไม่มีความผิดต้องรับอาญาแล้วมิหนำซํ้าเนรเทศไปทางไกล เราจะขอแวะสั่งบุตรภรรยาและขอทรัพย์สิ่งของเสบียงอาหารไปรับประทานตามทางบ้าง ผู้คุมก็พาแวะเข้าไปที่บ้านอองเข่งสั่งภรรยาเสร็จแล้วเก็บสิ่งของบรรทุกเกวียนพาเอาบุตรชายอายุสี่ขวบไปด้วย ผู้คุมและอองเข่งขับเกวียนออกจากเมืองตังเกีย เดินทางไปได้สิบวันบุตรชายอองเข่งป่วยตาย อองเข่งมีความเสียใจอาลัยถึงบุตรเป็นอันมาก จึงหยุดทำการฝังศพในหนทางสามแพร่งสามวัน เงินทองที่เอาไปนั้นหมดไม่มีจะซื้อรับประทานจึงจับกระบองขึ้นรำทำเป็นท่าทีเข้าสู้ศึก ราษฎรชายหญิงพากันมาดูแล้วเอาอีแปะให้เป็นรางวัล อองเข่งรับเอาอีแปะแล้วบอกแก่ชายหญิงทั้งปวงว่า เราเป็นขุนนางฝ่ายบู๊อยู่เมืองตังเกีย มีผู้กราบทูลยุยงให้เจ้าแผ่นดินกระทำโทษและเนรเทศจากเมืองหลวงไปอยู่เมืองลีจิว หนทางที่จะไปข้างหน้านั้นยังไกลนัก ไม่มีสิ่งใดจะซื้ออาหารเลี้ยงชีวิต ท่านทั้งปวงมีจิตเมตตาให้ทานนั้นขอบคุณหาที่สุดมิได้

พูดแล้วควงกระบองหมุนไปโดยรอบเอากระบองโยนขึ้นไปประมาณห้าวา จึงเอามือซ้ายชูขึ้นกระบองก็ตกค้างอยู่ในระหว่างนิ้ว ชายหญิงที่มาดูสรรเสริญว่าท่านนี้ฝีมือกระบองไม่มีใครสู้ ยังมีชายผู้หนึ่งเห็นอองเข่งชำนาญในเพลงกระบอง และได้ยินถ้อยคำที่เล่าปรับทุกข์ก็คิดสงสารจึงเดินเข้าไปใกล้แล้วพูดว่า ท่านจะไปยังเมืองลีจิวหนทางไกลอยู่ ได้อีแปะไปเล็กน้อยเท่านั้นที่ไหนจะพอ ท่านจงไปบ้านกับเราจะให้เงินไปซื้ออาหารรับประทานตามทาง พูดแล้วจูงมืออองเข่งพาไปบ้าน เชิญให้นั่งที่สมควรถามว่าท่านมีชื่อและแซ่ประการใดทำไมจึงต้องโทษเล่า อองเข่งบอกชื่อและแซ่แจ้งความตามซึ่งกอกิวพาลเอาผิดนั้นให้ฟังทุกประการแล้วว่า ตัวท่านชื่อและแซ่อย่างไรจงบอกให้แจ้ง ชายผู้นั้นจึงบอกว่าแซ่เก็งชื่อตวนเห็นท่านเป็นคนจะมีวาสนาและฝีมือจึงมีใจรักหวังจะผูกพันเป็นไมตรีไว้ ซึ่งท่านจะไปเมืองลีจิวนั้นจงไปเที่ยวถามหาน้องชายเราให้พบ ได้ตั้งโรงเตี๊ยมขายของอยู่ในท้องตลาดเราจะมีหนังสือให้ท่านไปฉบับหนึ่ง อองเข่งมีความยินดีตอบว่า ท่านสงเคราะห์ครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่ลืมพระคุณเลย เก็งตวนจึงเอาเงินยี่สิบห้าตำลึงแล้วเขียนหนังสือมอบให้ อองเข่งคำนับรับเอาเงินและหนังสือแล้วรีบมายังที่พัก ผู้คุมจึงพาอองเข่งมาถึงเขาจังเกียเนียแขวงเมืองลีจิว อองเข่งแวะเข้าไปซื้อของรับประทานในท้องตลาด เห็นหลีเกียดหมอดูเดินมาอองเข่งก็ตรงเข้าไปคำนับถามว่า ท่านซินแสจะไปข้างไหน หลีเกียดเห็นอองเข่งมาคำนับก็จำได้ ถามว่าเจ้ามาด้วยธุระอะไรในแขวงเมืองลีจิว อองเข่งตอบว่าเชิญท่านเข้าไปในโรงเตี๊ยม ข้าพเจ้าจะเล่าความให้ทราบ หลีเกียดก็เข้าไปในโรงเตี๊ยม อองเข่งจึงบอกเจ้าของโรงให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยง เมื่อขณะเสพสุรานั้นอองเข่งพูดว่า ครั้งก่อนท่านซินแสทำนายว่าเคราะห์ร้ายจะต้องโทษ บัดนี้ก็เป็นเหมือนคำท่าน จึงแจ้งความแต่หนหลังให้ฟังทุกประการ หลีเกียดมีความสงสารจึงว่าเคราะห์ของท่านครั้งนี้ไม่สู้เป็นไรต่อไปจะยิ่งกว่านี้ อองเข่งได้ฟังก็ตกใจถามว่า สืบไปภายหน้าจะเป็นประการใด เชิญทำนายให้ข้าพเจ้าทราบเถิด หลีเกียดจึงเขียนคำโคลงมีความว่า “ถ้าพบปะพวกแซ่พังแล้วจะเกิดความ พ้นสามปีจึงจะสิ้นเคราะห์ นานไปคงได้พบกัน” เขียนแล้วส่งให้อองเข่งคำนับรับหนังสือทำนาย แล้วคิดเงินให้แก่เจ้าของโรงเตี๊ยม หลีเกียด อองเข่งต่างคนก็แยกทางกันไป ผู้คุมก็พาอองเข่งมาถึงตลาดในเมืองลีจิว

อองเข่งถามชาวตลาดว่าเก็งเจียตั้งโรงเตี๊ยมขายของอยู่แห่งใด ชาวตลาดชี้มือบอกให้ อองเข่งก็เข้าไปหาเก็งเจียถามว่าท่านมาแต่ไหนมีธุระสิ่งไรหรือ อองเข่งบอกว่าเก็งตวนพี่ท่านฝากหนังสือมาให้ เก็งเจียรับมาอ่านได้ความแล้วนึกสงสารจึงพูดว่าเราจะตามท่านเข้าไปขัดขวางจะได้ช่วยแก้ไข เก็งเจียก็จัดเงินและเสื้อผ้าพร้อมแล้วผู้คุมจึงพาตัวอองเข่งไปถึงบ้านผู้ว่าราชการเมืองเชิญหนังสือรับสั่งส่งให้ผู้ว่าราชการเมืองอ่านทราบความแล้ว จึงให้ทหารคุมตัวอองเข่งไปส่งให้เตียซีไคผู้คุม เก็งเจียก็ตามไปด้วย เตียซีไคพูดว่าคนโทษเมืองหลวงส่งออกมาแล้วต้องเฆี่ยนเสียร้อยทีจึงจำไว้ เก็งเจียเข้าไปพูดอ้อนวอนผู้คุมว่า อองเข่งไม่มีความผิดกอกิวขุนนางผู้ใหญ่พาลเอาโทษ ท่านจะเฆี่ยนตีจำจองก็บาปกรรมไม่ต้องการ จงเอาเงินห้าสิบตำลึงนี้ไว้ใช้สอยดีกว่า เตียซีไคได้เงินมีความยินดีจึงยกโทษเฆี่ยนแล้วปล่อยให้อองเข่งไปเที่ยวหากินตามท้องตลาด อองเข่ง เก็งเจียพากันเดินมาตามถนนใหญ่เป็นหนทางสี่แพร่ง อองเข่งจึงจับกระบองควงรำเป็นเพลงต่างๆ คนทั้งหลายชวนกันไปดูก็เอาอีแปะกองให้เป็นรางวัล แต่อีแปะกองอยู่นั้นประมาณห้าร้อย อองเข่งก้มลงจะหยิบ

ขณะนั้นอีตัดวิ่งมาปัดมือแล้วพูดว่าเจ้าหรือเป็นคนมีฝีมือรำกระบองดี อย่าเพิ่งเอารางวัลไปเลยจงมาต่อสู้ให้เห็นฝีมือก่อน อีตัดก็ควงกระบองรำเข้ามา อองเข่งควงกระบองรับต่อสู้กันได้ประมาณสามเพลง อองเข่งเอากระบองตีถูกขาอีตัดล้มลง อองเข่งเอาปลายกระบองจิ้มดินโสโครกกระทุ้งที่ปาก อีตัดได้ความเจ็บอายนึกแค้นอองเข่งเป็นอันมาก คนทั้งหลายสรรเสริญอองเข่งว่าฝีมือกระบองดีไม่มีใครสู้ได้ ครั้นเวลาเย็นอองเข่ง เก็งเจียก็พากันกลับมายังโรงผู้คุม เก็งเจียจึงบอกอองเข่งว่า เรามาอยู่ด้วยท่านหลายเวลาโทษทัณฑ์ก็เบาบางแล้วจะขอลาไปก่อน ท่านจงเอาเสื้อสองชั้นนี้ไว้ด้วย เราตัดเศษเงินใส่อยู่ในกลีบเสื้อสองร้อยตำลึง ถ้าขัดสนแล้วจงเลาะตะเข็บเอาเงินใช้สอยเถิด อองเข่งตอบว่า ท่านมีคุณต่อข้าพเจ้าครั้งนี้เปรียบเหมือนบิดา ท่านไปแล้วจงกลับมาเยี่ยมเยือนบ้างอย่าได้ทิ้งเสีย เก็งเจียตอบว่าเราจะช่วยสงเคราะห์ท่านไปกว่าจะพ้นโทษ พูดแล้วต่างคำนับกันตามธรรมเนียม เก็งเจียก็รีบมายังโรงเตี๊ยม อองเข่งอยู่ด้วยเตียซีไคผู้คุมได้ประมาณสามเดือน

ยังมีชายผู้หนึ่งชื่อพังหงวนเป็นคนชาวเมืองตังเกีย ออกมาเป็นที่ชุนเหนียมคือนายอำเภอกองตระเวนในเมืองเกาลีกุ้ย ครั้นครบสามปีเจ้าเมืองก็เปลี่ยนเอาคนอื่นมาตั้งแทน พังหงวนต้องออกนอกราชการคิดจะกลับไปบ้านก็นึกอายภรรยาด้วยไม่มีเงินไปให้ เงินเดือนค่าจ้างที่ได้บ้างเล็กน้อยก็ใช้สอยเสียสิ้น จึงคิดอ่านประกอบยาวิเศษแก้โรคต่างๆ มาวางขายในท้องตลาดแขวงเมืองลีจิว พังหงวนขายเครื่องยาตั้งแต่เช้าจนบ่ายไม่มีผู้ใดซื้อมีความโกรธ นั่งบ่นด่าชาวตลาดชาวบ้านเหมือนคนบ้าแล้วก็ลุกขึ้นจับกระบองรำเป็นเพลงต่างๆ คนทั้งปวงก็พากันมาดู พังหงวนเห็นคนมายืนดูมากจึงพูดว่า เมื่อเราเรียกให้ซื้อเครื่องยาไม่มีใครมาแล ครั้นเรารำกระบองพากันมาดู พวกเมืองลีจิวนี้เหมือนกับคนโซเป็นโรคเรื้อน อาศัยวัดกินแต่สุกร โดนสุนัขกัดตาย คนที่มาดูฟังพังหงวนว่าก็มีความโกรธจึงพากันไปบอกกับอองเข่งว่า ชายคนหนึ่งมารำกระบองอยู่ที่ตลาด แล้วท้าทายให้พวกเรามาบอกเจ้าให้ออกไปต่อสู้ด้วย อองเข่งได้แจ้งมีความสงสัยจึงหยิบกระบองแล้วรีบมายังตลาด พังหงวนเห็นอองเข่งถือกระบองมายืนอยู่ จึงร้องถามว่าเจ้าเป็นคนฝีมือรำกระบองดีหรือ จะยืนนิ่งอยู่ทำไมเล่า จงเข้าตีกระบองให้เห็นฝีมือกันเถิด อองเข่งว่าตัวเราเป็นคนโทษจะไปต่อสู้เจ้าคนดีอย่างไรได้ พังหงวนแจ้งว่าอองเข่งเป็นคนโทษยิ่งมีความประมาท จึงว่าด้วยคำหยาบต่างๆ อองเข่งมีความโกรธสะกดใจไว้แล้วพูดว่า เรามาตีกระบองกันถ้าเกิดพลาดพลั้งไปถูกมีบาดแผลเจ้าจะไปฟ้องร้องเราดอกกระมัง พังหงวนตอบว่าถึงเจ้าจะตีเราหัวแตกเป็นประการใดยาวิเศษของเรามีแก้ไม่ต้องไปฟ้องร้องให้ป่วยการหรอก

พูดสัญญากันแล้วอองเข่งก็รำกระบองเข้าไปพังหงวนก็ตั้งท่ารับ แต่ต่อสู้กันได้ประมาณสิบเพลง อองเข่งเอากระบองตีถูกพังหงวนแขนซ้ายหัก พังหงวนล้มลงมีความโกรธมิได้พูดประการใด จึงเก็บเครื่องยาใส่ถุงย่ามรีบมาหาภรรยาเตียซีไค คำนับแล้วแจ้งความว่า เหตุใดสามีของพี่จึงใช้คนโทษไปตีเราจนแขนหักมีความโกรธแค้นเราสิ่งใดหรือ ถ้าพี่ไม่บอกสามีให้ทำโทษแก่อองเข่งแล้วข้าพเจ้าจะไปฟ้องต่อสู้ว่าราชการเมือง ภรรยาเตียซีไคได้ฟังก็ตกใจวิ่งเข้าจับแขนที่หักยกขึ้นดูแล้วก็ร้องไห้ จึงพูดว่าเจ้าเป็นแต่ลูกเรียงพี่เรียงน้องเรารักเหมือนร่วมท้องเดียวกัน ซึ่งอองเข่งบังอาจทำแก่เจ้านั้นเราจะบอกเตียซีไคให้ทำโทษถึงสาหัส เจ้าจงกลับไปรักษาตัวเสียให้หาย พังหงวนได้ฟังพี่ว่าค่อยคลายโกรธคำนับลากลับไปยังที่พัก ครั้นเวลาเย็นเตียซีไคกลับมาถึง ภรรยาจึงถามว่าท่านใช้อองเข่งไปตีพังหงวนน้องเราหรือ เตียซีไคว่าเราหาได้ใช้ไม่ ภรรยามีความโกรธจึงเอามือตบเข้าที่ปากแล้วพูดว่า อองเข่งกับพังหงวนมิได้เป็นอริวิวาทแก่กัน ถ้าตัวไม่ใช้ให้ไปทำที่ไหนจะทำได้เล่า เตียซีไคจึงสาบานว่า ถ้าเราใช้ให้อองเข่งไปตีพังหงวนแล้ว ขอให้เราเกิดวิบัติอันตรายต่างๆ และอองเข่งตีน้องเจ้าแขนหกนั้นเราจะเฆี่ยนอองเข่งเก้าร้อยเก้าสิบทีจะมาทะเลาะวิวาทกันทำไมไม่ต้องการ

ภรรยาได้ฟังเตียซีไคสาบาน และจะทำโทษอองเข่งให้ก็มีความยินดีจึงจัดหาอาหารเลี้ยงสู่กันกินเป็นปกติ ครั้นเวลารุ่งเช้าเตียซีไคจึงใช้อองเข่งไปซื้อกับข้าวของรับประทานในท้องตลาด อองเข่งก็ไปซื้อมาตามสั่งสิ่งของที่ซื้อมานั้นควรราคาและต่ำราคาบ้าง เตียซีไคแกล้งพาลพาโลว่าราคาแพงเอาสิ่งของคืนให้คิดเอาเงินแล้วเฆี่ยนตีประมาณสามสิบที บางเวลาก็ใช้อองเข่งให้เจาะไม้ถากไม้ อองเข่งก็ทำได้เหมือนตัวอย่างตามสั่ง เตียซีไคก็แกล้งพาลเอาผิดว่าเจาะคลาดบันทัดตัดตัวไม้ตายให้หาไม้มาใช้ อองเข่งเถียงว่าข้าพเจ้าเจาะตามเส้นตัดตามตัวอย่างแล้วจะให้ทำอย่างไรอีก เตียซีไคว่าทำของเสียแล้วยังเถียงอีกเล่า จึงเอาไม้เฆี่ยนอองเข่งประมาณห้าสิบที อองเข่งได้ความเจ็บปวดลำบากเหลือประมาณไม่รู้ที่จะทำประการใด ตั้งใจคอยเก็งเจียก็ไม่เห็นมา ครั้นจะออกไปหาก็ไม่ได้ด้วยผู้คุมกักขังไว้กวดขัน แต่เตียซีไคทำโทษเฆี่ยนตีอองเข่งประมาณเจ็ดร้อยที อองเข่งได้ความเจ็บลำบากไหวตัวไม่ได้ก็นอนครางอยู่

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ