๘๕

ไต้เหลียวอ๋องจึงถามอาวเอี๋ยนซีหนึงว่าท่านเห็นอย่างไรก็จงบอกไปเถิด อาวเอี๋ยนซีหนึงว่า ขุนนางในเมืองตังเกียนั้นมีสองพวก พวกหนึ่งตงฉินอีกพวกหนึ่งเป็นกังฉิน และขุนนางตงฉินนั้นมีซกไทอวยเป็นต้น ขุนนางกังฉิน คือ ซัวเกีย เอียเจียน ท่องกวน กอกิว สี่คนเป็นใหญ่ เมื่อเจ้าแผ่นดินซ้องจะมีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมซ้องกั๋งนั้นได้ปรึกษาขุนนางทั้งสองพวก พวกที่สัตย์ซื่อนั้นยอมตามความคิดเจ้าแผ่นดิน พวกคนโกงนั้นขอให้ยกกองทัพไปปรามปรามตามอำนาจ เจ้าแผ่นดินไม่ฟังตามถ้อยคำก็มีความน้อยใจ ชวนกันยุยงส่อเสียดหาความผิดแก่ซ้องกั๋งต่างๆ จนซ้องกั๋งคิดจะไม่สมัครทำราชการ ขุนนางพวกตงฉินก็พูดจาเกลี้ยกล่อมเอาใจไว้ ซ้องกั๋งจึงได้วางอารมณ์เป็นกลางอยู่ ข้าพเจ้าทราบความเช่นนี้จึงเห็นว่าซ้องกั๋งมีความขัดเคืองบาดหมางอยู่กับขุนนางพวกกังฉินเป็นอันมาก ประการหนึ่งน้ำใจของซ้องกั๋งก็เป็นคนรักยศปรารถนาจะทำราชการให้ชื่อเสียงปรากฏในแผ่นดิน ขอให้ไต้เหลียวอ๋องแต่งคนที่พูดจาฉลาดรู้อุบายไปเกลี้ยกล่อมซ้องกั๋งเข้ามาอยู่ในเมืองไต้เหลียว แล้วจึงตั้งให้เป็นที่ตินก๊กไต้เจียงกุนผู้สำเร็จราชการฝ่ายบู๊ เห็นซ้องกั๋งจะมีความกตัญญูโดยสุจริต แล้วให้เป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองตังเกียก็จะสำเร็จโดยง่าย ถ้าไต้เหลียวอ๋องยอมดังนี้มีประโยชน์สองประการ ประการหนึ่งได้ซ้องกั๋งไว้เป็นกำลัง อย่างหนึ่งเมืองตังเกียก็จะอยู่ในเงื้อมมือท่าน

ไต้เหลียวอ๋องได้ฟังก็เห็นชอบจึงให้แต่งหนังสือมีความว่า “เอ๋ลุดติดฮุยผู้เป็นที่ไต้เหลียวอ๋องครอบครองเมืองฮิวจิวมายังซ้องกั๋งและโลวจุนหงีให้แจ้ง ด้วยเราทราบว่าท่านเข้าไปทำราชการอยู่ในเจ้าแผ่นดินซ้องนั้นเหมือนหนึ่งนอนอยู่ใกล้กองเพลิงไม่รู้ว่าจะลามไหม้มาเมื่อไร เพราะขุนนางพวกกังฉินคอยหาความผิดและคิดร้ายอยู่มิได้ขาด ตัวท่านพลั้งพลาดลงเวลาใดอันตรายก็จะถึงท่านและทหารทั้งปวง ประการหนึ่งเราได้ยินกิตติศัพท์เล่าลือว่า ซ้องกั๋งเป็นคนสัตย์ซื่อประพฤติโดยสุจริตคิดจะทำราชการให้ชื่อเสียงปรากฏอยู่ในแผ่นดิน เรามีความรักใคร่เป็นอันมาก ซึ่งจะทำราชการอยู่ในเมืองตังเกียนั้นไม่เป็นประโยชน์ ด้วยเจ้าแผ่นดินไม่ตั้งอยู่ในยุติธรรม เชื่อฟังแต่คำคนสอพลอต่างๆ ถ้าท่านรักจะให้ชื่อเสียงปรากฏสืบแซ่ตระกูลแล้ว จงเจ้ามาอยู่ด้วยกันในแผ่นดินไต้เหลียว เราจะให้เป็นที่ตินก๊กไต้เจียงกุนผู้สำเร็จราชการฝ่ายบู๊ กับทั้งได้จัดทองคำพันตำลึง เงินเกวียนหนึ่ง แพรสีต่างๆ ร้อยแปดม้วน ม้ามีฝีเท้าร้อยแปดม้า ให้แจกทหารทั้งปวงก่อน ตัวท่านเข้าไปถึงเมืองไต้เหลียวแล้ว สมบัติในบ้านเมืองก็เหมือนของท่าน จะต้องการแจกจ่ายให้ทหารและจะใช้สอยมากน้อยเท่าใดไม่ขัดขืน” ครั้นแต่งแล้วประทับตรายี่ห้อผนึกมอบให้อาวเอี๋ยนซีหนึงถือไป

ขณะนั้นงิดง่วนก๊วงนายทหารเอกจึงพูดขึ้นว่า ไต้เหลียวอ๋องได้ครองเมืองเป็นใหญ่บนแผ่นดินไต้เหลียว มีเกียรติยศเหมือนดวงจันทร์ปรากฏอยู่บนอากาศ มีทหารเอกถึงยี่สิบแปดคน ทหารโทสิบเอ็ดคน ทหารเลวก็หลายสิบหมื่น เปรียบเหมือนดาวใหญ่น้อยล้อมเป็นบริวาร ข้าศึกจะมีมาในทิศทั้งสี่ก็อาจสามารถจะป้องกันรักษาเขตแดนมิให้เป็นอันตรายได้ ซึ่งไต้เหลียวอ๋องมีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมซ้องกั๋งจะให้ได้เข้ามาอยู่ในเมืองนั้น เปรียบเหมือนเพลิงอันใกล้เชื้อจะไว้ใจเชื่อถือนั้นไม่ได้ ถ้าไต้เหลียวอ๋องมีความวิตกกลัวบ้านเมืองจะเป็นอันตรายแล้ว ข้าพเจ้าและพวกขุนนางฝ่ายบู๊จะรับเป็นธุระป้องกันไปกว่าจะสิ้นชีวิต ไต้เหลียวอ๋องตอบว่าท่านทักท้วงว่ากล่าวทั้งนี้ก็ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมแล้ว แต่เราของดไว้ก่อน ถ้าการเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จจึงคิดอ่านรบพุ่งต่อไป ไต้เหลียวอ๋องจึงสั่งพนักงานเบิกสิ่งของทองเงินให้อาวเอี๋ยนซีหนึง ๆ คำนับรับหนังสือและทองเงินแล้วออกมาเตรียมบ่าวไพร่เสบียงอาหารพอสมควรก็รีบไป

ฝ่ายซ้องกั๋งหยุดพักทหารอยู่ในเมืองกีจิวให้ฝึกหัดเพลงอาวุธต่างๆ ที่ปรึกษาและทหารเอกก็มาประชุมพร้อมกันที่ท้องสนาม พอทหารรักษาหน้าที่มาแจ้งความว่า ขุนนางพวกฮวนมาแต่เมืองไต้เหลียวจะเข้ามาคำนับ ซ้องกั๋งได้แจ้งจึงถามโงวหยงว่าขุนนางเมืองไต้เหลียวจะมาหาเราด้วยเหตุสิ่งใด โงวหยงบอกว่าเห็นจะเป็นไต้เหลียวอ๋องใช้คนมาเกลี้ยกล่อมเราเป็นแน่ ซ้องกั๋งว่าดังนั้นเราจะตอบประการใดดี โงวหยงว่าท่านจงพูดจาเป็นทีเหมือนจะอ่อนน้อมยอมสามิภักดิ์ ถ้าไต้เหลียวอ๋องเชื่อถ้อยคำแล้วเราจึงคิดเป็นอุบายซ้อนกลเข้าตีเมืองปาจิวให้แตก ถ้าได้เมืองปาจิวแล้ว เมืองฮิวจิวก็จะอยู่ในเงื้อมมือเรา ซ้องกั๋งได้ฟังก็เห็นชอบ จึงสั่งทหารให้เปิดประตูรับขุนนางฮวนเข้าไปในเมืองแล้วเชิญให้นั่งที่สมควร

ซ้องกั๋งจึงถามอาวเอี๋ยนซีหนึงว่าท่านมาหาข้าพเจ้าด้วยธุระสิ่งใดหรือ อาวเอี๋ยนซีหนึงบอกว่า ข้าพเจ้านำความสำคัญแจ้งกับท่าน ครั้นจะพูดต่อหน้าทหารทั้งปวงกลัวการจะแพร่งพรายไป ซ้องกั๋งจึงให้ทหารถอยออกไปเสียให้ห่างแล้วก็ถามว่า ท่านจะบอกความสิ่งใดแก่เราก็จงบอกเถิด อาวเอี๋ยนซีหนึงจึงว่า ไต้เหลียวอ๋องเห็นท่านมีสติปัญญาเป็นคนสัตย์ซื่อสุจริตมีความรักเป็นอันมาก ให้ข้าพเจ้าคุมทองคำพันตำลึง เงินเกวียนหนึ่ง ม้ามีฝีเท้าร้อยแปดม้า แพรสีต่างๆ ร้อยแปดม้วนมาให้ท่านแจกทหาร แล้วสั่งเตือนสติท่านด้วยในเมืองตังเกียนั้นประกอบด้วยขุนนางกังฉินเป็นอันมาก ถ้าเห็นผู้ใดมีสติปัญญาดีกว่าตัวแล้วก็อิจฉาพยาบาทคิดเบียดเบียนต่างๆ ตัวทำผิดสักเท่าใดก็ปิดเนื้อความไว้ ถ้าผู้อื่นทำผิดบ้างแต่เล็กน้อยก็แคะไค้ว่ากล่าวให้ความผิดนั้นมากขึ้น ถึงผู้ใดจะมีความชอบต่อแผ่นดินก็ทูลกีดกันเสียเอาความชอบของผู้อื่นมาเป็นของตัว เจ้าแผ่นดินซ้องก็ยังหนุ่มไม่รอบรู้ในการบ้านเมือง ฟังแต่คำคนสอพลอประจบประแจงเป็นประมาณ ซึ่งท่านจะทำราชการร่วมกันกับคนจำพวกนี้เห็นว่าภัยจะมีเป็นแน่แท้ จงตรึกตรองหาผู้ซึ่งเป็นที่พึ่งอันตั้งอยู่ในยุติธรรมจะได้มีความสุขต่อไปให้สมควรกับสติปัญญาและฝีมือของท่าน ประการหนึ่งไต้เหลียวอ๋องเจ้านายข้าพเจ้านั้นเป็นคนใจดีมีเมตตาจิต โอบอ้อมรักคนมีสติปัญญาและทหารที่มีฝีมือยิ่งกว่าบุตรภรรยาและทรัพย์สมบัติทั้งปวง จึงได้มีหนังสือแผ่ไมตรีมาถึงท่าน

พูดแล้วก็เอาหนังสือส่งให้ซ้องกั๋ง ๆ รับมาอ่านแจ้งความแล้วจึงแสร้งพูดว่า ซึ่งไต้เหลียวอ๋องมีความเมตตาฝากสิ่งของมาให้และมีหนังสือเตือนสติชักชวนเราเข้าไปทำราชการ จะแต่งตั้งให้มียศศักดิ์นั้นขอบคุณเป็นที่ยิ่ง และซึ่งเราได้มีอำนาจมีคนนับถือกลัวเกรงนั้นใช่จะสำเร็จด้วยความคิดปัญญาเราผู้เดียวหามิได้ ต้องอาศัยกำลังปัญญาพี่น้องทั้งปวงเป็นประมาณ จะทำการสิ่งใดจึงได้สำเร็จความปรารถนา แต่ตัวของเรานี้ก็มีความแค้นเคืองขุนนางพวกกังฉินเป็นอันมาก คิดจะไม่สมัครทำราชการจะไปทำมาหากินอยู่บ้านเดิม พอมีรับสั่งให้ให้ยกกองทัพมาปราบแผ่นดินไต้เหลียว ครั้นจะขัดขืนไม่ทำตามรับสั่งก็กลัวขุนนางพวกกังฉินจะกราบทูลยุยงให้มีความผิด จึงจำใจพาพี่น้องและทหารมาทำศึก ซึ่งเราตีบ้านเมืองล่วงเข้ามาถึงเมืองกีจิวนี้ เราขอยืมเป็นที่พักทหารอยู่กว่าจะสิ้นฤดูร้อน แล้วจะพูดจาปรึกษาพี่น้องทั้งปวงให้เห็นพร้อมใจกันก่อน จึงจะเข้าไปสามิภักดิ์ทำราชการอยู่ในไต้เหลียวอ๋องกว่าจะสิ้นชีวิต และสิ่งของทองเงินซึ่งไต้เหลียวอ๋องให้มานั้น ท่านจงเอากลับคืนไปเก็บรักษาไว้ก่อน ครั้นจะแจกจ่ายให้ในขณะนี้ก็จะเกิดทุ่มเถียงแก่งแย่งกันกิตติศัพท์จะอื้ออึงไป ขอเชิญท่านไปแจ้งความแก่ไต้เหลียวอ๋องตามถ้อยคำของเราให้ถี่ถ้วน

อาวเอี๋ยนซีหนึงจึงตอบว่าท่านรักใคร่ไต้เหลียวอ๋องจริงแล้วก็จงรับเอาสิ่งของนี้ไว้ ตัวท่านผู้ใหญ่ได้บังคับการงานสิทธิ์ขาดคนเหล่านั้นย่อมอยู่ในอำนาจทั้งสิ้น ใครจะอาจขัดขืนถ้อยคำท่านได้ ซ้องกั๋งตอบว่าน้ำใจพี่น้องของเราไม่เหมือนคนทั้งปวง ดุร้ายกาจมาก เราทุกวันนี้เหมือนอยู่ในฝูงเสือต้องเอาใจเล้าโลมไม่ให้โกรธจึงได้ปกติมา ท่านจะให้เราหักหาญข่มขี่เอาตามใจฝ่ายเดียวนั้นไม่ได้ ต้องว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมกันโดยดี ถ้าปรึกษาตกลงพร้อมกันแล้วเมื่อใดจึงจะมีหนังสือบอกเข้าไปให้แจ้ง อาวเอี๋ยนซีหนึงไม่รู้ที่จะตอบประการใดจึงบอกซ้องกั๋งว่า ถ้ามั่นคงดังนั้นแล้วข้าพเจ้าจะลาไปก่อน การซึ่งท่านพูดไว้นั้นอย่าลืม ข้าพเจ้าจะไปแจ้งแก่ไต้เหลียวอ๋องตามถ้อยคำของท่านทุกประการ พูดแล้วก็คำนับลาซ้องกั๋งตามมาส่งถึงนอกเมือง อาวเอี๋ยนซีหนึงก็ขึ้นม้าพาบ่าวไพร่คุมสิ่งของกลับไปเมืองฮิวจิว

ครั้นอาวเอี๋ยนซีหนึงกลับไปแล้ว ซ้องกั๋งจึงเล่าความตามคำอาวเอี๋ยนซีหนึงมาพูดให้โงวหยงฟัง โงวหยงได้แจ้งจึงตรึกตรองว่า ซ้องกั๋งนี้จะเป็นคนสัตย์ซื่อมั่นคงเหมือนที่เคยประพฤติมาแต่ก่อนหรือจะหลงด้วยยศไปเข้าเกลี้ยกล่อมอยู่ด้วยเจ้าเมืองไต้เหลียวจำจะลองดูใจให้แน่ คิดแล้วจึงแสร้งพูดว่าท่านทำราชการอยู่ในเมืองตังเกียไม่มีความสุขด้วยขุนนางพวกกังฉินคอยเบียดเบียนหาข้อผิดเป็นนิตย์ เราคิดเข้าเกลี้ยกล่อมอยู่ด้วยไต้เหลียวอ๋องให้พ้นพวกพาลท่านจะเห็นประการใด ซ้องกั๋งไม่เข้าใจในอุบายสำคัญว่าโงวหยงจะให้ไปอยู่กับไต้เหลียวอ๋องก็โกรธ จึงพูดว่าพวกกังฉินในเมืองตังเกียเป็นศัตรูปองร้ายอย่างไรเรามิได้มีความวิตก ถือเอาบุญและกรรมเป็นประมาณ ประการหนึ่งพวกเราทำความผิดเป็นมหันตโทษ พระเจ้าแผ่นดินก็ยังเมตตาโปรดพระราชทานยศและทรัพย์แก่พวกเราเป็นอันมาก ควรที่ท่านทั้งปวงจะระลึกถึงพระคุณจงมากไม่ควรจะคิดทรยศประทุษร้ายหมายเอาผู้อื่นเป็นที่พึ่ง ถึงตัวของท่านแต่ก่อนเราก็นับถือว่าเป็นคนซื่อสัตย์กตัญญูกลับมาประพฤติการเป็นพาลไปเสียแล้ว เราก็สิ้นอาลัยไม่นับถือเอาเป็นพวกพ้องอีกต่อไป โงวหยงเห็นซ้องกั๋งเป็นคนใจยั่งยืนตั้งอยู่ในความสัตย์ก็มีความยินดี จึงว่าข้าพเจ้าสัพยอกลองใจท่านดูเล่น ท่านอย่าได้ถือโทษโกรธเลย ซ้องกั๋งได้ฟังดังนั้นก็คลายความโกรธจึงถามโงวหยงว่าท่านสั่งเราให้พูดกับอาวเอี๋ยนซีหนึงเป็นที่อ่อนน้อมจะยอมสามิภักดิ์ เราก็ได้ว่ากล่าวตามคำท่าน ท่านจะคิดต่อไปข้างหน้าประการใด โงวหยงตอบว่าครั้งนี้พวกฮวนต้องในอุบายเราแล้ว จะคิดตีเมืองปาจิวเวลาใดก็ได้ แต่ในระหว่างนี้ขอให้งดไว้ก่อนด้วยเป็นเทศกาลร้อน ทแกล้วทหารจะได้ความลำบาก ต้องหยุดพักอยู่เมืองกีจิวกว่าจะสิ้นฤดูร้อนแล้วจึงค่อยคิดการต่อไป ซ้องกั๋งได้ฟังก็เห็นชอบจึงตั้งกองฝึกหัดทหารทั้งปวงให้ชำนาญในเพลงอาวุธต่างๆ

อยู่มาในเวลาวันหนึ่งที่ปรึกษาและทหารทั้งปวงมาประชุมพร้อมกันที่ท้องสนาม ซ้องกั๋งจึงถามกงซุนสินว่า ฬ่อจินหยินอาจารย์ของท่านเป็นผู้วิเศษชำนาญในไตรเพทวิชาการสิ่งใด กงซุนสินตอบว่าอาจารย์ของข้าพเจ้าชำนาญในคัมภีร์โหราศาสตร์ ดูฤกษ์บนฤกษ์ล่าง และนิมิตร้ายดีทั้งปวง ประการหนึ่งถ้าจะดูลักษณะราศีก็ทำนายแม่นยำ และกาลที่ล่วงแล้วแต่หนหลังและการจะดีร้ายต่อไปภายหน้า ข้าพเจ้าคิดว่าจะเชิญท่านไปคำนับสักครั้งหนึ่งก็ไม่มีเวลาว่าง ซ้องกั๋งได้ฟังมีความยินดีคิดจะไปคำนับและไต่ถามการทั้งปวงให้บ้าง จึงพูดว่าระหว่างนี้การศึกก็ยังสงบอยู่ ควรเราจะไปคำนับท่านอาจารย์และขอพรคำสั่งสอนของท่านมาไว้เป็นมงคล หนทางที่จะไปแต่เมืองกีจิวนั้นใกล้หรือไกล กงซุนสินบอกว่า ท่านอาจารย์สำนักอยู่เขายี่เซียนซัวจะต้องเดินตัดไปทางเมืองกิวตันกุ้ยถึงเขาฮือทีซัว ลงจากเขาไปอีกหน่อยหนึ่งก็จะถึงที่สำนักท่านอาจารย์ ซ้องกั๋งจึงสั่งโงวหยงว่าเราจะไปคำนับอาจารย์ฬ่อจินหยิน ท่านจงคุมทหารอยู่รักษาเมืองกีจิวอย่าให้มีเหตุ โงวหยงตอบว่าเชิญท่านไปเถิด ข้าพเจ้าจะรักษาเมืองมิให้เป็นอันตราย ซ้องกั๋งจึงจัดดอกไม้ธูปเทียนกับสิ่งของที่จะไปคำนับพร้อมแล้ว จึงพาฮวยหยง ไตจง ลือฮวง กวนเส็ง เอียนสุน เบ๊หลินกับทหารห้าพัน กงซุนสินเป็นผู้นำทางรีบมาถึงเขายี่เซียนซัว ซ้องกั๋งจึงให้ทหารพักอยู่เชิงเขา ซ้องกั๋ง กงซุนสิน กับนายทหารพากันขึ้นไปถึงลานวัดแวะนั่งอยู่ที่เก๋ง พอแลเห็นเด็กคนหนึ่งเดินออกมาแต่ข้างใน ซ้องกั๋งจึงถามเด็กว่าท่านอาจารย์อยู่หรือไปไหน เด็กบอกว่าท่านอาจารย์สวดมนต์อยู่ในห้องแล้วถามว่า ท่านพากันมานี้ด้วยธุระสิ่งใด ข้าพเจ้าจะเข้าไปบอกให้อาจารย์ทราบ ซ้องกั๋งตอบว่าเราไม่มีธุระสิ่งใดเพียงแต่จะมาคำนับท่านอาจารย์ให้รู้จักไว้เท่านั้น

ฝ่ายฬ่อจินหยินได้ยินเสียงคนพูดอยู่ข้างนอกนึกสงสัยจึงเดินออกมา เห็นกงซุนสินผู้เป็นศิษย์ก็มีความยินดี กงซุนสินก็พาซ้องกั๋งเข้าไปคำนับ ฬ่อจินหยินจึงถามกงซุนสินว่า เจ้าพาใครมาหาเราด้วยธุระสิ่งใด กงซุนสินบอกว่าข้าพเจ้าพาซ้องกั๋งผู้พี่มาคำนับท่าน ฬ่อจินหยินจึงถามว่าซ้องกั๋งที่อยู่เขาเนียซัวเปาะหรือไม่ใช่ กงซุนสินบอกว่าคนผู้นี้เอง บัดนี้ได้เข้าไปเป็นข้าราชการอยู่ในพระเจ้าแผ่นดินซ้อง โปรดตั้งให้เป็นขุนนางแม่ทัพหน้า ยกกองทัพมาทำศึกในแผ่นดินไต้เหลียวตีเมืองขึ้นได้หลายหัวเมืองแล้ว ในระหว่างนี้เป็นฤดูร้อน จึงหยุดพักกองทัพอยู่ ณ เมืองกีจิวการศึกยังว่างอยู่ ข้าพเจ้าจึงพามาคำนับเพื่อให้รู้จักท่าน

ฬ่อจินหยินได้แจ้งจึงเชิญให้นั่งที่สมควร ฬ่อจินหยินก็ลงจากเก้าอี้ออกมายืนอยู่ ซ้องกั๋งเห็นอาจารย์ทำกิริยาดังนั้นก็ลงเสียจากเก้าอี้แล้วถามว่าเหตุใดอาจารย์จึงทำเช่นนั้น ฬ่อจินหยินจึงตอบว่าเราเป็นอาจารย์ชาวบ้านนอก ท่านเป็นขุนนางในเมืองหลวงไม่ควรจะรับคำนับและนั่งที่เสมอกัน เชิญท่านขึ้นไปนั่งให้สบายเถิด ซ้องกั๋งจึงพูดว่า ท่านเป็นอาจารย์ผู้วิเศษ หลวงจีนทั้งปวงต้องเคารพนับถือเป็นที่ยำเกรง แต่ตัวข้าพเจ้าก็นับถือรักใคร่เหมือนดังอาจารย์ขอเชิญท่านขึ้นมานั่งที่สมควรเถิด ข้าพเจ้าและทหารทั้งปวงจะได้คำนับและสนทนาไต่ถามตามธรรมเนียม ฬ่อจินหยินได้ฟังซ้องกั๋งพูดเป็นคนมีปัญญานับถือโดยสุจริตจึงไปนั่งบนเก้าอี้ ซ้องกั๋ง กงซุนสินก็คุกเข่าคำนับถึงแปดครั้ง แล้วซ้องกั๋งจึงให้ทหารเข้าไปคำนับตามธรรมเนียม ฬ่อจินหยินว่าตัวท่านและทหารทั้งปวงนี้มีวาสนาด้วยกันเป็นอันดับเพราะเหตุว่าดาวในอากาศจุติลงมาบังเกิด ถึงจะยกกองทัพไปปราบปรามพวกฮวนก็คงสำเร็จความปรารถนา อนึ่งกงซุนสินเป็นศิษย์ของเราได้อุปถัมภ์มาแต่เด็ก คิดจะให้เป็นหลวงจีนใหญ่อยู่สำหรับวัด ครั้นเราพิเคราะห์ดูฤกษ์บนก็แจ้งว่าดาวประจำตัวกงซุนสินนั้นเป็นดาวพวกเดียวในหมู่ร้อยแปดจึงได้ให้ไปอยู่กับท่าน ถ้าการศึกเสร็จแล้วท่านจงปล่อยกงซุนสินมาอยู่ปฏิบัติเราจะได้มอบตำราวิชาทั้งปวงให้ ประการหนึ่ง มารดากงซุนสินก็เป็นคนชราอยู่มากกว่าเจ็ดสิบปีไม่มีใครจะปฏิบัติรักษา ท่านอย่าหน่วงเหนี่ยวไว้ให้ช้า ซ้องกั๋งตอบว่ากงซุนสินนั้นข้าพเจ้ารักเหมือนน้องร่วมท้องไม่ใคร่จะให้จากกัน การซึ่งจะอยู่ปฏิบัติบิดามารดานั้นสุดจะขัดได้

แต่พูดจาไต่ถามกันอยู่จนเวลาเย็น ซ้องกั๋งจึงให้ทหารเอาธูปเทียนดอกไม้บูชา แล้วเอาสิ่งของที่ดีมีราคาและของรับประทานต่างๆ ให้กับอาจารย์ ฬ่อจินหยินจึงว่า สิ่งของที่มีราคามากนั้นเราไม่มีกิจที่จะใช้สอยหรอก ขอท่านจงเอากลับไปไว้แจกให้ทหารเถิด ซ้องกั๋งจึงตอบว่าแต่ของรับประทานนั้นให้ท่านกรุณาช่วยรับไว้ด้วย ฬ่อจินหยินก็ยอมและบอกว่าเวลาจวนค่ำ ท่านจงพักอยู่กับเราสักคืนหนึ่งแล้วจัดห้องให้อาศัยตามสมควร ครั้นเวลาค่ำซ้องกั๋ง กงซุนสินก็ปฏิบัติให้อาจารย์ ซ้องกั๋งจึงถามว่าข้าพเจ้าอาสาช่วยราชการแผ่นดินนั้น จะได้เลื่อนยศศักดิ์เป็นใหญ่ขึ้นไปหรือจะทรุดต่ำลงและเสมอตัวเป็นประการใด จะยกกองทัพไปทำศึกกับพวกฮวนครั้งนี้จะสำเร็จสมความปรารถนาหรือไม่ ท่านอาจารย์จงได้กรุณาชี้แจงและทำนายให้ข้าพเจ้าทราบบ้าง

ฬ่อจินหยินว่า การสิ่งใดที่ท่านคิดไว้คงจะสมความปรารถนา ความดีของท่านมีอยู่หลายข้อ เราจะเขียนอักษรเป็นคำโคลงทำนายให้ไปสำหรับตัวสักแปดบท แล้วจึงเขียนอักษรลงในกระดาษว่า “ตอง ซิน เจี่ย เจีย งี่ ขี่ เจี้ย หี่ ฮิว เอียน กอง ปิด เม่ง ฮ้วย ฮือ ฮุย ซี้ ฮ่อง ตัง หมอ ฮวง หงัน ฮุน กวย โง่ว เถา ฉอ บ๊วย กัว ลก ตั้ง กุย” บทละสี่เป็นอักษรสามสิบสอง แปลความทีละคู่เป็นใจความว่า ตองซินนั้นคือคนกตัญญูต่อท่านผู้มีคุณ เจี่ยเจีย มีน้อย งี่ขี่นั้นว่าคนกตัญญูต่อมิตรสหาย เจี้ยหี่เช่นนี้น้อยนัก ฮิวเอียนในประเทศแผ่นดิน ฝ่ายเหนือคือเมืองไต้เหลียว กองปิดถ้าปราบปรามสำเร็จแล้ว เม่งฮ้วยอุปมาดังดวงจันทร์อันปรากฏในทางอากาศ ฮือฮุย มีรัศมีสว่าง ซี้ฮ่องเพิ่งพบ ตังหมอคือกำหนดเดือนในปลายฤดูหนาว ฮองหงันเปรียบดังฝูงนก ฮุนกวยจะพลัดพรากจากหมู่ โง่วเถา พวกเจ้านี้เดิมตั้งก๊กอยู่ซัวตัง ฉอบ๊วยการศึกจะยุติ ณ เมืองฌ้อ กัวลกจะมีบรรดาศักดิ์และลาภ ตั้งกุยพร้อมกัน จึงเอาอักษรทั้งสามสิบสองรวมเข้าไปเป็นความว่า คนที่มีความสัตย์ซื่อกตัญญูต่อผู้มีคุณและมิตรสหายนั้นย่อมบริบูรณ์ด้วยยศและทรัพย์มีความสุขเย็นใจเจริญขึ้นเปรียบเหมือนดวงจันทร์ในวันขึ้นสิบห้าค่ำ เมื่อปลายฤดูหนาวต่อกับต้นฤดูร้อนมีรัศมีสว่างปรากฏทั่วไปในท้องอากาศและพื้นดิน คนที่จะเชื่อถือทำตามถ้อยคำนักปราชญ์นั้นมีน้อย ธรรมดาคนพาลนั้นย่อมประพฤติการหยาบช้าเป็นคนอกตัญญู มิได้สัตย์ซื่อต่อผู้มีคุณและมิตรสหาย คิดประทุษร้ายต่อผู้มีคุณนั้นต่างๆ ลักษณะผู้ซึ่งประพฤติการเช่นนี้ ถึงจะมียศและทรัพย์สมบัติบริวารสักเท่าใดคงจะเสื่อมถอยไปทุกวัน เปรียบเหมือนดวงจันทร์ในวันข้างแรมและเดือนในกลางฤดูฝน ถึงจะมีรัศมีสว่างบ้างเล็กน้อยก็สว่างเสียเปล่ามิได้ปรากฏความข้อหนึ่งว่า เดิมซ้องกั๋งตั้งก๊กอยู่ ณ แขวงเมืองซัวตังได้ชักชวนคนทั้งร้อยเจ็ดกระทำสัตย์สาบานเป็นพี่น้องซื่อตรงมิได้คิดคดต่อกัน จึงอาสาเจ้าแผ่นดินมาปราบปรามแผ่นดินฝ่ายเหนือคือเมืองไต้เหลียวนั้นคงจะสำเร็จตามความปรารถนา แต่การศึกจะไปยุติอยู่เพียงเมืองฌ้อจะได้ดีก็ได้ดีพร้อมกัน แล้วจะพลัดพรากจากกัน เปรียบเหมือนฝูงนกเมื่อฤดูหนาว ธรรมดานกที่มีความหนาวเมื่อเวลาใกล้รุ่งก็มั่วสุมประชุมเป็นฝูงเข้าแล้วก็พากันบินฉาบเอาไอน้ำตามลำน้ำและท้องทะเลกว่าแสงอาทิตย์จะกล้า ถ้าอากาศร้อนแล้วก็พากันไปเที่ยวหาอาหาร แม้นพบก็พากันลงกินพร้อมกัน ครั้นสิ้นฤดูหนาวก็แตกฝูงกระจัดกระจายไป พวกร้อยแปดคนนี้ก็เหมือนกับฝูงนก พี่น้องจะต้องจากกันเมื่อปลายมือ เมื่อฬ่อจินหยินเขียนคำโคลงแปดบทจบแล้วส่งให้ ซ้องกั๋งรับมาอ่านไม่เข้าใจด้วยเป็นคำอรรถลึกซึ้ง จึงว่าอักษรสามสิบสองนี้ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ฬ่อจินหยินตอบว่าหนังสือเป็นคำสั่งสอนและทำนาย ท่านจงเอาไปตรึกตรองถามโงวหยงดูก็คงจะเห็นความตลอดไป

แต่พูดกันอยู่จนได้เวลา ซ้องกั๋ง กงซุนสินจึงคำนับลาออกมานอน ครั้นรุ่งสว่าง ซ้องกั๋ง กงซุนสินและทหารทั้งปวงก็คำนับลาฬ่อจินหยินมาถึงเมืองกิจิว จึงส่งหนังสือให้โงวหยง และเล่าความตามคำอาจารย์ให้ฟังทุกประการ โงวหยงตรึกตรองตามหนังสือก็เห็นความตามข้ออธิบาย จึงเอาหนังสือมอบให้ซ้องกั๋งเก็บไว้สำหรับตัว

ฝ่ายอาวเอี๋ยนซีหนึงครั้นมาถึงเมืองไต้เหลียวแล้วจึงเข้าไปแจ้งความแก่ไต้เหลียวอ๋องตามซึ่งได้พูดนัดแก่ซ้องกั๋งให้ทราบทุกประการ ไต้เหลียวอ๋องได้แจ้งมีความยินดีจึงถามอาวเอี๋ยนซีหนึงว่า ท่านคาดคะเนน้ำใจซ้องกั๋งเห็นจะสม้ครเข้ามาอยู่ด้วยกับเราโดยสุจริต หรือจะคิดอุบายเป็นกลศึกดอกกระมัง อาวเอี๋ยนซีหนึงตอบว่า ข้าพเจ้าตรึกตรองดูในอารมณ์ซ้องกั๋งเห็นจะสมัครมาอยู่ด้วยไต้เหลียวอ๋องเป็นแน่แท้ แต่ขอทุเลาจะปรึกษาทหารทั้งปวงดูก่อน ถ้าทหารปลงใจพร้อมกันแล้วจึงจะมีหนังสือแจ้งความมาให้ทราบ ต้องรอคอยฟังให้แน่ก่อน แม้นเนิ่นช้าเกินกำหนดข้าพเจ้าจะกลับออกไปเตือน แล้วคำนับลาไปที่อยู่

แต่ไต้เหลียวอ๋องคอยฟังข่าวซ้องกั๋งอยู่ประมาณเดือนเศษก็หาเห็นมีหนังสือแจ้งความมาไม่ จึงสั่งอาวเอี๋ยนซีหนึงให้ออกไปฟังข่าวซ้องกั๋ง ณ เมืองกีจิว อาวเอี๋ยนซีหนึงคำนับลามาขึ้นม้าตรงไปถึงเมืองกีจิว บอกทหารรักษาหน้าที่ว่า เราเป็นขุนนางเมืองไต้เหลียวอ๋องจะขอเข้าไปเจรจาความเมืองกับท่านแม่ทัพเมืองตังเกีย ทหารรักษาหน้าที่ก็ไปแจ้งความแก่ซ้องกั๋งให้ทราบ ซ้องกั๋งได้แจ้งจึงให้ทหารเปิดประตูรับ อาวเอี๋ยนซีหนึงเข้าไปคำนับ ซ้องกั๋งเชิญให้นั่งที่สมควรแล้วถามว่า ไต้เหลียวอ๋องสั่งความมาอย่างไรบ้าง อาวเอี๋ยนซีหนึงไม่ตอบประการใดชายตาแลดูทหารทั้งปวง ซ้องกั๋งเข้าใจในกิริยา จึงให้ทหารเหล่านั้นออกไปเสียให้ห่าง อาวเอี๋ยนซีหนึงจึงว่าไต้เหลียวอ๋องให้ข้าพเจ้าออกมาแจ้งความให้ทราบว่า การซึ่งท่านจะเข้าไปอยู่ในแผ่นดินไต้เหลียวนั้น ไต้เหลียวอ๋องทำตรายี่ห้อกับที่บ้านตึกเก๋งใหญ่น้อยไว้คอยท่าพร้อมแล้วจะเชิญท่านไปโดยเร็ว ซ้องกั๋งตอบว่าซึ่งเรารับคำไว้ว่าจะเข้าไปเป็นข้าไต้เหลียวอ๋องนั้นก็คิดจะไปทุกเวลา ได้พูดจาเกลี้ยกล่อมทหารในกองทัพเราก็ยอมสมัครไปด้วยทั้งสิ้น แต่มีความคับใจเราอีกข้อหนึ่งถึงจะบอกกับท่านตามจริงที่ไหนจะเชื่อ คงคิดเห็นว่าเราแสร้งอุบายบิดพริ้ว อาวเอี๋ยนซีหนึงตอบว่าข้าพเจ้าเชื่อถือตามถ้อยคำของท่าน ซึ่งจะมีความรังเกียจสงสัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นหามิได้ และข้อความที่ขัดข้องในใจประการใดจงบอกไปเถิด

ซ้องกั๋งเห็นอาวเอี๋ยนซีหนึงปลงใจเชื่อถือแล้ว จึงพูดว่าเดิมพระเจ้าแผ่นดินซ้องโปรดให้ตั้งเราเป็นโจวเซียนหอง ตังโลวจุนหงีเป็นฮูเซียนหอง แยกทหารของเราเป็นสองกอง แบ่งให้โลวจุนหงีคุมกองหนึ่ง เราคุมกองหนึ่งออกมาปราบแผ่นดินฝ่ายเหนือให้ช่วยกันตีหัวเมืองและด่านมาหลายตำบล โลวจุนหงีจึงได้ตั้งพักทหารอยู่ในเมืองเง็กซันกุ้ย เราให้ทหารไปบอกความตามที่ไต้เหลียวอ๋องมีหนังสือมาให้แจ้ง โลวจุนหงีพูดจาแก่งแย่งทีจะไม่อ่อนน้อม การเป็นเช่นนี้เราจึงมีความวิตกคับใจนัก อาวเอี๋ยนซีหนึงจึงถามว่า โลวจุนหงีไม่ยินยอมตามถ้อยคำของท่าน ๆ จะคิดอ่านประการใด ซ้องกั๋งว่าถ้าไต้เหลียวอ๋องและท่านมีความเมตตาแก่เราแล้ว จงหาบ้านเมืองที่มั่นคงให้เราพักอาศัยเป็นที่มั่น และจะพาทหารของเราเข้าไปอยู่ในเมืองนั้น โลวจุนหงีรู้ว่าเราไปอยู่ด้วยไต้เหลียวอ๋องแล้วก็จะมีความโกรธคงยกกองทัพไปตาม เราจะพูดจาเกลี้ยกล่อมดูกิริยาอาการเสียก่อน ถ้าเห็นว่าโลวจุนหงีไม่สมัครโดยจริงแล้วจึงจะยกทหารออกต่อสู้ แม้นเจ้าแผ่นดินซ้องทราบความว่าเราเป็นกบฏ จะให้ขุนนางผู้ใหญ่ยกทัพหลวงออกมาจับเราจะขอเอาบารมีไต้เหลียวอ๋องเป็นที่พึ่ง

อาวเอี๋ยนซีหนึงตอบว่า เจ้าแผ่นดินซ้องจะยกกองทัพเกณฑ์ทหารมาสักเท่าใด ท่านอย่าได้วิตกไว้เป็นธุระของไต้เหลียวอ๋องจะป้องกันรักษามิให้ท่านเป็นอันตราย ซึ่งท่านจะขอเมืองอยู่อาศัยคอยตั้งรับกองทัพโลวจุนหงีนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองปาจิวเป็นเมืองสำคัญ ไต้เหลียวอ๋องให้ก๊กกู๋พี่ภรรยาเป็นผู้ว่าราชการมีทหารเอกและทหารรองไพร่บ้านพลเมืองเป็นอันมาก ป้อมกำแพงมั่นคงพอจะตั้งรับพวกข้าศึกได้ ถึงจะเสียทีก็มีทางหนีทางไล่ถึงสองทาง ๆ หนึ่งออกด่านเอี๊ยะเจียงก๊วน ทางหนึ่งออกด่านบุนอันก๊วน ข้าพเจ้าจะให้ท่านตั้งพักอยู่ในเมืองนั้น ซ้องกั๋งได้ยินอาวเอี๋ยนซีหนึงจะให้เข้าไปอยู่ในเมืองปาจิวสมคิดมีความยินดีเป็นอันมาก จึงแสร้งพูดว่าท่านมีความกรุณาจะให้เราเข้าไปอยู่ในเมืองปาจิวนั้นเป็นบุญคุณหาที่สุดมิได้ ถ้าไต้เหลียวอ๋องช่วยเราให้พ้นภัยและอำนาจเจ้าแผ่นดินซ้องได้แล้ว เราจะอยู่สนองคุณไต้เหลียวอ๋องไปกว่าจะสิ้นชีวิต ท่านจงพาเราและทหารเข้าไปเมืองปาจิวในเวลาค่ำวันนี้เถิด อาวเอี๋ยนซีหนึงตอบว่าเราจะด่วนพาท่านเข้าไปในเวลาค่ำวันนี้ไม่ได้ จะต้องไปแจ้งความแก่ไต้เหลียวอ๋องให้ทราบเสียก่อน ถ้าไต้เหลียวอ๋องว่าอย่างไรข้าพเจ้าจึงจะแก้ไขให้ไปอยู่จงได้ ท่านจงเตรียมทแกล้วทหารและทรัพย์สิ่งของไว้ให้พร้อมเถิด พูดแล้วคำนับลากลับไปเมืองไต้เหลียว

ครั้นเวลารุ่งเช้า ซ้องกั๋งจึงใช้ทหารให้ไปเชิญตัวโลวจุนหงี จูบู๊มายังเมืองกีจิว แล้วเล่าความตามที่คิดซ้อนกลจะเอาเมืองปาจิวให้ฟังทุกประการ จูบู๊จึงว่าซินแสคิดการครั้งนี้ดีนัก ซึ่งท่านจะให้กองทัพฝ่ายขวาทำอย่างไรนั้นข้าพเจ้าทราบสิ้น แล้วจะจัดขบวนทหารให้ถูกตามอุบายของท่าน โงวหยงจึงบอกซ้องกั๋งว่าเมื่อจะเข้าเมืองปาจิวนั้นข้าพเจ้าไม่ไปด้วยท่าน จะไปพร้อมกับกองทัพโลวจุนหงีท่านจงพูดจาแก้ไขให้พวกชาวด่านเปิดทางจงได้ ซ้องกั๋งรับคำแล้วมาเตรียมทหารเอกที่มีฝีมือสิบสองนาย ทหารเลวพอสมควรคอยท่าอาวเอี๋ยนซีหนึงจะมารับ

ฝ่ายอาวเอี๋ยนซีหนึงครั้นมาถึงเมืองไต้เหลียว จึงเข้าไปแจ้งความแก่ไต้เหลียวอ๋องตามคำสั่งซ้องกั๋งสั่งมาทุกประการ ไต้เหลียวอ๋องได้แจ้งมีความยินดีจึงสั่งอาวเอี๋ยนซีหนึงให้กลับไปบอกซ้องกั๋งว่าเรามีความรักใคร่เหมือนอย่างญาติสนิทมิได้มีความรังเกียจสงสัยเลย ซึ่งซ้องกั๋งจะเข้ามาอยู่ในเมืองปาจิวนั้นเราก็เห็นชอบด้วยเมืองปาจิวเป็นเมืองเอก ถึงพวกเมืองตังเกียจะยกกองทัพมาสักเท่าใดก็อาจจะต่อสู้ได้ ท่านจงรีบกลับไปนำซ้องกั๋งกับทหารเข้ามายังเมืองปาจิวเถิด อาวเอี๋ยนซีหนึง คำนับกลับมาเมืองกีจิวเข้าไปแจ้งความแก่ซ้องกั๋งตามคำไต้เหลียวอ๋องสั่งมา แล้วบอกว่าเวลาค่ำวันนี้เชิญท่านเข้าไปอยู่เมืองปาจิวเถิด ซ้องกั๋งได้ฟังมีความยินดีจึงว่าเราได้เตรียมการจะเข้าไปนั้นพร้อมแล้วจะต้องรอเวลาให้ค่ำเสียก่อนจึงคอยยกไป แล้วสั่งคนใช้ให้จัดโต๊ะและสุรามาเลี้ยง ซ้องกั๋งกับอาวเอี๋ยนซีหนึงกินโต๊ะเสพสุราอยู่จนพลบ ครั้นกินโต๊ะเสร็จแล้ว อาวเอี๋ยนซีหนึงจึงว่าเวลาค่ำแล้วเชิญท่านพาทหารเข้าไปเมืองปาจิวเถิด ซ้องกั๋งก็ยกทหารออกจากเมืองกีจิว อาวเอี๋ยนซีหนึงเป็นผู้นำทางไป

ครั้นเดินทางล่วงมาประมาณยี่สิบลี้ ซ้องกั๋งจึงว่าเราและท่านพากันรีบมาโดยด่วน ลืมโงวหยงซินแสที่ปรึกษาเสียได้ เรามิต้องหยุดคอยท่าอยู่ที่นี่หรือ อาวเอี๋ยนซีหนึงจึงว่าอย่าต้องหยุดคอยท่าให้ป่วยการ ถ้าโงวหยงรู้ก็จะรีบตามมาดอก ซ้องกั๋งว่าท่านพาเราล่วงเข้าในเมืองปาจิวแล้วโงวหยงจะตามเข้าไปอย่างไร ก็ด้วยด่านทางรักษากวดขันนัก อาวเอี๋ยนซีหนึงว่าท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะสั่งกุนซือผู้รักษาด่านมิให้หน่วงเหนี่ยวไว้ พูดแล้วก็พากันรีบมาถึงด่าน อาวเอี๋ยนซีหนึงจึงเรียกให้ชาวด่านเปิดประตูรับเข้าไปทั้งสองตำบล แล้วสั่งเอี๊ยะเจียงก๊วน บุนอันกุ้ย ผู้รักษาด่านว่าถ้ามีผู้มาร้องเรียกให้เปิดประตูด่าน บอกชื่อว่าโงวหยงแล้วจงเปิดให้ ผู้รักษาด่านได้แจ้งจึงจดหมายวันคืนและชื่อโงวหยงไว้ตามคำอาวเอี๋ยนซีหนึงสั่ง อาวเอี๋ยนซีหนึงกับทหารตรงไปเมืองปาจิว พอรุ่งสว่างอาวเอี๋ยนซีหนึงจึงบอกซ้องกั๋งว่าขอเชิญท่านและทหารหยุดพักอยู่ที่กงก๊วนนอกเมืองก่อน ข้าพเจ้าจะเข้าไปแจ้งความแก่ก๊กกู๋ผู้ว่าราชการให้ทราบจะได้ออกมาต้อนรับเชิญท่าน

พูดแล้วคำนับลาเข้าไปในเมืองแจ้งความตามที่ไปเกลี้ยกล่อมซ้องกั๋งและพาตัวมาถึงเมืองปาจิวให้ก๊กกู๋ฟังทุกประการ ก๊กกู๋ได้แจ้งมีความยินดีด้วยเสร็จการศึก จึงถามอาวเอี๋ยนซีหนึงว่า บัดนี้ซ้องกั๋งมาอยู่แห่งไร อาวเอี๋ยนซีหนึงบอกว่าหยุดพักอยู่ที่กงก๊วน อาวเอี๋ยนซีหนึงก็พาก๊กกู๋ออกมาหาซ้องกั๋งต่างคนคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว ก๊กกู๋จึงว่าอาวเอี๋ยนซีหนึงบอกว่าท่านมีใจสามิภักดิ์สมัครมาทำราชการอยู่ด้วยเจ้านายของข้าพเจ้า ๆ มีความยินดี เชิญท่านพาทหารเข้าไปหยุดพักที่กงก๊วนในเมืองจะได้พูดจาเป็นที่สบาย ซ้องกั๋งว่าท่านมีใจรักอุตส่าห์ออกมารับถึงนอกเมืองนั้นขอบใจนัก ข้าพเจ้าก็หมายเอาท่านเป็นที่พึ่ง อนึ่งข้าพเจ้าเป็นคนใหม่เพิ่งเข้ามาสามิภักดิ์ ไม่รู้จักขนบธรรมเนียมราชการจะพลั้งพลาดประการใดท่านจงให้อภัยและสั่งสอนด้วย ก๊กกู๋ตอบว่าท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะช่วยอุปถัมภ์ท่านและทหารทั้งปวงมิให้ลำบาก พูดแล้วพาซ้องกั๋งกับทหารเอกทหารรองเข้าไปอยู่กงก๊วนในเมือง

ฝ่ายโลวจุนหงีครั้นแจ้งในอุบายแล้ว จึงจัดทหารยกกองทัพออกจากเมืองเง็กซันกุ้ยรีบมาถึงเมืองกีจิว พอพบโงวหยงก็มีความยินดี โงวหยงจึงบอกโลวจุนหงีว่าท่านจงคุมทหารเดินทัพตามข้าพเจ้าไปแต่ห่าง ๆ เห็นว่าใกล้จะถึงค่ายแล้ว จงเร่งทหารตามรุกไล่เข้าไปให้กระชั้น ถ้าด่านเปิดประตูรับข้าพเจ้าเข้าในประตู ท่านจงขับม้าพาทหารถลันตามเข้าไปในด่านให้จงได้ โลวจุนหงีตอบว่าท่านอย่าวิตก เราจะทำตามคำสั่งทุกประการ โงวหยงจึงให้หลวงจีนลูตีซิม บู๊สงแต่งตัวตามเพศหลวงจีน เกยเตียน เกยโป ลี้ลิบ ลิหุน เอียหลิม เจียะย้ง ซิเซียน ตวนเก็งจู๊ แป๊ะสิน หยกเปาสี สิบสองนายแต่งตัวเป็นราษฎรมีอาวุธสำหรับมือซ่อนไปทุกคน โงวหยงก็ขับม้าออกจากเมือง ทหารที่เป็นหลวงจีนและราษฎรก็เดินตามไปข้างหลัง โลวจุนหงียกกองทัพตามไปเป็นลำดับ เดินทางมาใกล้ด่านเอี๊ยะเจียงก๊วน โงวหยงก็รีบขับม้าทำเป็นหนี หลวงจีนและทหารที่แปลงตัวก็ไล่ตาม โลวจุนหงีเร่งขับทหารรุกไล่ไปโดยด่วน โงวหยงจึงแสร้งทำหน้าซีดตัวสั่นขับม้ามาถึงประตูเรียกทหารรักษาด่านให้เปิดรีบ ทหารที่อยู่ในด่านร้องถามว่าท่านชื่อเสียงอย่างไร มีธุระจะเข้ามาหาใคร โงวหยงบอกว่าเราชื่อโงวหยงที่ปรึกษาจะรีบเข้าไปหาซ้องกั๋งในเมืองปาจิวจงเปิดประตูรับเราโดยเร็ว พวกโลวจุนหงีไล่ตามกระชั้นใกล้เข้ามาแล้ว ทหารรักษาด่านได้แจ้งจึงเปิดประตูรับตามคำอาวเอี๋ยนซีหนึงสั่ง โงวหยงก็ขับม้าตรงเข้าไปในประตู พอทหารสิบสองนายตามมาทันวิ่งถลันเข้าไปในประตูชาวด่านก็กั้นกางไว้ไม่ให้เข้าไป ทหารสิบสองนายชักอาวุธฆ่าฟันผู้รักษาประตูด่านตายสิ้นแล้วไล่ฆ่าฟันทหารที่รักษาหน้าที่เชิงเทินเป็นอลหม่าน โลวจุนหงีก็ขับทหารตามเข้าไปได้ฆ่าพวกฮวนที่รักษาด่านตายสิ้น โงวหยงก็ชักม้าล่วงด่านเลยไป ทหารที่แปลงตัวและกองทัพโลวจุนหงีก็ไล่ติดตามไปจนถึงด่านบุนอันกุ้ย โงวหยงก็เรียกชาวด่านให้เปิดประตูรับ ทหารที่แปลงตัวและทหารในกองก็ขับทหารไล่เลยเข้าไปในด่านได้ไล่ฆ่าฟันพวกฮวนตายลงเป็นอันมาก ที่เหลือตายก็เปิดประตูหลังด่านหนีไปสิ้น โงวหยงขับม้าหนีเลยไปเมืองปาจิว โลวจุนหงีก็พักทหารอยู่ในตำบลบุนอันกุ้ย ปรึกษาการที่จะเข้าตีเมืองปาจิว ทหารทั้งปวงตอบว่าจะรีบยกกองทัพเข้าติดเมืองในขณะนี้ยังไม่ได้ ต้องรอฟังข่าวซ้องกั๋งและโงวหยงดูให้แน่เสียก่อน ถ้าเห็นว่าพวกในเมืองเชื่อถือเป็นปกติแล้วเราจึงยกเข้าติดเมือง โลวจุนหงีได้ฟังก็เห็นชอบแต่งทหารปลอมไปสอดแนมฟังข่าวในเมืองมิได้ขาด

ฝ่ายโงวหยงมาถึงเมืองปาจิวแล้ว จึงบอกทหารที่รักษาหน้าที่ให้ไปแจ้งความแก่อาวเอี๋ยนซีหนึงให้ทราบ อาวเอี๋ยนซีหนึงได้แจ้งมีความยินดีจึงชวนก๊กกู๋ออกมารับโงวหยงเข้าไปในเมือง โงวหยงจึงบอกก๊กกู๋ว่าอาวเอี๋ยนซีหนึงพาซ้องกั๋งมานั้น ข้าพเจ้าไม่ทันรู้ตัวมัวดูหนังสืออยู่ในห้อง ต่อเวลารุ่งสว่างจึงรีบตามมา พอพบโลวจุนหงีคุมกองทัพไล่ตามมาข้างหลังเกือบจะจับได้ ข้าพเจ้าขับม้าล่วงด่านเข้ามาทั้งสองตำบล พวกด่านกับพวกโลวจุนหงีจะรบสู้กันอย่างไรไม่แจ้ง

ขณะนั้นทหารรักษาด่านที่หนีไปได้เข้ามาแจ้งความว่า โลวจุนหงียกกองทัพตีด่านแตกทั้งสองตำบลแล้ว บัดนี้พาทหารมาตั้งมั่นอยู่ในด่านบุนอันกุ้ย ก๊กกู๋ได้แจ้งมีความวิตกยิ่งนักจึงเกณฑ์ทหารขึ้นรักษาที่เชิงเทินเป็นสามารถ จึงปรึกษาอาวเอี๋ยนซีหนึงว่าโลวจุนหงียกกองทัพตีด่านเข้ามาถึงสองตำบล เราจะแต่งทหารคุมกองทัพออกไปรบถึงด่านหรือจะตั้งมั่นรับมือในเมืองประการใด อาวเอี๋ยนซีหนึงไม่ทันตอบ ซ้องกั๋งจึงพูดว่าเดิมเราได้สัญญาไว้กับอาวเอี๋ยนซีหนึงว่า โลวจุนหงียกกองทัพมาถึงเมืองปาจิว เราพูดจาชักชวนให้อยู่ทำราชการในไต้เหลียวอ๋อง ถ้าโลวจุนหงีไม่สมัครแล้วเราจะขอต่อสู้กว่าจะสิ้นกำลัง ซึ่งท่านคิดจะแต่งกองทัพออกไปรบถึงด่านนั้นของดไว้ก่อน แม้นโลวจุนหงียกมาถึงเมืองเมื่อใด เราจะรับป้องกันมิให้เป็นอันตราย ก๊กกู๋ได้ฟังและไม่เข้าใจในอุบายสำคัญว่าจริงจึงมอบให้ซ้องกั๋งตรวจตราหน้าที่เชิงเทินรักษาบ้านเมืองโดยลำพัง ทหารที่มาสอดแนมก็ไปแจ้งแก่โลวจุนหงีให้ทราบทุกประการ โลวจุนหงีได้แจ้งมีความยินดีจึงจัดทหารยกออกจากด่านมาถึงหน้าเมืองปาจิว พอแลเห็นซ้องกั๋ง อาวเอี๋ยนซีหนึงและผู้ว่าราชการกับนายทหารขึ้นตรวจตราหน้าที่เชิงเทินพร้อมกัน โลวจุนหงีจึงขับม้าเข้าไปใกล้เชิงเทินแล้วร้องว่า เหตุใดตัวจึงกลับใจเป็นคนทรยศไม่ตั้งอยู่ในความกตัญญูไปเข้าสามิภักดิ์อยู่เป็นข้าพวกศัตรู มิได้คิดถึงพระเดชพระคุณพระเจ้าแผ่นดินซ้องที่มีความกรุณาชุบเลี้ยงให้มียศ

ซ้องกั๋งตอบว่า เราอุตส่าห์เข้าไปทำราชการในเมืองตังเกียจนยกกองทัพมาปราบปรามหัวเมืองฝ่ายเหนือมีความชอบหลายครั้ง ขุนนางพวกกังฉินก็ปกปิดความชอบเสีย แล้วกลับยุยงหาข้อผิดเราต่างๆ เจ้าแผ่นดินซ้องเป็นเด็กหนุ่มรู้ไม่ถึง ทำตามถ้อยคำคนกังฉินทุกอย่าง เรามีความเจ็บแค้นมาช้านาน พอไต้เหลียวอ๋องมีหนังสือให้อาวเอี๋ยนชีหนึงไปพูดจาชักชวนเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไต้เหลียว ครั้นเราจะแจ้งความแก่ท่านตามจริงก็กลัวจะมีความสงสัยจึงรีบเข้ามาสามิภักดิ์ ไต้เหลียวอ๋องจึงตั้งให้เราเป็นที่ตินก๊กไต้เจียงกุ๋น ผู้สำเร็จราชการฝ่ายทหารมียศศักดิ์ใหญ่กว่าเป็นขุนนางเมืองตังเกียเสียอีก เราตั้งใจคอยท่านหมายจะชวนเข้ามาอยู่พึ่งบารมีไต้เหลียวอ๋องให้พร้อมพี่น้องมีความสุขพ้นภัยแห่งขุนนางพวกกังฉินเมืองตังเกีย เชิญท่านพาทหารซึ่งเป็นพี่น้องของเราเข้ามาพักอยู่ในเมืองปาจิวก่อนแล้วจึงพากันไปเฝ้าไต้เหลียวอ๋องจะได้ตั้งแต่งให้มีบรรดาศักดิ์พร้อมกัน

โลวจุนหงีได้ฟังดังนั้นแสร้งทำเป็นโกรธร้องตวาดว่า เดิมเราเป็นเศรษฐีอยู่เมืองปักเกียมีความสุขสบาย ตัวกับโงวหยงแกล้งทำกลอุบายให้เราพลัดพรากจากถิ่นฐานแล้วเกลี้ยกล่อมให้เราเข้าก๊กเป็นพวกโจรอยู่เขาเนียซัวเปาะ พระเจ้าซ้องฮุยจงจึงมีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมเข้ามาทำราชการพระราชทานยศและทรัพย์เป็นอันมาก เราก็ตั้งใจทำราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยสุจริตมิได้คิดทำใจเป็นสอง ซึ่งตัวจะมาชักชวนให้ไปอยู่กับเจ้าเมืองไต้เหลียวนั้นจะให้เราเชื่อทำตามถ้อยคำกระไรได้ด้วยตัวประพฤติการเป็นทุจริตแล้ว

ซ้องกั๋งเห็นโลวจุนหงีพูดจาสมกลอุบายที่คิดไว้ มีความยินดี จึงแสร้งพูดว่าเราชักชวนมาอยู่ปรารถนาจะให้มีความสุขเห็นหน้าพร้อมกันก็ไม่เห็นดีด้วย เจ้ากับเราเป็นขาดจากไมตรีและพี่น้องตั้งแต่วันนี้ สืบไปภายหน้าต้องคิดอ่านเป็นศัตรูล้างผลาญกันไปกว่าจะสิ้นชีวิต จงเร่งเตรียมตัวและทหารไว้เถิดเราจะยกกองทัพไปตัดเอาศีรษะเป็นของกำนัลไต้เหลียวอ๋องนายของเราเป็นบำเหน็จมือ แล้วผินหน้ามาถามทหารทั้งปวงว่าแต่ก่อนเราว่ากล่าวสิ่งใด โลวจุนหงีก็เชื่อทำตามถ้อยคำเราทุกอย่างบัดนี้ โลวจุนหงีเอาใจออกห่างจากเรานั้นเจ้าทั้งหลายเห็นดีแล้วหรือ ฮวยหยง ลิมชอง จูตง มกหองเข้าใจในอุบายจึงพูดว่า โลวจุนหงีเป็นคนทรยศไม่ซื่อตรงต่อท่าน ข้าพเจ้ามีความแค้นนักจะขอคุมทหารยกออกไปตัดเอาศีรษะโลวจุนหงีมาให้ท่านจงได้ แต่ทหารพี่น้องที่มาในกองทัพ ข้าพเจ้าจะพูดจาไต่ถามให้ได้ความก่อน ถ้ามิสมัครโดยแท้แล้วจะตัดเอาศีรษะมาเหมือนกัน

เมื่อซ้องกั๋งและโลวจุนหงีกับทหารพูดกันอยู่นั้น อาวเอี๋ยนซีหนึง ก๊กกู๋และทหารฮวนมิได้มีความสงสัย ฮวยหยง ลิมชอง จูตง มกหองก็คำนับลามาขึ้นม้าพาทหารเปิดประตูเมืองออกไป โลวจุนหงีก็ขับม้าตรงเข้ารบกับฮวยหยงได้ประมาณยี่สิบเพลง ฮวยหยงแกล้งทำอ่อนกำลัง ลิมชองก็ขับม้าถลันเข้ารบ แต่เปลี่ยนรบแก้เกี้ยวทำแพ้ไปทั้งสี่นาย โลวจุนหงีก็ขับทหารรุกไล่ฮวยหยง ลิมชอง จูตง มกหองก็ชักม้าพาทหารหนีกลับเข้าเมือง โลวจุนหงีก็ขับม้าพาทหารไล่ตามเข้าไปในประตูเมือง ซ้องกั๋งเห็นได้ทีก็ยกทหารลงจากเชิงเทินสมทบทหารเป็นกองเดียวกัน ไล่ฆ่าฟันทหารฮวนเมืองปาจิวตายลงเป็นอันมากที่เหลือตายก็มิได้คิดต่อสู้ พากันละหน้าที่หนีไปหาครอบครัวทั้งสิ้น ทหารซ้องกั๋งจับอาวเอี๋ยนซีหนึงและก๊กกู๋มัดมาส่งให้ ซ้องกั๋งจึงให้ทหารแก้มัดออกแล้วเชิญให้นั่งที่สมควร จึงพูดว่า เอ๋ลุดติดฮุย เจ้าเมืองไต้เหลียวเจ้านายของท่านเป็นคนเขลาปัญญา ไม่รู้จักประมาณกำลังตนและกำลังท่าน จะทำการสิ่งใดก็กระทำตามอำนาจโวหารและความหลงผิด มิได้ตรึกตรองให้เห็นเหตุในกลอุบายแห่งข้าศึกจึงต้องเสียบ้านเมืองเขตแดนแก่พวกเรา ถึงเมืองไต้เหลียวเล่าก็อย่าสำคัญว่าเป็นที่มั่น เราคงจะคิดอ่านตีเอาให้จงได้ ท่านจงพาครอบครัวไปเสียให้พ้น เมืองปาจิวนี้เป็นสิทธิ์แก่เราแล้ว อาวเอี๋ยนซีหนึง ก๊กกู๋ได้ฟังถ้อยคำซ้องกั๋งพูดเปรียบเปรยก็มีความแค้นนัก แต่ไม่รู้ที่จะโต้ตอบประการใด จึงจำใจคำนับลาพาครอบครัวออกจากเมืองปาจิวขึ้นไปเมืองไต้เหลียว ซ้องกั๋งจึงให้ทหารไปป่าวร้องราษฎรที่แตกตื่นให้พาครอบครัวเข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนาเป็นปกติ ให้โลวจุนหงียกกองทัพกลับไปรักษาเมืองกีจิว อนึ่งด่านทางหัวเมืองเล็กน้อยก็จัดทหารที่มีสติปัญญาไปรักษาไว้ทุกแห่งทุกตำบล

ฝ่ายอาวเอี๋ยนซีหนึง ก๊กกู๋พาครอบครัวมาถึงเมืองไต้เหลียวก็พากันเข้าไปคำนับไต้เหลียวอ๋องแจ้งความตามซึ่งเสียกลและเสียเมืองให้ทราบทุกประการ ไต้เหลียวอ๋องได้แจ้งมีความโกรธเป็นอันมากจึงว่า เดิมเราคิดจะแต่งแม่ทัพคุมทหารไปรักษาเมืองปาจิวมิให้มีอันตราย อาวเอี๋ยนซีหนึงอวดว่าเป็นคนมีสติปัญญารับอาสาไปเกลี้ยกล่อมซ้องกั๋งให้เข้ามาอาศัยอยู่ในมองปาจิว ซ้องกั๋งจึงซ้อนกลตีเอาเมืองปาจิวได้เละซึ่งเราเสียเมืองปาจิวนั้นเพราะความคิดอาวเอี๋ยนซีหนึงเป็นต้นเหตุให้เอาตัวอาวเอี๋ยนซีหนึงไปฆ่าเสีย

งิดงวนก๊วงทหารเอกจึงว่าไต้เหลียวอ๋องให้ลงโทษอาวเอี๋ยนซีหนึงถึงสิ้นชีวิตนั้นถูกต้องตามอาญาศึกทุกประการ แต่ข้าพเจ้าคิดตรึกตรองเห็นว่าอาวเอี๋ยนซีหนึงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ทำราชการมาหลายชั่วคน ซึ่งคิดการเกลี้ยกล่อมนั้นหวังประโยชน์มิให้ไพร่พลทหารได้รับความลำบาก การก็แปรปรวนไปไม่สมหมายจึงมีความผิดเพราะรู้เท่าไม่ถึงความจะฆ่าเสียก็ไม่ต้องการ ข้าพเจ้าขอรับประกันชีวิตไว้ให้ทำการแก้ตัวสักครั้งหนึ่งก่อน และซึ่งซ้องกั๋งถืออำนาจเจ้าแผ่นดินซ้องมากระทำการข่มเหงตีเอาบ้านเมืองและเขตแดนของไต้เหลียวอ๋องนั้น ข้าพเจ้าจะขออาสาคุมทหารเอกสิบเอ็ดนาย ทหารโทยี่สิบแปดนายยกกองทัพไปปราบปรามซ้องกั๋งตีเอาบ้านเมืองเขตแดนคืนมาให้จงได้ เอ๋ลุดติดฮุยได้ฟังก็เห็นชอบจึงยกโทษอาวเอี๋ยนซีหนึงเสียแล้วให้คงที่อยู่ในยศศักดิ์

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ